หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
แนวทางการเจริญสติที่เหมาะสมกับยุคสมัย
สมาธิภาวนาในชีวิตประจำวัน, สมาธิภาวนาในสังคมร่วมสมัย
สติปัฏฐาน | สมาธิ | วิปัสสนา | ภาวนา | สติ 20/7/51 โพสต์โดย KSB
คำตอบ
1 จาก 22
กรรมฐาน 40
กรรมฐาน 40 เป็นอุบาย40วิธีที่ใช้ฝึกจิตให้เกิดสมาธิ ก็คือสิ่งที่เอามาให้จิตกำหนด เพื่อชักนำให้เกิดสมาธิ พอจิตกำหนดจับสิ่งนี้เข้าแล้ว จะชักนำให้จิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งนี้ จนเป็นสมาธิได้มั่นคงและเร็วที่สุด ในคัมภีร์อรรถกถาและปกรณ์ ได้รวบรวมแสดงกรรมฐานไว้ 40 อย่าง คือ

กสิณ 10 แปลว่า วัตถุอันจูงใจ หรือวัตถุสำหรับเพ่ง เพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ
เป็นวิธีใช้วัตถุภายนอกเข้าช่วย โดยวิธีเพ่งเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง มี 10 อย่าง คือ
ก.ภูตกสิณ 4 (กสิณคือมหาภูตรูป) ได้แก่ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ
ข.วรรณกสิณ 4 ได้แก่ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ
ค.กสิณอื่นๆ ได้แก่ อาโลกกสิณ อากาสกสิณ
รายละเอียดกสิณทั้งสิบ

ปฐวีกสิณ/ - ปฐวีธาตุคืออาการที่เป็นลักษณะของแข็งทั้งปวง(ไม่ใช่เฉพาะดิน)กำหนดรู้สภาวะแห่งปฐวีธาตุคือ
-รูปร่างคงตัว รูปทรง3มิติ  น้ำหนักมาก อณูหยาบ   มีสภาพแข็ง เป็นต้น เป็นอารมณ์
 
อาโปกสิณ - คือ กำหนดรู้ ลักษณะเฉพาะของอาโปธาตุ มีความเหลว ความข้น มีน้ำหนัก มี3มิติ มีสภาพไหลไม่นิ่งไม่ทรงตัว มีความชุ่มเย็น มีอณูเล็กและละเอียดกว่าปฐวีธาตุ  
เตโชกสิณ - คือกำหนดรู้สภาวะเฉพาะแห่งเตโชธาตุ คือ ความพุ่งพล่าง ลุกโชน อณูละเอียดกกว่าอาโปธาตุ มีความร้อนมี น้ำหนักน้อย มีแสงหรือไม่ก็ได้ มีความโปร่งแสงไม่ใส เป็นต้น  
วาโยกสิณ - คือ ความมีอณูละเอียดมากกว่าเตโชธาตุ มีการไหลถ่ายเทอิสระ แทบไม่มีน้ำหนักมีความชุ่มเย็นแต่น้อยกว่าอาโปธาตุ มีความโป่งใส สัมผัสได้บางเบาเป็นต้น
นีลกสิณ - คือสภาวะทีมีความมืดทึบ คลื้ม เขียว ไม่สว่างของสีสัน  
ปีตกสิณ - คือสภาวะที่มีความเรืองรองของสีสัน
โลหิตกสิณ - กสิณคือสีแดง กสิณที่ใช้สีแดงเป็นอารมณ์  
โอทาตกสิณ - กสิณคือสีขาว กสิณที่ใช้สีขาวเป็นอารมณ์  
อาโลกกสิณ - กสิณคือแสงสว่าง กสิณที่ใช้แสงสว่างเป็นอารมณ์  
อากาสกสิณ - กสิณคือที่ว่างเปล่า,ช่องว่าง กสิณที่ใช้ที่ว่างเปล่าเป็นอารมณ์

อสุภะ 10 ได้แก่ การพิจารณาซากศพระยะต่างๆรวมกัน 10 ระยะ ตั้งแต่ศพเริ่มขึ้นอืด ไปจนถึงศพที่เหลือแต่โครงกระดูก
อนุสติ 10 คือ อารมณ์ดีงามที่ควรระลึกถึงเนืองๆ ได้แก่ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ มรณสติ กายคตาสติ อานาปานสติ อุปสมานุสติ
รายละเอียด อนุสติทั้งสิบ[ซ่อน]

พุทธานุสติ - ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือน้อมจิตระลึกถึง และพิจารณาคุณของพระองค์  
ธัมมานุสติ - ระลึกถึงพระธรรม(คำสั่งสอนของพระพุทธองค์) คือน้อมจิตระลึกถึง และพิจารณาคุณของพระธรรม  
สังฆานุสติ - ระลึกถึงพระสงฆ์ คือน้อมจิตระลึกถึง และพิจารณาคุณของพระสงฆ์  
สีลานุสติ - ระลึกถึงศีล และพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย  
จาคานุสติ - ระลึกถึงจาคะ ทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรม คือความเผื่อแผ่เสียสละที่มีในตน  
เทวตานุสติ - ระลึกถึงเทวดา หมายถึงเทวดาที่ตนเคยได้รู้ได้ยินมา และพิจารณาเห็นคุณธรรมซึ่งทำคนให้เป็นเทวดา ตามที่มีอยู่ในตน  
มรณสติ - ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาให้เกิดความไม่ประมาท  
กายคตาสติ - สติอันไปในกาย หรือระลึกถึงเกี่ยวกับร่างกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยด้วย ส่วนต่างๆคือ อาการ32อันไม่สะอาด ไม่งาม น่าเกลียด เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงไหลมัวเมา  
อานาปานสติ - สติกำหนดลมหายใจเข้าออก  
อุปสมานุสติ - ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบคือนิพพาน และพิจารณาคุณของนิพพาน อันเป็นที่หายร้อนดับกิเลสและไร้ทุกข์

อัปปมัญญา 4 คือ ธรรมที่พึงแผ่ไปในมนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย อย่างมีจิตใจสม่ำเสมอทั่วกันไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต โดยมากเรียกกันว่า พรหมวิหาร 4 คือ
เมตตา คือ ปรารถนาดี มีไมตรีอยากให้มนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย มีความสุขทั่วหน้า
กรุณา คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์
มุฑิตา คือ พลอยมีใจแช่มชื่นบาน เมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข และเจริญงอกงาม ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป
อุเบกขา คือ วางจิตเรียบสงบ สม่ำเสมอ เที่ยงตรงดุจตาชั่ง มองเห็นมนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย ได้รับผลดีร้าย ตามเหตุปัจจัยที่ประกอบ ไม่เอนเอียงไปด้วยชอบหรือชัง
อาหาเร ปฏิกูลสัญญา กำหนดหมายความเป็นปฏิกูลในอาหาร
จตุธาตุววัฏฐาน กำหนดพิจารณาธาตุ 4 คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตน โดยสักว่าเป็นธาตุ 4 แต่ละอย่างๆ
อรูป 4 กำหนดสภาวะที่เป็นอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ใช้ได้เฉพาะผู้ที่เพ่งกสิณ 9 อย่างแรก จนได้จตุตถฌานมาแล้ว กรรมฐานแบบอรูป มี 4 อย่าง คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
รายละเอียด อรูป 4[ซ่อน]

อากาสานัญจายตนะ - กำหนดช่องว่างหาที่สุดไม่ได้ (ซึ่งเกิดจากการเพิกกสิณออกไป) เป็นอารมณ์  
วิญญาณัญจายตนะ - กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ (คือเลิกกำหนดที่ว่าง เลยไปกำหนดวิญญาณแผ่ไปสู่ที่ว่างแทน) เป็นอารมณ์  
อากิญจัญญายตนะ - (เลิกกำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์ เลยไป) กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์  
เนวสัญญานาสัญญายตนะ - (เลิกกำหนดแม้แต่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย) เข้าสู่ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่


[แก้] ขีดขั้นความสำเร็จ
ขีดขั้นความสำเร็จของกรรมฐานแต่ละประเภท[ซ่อน]

กสิณ 10 ปฏิภาคนิมิต อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน  
อสุภะ 10 ปฏิภาคนิมิต อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน      
อนุสติ 8ข้อแรก  อุปจารสมาธิ      
กายคตาสติ ปฏิภาคนิมิต อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน      
อานาปานสติ ปฏิภาคนิมิต อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน  
อัปปมัญญา 3ข้อแรก  อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน    
อุเบกขาพรหมวิหาร  อุปจารสมาธิ    จตุตถฌาน  
อาหาเรปฏิกูลสัญญา  อุปจารสมาธิ      
จตุธาตุววัฏฐาน  อุปจารสมาธิ      
อากาสานัญจายตนะ  อุปจารสมาธิ    จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ  
วิญญาณัญจายตนะ  อุปจารสมาธิ    จตุตถฌาน วิญญาณัญจายตนะ  
อากิญจัญญายตนะ  อุปจารสมาธิ    จตุตถฌาน อากิญจัญจายตนฌาน  
เนวสัญญานาสัญญายตนะ  อุปจารสมาธิ    จตุตถฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนะ


[แก้] กรรมฐาน 2 อย่าง
ในคัมภีร์ทางพระอภิธรรมบรรยายเกี่ยวกับกรรมฐานไว้ว่า การงานที่เป็นเหตุแห่งการบรรลุธรรม

และแบ่งกรรมฐานเป็นสองอย่าง คือ

สมถะ เป็นอุบาย การยังกิเลส นิวรณ์ทั้งหลายให้สงบ ระงับ
วิปัสสนา เป็นปัญญา เห็นโดยอาการต่างๆ มีความไม่เที่ยง เป็นต้น


ดังนั้น สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรามฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา, กรรมฐานทำให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริง หมายถึงการปฏิบัติธรรมที่ใช้ปัญญาพิจารณาเป็นหลัก

วิปัสสนากรรมฐาน บำเพ็ญได้ โดยการพิจารณาสภาวธรรมหรือนามรูป คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะอินทรีย์ให้เห็นตามความเป็นจริง คือ เห็นด้วยปัญญาว่าสภาวธรรมเหล่านี้ ตกอยู่ในสามัญลักษณะหรือไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

วิปัสสนากรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มุ่งอบรมปัญญาเป็นหลักคู่กับ สมถกรรมฐาน ซึ่งมุ่งบริหารจิตเป็นหลัก ในคัมภีรทางพระศาสนาทั้งพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั่ว ๆ ไปมักจัดเอาวิปัสสนาเป็นแค่ สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา เพราะในวิภังคปกรณ์พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างนั้น ทั้งนี้ก็ยังพอจะอนุโลมเอาวิปัสสนาว่าเป็นภาวนามยปัญญาได้อีกด้วย เพราะในฏีกาหลายที่ท่านก็อนุญาตไว้ให้ ซึ่งท่านคงอนุโลมเอาตามนัยยะพระสูตรอีกทีหนึ่ง และในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคท่านก็อนุโลมให้เพราะจัดเข้าได้ในภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุข้อ ๑๐.

รายละเอียดวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือการเจริญปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่ การปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ ดังบรรยายไว้โดยละเอียดในมหาสติปัฏฐานสูตร ในพระไตรปิฎก

ระหว่างปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อผู้ปฏิบัติกำลังมนสิการขันธ์ ๕ อย่างหนึ่งอย่างใดอยู่โดยไตรลักษณ์ ผู้ปฏิบัติอาจเกิดวิปัสสนูปกิเลส (คือ อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ๑๐ อย่าง) ชวนผู้ปฏิบัติให้เข้าใจผิด คิดว่าตนได้มรรคผลแล้ว คลาดออกนอกวิปัสสนาวิถีได้

เนื้อหา [ซ่อน]
1 อารมณ์ของวิปัสสนา
2 การเรียนวิปัสสนากรรมฐาน
3 ประโยชน์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
4 ดูเพิ่ม
5 แหล่งข้อมูลอื่น
6 อ้างอิง



[แก้] อารมณ์ของวิปัสสนา
ตามหลักการที่พระพุทธเจ้าและพระอรรถกถาจารย์ได้วางไว้ เราสามารถทราบอารมณ์ของวิปัสสนาได้ด้วยการไล่ตามวิถีจิตไปตามกฏเกณฑ์และตามหลักฐาน ซึ่งจะพบว่ามีทั้งปรมัตถ์และบัญญัตติเป็นอารมณ์ กล่าวคือ เมื่อคิดถึงวิปัสสนาภูมิ เช่น ธรรมะ ๒๐๑ เป็นต้นตอนที่ทำวิปัสสนาอยู่ ก็มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์, แต่เมื่อนึกถึงพระพุทธพจน์ เช่น ชื่อของธรรมะ ๒๐๑ หรือ อาการของขันธ์เช่น ไตรลักษณ์ หรือ อิริยาบถต่างๆ เป็นต้น เป็นเครื่องกำหนด วิปัสสนาก็จะมีบัญญัติเป็นอารมณ์.

วิปัสสนาภูมิ ตามที่แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคนั้น ได้แก่ ธรรมมะ ๒๐๑ เป็นต้น เช่น

ขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒
ธาตุ ๑๘
อินทรีย์ ๒๒
อริยสัจ ๔
ปฏิจจสมุปบาท ๑๒
วิปัสสนาภูมิที่ยกมานี้ ท่านเอามาจากพระไตรปิก เช่นจาก สติปัฏฐานสูตร(ม.มู.) สังยุตตนิกาย(สุตฺต.สํ.) วิภังคปกรณ์(อภิ.วิ.) เป็นต้น. ที่ทราบได้ว่า วิสุทธิมรรคยกมาพอเป็นตัวอย่าง เพราะท้ายของวิปัสสนาภูมิทั้ง ๖ นี้ มี "อาทิ"ศัพท์(แปลว่า เป็นต้น)อยู่ด้วย. ฉนั้น ในปรมัตถมัญชุสา วิสุทธิมรรคมหาฏีกา จึงอธิบายอาทิศัพท์ ว่า หมายถึงอาหาร ๔ เป็นต้นด้วย และกล่าวต่อไปอีกว่า ให้ท่านผู้อ่านเทียบเคียงธรรมะหมวดอื่นๆ ตามนัยนี้ได้อีก.

ในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฏีกานั้น จะไม่มีการจำกัดให้วิปัสสนามีแต่ปรมัตถ์เป็นอารมณ์ เพราะในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาก็มีทั้งจุดที่ท่านแสดงให้วิปัสสนามีอารมณ์เป็นปรมัตถ์และเป็นบัญญัติก็มี ส่วนมติว่า "วิปัสสนามีอารมณ์เป็นปรมัตถ์เท่านั้น" เป็นมติของอาจารย์ชาวพม่ารุ่นหลังซึ่งเชิญเข้ามาในสมัยของพระอาจารย์ อาจ อาสภมหาเถระ มีอาจารย์เตชิน และอาจารย์สัทธัมมโชติกะ เป็นต้น. ในฝ่ายไทยเมื่อตรวจสอบตามสายวัดป่า ก็พบว่า ไม่มีข้อบัญญัติว่า "วิปัสสนามีอารมณ์เป็นปรมัตถ์เท่านั้น"มาแต่เดิม.


[แก้] การเรียนวิปัสสนากรรมฐาน
การเรียนวิปัสสนากรรมฐานนั้น ต้องเรียนศีลและสมาธิจนปฏิบัติได้มาก่อน หรืออาจเรียนไปพร้อมกันก็ได้ ซึ่งอาจจัดช่วงของการเรียนตามมหาสติปัฏฐานสูตรอรรถกถาได้เป็น ๒ ช่วงใหญ่ คือ

ช่วงปริยัตติ
อุคคหะ คือ การท่อง เพื่อทำให้จำวิปัสสนาภูมิ อันได้แก่ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท อาหาร เป็นต้นได้ โดยเลือกท่องเฉพาะส่วนที่สนใจก่อนก็ได้และต้องจำให้คล่องปากขึ้นใจพอที่จะคิดได้เองโดยไม่ต้องเปิดหนังสือ.
ปริปุจฉา คือ การหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้ได้รายละเอียดของวิปัสสนาภูมินั้น ๆ เพิ่ม ซึ่งอาจจะสงสัย หรือ ติดขัดอยู่ โดยอาจจะเปิดหนังสือค้น หรือไปสอบถามจากอาจารย์ผู้เชียวชาญชำนาญในสาขานั้น ๆ ก็ได้.
สวนะ คือ การฟัง หรือ อ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก เพื่อทำความเข้าใจหลักธรรมะโดยรวม ให้สามารถมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน.
ธารณะ คือ การจำธรรมะ ตามที่ได้อุคคหะ ปริปุจฉา สวนะมาได้ เพื่อจะนำไปพิจารณาในช่วงปฏิบัติต่อไป.
ช่วงปฏิบัติ
สังวระ คือ การปฏิบัติศีล.
สมาปัตติ คือ การปฏิบัติสมาธิให้ได้ อุปจาระหรืออัปปนา.
สัมมสนะ คือ การปฏิบัติวิปัสสนา คือ พิจารณาปัจจัตตลักษณะและสามัญญลักษณะด้วยการคิดหน่วงเอาธรรมะที่ได้ปริยัตติมานั้นมาแยกแยะหาความสัมพันธ์กันด้วยปัจจัตลักษณะ และเพ่งไตรลักษณ์ ในธรรมะที่ได้ปริยัตติมานั้นอีก ด้วยวิปัสสนาญาณซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า ธัมมนิชฌานักขันติญาณ. ในที่นี้ เฉพาะสัมมสนะนี้เท่านั้นที่เป็นช่วงปฏิบัติวิปัสสนา.
สถานที่สำหรับเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตามมหาสติปัฏฐานสูตรบรรยายไว้สามแห่ง คือ ป่า โคนต้นไม้ ที่ว่างเปล่า (สุญญาคาร เรือนว่าง) แต่พึงทราบว่า ตามกัมมัฏฐานคหณนิทเทส ในวิสุทธิมรรคนั้น เนื่อจากท่านกล่าวอุปสรรคของวิปัสสนาให้มีแค่อย่างเดียว คือ การฝึกทำฤทธิ์เดชมีการเหาะเหิรเดินอากาศเป็นต้น(ถ้าแค่ฌานนั้นไม่นับเพราะง่ายกว่าฤทธิ์มาก) ฉะนั้น วิปัสสนาจึงปฏิบัติได้ทุกที่ แต่ที่ๆเหมาะสมที่สุด และควรจะหาให้ได้ ก็คือ ป่า โคนไม้ เรือนว่าง ห่างไกลคน โล่ง ๆ นั่นเอง เพราะจะทำให้ศีลและสมาธิดีกว่ามากมายยิ่งนัก ปัญญาก็จะกล้าขึ้นได้ไวไปด้วยเช่นกัน.

ญาณ๑๖ และ วิปัสสนาญาณ ๙
ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค และคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีการบรรยายขั้นต่างของการวิปัสสนา เป็น ๑๖ ขั้น หรือเรียกว่า ญาณ๑๖ (โสฬสญาณ) เป็นญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนา โดยลำดับตั้งแต่ต้น จนถึงจุดหมายคือมรรคผลนิพพาน คือ

นามรูปปริจเฉทญาณ หมายถึง ญาณกำหนดแยกนามรูป
นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หมายถึง ญาณจับปัจจัยแห่งนามรูป
สัมมสนญาณ หมายถึง ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้
ภังคานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
ภยตูปัฏฐานญาณ หมายถึง ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
ทีนวานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณคำนึงเห็นโทษ
นิพพิทานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
มุจจิตุกัมยตาญาณ หมายถึง ญาณหยั่งรู้อันใคร่จะพ้นไปเสีย
ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
สังขารุเบกขาญาณ หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
สัจจานุโลมิกญาณ หมายถึง ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์
โคตรภูญาณ หมายถึง ญาณครอบโคตร คือ หัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน
มัคคญาณ หมายถึง ญาณในอริยมรรค
ผลญาณ หมายถึง ญาณอริยผล
ปัจจเวกขณญาณ หมายถึง ญาณที่พิจารณาทบทวน
แต่เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนาญาณโดยเฉพาะ อันหมายถึงญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา จะมีเพียง ๙ ขั้น คือ ตั้งแต่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถึง สัจจานุโลมิกญาณ (ตามปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ(ขั้นหนึ่งใน วิสุทธิ๗)ที่บรรยายในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ นับรวม สัมมสนญาณ ด้วยเป็น๑๐ขั้น)

[แก้] ประโยชน์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์มาก คือ

ทำคนให้ฉลาด เพราะจะรู้จักทั้งบัญญัติและปรมัตถ์เป็นอย่างดี ละเอียดรอบคอบขึ้นมาก.
ทำคนให้มีศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม
ทำคนให้สนิทสนมกลมกลืนกัน กรุณาเอ็นดูสงสารกัน พลอยยินดีอนุโมทนาสาธุการเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี
ทำคนให้เว้นจากเบียดเบียนกัน เว้นจากการเอารัดเอาเปรียบกัน
ทำคนให้รู้จักตัวเอง และรู้จักปกครองตัวเอง
ทำคนให้ว่านอนสอนง่าย ไม่มานะถือตัว ไม่เย่อหยิ่งจองหอง
ทำคนให้หันหน้าเข้าหากัน เพราะต่างฝ่ายต่างลดทิฏฐิมานะลง
ทำคนให้หนักแน่นในกตัญญูกตเวทิตา
ทำคนให้เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเหตุว่า การปฏิบัติธรรมนี้ย่อมเป็นไปเพื่อคุณสมบัติเหล่านี้ คือ
เพื่อละนิวรณ์ ๕
เพื่อละกามคุณ ๕
เพื่อหัดให้คนเป็นผู้รู้จักประหยัด
เพื่อละอุปาทานขันธ์ ๕
เพื่อละสังโยชน์เบื้องต่ำ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท
เพื่อละคติ ๕ คือ นรก ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์ เทวดา
เพื่อละความตระหนี่ ๕ คือ ตระหนี่ที่อยู่ ตระหนี่ตระกูล ตระหนี่ลาภ ตระหนี่วรรณะ ตระหนี่ธรรม
เพื่อละสังโยชน์เบื้องบน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
เพื่อละตะปูตรึงใจ ๕ คือ สงสัยในพระพุทธ สงสัยในพระธรรม สงสัยในพระสงฆ์ สงสัยในสิกขา ความโกรธไม่พอใจในเพื่อนพรหมจรรย์
เพื่อละเครื่องผูกพันจิตใจ ๕ คือ ไม่ปราศจากความชอบใจทะยานอยากในกาม ในรูป ความสุขในการกิน การนอน การรักษาศีลเพื่อเทพนิกาย
เพื่อก้าวล่วงความโศกเศร้าเสียใจ (ทุกข์ทั้งหลาย) ดับทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน
อานิสงส์อย่างสูงให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ อย่างกลางก็ให้สำเร็จเป็นพระอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน อย่างต่ำไปกว่านั้นที่เป็นสามัญ ก็เป็นผู้ที่มีคติเที่ยงที่จะไปสู่สุคติ
ชื่อว่า ได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยปฏิบัติบูชา
ชื่อว่า เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า
ชื่อว่า เป็นผู้ได้บำเพ็ญสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะมีสติอยู่กับรูปนามเสมอ ความไม่ประมาทนั้นคือ อยู่ไม่ปราศจากสตินั่นเอง
ชื่อว่า ได้เป็นผู้ทรงธรรม
ชื่อว่า ได้เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้อง
ชื่อว่า ได้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ทางสายกลาง
ชื่อว่า ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง คือถึงด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติ คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เกิดกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ตั้งแต่ ภังคญาณ เป็นต้นไป จนถึง มรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ
21/7/51 โพสต์โดย kritsada34
2 จาก 22
เคยไปทำสมาธิกับพระอาจารย์ มิตซูโอะ ฮะ
คิดว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับสังคมยุคปัจจุบันพอสมควร
ไม่ตึงจนเกินไป ไม่หย่อน  กำลังสบาย

อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑
ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ
วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี


คำนำ


อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข เล่มที่ 1 , 2 และ 3

การจัดทำหนังสืออานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข เต็มชุดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากจะเป็นหัวข้อใหญ่และละเอียดอ่อนแล้ว ยังมีเรื่องรูปเล่ม รูปแบบ การแบ่งเล่ม จะเอาเฉพาะเรื่องการปฏิบัติ 16 ขั้นล้วนๆ หรือจะเอาธรรมะและเรื่องราวส่วนประกอบอื่นๆ รวมไว้ด้วย ทำอย่างไรจึงจะไม่ยาวเกินไป ที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นสำนวนและลีลาการสอนของท่านพระอาจารย์ล้วนๆ ทั้งหมด ในที่สุดได้ตัดสินใจว่าจะแบ่งเป็น 3 เล่ม ดังนี้

เล่มที่ 1 อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑ ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ

เล่มที่ 2 อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๒ ว่าด้วยอานาปานสติขั้นที่ 1-8 คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยมีเรื่องราวประกอบตามสมควร

เล่มที่ 3 อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๓ ว่าด้วยอานาปานสติขั้นที่ 9-16 คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน พร้อมธรรมะและเรื่องราวประกอบ

หวังว่าหนังสือชุดนี้ จะเป็นคู่มือสำหรับผู้ปฏิบัติได้ดีพอสมควร ขออนุโมทนากับทุกๆ ท่านที่มีส่วนช่วย รวมทั้งผู้ที่ช่วยอนุเคราะห์การจัดพิมพ์ด้วย

ขอกราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์ที่อนุญาตให้จัดทำ ได้ช่วยตรวจแก้และแนะนำในเรื่องต่างๆ และเหนือสิ่งอื่นใด คือกราบขอบพระคุณสำหรับธรรมะที่ท่านพระอาจารย์ได้เมตตามอบให้พวกเรา เพื่อเป็นแนวทางดำเนินชีวิตชอบต่อไป


มูลนิธิมายา โคตมี
กรกฎาคม 2547

few:
  2. โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ คือการคิดทบทวน พินิจพิจารณาด้วยเหตุผล
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง
เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งสำหรับพวกเราผู้ปฏิบัติธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักข้อหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็
เจริญขึ้น เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”

เมื่อเรามีกัลยาณมิตรแล้ว มีโอกาสได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ได้สนทนาธรรม
ได้รับการตักเตือนจากกัลยาณมิตร ได้ฟังเทปธรรมะ ได้อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ

ธรรมะที่จำได้จากการได้ยินได้ฟังเหล่านั้น ถ้าเป็นอาหารก็เป็นอาหารดิบ
ที่ยังอยู่ในโรงครัว เช่น ข้าวสาร เนื้อ ปลา ผัก น้ำมัน น้ำปลา เป็นต้น
ซึ่งแม้จะเป็นของเราก็จริง แต่ยังไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา

ต้องปรุงเป็นอาหารเสียก่อน แล้วก็กิน เคี้ยวๆ ให้มันละเอียดผสม
กับน้ำย่อยในปาก แล้วกลืนลงไปในท้อง ผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะ
อาหารอีกที จึงเกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเราจริงๆ

ธรรมะต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังก็เหมือนกัน แค่จำได้ คิดได้ พูดได้
ยังอยู่แค่ในสมองของเรา เหมือนอาหารดิบอยู่ในโรงครัวในบ้านเรา
ยังช่วยเราไม่ได้ ยังไม่ใช่ของเรา ยังไม่อาจจะบำรุงหัวใจของเราได้

เพื่อให้ธรรมะเข้าถึงใจ เราต้องอาศัยสติควบคุมความคิด
พิจารณาด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา พิจารณาลึกๆ เข้าไปในจิตใจ
ค่อยๆ ย่อย ค่อยๆ ย่อย จนใจเราเห็นดีเห็นชอบและยอมรับธรรมะนั้นๆ ด้วยใจ... จริงๆ
เหมือนกับว่าธรรมะเกิดขึ้นในใจของเราเอง เป็นปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิ

วันหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่บรรดาพระภิกษุทั้งหลาย
ทรงอธิบายถึง พละ 5 ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
แล้วทรงถามพระสารีบุตรว่า “ท่านเชื่อไหม”

พระสารีบุตร ตอบว่า “ยังไม่เชื่อพระเจ้าข้า”
บรรดาพระภิกษุทั้งหลายก็ตำหนิพระสารีบุตรว่าไม่เคารพพระพุทธองค์
แต่พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า “ถูกต้องแล้ว”

“พระสารีบุตรท่านเป็นผู้มีปัญญาสูง ท่านไม่เชื่อใครง่ายๆ แม้แต่
พระพุทธองค์ ท่านต้องพินิจพิจารณาตามเหตุผล ด้วยจิตใจของท่าน
คือ โยนิโสมนสิการ เสียก่อน”

ขนาดพระสารีบุตรฟังเทศน์พระบรมศาสดาแล้วยังต้องโยนิโสมนสิการ
ท่านให้พวกเราฝึกหัดเจริญโยนิโสมนสิการให้ดี
โยนิโสมนสิการนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งนักที่จะทำให้เกิดปัญญา

เมื่อใจของเราพอใจที่จะอยู่กับลมหายใจเข้าลมหายใจออก
ระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
ในขณะที่กระทบอารมณ์ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา
จิตใจของเราสงบเป็นปกติได้ นี้เป็นผลแห่งโยนิโสมนสิการที่สมบูรณ์

few:
  3. อัปปมาทะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราผู้ปฏิบัติธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือ
อัปปมาทะ ความไม่ประมาท คือ การมีชีวิตอยู่อย่างมีสติตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักข้อหนึ่ง เป็นเหตุให้อริยมรรคมีองค์ 8
ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญบริบูรณ์ เหมือนความถึง
พร้อมด้วยความไม่ประมาทนี้เลย”

ดังนั้น จงอาศัย ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้เกิด ให้มี ให้เป็น
อัปปมาทะ โดยสมบูรณ์เถิด

หลังจากตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระบรมศาสดา
ทรงอบรมสั่งสอนพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ตลอดเวลา 45 พรรษา

เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่า อีกไม่นาน ก็จะทรงเข้าสู่มหา
ปรินิพพาน ละสังขาร จะหมดลมหายใจแล้ว ท่านได้พยายามสอนดี
ที่สุด สั้นที่สุด เป็นปัจฉิมพุทโธวาท ดังนี้

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า
คงจะพูดได้ว่า พระธรรม หรือ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์
ทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ รวมอยู่ในคำเดียว คือ “อัปปมาทะ”

ผู้ที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อย่าประมาท
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของเก่า มีแต่จะหมดไป เสื่อมไปในที่สุด
ผู้ที่อยู่ที่สูง เมื่อตกลงมา ย่อมเจ็บหนักเป็นธรรมดา
จึงอย่าประมาท ให้หมั่นสร้าง ทาน ศีล ภาวนา อยู่เป็นนิตย์

ขอให้เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 จนกระทั่งเกิดมรรคสมังคี
สามารถละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสลงได้
อย่างน้อยก็ให้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน จึงจะมั่นใจได้ว่าไม่ตก
นรก และไม่ตกอบายภูมิอย่างแน่นอน เรียกว่า ผู้ไม่ประมาท

ตอนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงอัปปมาทะ ว่า

“ความไม่ประมาท เป็นทางอมตะ
ความประมาท เป็นหนทางแห่งความตาย
ผู้ไม่ประมาท ไม่มีวันตาย
ผู้ประมาท ถึงมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนตายแล้ว”

ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย
ความประมาท คือความไม่มีสติในความคิด ไม่มีสติควบคุมจิต
คิดฟุ้งซ่าน คิดน้อยใจ คิดเสียใจ คิดอาฆาตพยาบาท เป็นความคิดผิด
คิดผิดเมื่อใดก็ตายจากความดีเมื่อนั้น
จึงกล่าวว่า ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย

ในชีวิตประจำวัน ความประมาท คือ ความขาดสติ ทำให้เกิดความ
เสียหายและความตายจริงๆ เช่น ถ้าเดินหกล้ม เหยียบแก้ว หรือ
ขับรถประมาท เป็นความประมาทขาดสติทั้งนั้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
ทำให้บาดเจ็บ และอาจเสียชีวิตได้

ครูบาอาจารย์จึงพูดเตือนบ่อยๆ ว่า
“ขาดสติ 3 นาที ก็บ้า 3 นาที”

ผู้ประมาท ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตาย ตายจากความดีทุกประการ
อาจจะเลวยิ่งกว่าคนตายก็เป็นได้ ต้องระวังในชีวิตประจำวัน
ถ้าไม่ระวัง เราก็ทำบาปเพิ่มขึ้น ทำอกุศลกรรมอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา

เกียรติยศชื่อเสียง ความดีงามที่เราสะสมมาหลายสิบปีในปัจจุบันชาติก็ดี
ความดีงามที่สั่งสมมาจากชาติก่อนๆ ก็ดี ถ้าเราประมาทขาดสตินิดหน่อย
อาจจะสูญเสียไปหมด และเราอาจจะเสียชื่อเสียงไปทันทีก็เป็นได้

ความไม่ประมาทเป็นทางอมตะ
หมายถึงสภาวะที่ไม่มีความตาย ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา

เมื่อละกิเลส ตัณหา อุปาทานได้ สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์แล้ว
ก็ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เป็นอนัตตา
ก็ไม่มีใครตาย ไม่มีความรู้สึกว่ามีใครตาย สักแต่ว่าเป็น
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศ ธาตุรู้เท่านั้น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ เท่านั้น ไม่มีใครตาย

เมื่อเราไม่ประมาท เจริญสติอยู่ตลอดเวลา
ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เป็นมรรคสมังคี ก็ละสังโยชน์ เข้าสู่มรรคผลนิพพานได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรว่า
“เราไม่เกิดอีกแล้ว ความเกิดครั้งนี้เป็นความเกิดครั้งสุดท้าย
ของเรา” พระองค์ได้เข้าถึงอxxxาตุ วิสังขารธาตุ พุทธภาวะ
คือภาวะแห่งความเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง

“สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง”
การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ
นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

จงเป็นผู้ยินดีในการเจริญสติทุกเมื่อ
จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด

few:
  อปัณณกปฏปทา 3

อปัณณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด มี 3 อย่าง

1. อินทรียสังวร คือ สำรวมอินทรีย์ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2. โภชเน มัตตัญญุตา คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค
3. ชาคริยานุโยค คือ การประกอบความเพียร ไม่เห็นแก่นอน

อปัณณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ควรทำทุกคน ไม่ว่าผู้เจริญกรรมฐานแบบไหน
แม้แต่นักเรียน นักศึกษา ผู้ทำงานทุกชนิด ควรจะปฏิบัติอย่างยิ่ง ให้ปฏิบัติทุกคน
ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีสมองปลอดโปร่ง สติปัญญาเฉลียวฉลาด อารมณ์ดี
ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นข้อปฏิบัติที่ไม่มีโทษไม่ผิด


4. อินทรียสังวร

อินทรียสังวร คือ การสำรวมระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ขณะที่เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส รู้สัมผัสทางกาย
รู้ทางใจ ให้มีความสำรวมอยู่เสมอ

ระวังไม่ให้ยินดี ยินร้าย ไม่ให้ติดอารมณ์นั้นๆ ระวังทุกอย่าง
ตา หู จมูก ลิ้น กาย มือ แขน เท้า ปาก ใจ ระวังการกิน และที่
สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ระวังเรื่องการพูด แล้วก็ระวังเรื่องความคิด

พูดมากเรื่องมาก พูดน้อยเรื่องน้อย ไม่พูดไม่มีเรื่อง
การพูดนี้ ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทุกคนมีประสบการณ์
อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่เราไม่ค่อยรู้สึกตัวเท่าที่ควร
ปิดปากภายนอกก่อน แล้วค่อยปิดปากข้างใน คือ ความคิด

คิดมาก ทุกข์มาก คิดน้อย ทุกข์น้อย
รักษาใจให้สงบ รักษาความเป็นปกติของใจ คือ สงบเป็นปกติ
เมื่อใจสงบเป็นปกติ ใจเป็นศีล ศีลถึงใจ
ก็สะดวกที่จะฝึกอานาปานสติต่อไปได้

กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ปฏิบัติมากๆ
ทำให้อินทรียสังวรสมบูรณ์


5. โภชเน มัตตัญญุตา

โภชเน มัตตัญญุตา คือ “ กินน้อย” รู้จักประมาณในการบริโภค
การกินมาก เป็นอุปสรรคต่อการเจริญสติ เจริญสมาธิ เมื่อกินมาก
อาหารก็ทับขันธ์ เลือดจะต้องลงไปทำการย่อยอาหาร ทำให้เหนื่อย
ง่วงนอน ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไรเลย มีแต่อยากนอนอย่างเดียว
วิกาลโภชนา เวระมะณี คือการงดเว้นจากการบริโภคอาหารใน
เวลาวิกาล คือ ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเช้าวันใหม่ เป็นการช่วยจำกัด
การบริโภคเป็นอย่างดี และตอนเย็นพอท้องว่าง จะภาวนาได้ดี

กินพอดี พระพุทธเจ้าสอนว่า ก่อนที่จะรู้สึกอิ่ม 5 คำ ให้หยุด แล้ว
ดื่มน้ำครึ่งแก้วหรือหนึ่งแก้ว ถ้าทำได้อย่างนี้จะรู้สึกพอดี ตัวเบา
เจริญความเพียร เจริญอานาปานสติได้สะดวก
วิธีสังเกตเพื่อดูว่า เรากินมากไปหรือเปล่า คือ หลังจากรับประทาน
เสร็จแล้ว นั่งสมาธิได้สะดวกไม่อึดอัด ไม่รู้สึกไม่สบายท้อง ไม่ง่วง
ไม่จำเป็นต้องนอนพักผ่อนเพื่อย่อยอาหาร ก็ใช้ได้

ท่านให้เราพิจารณาอาหาร อาหารที่สะอาด น่ากิน เช่น แอปเปิ้ล
5 – 6 ลูก วางไว้ข้างหน้าเรา แล้วพิจารณา : แอปเปิ้ลนี้มาจากไหน
มาจากดิน เมล็ดแอปเปิ้ลเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นต้นใหญ่ๆ ผลิตผล
แอปเปิ้ลที่สวย น่ากิน น่ารับประทาน แอปเปิ้ล คือ “อาหาร”

เราหั่นแอปเปิ้ล แล้วใส่ปากเคี้ยว คำใหญ่ๆ หน่อย เคี้ยวๆ ๆ สัก 1 นาที
คายออกมาไว้บนฝ่ามือ แอปเปิ้ลเมื่อถูกเข้ากับร่างกายแล้ว
เป็นอย่างไร ท่านให้เราพิจารณาดู สกปรกใช่ไหม เราชอบไหม

อาหารที่เข้าปาก เคี้ยว กลืน ลงไปอยู่ในกระเพาะ ท่านเรียกว่า
“อาหารใหม่” เมื่อผ่านลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ย่อยๆ แล้วก็ถ่ายออก
มาทางทวารหนัก ท่านเรียกว่า “อาหารเก่า”

พิจารณาแล้ว ดูความรู้สึกของเราว่าเป็นอย่างไร
มันจะบอกความจริงบางอย่างแก่เรา
เราต้องพิจารณา เรียนรู้จากอาหาร อาหารใหม่-อาหารเก่า
พิจารณาอยู่อย่างนี้ ทัศนคติจะค่อยๆ เปลี่ยนไป

ติดอาหาร เรื่องกินนี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับสัตว์ อย่างพวกเราก็
เรียกว่า สัตว์มนุษย์ บางคนตลอดชีวิตไม่ต้องทำอะไรมาก ดิ้นรน
เพื่อกินอย่างเดียวก็มี แม้แต่อยู่ในวัด เราไม่มีภาระอะไร
บางทีเราอาจจะคิดเรื่องกินทั้งวันก็เป็นได้
บางคนก็ติดอาหาร ชอบอาหารบางอย่าง ต้องกินให้ได้
อาจก่อความทุกข์ เดือดร้อน ร้อนใจได้มากมายเหมือนกัน

กินเป็นยา การบริโภคอาหาร ท่านให้พิจารณาให้ดีแล้วค่อยฉัน
ฉันเป็นยา เพื่อความดำรงอยู่ได้ของชีวิตและเพื่อเกื้อxxxลการประพฤติ
พรหมจรรย์ หรือ การปฏิบัติธรรม เรียกว่า “กินแบบพระอริยเจ้า”


6. ชาคริยานุโยค

ชาคริยานุโยค คือการไม่เห็นแก่นอน นอนน้อย
มีสติตื่นอยู่เสมอ หมั่นประกอบความเพียรเพื่อชำระจิต

นอนให้พอดี เราพูดว่า “นอนน้อย” เพราะ ปกติเรานอนมาก
นอนพอดีนั่นแหละดีที่สุด ไม่น้อยไม่มาก ขจัดความง่วงเหงา
หาวนอน ความเซื่องซึม หดหู่ คือ ถีนมิทธะออกจากจิตใจของเรา

นอนมาก คนที่มีกามารมณ์มาก ติดสุข มักจะนอนมาก
คนที่มีวิภวตัณหามาก อะไรๆ ก็ไม่ชอบ ไม่อยากรู้ ไม่อยากทำ
อยากหนีจากปัญหา คือ จมอยู่ในสภาวะที่ไม่อยากจะรับรู้ อยากนอน
หลับอย่างเดียว จิตจมอยู่ในสัญญาขันธ์หรือที่ท่านเรียกว่า
สัญญาครอบงำจิต คือง่วงนอนหรือถีนมิทธะนั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนี้
สมาธิวิปัสสนาเกิดไม่ได้ ไม่มีทางรู้เห็นตามความเป็นจริงของ
ขันธ์ 5 ได้ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติเบื้องต้น ต้องนอนน้อยและตื่นอยู่เสมอ

ไม่นอน ผู้ปฏิบัติธรรมบางทีก็เนสัชชิก งดเว้นอิริยาบถนอน ปฏิบัติ
แต่อิริยาบถ 3 อย่าง คือ ยืน เดิน นั่ง ตลอดวัน ตลอดคืน
การปฏิบัติเนสัชชิก 3 วัน 7 วัน ตลอด 3 เดือน ก็มีเหมือนกัน
อันนี้ก็เป็นการประกอบความเพียรเพื่อแก้ถีนมิทธะนิวรณ์

ผู้เริ่มปฏิบัติก็อาจจะนอนคืนละ 5 ชั่วโมง แต่ถ้าปฏิบัติดีแล้ว
การพักผ่อนคืนละ 4 ชั่วโมงในช่วงมัชฌิมยาม คือ 4 ทุ่มถึง ตี 2
ก็เป็นการเพียงพอแล้ว

นอนตื่นเดียว หลวงพ่อชาสอนไว้ว่า เมื่อถึงเวลานอนให้สอนใจ
ตัวเอง แล้วอธิษฐานไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะไม่เอาความสุขในการนอน
ข้าพเจ้าจะขอพักผ่อนให้เพียงพอกับสภาพร่างกาย เมื่อข้าพเจ้า
รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อใด ข้าพเจ้าจะลุกขึ้นปรารภความเพียรต่อไป
ทันที” แล้วเอนกายนอนอย่างมีสติ

เมื่อมีความรู้สึกตัวขึ้นมาให้ลุกขึ้นทันทีและไม่ยอมให้หลับต่อไป
ตลอดวัน จนกว่าถึงเวลาที่จะกำหนดไว้ ไม่ใช่ดูนาฬิกาแล้ว
อีกสักครึ่งชั่วโมงนะ อีก 15 นาทีนะ แล้วก็ หลับๆ ตื่นๆ เป็นชั่วโมงๆ
นั่นเป็นอาการของกิเลสแท้ๆ

เมื่อปฏิบัติเช่นนี้บางครั้งก็อาจจะนอนเพียงครึ่งชั่วโมงบ้าง หนึ่ง
ชั่วโมงบ้าง สองสามชั่วโมงบ้าง ไม่จำเป็นต้องกำหนดชั่วโมงในการ
นอน วิธีนี้ทำได้ยากพอสมควร แต่เป็นวิธีขัดเกลากิเลสได้อย่างดี

ถ้าง่วงมาก หายง่วง จึงนอน
อีกอย่างหนึ่งท่านสอนไว้ว่า เมื่อง่วงนอน อยากนอน ไม่ให้นอน
ให้ปรารภความเพียรจนหายง่วงนอน เมื่อหายง่วงแล้วจึงนอน
พักผ่อน เพื่อให้ร่างกายพัก ตื่นขึ้นมาก็ปรารภความเพียรต่อไป

ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ บางครั้งนอนไม่กี่นาทีก็ตื่นขึ้นมา แล้วมี
ความรู้สึกสดชื่นเหมือนได้พักผ่อนหลายชั่วโมงก็มี แต่สำหรับ
พวกเราจะให้ปฏิบัติอย่างนี้ติดต่อกันหลายๆ วัน หรือปฏิบัติจน
หมดถีนมิทธะนิวรณ์ คงจะยากหน่อย

การนอนเป็นกิเลสที่ละเอียดพอสมควร ละเอียดกว่ากามและ
การกิน มีบางอาจารย์สอนว่า ความสุขที่สุดในโลกคือการนอนหลับ
ความสุขของชีวิตคือแค่นั้น อดกิน อดกาม อดได้ แต่อดหลับ ทำยาก !

ที่สุดของชาคริยานุโยค คือ หลับในตื่น ตื่นในหลับ

few:
  อารักขกัมมัฏฐาน 4

ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเจริญอารักขกัมมัฏฐานอย่างสม่ำเสมอ
ในการทำวัตรสวดมนต์ เราสาธยายธรรมะทั้ง 4 ข้อนี้เป็นประจำ
สม่ำเสมอทุกเช้า-เย็น ก็เพื่อให้เป็นอารมณ์กรรมฐาน เพื่อไม่ให้
อารมณ์โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ รบกวน ถ้าเรายังมีอารมณ์เหล่านี้
รบกวนอยู่ ก็เจริญอานาปานสติไม่ได้

อารักขกัมมัฏฐานมี 4 อย่าง คือ

1. พุทธานุสสติ การระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า
2. เมตตา การปรารถนาความสุขแก่ตนเองและแก่สัตว์โลกทั้งปวง
3. อสุภกรรมฐาน การพิจารณาร่างกายของตนและของผู้อื่น ให้เห็นว่าเป็นของไม่งาม
4. มรณัสสติ การระลึกถึงความตาย อันจะมีแก่ตนและผู้อื่น

อารักขกัมมัฏฐาน คือ ธรรมะที่จะรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติให้พ้น
จากภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากภายนอกและภายใจได้

ใครมีความโลภมาก..... ก็มีภัยมีปัญหา..... และมีทุกข์มากเป็นธรรมดา
ใครมีโทสะมาก..... ก็มีภัยมีปัญหา..... และมีทุกข์มากเป็นธรรมดา
ใครมีโมหะมาก..... ก็มีภัยมีปัญหา..... และมีทุกข์มากเป็นธรรมดา

ฉะนั้น การเจริญอารักขกัมมัฏฐาน ก็เพื่อช่วยรักษาใจ ไม่ให้เกิดกิเลส
3 ตัว คือ โลภะ โทสะ โมหะ นี้แหละ เป็นการรักษาตัวเราเองให้
ปลอดภัยจากภัยอันตรายและปัญหาต่างๆ ทั้งจากภายนอกและภายใน

โลภะ ถ้าไม่ให้เกิดอารมณ์โลภได้ ก็จะดำรงสัมมาอาชีวะ ทำมา
หากินทางสุจริตได้ ไม่คิดเอาเปรียบคนอื่น ไม่ลักขโมยของคนอื่น
ไม่คอรัปชั่น ยินดีในสิ่งที่ได้และพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ต้องทะเลาะกัน
ไม่ต้องกลัวตำรวจ ไม่ต้องติดคุกติดตะราง สงครามระหว่างประเทศ
ก็เกิดจากความโลภของมนุษย์ทั้งสิ้น ถ้าควบคุมความโลภได้
ก็สามารถคุ้มครองชีวิตให้อยู่ได้อย่างปลอดภัย

ราคะ ถ้าไม่ให้เกิดอารมณ์ราคะได้ ก็จะรักษาศีลข้อที่ 3 คือ ศีลข้อ
กาเมได้สบาย ไม่ต้องแย่งสามีภรรยาของเขา ไม่ต้องเที่ยวกลางคืน
ไม่ต้องเสี่ยงภัยจากโรคเอดส์ กามโรค โรคเหล่านี้ก็จะน้อยลง
คนเราทะเลาะกัน ฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน เพราะกามราคะนี้ก็มีมาก

โทสะ ถ้าไม่ให้เกิดอารมณ์โทสะได้ ก็จะไม่มีการทะเลาะวิวาทกัน
ไม่ตีกันฆ่ากัน ยิ่งถ้าเรามีเมตตาจิตแล้ว คนที่ไม่ชอบเราก็จะน้อยลง

โมหะ ถ้าไม่ให้เกิดอารมณ์โมหะได้ ก็จะไม่หลงลืม มีสติดี ขับรถก็
ปลอดภัย คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร ทุกอย่างก็จะมีเหตุผล
ความผิดพลาดก็น้อยลง

อสุภกรรมฐานใช้ปรับและแก้ ความโลภและราคะ
เมตตาใช้ปรับและแก้ ความโกรธ
มรณัสสติใช้ปรับและแก้ ความหลง
พุทธานุสสติใช้ปรับและแก้ ความกลัว ทำให้เกิด
ความศรัทธา และส่งเสริมการปฏิบัติให้ดียิ่งๆ ขึ้น


7. พุทธานุสสติ

การระลึกถึงพระพุทธคุณ
ทำให้จิตใจแจ่มใส สมองปลอดโปร่งเกิดกำลังใจแก่กล้า เอาชนะ
ความกลัวได้ โดยเฉพาะคนที่กลัวผีและสัตว์ป่าต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดศรัทธาในการศึกษาและปฏิบัติธรรม
ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา เอาจริงเอาจังในการฝึกเจริญ
อานาปานสติภาวนา ทำให้ใจสงบ

ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แล้วพิจารณาพระพุทธคุณ
มี พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ เป็นต้น
ทั้ง 3 อย่างนี้เป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบเทียบมิได้ของ
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลาย
พยายามทำใจนิ่งๆ สงบ รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ทำความรู้สึกน้อมเข้ามา น้อมเข้ามา

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
เป็นสรณะ ให้เกิดความยินดีปราโมทย์ นึกบริกรรม พุทโธก็ได้
หายใจเข้า นึกบริกรรมว่า พุท หายใจออก นึกบริกรรมว่า โธ นึกใน
ใจพุทโธๆ ๆ แล้วก็หยุดพุทโธ พิจารณาพระพุทธคุณพอสมควร
แล้วพุทโธๆ อีก ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น พยายามรักษาความรู้สึกปีติสุข
ยินดีปราโมทย์ในพระพุทธคุณ

น้อมเข้าไปจนถึงพุทธภาวะ คือ สภาวะของผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน
ให้เกิดขึ้นในใจของเรา ผลที่สุดก็จะเกิด ศรัทธา เชื่อมั่น และมั่นใจใน
การที่จะเจริญอานาปานสติและอริยมรรคมีองค์ 8 ให้สมบูรณ์บริบูรณ์

นี่เป็นวิธีเจริญพุทธานุสสติที่ถูกต้อง

ที่มา:  อานาปานสติ : วิถีแห่งความสุข ๑
ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ
วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
21/7/51 โพสต์โดย NiRider
3 จาก 22
ลองไปที่นี่ http://wimutti.net/pramote/
แล้วโหลดหนังสือ วิถีแห่งความรู้แจ้ง มาอ่านดูครับ
28/7/51 โพสต์โดย delusion
4 จาก 22
1. ถ้าได้เข้าไป web wimutti แล้ว อย่าลืมดูตารางเวลาที่พระอาจารย์ปราโมทย์อยู่นะครับ
เพื่อจะได้วางแผนการเดินทางไปเรียนไปท่านตามโอกาสที่เราสะดวกครับ
2. อีกวัดนึงอยู่ที่ชลบุรีเหมือนกันครับ คือ วัดบุญญาวาส ซึ่งพระอาจารย์ตั๋น ท่านเป็นเจ้าอาวาสครับ
ถ้ามีโอกาสก็เป็นวัดนึงในชีวิตที่น่าไปและเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการภาวนามากครับ
29/7/51 โพสต์โดย COACH
5 จาก 22
อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด  คือสภาวะธรรมที่จะนำไปสู่การเจริญสติ  และมีปัญญารู้แจ้งเห็นธรรม
13/8/51 โพสต์โดย kungems
6 จาก 22
สาธุ
27/7/52 โพสต์โดย suratat
7 จาก 22
ลุงศึกษาการเจริญสติมาตั้งแต่ปี2523
ทั้งบัญญัติและปฏิบัติหลากหลายไม่ยึดติดอาจารย์
ในสังคมเมืองในปัจจุบันแนวที่เหมาะสมที่สุดควรเป็นแนวดูจิต
เพราะปฏิบัติได้ทุกเวลาไม่เลือกสถานที่ เพียงแต่เลือกจังหวะที่เหมาะสมและปลอดภัย
เช่นของอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช
3/12/52 โพสต์โดย lungsem
8 จาก 22
กำหนด สมาธิให้อยู่กับลมหายใจ ที่เข้าออกให้สม่ำเสมอ ครับ

ลองทำดู บรรลุแน่
30/12/52 โพสต์โดย บ่บอก
9 จาก 22
หยุดเป็นตัวสำเร็จครับ ใจหยุดแล้วสำเร็จทุกอย่าง
20/1/53 โพสต์โดย อสูรโลกันต์
10 จาก 22
มีสติ รับรู้ความรู้สึก แยกอารมณ์กับความรู้สึกให้ออกจากกัน แค่นี้ก็ดำเนินจิตต่อไปได้แล้วครับ
19/6/53 โพสต์โดย xmen
11 จาก 22
การตามดูจิตค่ะ ต้องฝึกฝน ลองฟังจากพระอาจารย์ปราโมทย์ดูค่ะ
1/8/53 โพสต์โดย Jurisza
12 จาก 22
เจริญสติอยู่กับปัจจุบันสมัย เป็นแนวทางในยุคพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
21/9/53 โพสต์โดย โรมรัน
13 จาก 22
เดินตามอริยมรรค 8 สิครับ  แล้วท่าน   ก็จะมีความสุข
มรรค (ภาษาสันสกฤต : มรฺค; ภาษาบาลี : มคฺค) คือ หนทางถึงความดับทุกข์ เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ (เรียกว่า มัคคสัจจ์ หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) และนับเป็นหลักธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหนทาง 8 ประการด้วยกัน เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
  2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
  3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
  4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
  5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน
  6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
  7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
  8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
2/10/53 โพสต์โดย พีครับ
14 จาก 22
ต้องใช้พุท-โธควบคุม  เช่นเมื่อมีคนทำให้โกรธ ให้หายใจเข้า-ออกแรงๆ  สัก4-5เที่ยวพร้อมภาวนาพุท โธไปด้วย
ความโกรธที่จะตอบโต้เขาจะลดลงไปมาก  แล้วสังเกตุดูว่า ความโกรธก็อยู่ที่จิตของเรานี้เอง  ไม่ใช่อยู่ที่กาย
มันเกิดขึ้นมาได้  มันก็ต้องหายได้
6/10/53 โพสต์โดย dr. นคร 1
15 จาก 22
ต้องเว็บนี้แน่นอนที่สุด เพราะเป็นเว็บสำหรับบุคลอัจฉริยะ
------------------------------------------
ขอเชิญปัญญาชนคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย ศึกษาพุทธศาสนาดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

อันเป็นหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทเจ้า ที่ยังไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพียนมาก่อน

ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์  ที่มีเหตุผล  พิสูจน์ได้  ไม่มีความงมงาย และไม่มีใครจะโต้แย้งด้วยเหตุผลได้

ที่ทุกคนสามารถจะ "เข้าใจ" และ "เห็นแจ้ง" ได้  หรือศึกษาแล้วทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมได้

ที่เว็บ  "ฉันคืออะไร?"   www.whatami.net  -  เว็บไซต์สำหรับบุคคลอัจฉริยะ
9/12/53 โพสต์โดย whatami.net
16 จาก 22
http://www.wimutti.net/ สำหรับคนที่สนใจในการภาวนานะค่ะ เป็นหลักในการภาวนาลองฟังดูค่ะ ตั้งแต่การรู้จริตของตนเอง และจะภาวนาอย่างไหนดี
19/12/53 โพสต์โดย sky_winter_to_fly
17 จาก 22
ไม่มีคำว่า ยุคสมัย มีแต่คำว่า เสื่อมลง กิเลสหราขึ้น แล้วมาพยายามปรับพุทธให้เข้ากับโลก
เราเวียนตาย เวียนเกิดมาหลายรอบแล้ว จะบอกชาตินี้เราดีๆๆ อดีตชาติถ้าย้อนเป็นจะรู้ว่าเลวๆๆ  ไม่งั้นหลุดพ้นไปนานแล้ว ไม่มาวิ่งเล่นในวัฎสงสารหรอ
ธรรมของพระองค์ สอนเพื่อหลุดพ้น มิใช่สอนให้รวย ปลอดโรค แต่เอามาประยุกต์ จนงง
ลองปักธงตั้งเป้าหลุดพ้นซิ จะรู้ว่า ที่ใดควรอยู่  
เวลาเหลือน้อยแล้ว
เจริญแบบ ละ ละ ละ อยู่ได้ทุกที่
19/12/53 โพสต์โดย dalin_ple
18 จาก 22
เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบภาวนามาก เพราะเมื่อเห็นผลที่เกิดขึ้นจากการภาวนาแล้วเราจะเข้าใจธรรมขึ้นเป็นลำดับๆไป โดยไม่ต้องอ้างจากใครเราจะเข้าใจขึ้นด้วยตัวของเราเอง เป็นความรู้ที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ ใครสนใจภาวนาแนะนำนะค่ะ http://www.wimutti.net/
หลวงพ่อปราโมทย์ค่ะ ท่านสอนดีมากมายเลย
29/1/54 โพสต์โดย sky_winter_to_fly
19 จาก 22
เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบภาวนามาก เพราะเมื่อเห็นผลที่เกิดขึ้นจากการภาวนาแล้วเราจะเข้าใจธรรมขึ้นเป็นลำดับๆไป โดยไม่ต้องอ้างจากใครเราจะเข้าใจขึ้นด้วยตัวของเราเอง เป็นความรู้ที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ ใครสนใจภาวนาแนะนำนะค่ะ http://www.wimutti.net/
หลวงพ่อปราโมทย์ค่ะ ท่านสอนดีมากมายเลย
29/1/54 โพสต์โดย sky_winter_to_fly
20 จาก 22
ตั้งอารมณ์ไว้กับลมหายใจ
แบบ...
อาณาปาณสติ
10/3/54 โพสต์โดย จินดามัย
21 จาก 22
วาจาครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
23/4/54 โพสต์โดย พู้โชคดีตลอดกาล
22 จาก 22
ปัจจุบันหรอครับ
คนเดี๋ยวนี้รักสวยรักงาม
ประมาทในชีวิตประจำวัน
โลภมาก โหยหาแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการ
มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
เบียดเบียนผู้อื่น
.................................................
มรณานุสติ หรือ อสุภะ
เหมาะที่สุดในยุคสมัยนี้ละครับ

เจริญธรรมะกันทุกท่านนะครับ
สาธุ
____________________________
3/6/54 โพสต์โดย SonicXgolF
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ช่วงเวลาที่เรียกว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมีลักษณะสำคัญอย่างไร
พุทธวจน ทำขึ้นเพื่ออะไร
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์มีประโยชน์อย่างไร
ทำไม คนไทยสมัยก่อนนิยมเข้าวัด
เวลาและการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู