หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
พิษของยา Glibenclamide
โรคเบาหวาน | ยา 5/12/53 โพสต์โดย nursing
คำตอบ
1 จาก 1
ยากลุ่มนี้ดูดซึมได้ดีเมื่อให้ยาก่อนอาหาร ยาจะถูกขับออกทางไตเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นผู้ป่วยที่ไตเสื่อมจึงไม่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้ ยาในกลุ่มนี้จะมีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกัน ต่ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ต่างกันดังนั้นจึงห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกัน ควรรับประทานยาก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง

กลไกการอกฤทธิ์ของยา

การตุ่นการหลั่งอินซูลินจาก beta cell ของตับอ่อน พบว่าการกระตุ้นเกิดเพียงชั่วคราว 3-6 เดือนหลังจากนั้นการหลั่งของอินซูลินจะมีลักษณะเหมือนก่อนรักษา
กดการสร้าง glucose ที่ตับ
เพิ่มความสามารถของอินซูลิน


ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ได้ดีจะมีลักษณะดังนี้

เป็นเบาหวานน้อยกว่า 5 ปีและเป็นชนิดที่สอง
อายุมากกว่า 40 ปี
คนอ้วน
น้ำตาลก่อนอาหารเช้าน้อยกว่า 200 มก%
ถ้าเคยได้อินซูลินมาก่อนควรได้น้อยกว่า 40 ยูนิตต่อวัน


ข้อห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้

เป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่ง
ผู้ป่วยถูกตัดตับอ่อนออกหมด
มีโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอย่งเฉียบพลัน
มีภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง
มีโรคตับหรือไต
ระหว่างผ่าตัดใหญ่
ระยะตั้งครรภ์
มีประวัติแพ้ยากลุ่ม ซัลโฟนาไมด์
ในภาวะช็อก
ผลข้างเคียงของยา

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ อายุมากกว่า 70 ปี ภาวะขาดอาหาร ติดสุรา การทำงานของไตผิดปกติ
ภาวะเกลือแร่โซเดียมต่ำ [Hyponatremia]
มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 2.8 กิโลกรัม
เกร็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวต่ำ
ผื่นแพ้ตามผิวหนัง
ยาในกลุ่มนี้มีอะไรบ้าง

ยา

ขนาดยาต่อวัน (มก)

จำนวนครั้งต่อวัน

ระยะการออกฤทธิ์

Tolbutamide[500 มก.]

500-3000

2-3

6-10

Chlorpropamide[250 มก.]

100-500

1

24-72

Gliquidone [30 มก.]

15-120

1-2

8-12

Glicazide[80 มก.]

80-320

1-2

10-20

Glipizide[5 มก.]

2.5-40

1-2

12-16

Glibenclamide[5]มก.

2.5-20

1-2

16-24

Glimepiride[2,4,8 มก.]

1-8

1

24

Repaglinide.5,1,2 1-8 3 4-6
การเลือกและติดตามการใช้ยา

การรักษาอาจจะเริ่มด้วยยาชนิดใดก็ได้ แต่ควรจะคำนึงถึงราคายา และความสะดวกในการใช้ยาด้วย เพราะต้องใช้ระยะยาว
ผู้สูงอายุไม่ควรใช้ยา Chlorpropamide และ Glibenclamide เพราะมีโอกาสทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
Chlorpropamide ยังอาจจะทำให้มีโซเดียมในเลือดต่ำจึงไม่ควรใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะและระวังทำให้เกิดหัวใจวาย
ในแง่ของการออกฤทธิ์ glipizide มีฤทธิ์สั้นกว่าและอ่อนกว่า glibenclamide โอกาสที่จะทำให้น้ำตาลต่ำอาจจะมีน้อยกว่า
ควรจะเริ่มใช้ขนาดน้อยๆก่อน เช่นครึ่งเม็ดต่อวันก่อนอาหารหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงค่อยเพิ่มขนาดทุก 1-2 สัปดาห์ เมื่อคุมระดับเบาหวานได้ดีแล้วควรจะลดขนาดของยาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี การใช้ยาในขนากเดิมในระยะนี้อาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
การตอบสนองต่อยา

ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ ต่อมาการตอบสนองจะลดลงไปเรื่อยๆเรียกว่าเกิด secondary drug failure พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยต่อปี ดังนั้นเมื่อรักษาผู้ป่วยไปได้ 10 ปีผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจจะไม่ตอบสนองต่อยานี้ และต้องใช้อินซูลิน
ผู้ป่วยบางรายไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มนี้อาจจะเกิดจากการไม่ควบคุมอาหาร การมีภาวะเครียด เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง โรคติดเชื้อ การบาดเจ็บ หลังฉีดอินซูลินไประยะหนึ่งจนระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมา และรอจนภาวะเครียดหายไปหรือจนคุมอาหารได้ดีขึ้นผู้ป่วยอาจจะกลับมาใช้ยาเม็ดได้อีก
Repaglinide

ยาลดน้ำตาลชนิดนี้ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นให้ตับอ่อนสร้างอินซูลิน แต่ยานี้จะออกฤทธิ์เร็ว หลังรับประทานยา 15 นาทียาก็ออกฤทธิ์ทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารลดลง เนื่องจากออกฤทธิ์สั้นจึงป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำได้

ข้อบ่งชี้ในการใช้

เบาหวานชนิดที่2โดยใช้ยานี้ร่วมกับการออกกำลังกายและคุมอาหาร
สามารถใช้ยานี้ร่วมกับยา Metformin
ข้อควรระวัง และข้อห้ามใช้

ผู้ป่วยที่แพ้ยานี้
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1
ตั้งครรภ์ เลี้ยงลูกด้วยนม
เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
5/12/53 โพสต์โดย mseo.blogspot.com
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
วิธีประฐมพยาบาล คนกินยาฆ่าตัวตาย
ท้องร่วง แตกต่าง อาหารเป็นพิษ อย่างไร
อาหารมีผลต่อการเป็นโรคไหม
บารากุ ความหอมหวลเปื้อนยาพิษ (เก็บมาฝาก)
พิษวิทยาเกี่ยวข้องกับวงการเคมี หรือ ชีววิทยา อย่างไร???
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู