หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ทานยาแก้อักเสบ
คุณหมอครับทำไมเราต้องทานยาแก้อักเสบให้ครบตามที่คุณหมอสั่งครับ หากทานไม่ครบผลจะเป็นอย่างไร กลัวทานยาเยอะจะมีผลต่อตับครับ...ขอบคุณครับ
โรคภัยไข้เจ็บ 24/10/51 โพสต์โดย I-stay
คำตอบ
1 จาก 13
ยาแก้อักเสบเป็นยาปฏิชีวนะ ต้องทานให้ครบเพื่อจัดการฆ่าเชื้อให้หมด หากทานไม่ครบจบทำให้เชื้อที่เหลืออยู่ อาจดื้อยาได้ ถึงเวลานั้นต้องใช้ยาที่แรงขึ้น และกินนานขึ้นกว่าเดิม และเป็นอันตรายต่อตับมากขึ้นไปอีกครับ ทำตามที่หมอเค้าสั่งดีกว่าครับ
24/10/51 โพสต์โดย n1
2 จาก 13
ถูกต้องละครับ H5n1 ตอบถูกเผลง แม้คิดว่าดีขึ้นแล้วหยุดก็ไม่ควรหยุดกิน ถ้าหายสนิทแล้วหยุดหน่ะโอเคนะขอบอกๆ
24/10/51 โพสต์โดย ป2
3 จาก 13
ยาปฏิชีวินะ ทุกอย่างต้องกินให้หมดครับ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้ครับ

กรณีหยุดกินกลางคัน เชื้อโรคอาจยังไม่ตาย และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้

ทำให้ต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย

ดังนั้นกินยาให้หมดตามที่หมอสั่งจะดีที่สุดครับ
24/10/51 โพสต์โดย Loto
4 จาก 13
การทานยาแก้อักเสบ นอกจากจะทานให้ครบตามที่คุณหมอสั่งแล้ว
ยังจะต้องทานตามเวลาที่กำหนดด้วย เช่น ให้ทานหลังอาหารทันที หรือก่อนอาหาร 1 ชั่งโมง
หรือ ทุกๆ 4 ชั่วโมงดังนี้เป็นต้น
เพราะ การทำปฏิกิริยาเพื่อประสิทธิภาพการบำบัด
24/10/51 โพสต์โดย Numthon
5 จาก 13
ยาแก้อักเสบ คือยาชนิดหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นได้ทั้งทำให้เชื้อแบคทีเรียตาย หรือ อ่อนแรงลง ทำให้ไม่มีแรงสู้กับภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การออกฤทธิ์

1.ทำให้เชื้อแบคทีเรียตาย ด้วยฤทธิ์ของยาเอง
2.ทำให้เชื้อแบคทีเรียอ่อนแรง หยุดการเจริญเติบโต หยุดการแพร่พันธุ์ ทำให้ถูกจับกิน หรือทำลาย โดยเม็ดเลือดขาวง่ายขึ้น

วิธีการใช้ยาแก้อักเสบที่ถูกต้อง
1.ท่านควรใช้ยาแก้อักเสบเมื่อมีการติดเชื้อจากแบคทีเรียเท่านั้น
2.ท่านควรใช้ยาแก้อักเสบตัวที่อ่อนที่สุดที่จะได้ผล ไม่ควรใช้ยาแรงเกินไป
3.ควรทานยาติดต่อกันจนยาหมด เพื่อที่ว่า เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคจะได้ตายหมด ไม่เหลือกลายเป็นเรื้อรัง หรือ พัฒนาการดื้อยาในภายหลัง
4.ไม่ควรลืมทานยา เพราะจะทำให้ระดับยาในเลือดไม่คงที่
5.ไม่ควรแบ่งยาแก้อักเสบให้ผู้อื่น
6.ก่อนใช้ยาแก้อักเสบ ท่านควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร ทุกครั้ง
24/10/51 โพสต์โดย ao
6 จาก 13
อันนีก็ขึ้นอยู่กับหมอสั่งนะครับว่าจะต้องรับประทานมากน้อยเพียงไดอาการอักเสบผู้ป่วยอาจจะมากหรอจะน้อยอันนี้คุณหมอเค้าเป็นคนแนะนำไม่ต้องกลัวเกิดผลคางเคียงหรอกครับ
ทำตามที่คุณหมอสั่งดีกว่าครับ
24/10/51 โพสต์โดย Bell
7 จาก 13
เคยดูรายการหนึ่ง เขาบอกไว้ว่า
การลืมกินยาบ่อย ๆ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ง่าย
และผลของการกินยาไม่หมดตามที่หมอให้มาจะำทำให้โรคเกิดการดื้อยา และยากต่อการรักษา

แล้วก็มีมาฝากกันนิดหน่อย ดูจากรายการเรื่องจิงผ่านจอ
การกินยาก่อนนอนควร [ หรือถ้าจะให้ถูกน่าจะใช้คำว่า ต้อง ] กินก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชม. แล้วกินน้ำตามอย่างน้อย 1 แก้ว ถ้ากินแล้วนอนทันที่ยาจะทำปฏิกิริยาไรสักอย่างกับร่างกาย [ จำไม่ได้ ] แต่ผลที่ตามมาคือ อาจทำให้เสียชีวิตได้ [ แล้วก็เหตุการณ์เกิดขึ้นกับคนรู้จักมาแล้ว เกิดขึ้นก่อนที่รายการเรื่องจิงผ่านจอจะเอามาให้ดูประมาณ 2 สัปดา์ห์ ]
24/10/51 โพสต์โดย iAmErrOr
8 จาก 13
การอักเสบ คือสภาวะที่ร่างกายเราได้รับเชื้อกลุ่มแบคที่เรียโดยเฉพาะพวก สะแตปฯ สะเตปฟิโรคลอคครัด ฯลฯ
เข้าร่างกายได้ทั้งบาดแผล และติดในอาหารที่เรากิน ปนเปื้อนโดยเราทำความสะอาดไม่ดีพอ
ปกติร่างกายเรามีกลุ่มเม็ดเลือดขาว(ผสมอยู่ในเลือดปกติเราที่เห็นสีแดงๆ)คอยจับกินและทำลาย
แต่ทีนี้ช่วงเวลานั้นร่างกายเราอาจจะอ่อนแอ การสร้างเม็ดเลือดขาวไม่ทันและเพียงพอก็ทำให้มีการอักเสบบริเวณที่ตัวเชื้อมากๆได้(แผลที่เป็นหนอง หัวสิวที่อักสบ)หรือ กรณีมีไข้และน้ำมูกเริ่มขุ่นข้นๆ(ไม่ไส)
 คุณหมอจะจัดยาแก้อักเสบให้ทาน ส่วนมากเป็นเม็ดๆแคปซูนดำแดง ส่วนมาก(ข้างในเป็นผงสีครีม กลิ่มคาวๆ)
และยาพวกนี้จะไปทพลายเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกาย(แบบทหารกองหนุนเสริม)และเมื่อเชื้อโรคถูกทำลายหมดรายหมดแล้วร่างก็หายป่วย
แต่ข้อระวังคือ โรคยังตายไม่หมดและเราหยุดยาก่อน มีโอกาศที่โรคจะดื้อยา (เพราะเชื้อโรคตัวแบคที่เรีย ขยายพันธุ์โดยการแบ่งตัวหรือแบ่งเซลเมื่อมีบางเซลที่ถูกยาแล้วไม่ตายและเมื่อมันแบ่งเซลใหม่เซลใหม่มันก็จะคุ้นเคยกับยาตัวนั้นแล้วและมันก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นๆๆๆ
ทำให้เราป่วยได้ต่อไป ทั้งที่เราก็กินยาอยู่)
ดังนั้นคุณหมอต้องแนะนำเกือบๆบังคับว่าต้องกินให้หมด (ควรกินยาแก้อักเสบก่อนอาหารเพื่อให้ได้ผลดี ถึงจะผอึดผอมหน่อย และไม่ควรกินร่วมกับนมด้วย ทำให้การออกฤทธิ์ลดลง)
และถ้าบางคนกินยาแก้อักเสบแล้วไม่ทุเลา ต้องพบหมอใหม่เพื่อให้หมอจัดยาตัวใหม่ให้ฃและอย่าลืมบอกหมอด้วยว่าเราแพ้ยาอะไร(สำคัญนะ)
จะกลายเป็นโรคไม่หาย  เราอาจถึง.......แทน
24/10/51 โพสต์โดย sam2551
9 จาก 13
ผมว่าเชื่อหมดไว้ก่อนดีกว่านะครับ หมอคงประมาณการดีแล้วว่าควรทานประมาณไหน นอกจากไปเจอหมอที่มีอาชีพเซลอยู่ในหัวใจเลยจ่ายยาให้เยอะๆ
24/10/51 โพสต์โดย jekung
10 จาก 13
ยาแก้อักเสษมีกีประเภทครับ
30/9/52 โพสต์โดย sakon
11 จาก 13
ชี้โฆษณาอาหารเสริมเกินจริงเตือนผู้บริโภคระวังถูกหลอก

รองเลขาฯอย.ออกโรงเตือน ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่ขายอยู่ในท้องตลาด ไม่ได้มีคุณสมบัติรักษาโรคตามที่โฆษณา แต่อาจจะช่วยเสริมอาหารได้เท่านั้น แนะผู้บริโภค ควรใช้วิจารณญาณก่อนซื้อรับประทาน เผยหากใครไม่แน่ใจคุณสมบัติของอาหารเสริม สอบถามข้อมูลได้ที่อย.ตลอดเวลา

น.พ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า
ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือที่เรียกติดปากว่า "อาหารเสริม" ออกมาจำหน่ายหลายยี่ห้อ และมีการแข่งขันทางการตลาดสูง บางรายมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น รับประทานแล้วทำให้ฉลาด สมองดี หรือรับประทานแล้ว ช่วยป้องกันหรือรักษาสารพัดโรคได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภค เกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้

สำหรับผลิตภันฑ์เสริมอาหารที่ขึ้นทะเบียนกับอย. ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ชนิด สามารถแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม คือ
กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามิน
กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยลดการดูดซึมของไขมัน
กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
กลุ่มผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารที่สกัดมาจากธัญพืช
กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดมาจากสมุนไพร
กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดโรคมะเร็ง
กลุ่มผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยชะลอความแก่
และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย

โดยกลุ่มที่มียอดจำหน่ายสูงคือ กลุ่มที่ชะลอความแก่ และเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดความอ้วนได้

รองเลขาธิการ อย.กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา อย.ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยและคุณภาพมาตรฐาของอาหาร โดยอย.จะตรวจสอบและดูแลผลิตภัณฑ์ก่อนออกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย ข้อความบนฉลาก รวมทั้งข้อแนะนำ คำเตือน สำหรับผลิตภัณฑ์ว่า เป็นไปอย่างถูกต้องตามมาตรฐานตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 หรือไม่

หากเห็นว่าส่วนประกอบต่างๆ มี ความปลอดภัย และมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด อย.ก็จะอนุญาต ให้จำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ แต่จะไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาว่ามีคุณสมบัติสามารถรักษาโรคได้ เหมือนยาทั่วไป หากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืน จะมีความผิดฐานตามกฎหมาย โดยมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือในกรณีที่ส่งฟ้องศาลจะมีโทษปรับ 20,000 บาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย และมีจุดมุ่งหมายของการใช้ที่แตกต่างกัน เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว อย.ก็จะมีเครื่องหมายแสดงไว้บนฉลาก เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อย.รับประกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และให้จำหน่ายได้ แต่ไมได้ให้ การรับรองคำโฆษณาต่างๆ ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่อย่างใด

น.พ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ Dietary Supplement Products เป็นอาหาร ที่ใช้รับประทานเสริม นอกเหนือจากอาหารหลัก ไม่ใช่รับประทานแทนอาหารเหมือนอย่างคำโฆษณา และมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ ไม่ใช่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยรับประทานแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนใหญ่จะมีรูปแบบและส่วนผสมที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ยา ทำให้ผู้บริโภคหลายรายเกิดความสับสน

"ในจุดนี้จึงมีผู้ประกอบการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์บางราย ใช้เป็นจุดขายในการโฆษณาผ่านสื่อหรือการขายตรง โดยแสดงคุณสมบัติในทางยาว่าช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ลดความ อ้วน บำรุงสมอง หรือใช้โฆษณาเป็นอาหารที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก หรือโฆษณาว่า เมื่อรับประทานแล้วสามารถป้องกัน หรือลดโอกาสเป็นมะเร็งได้ ทำให้ผู้บริโภคบางคนหลงเชื่อและใช้จ่าย เงินในการซื้อหาผลิตภัณฑ์จำนวนมาก"

รองเลขาธิการ อย. อธิบายด้วยว่า ความจริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่มีการโฆษณา เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณสมบัติเพียงการเสริมอาหาร และอาจช่วยให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่ไม่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคหรือลดความอ้วนได้

"อยากจะฝากถึงผู้บริโภคว่า ควรใช้วิจารณญาณ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อย่าตัดสินใจตามคำโฆษณา เพราะร่างกายที่แข็งแรง ตามหลักการแพทย์นั้น เกิดจากการรับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่ การลดความอ้วนสามารถทำได้ด้วยการรับประทานอาหารแต่พอเหมาะ และออกกำลังกายทุกวัน แต่ถ้าจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วย ควรจะพิจารณาการโฆษณานั้นอย่างรอบคอบ" รองเลขาธิการอย.กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอย.ได้ดำเนินการลงโทษผู้ประกอบการ ที่ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน เนื่องจากมีการแอบอ้างโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต บางครั้งก็มีการโฆษณาเกินความจริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ ผู้ประกอบการเหล่านั้นเข็ดหลาบ เพราะโทษของผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่อย. สามารถดำเนินการได้ทันที มีเพียงการปรับเท่านั้น ซึ่งกำหนดไว้ต่ำมาก คือปรับได้ไม่เกิน 5,000 บาท หากมีการส่งฟ้องศาลก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

"โทษของผู้ที่ฝ่าฝืนพ.ร.บ.อาหาร 2522 ต่ำมาก ขณะนี้กระทรวง สาธารณสุข กำลังอยู่กระหว่างการเสนอ กฎหมายอาหารฉบับใหม่ให้มีการเพิ่ม โทษผู้ที่ฝ่าฝืนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งให้มีการกำหนดบทลงโทษผู้ประกอบการที่โฆษณาเกินจริง ให้ชดเชยกับผู้บริโภคในกรณีที่มีการพิพากษาแล้ว เห็นว่า ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย จากการใช้ผลิตเสริมอาหารต่างๆ ที่ได้รับ แรงจูงใจการโฆษณาที่เกินจริง ซึ่งขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่า จะสามารถนำเสนอให้สภาผู้แทนฯ พิจารณาและบังคับใช้ ได้ในเร็ววันนี้" รองเลขาธิการอย.กล่าว

น.พ.ศิริวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน อย.มีนโยบาย เฝ้าระวังตรวจจับการโฆษณาที่เกินจริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ตลอดเวลา และมีการให้สิน บนการแจ้งเบาะแสกับผู้บริโภค ที่ให้ข้อมูลกับอย.ทางโทรศัพท์ หมาย เลข 590-7354 และ 1005 ในเวลาราชการและ 1556 นอกเวลาราชการ

หลังจากที่ อย.ได้รับแจ้งข้อมูล และพิสูจน์เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการโฆษณาเกินจริง โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีผลพิสูจน์ที่เชื่อถือได้อย่างชัดเจนว่า ทำให้ผู้บริโภคเสียหาย ก็จะได้รับค่าสินบนแจ้งเบาะแส 30 เปอร์เซ็นต์ของค่าปรับ ซึ่งจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวมา 2 ปี ได้จ่ายค่าสินบน การแจ้งเบาะแสไปแล้วประมาณ 20 ราย

อย่างไรก็ตาม น.พ.ศิริวัฒน์ ก็ยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดมีสารอาหารหลายประเภท ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ที่ช่วยเพิ่มความสูง แต่การที่คนเราจะสูงได้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ พันธุกรรม สารอาหารอื่นๆ รวมทั้งการออกกำลังกาย เป็นต้น

สำหรับราคาของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้น ส่วนใหญ่จะมีราคาแพงและอยู่นอกเหนือจากอำนาจของอย. ที่จะควบคุมได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคว่า เต็มใจที่จะซื้อหาหรือไม่ แต่อย.ไม่ได้ยืนยันเรื่องคุณภาพว่า จะคุ้มค่ากับราคาที่ซื้อ เพราะอย.ดูแลได้เฉพาะเรื่องความปลอดภัย และคุณภาพมาตรฐานของอาหารเท่านั้น
4/7/53 โพสต์โดย แสบตา
12 จาก 13
ยาแก้อักเสบ ไม่ได้มีผลข้างเคียงต่อตับครับ แต่มีผลต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็นกลุ่มยาที่ต้องกินหลังอาหาร เนื่องจากอาหารที่เรากินเข้าไปสามารถลดความเป็นกรดของยาแก้อักเสบได้ ส่วนยาที่มีผลต่อตับคือ พาราเซตามอล ซึ่งยาตัวนี้ไม่ได้มีผลต้านการอักเสบ แค่ช่วยลดไข้ บรรเทาปวดเท่านั้นเอง ดังนั้นขอให้คุณมั่นใจว่า การที่หมอสั่งให้ทานยาแก้อักเสบจนครบ ก็เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดครับ และไม่มีอันตรายต่อตับแน่นอนครับ
5/4/54 โพสต์โดย Pharmacy student
13 จาก 13
ถ้าเกิดอาการดื้อยาแก้อักเสบแล้วต้องทำยังไงค่ะ คือต้องซื้อยาที่แรงกว่ามาทานแทนเรื่อยๆหรอ แรงสุดมันคืออะไร ราคาเท่าไหร่ หรือมีวิธีแก้ไขไรไหมที่ไม่ต้องกินยาที่แรงๆ
13/9/54 โพสต์โดย ยัยแก้มป่อง
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ศีรษะผมคันและมีสะเก็ดมาตอบทีครับ
ฟ้าทะลายโจร มีสรรพคุณอย่างไร
ก่อนกินยาคุมแผงที่ 2
เวลาผู้หญิงปวดประจำเดือน มีวิธีรักษายังไง ?
ตับอักเสบที่เกิดจากการใช้ยามาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นไวรัสตับอักเสบไหม
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู