หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
การจัดตั้งสหกรณ์ต้องทำอย่างไร
บริหารสินทรัพย์ 5/11/51 โพสต์โดย ไม่มีชื่อ
คำตอบ
1 จาก 3
ลงทะเบียนก่อนดีไหม.....
5/11/51 โพสต์โดย kungems
2 จาก 3
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บคลังปัญญาไทย

การขอจัดตั้งสหกรณ์

การเตรียมการ

        เนื่องจากมีข้อกำหนดที่เป็นกฎหมายใช้บังคับการดำเนินการด้านสหกรณ์ คือ พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ดังนั้น เมื่อบุคคลทั่วไปมีความประสงค์จะรวมกลุ่มกันตั้งสหกรณ์ จึงควรไปขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในจังหวัดต่าง ๆ และสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 1 - 2 ในเขตกรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่จะตั้งสหกรณ์ ซึ่งจะทำให้ได้ทราบรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการตั้งสหกรณ์ที่ถูกต้องภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายสหกรณ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกของสหกรณ์

เป้าหมายการประชุม

        เมื่อพิเคราะห์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายสหกรณ์ในมาตรา 34 แล้ว ขั้นตอนการตั้งสหกรณ์เริ่มต้นที่ขั้นตอนแรก คือ การประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก ก่อนการประชุมต้องแจ้งสหกรณ์จังหวัด เพื่อเข้าร่วมประชุมและแนะนำในเรื่องต่าง ๆ ด้วย

        ในการประชุมครั้งนี้ เป้าหมายหลัก คือ การพิจารณาของที่ประชุม เพื่อคัดเลือกคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 10 คน

        แต่เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการร่วมแสดงข้อคิดเห็นตลอดจนรับทราบในเรื่องราวขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสหกรณ์ ควรกำหนดเรื่องหรือวาระการประชุมอื่นเข้าไปด้วย เช่น

        1. การศึกษาอบรม หรือทำความเข้าใจกับเรื่องของอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์แก่ผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก สำหรับในเรื่องเหล่านี้หากระยะเวลาการประชุมมีข้อจำกัด อาจประสานงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนัดหมายการให้การศึกษาอบรม เป็นกรณีพิเศษล่วงหน้าก่อนมีการประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก

        2. เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดประเภท และวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์จะนำไปประกอบการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

        3. เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดแผนดำเนินการในธุรกิจ หรือกิจกรรมของสหกรณ์ เพื่อให้ คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์นำไปประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการกำหนดแผนดำเนินธุรกิจที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสหกรณ์มีกิจกรรมที่พึงกระทำกับสมาชิกเป็นหลัก ดังนั้นการทำธุรกิจต้องเป็นไปตามความต้องการของสมาชิก และไม่ควรให้มีการเสี่ยงหรือบังเกิดผลเสียหายแก่สหกรณ์โดยรวม

        4. เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างข้อบังคับของสหกรณ์ เพื่อให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์นำไปใช้ประกอบการพิจารณายกร่างข้อบังคับ

วิธีการประชุม

        1. ให้มีสถานที่ประชุมพอเหมาะกับจำนวนผู้ที่เข้าประชุม

        2. ให้มีสมุดบันทึกการลงลายมือชื่อผู้เข้าประชุม และจดรายงานการประชุมซึ่งอยู่ภายในเล่มเดียวกัน หรือชุดเดียวกัน

        3. ให้มีผู้จดบันทึกรายงานการประชุม กฎหมายไม่ได้กำหนดขั้นต่ำของผู้เข้าประชุมไว้ จึงใช้จำนวนของคณะผู้จัดตั้งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ อย่างไรก็ตามการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ ควรจะมีจำนวนที่มากพอที่จะดำเนินกิจกรรมของสมาชิกและธุรกิจของสหกรณ์ได้

        4. ให้มีการลงลายมือชื่อผู้เข้าประชุมให้เรียบร้อย

        5. เมื่อผู้มาประชุมอยู่กันพร้อมแล้ว ให้เลือกผู้ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ประธานในที่ประชุมจะต้องกำกับ ควบคุม ดูแล และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระที่กำหนดไว้ให้อยู่ในความเรียบร้อยตลอดการประชุม

        6. ในวาระที่เกี่ยวกับเรื่องการคัดเลือกคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ให้ที่ประชุมพิจารณาคัดเลือกคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ จำนวนเท่าใดก็ได้แต่ต้องไม่น้อยกว่า 10 คน ทั้งนี้ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องเป็นผู้ที่อยู่ในที่ประชุมด้วย

        7. เมื่อได้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์แล้ว ให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์เลือกในระหว่างกันเอง เป็นประธานคณะ ผู้จัดตั้ง รองประธานคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์เลขานุการคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ เหรัญญิกคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ และที่เหลือเป็นคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์

        8. เมื่อประชุมเสร็จแล้ว ให้จดบันทึกเรื่องราวที่ได้มีการประชุมมาทั้งหมดแล้วให้ประธานในที่ประชุม และผู้จดบันทึกรายงานการประชุมลงลายมือชื่อในท้ายบันทึกรายงานการประชุมด้วย

        9. เอกสารการประชุมตามข้อ 8. ให้คณะผู้จัดตั้งเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

การดำเนินการของคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ หลังการประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกของสหกรณ์

เป้าหมายการปฏิบัติ

        คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์จะต้องมาดำเนินการต่อในขั้นตอนที่ 2 ในขั้นตอนนี้อาจกระทำกันในลักษณะร่วมกันหรือ หรือร่วมประชุมหารือก็ได้ เนื้อหาที่มาดำเนินการประกอบด้วย

        1. พิจารณาเลือกประเภทของสหกรณ์ที่จะจัดตั้ง และกำหนดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ โดยนำข้อเสนอของที่ประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกของสหกรณ์มาประกอบการพิจารณา เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสมาชิก และสอดคล้องกับกฎหมาย

        2. ดำเนินการจัดให้ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกทำใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกและรวบรวมใบสมัคร เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 34 (3)

        3. จัดทำแผนดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมของสหกรณ์ตามมาตรา 34 (2) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 โดยใช้ข้อมูลจากใบสมัครสมาชิก และข้อคิดเห็นจากที่ประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกมาพิจารณาจัดทำ โดยยึดตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดแผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจ หรือกิจกรรมของสหกรณ์ที่จะจัดตั้ง ประกาศ ณ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ซึ่งประกอบด้วย

        (1) แผนบริหารจัดการองค์กร โดยแสดงโครงสร้างและอัตรากำลังเจ้าหน้าที่สหกรณ์

        (2) แผนบริหารเงินทุน โดยแสดงที่มาของเงินทุนดำเนินการ จำนวนเงินทุน และการใช้จ่ายในการลงทุนในระยะเริ่มต้น และแนวโน้มในอนาคต

        (3) แผนบริหารธุรกิจและการตลาด โดยแสดงให้เห็นว่าสหกรณ์จะประกอบธุรกิจหรือกิจกรรมใด มีปริมาณธุรกิจเท่าใด และแผนการตลาดเป็นเช่นใดในระยะเริ่มต้น และแนวโน้มในอนาคต ซึ่งธุรกิจนั้นต้องสอดคล้องกับประเภทของสหกรณ์

        (4) แผนพัฒนาบุคลากร โดยแสดงแผนการให้ความรู้แก่สมาชิก กรรมการ และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์

        4. พิจารณาร่างข้อบังคับของสหกรณ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งบัญญัติว่า ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

        (1) ชื่อสหกรณ์ ซึ่งต้องมีคำว่า “จำกัด” อยู่ท้ายชื่อ

        (2) ประเภทของสหกรณ์

        (3) วัตถุประสงค์

        (4) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสำนักงานสาขา

        (5) ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าของหุ้น การชำระค่าหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สินอื่น การขายและการโอนหุ้น ตลอดจนการจ่ายคืนค่าหุ้น

        (6) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินงาน การบัญชีและการเงินของสหกรณ์

        (7) คุณสมบัติของสมาชิก วิธีรับสมัคร การขาดจากสมาชิกภาพ ตลอดจนสิทธิหน้าที่ของสมาชิก

        (8) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประชุมใหญ่

        (9) การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการ

        นอกจากที่กำหนดไว้ในรายการของข้อ (1) - (10) คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์สามารถกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนินงาน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของกฎหมาย หรือข้อกำหนดอื่นซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าข้อบังคับของสหกรณ์

        5. เตรียมการจัดประชุมผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกสหกรณ์ต่อไป ได้แก่ การจัดวาระการประชุม ทำหนังสือเชิญประชุม จัดหาสถานที่ประชุม จัดเอกสารการประชุม รวมทั้งจัดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมอื่น ๆ ที่จำเป็น

การประชุมผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกสหกรณ์

เป้าหมายการประชุม

        สาระสำคัญในขั้นตอนนี้ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่ 3 เป็นการจัดประชุมผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิก กฎหมายสหกรณ์เน้นประชุมเพื่อพิจารณากำหนดข้อบังคับของสหกรณ์

        การประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกกับการประชุมผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิก มีความแตกต่างกัน การประชุม ผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก เป็นการประชุมที่ยังไม่เจาะจงความเป็นกลุ่มผู้จะตั้งสหกรณ์ที่แท้จริง อาจมีบุคคลที่ได้รับฟังความรู้ความเข้าใจระบบวิธีการสหกรณ์แล้วเห็นว่าไม่ตรงตามความต้องการของตนก็ไม่คิดจะไปรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ก็ได้

        ต่อเมื่อมีการจัดส่งใบสมัครให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ และคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์นำไปจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิก พร้อมด้วยจำนวนหุ้นที่แต่ละคนจะถือเมื่อจัดตั้งสหกรณ์แล้ว บุคคลตามบัญชีรายชื่อจะถือว่าเป็น ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิก กล่าวคือ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้มีความตั้งใจจะเป็นสมาชิกของสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้น

วิธีการประชุม
        1. ให้มีสถานที่ประชุมพอเหมาะกับจำนวนผู้เข้าประชุม

        2. ให้มีสมุดบันทึกการลงลายมือชื่อผู้เข้าประชุม และจดรายงานการประชุมซึ่งอยู่ภายในเล่มเดียวกันหรือชุดเดียวกัน

        3. ให้ผู้จดบันทึกรายงานการประชุมเป็นผู้ที่มาจากคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งได้แก่ เลขานุการ คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ หรือบุคคลอื่นในคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์

        4. ให้มีการลงลายมือชื่อผู้เข้าประชุมให้เรียบร้อย

        5. การนับองค์ประชุม โดยหลักการทั่วไปการประชุมที่ถูกต้อง คือ ต้องมีผู้เกี่ยวข้องโดยตรงของการประชุมมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งหมด ผู้เกี่ยวข้องในที่นี้หมายถึง ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อซึ่งคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ทำไว้

        6. ให้ประธานคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เมื่อที่ประชุมมาครบองค์ประชุมแล้ว ให้ประธานในที่ประชุมกล่าวเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ

        7. ในการประชุมของผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกสหกรณ์ แยกระเบียบวาระการประชุมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเรื่องเพื่อทราบ ได้แก่ การแจ้งประเภทของสหกรณ์ วัตถุประสงค์ของสหกรณ์และแผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมของสหกรณ์ที่คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ได้จัดทำไว้ กลุ่มหลังเป็นเรื่องเพื่อพิจารณา คือ การกำหนดข้อบังคับของสหกรณ์ ซึ่งคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ได้ยกร่างเอาไว้

        8. เมื่อประชุมเสร็จแล้วให้จดบันทึกเรื่องราวที่ได้มีการประชุมมาทั้งหมดแล้วให้ประธานในที่ประชุม และเลขานุการคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ลงลายมือในท้ายบันทึกรายงานการประชุม (ให้ผู้จดบันทึกรายงานการประชุมลงชื่อเพิ่มไปด้วยก็ได้)

        9. เอกสารการประชุมตามข้อ 8. ให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์เก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป


การดำเนินการของคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์หลังการประชุมซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหกรณ์

การยื่นขอจดทะเบียนสหกรณ์

        ขั้นตอนที่ 4 เป็นการดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดยื่นต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ดังนี้

        1. คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ จัดทำคำขอตั้งสหกรณ์ตามแบบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด พร้อมลงลายมือชื่อครบตามจำนวนของคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งแบบคำขอตั้งสหกรณ์สามารถขอรับได้ที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์ พื้นที่ 1 - 2 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

        2. เอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาขอจดทะเบียนสหกรณ์ มีดังนี้

        (1) สำเนารายงานการประชุม 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชุด ครั้งที่ 1 เพื่อคัดเลือกคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ และครั้งที่ 2 เพื่อกำหนดข้อบังคับของสหกรณ์

        (2) แผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมของสหกรณ์ และเอกสารประกอบ (ถ้ามี) จำนวน 2 ชุด

        (3) บัญชีรายชื่อผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกสหกรณ์พร้อมลายมือชื่อ และจำนวนหุ้นที่แต่ละคนจะถือ จำนวน 2 ชุด

        (4) ข้อบังคับของสหกรณ์ จำนวน 4 ชุด

        3. จัดส่งเอกสารทั้งหมดถึงนายทะเบียนสหกรณ์ ผ่านสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ตั้งของสหกรณ์

        4. เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า สหกรณ์ตามที่ขอจดทะเบียนมีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 33 คำขอจดทะเบียนมีเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 35 และการจัดตั้งสหกรณ์ตามที่ขอจดทะเบียนจะไม่เสียหายแก่ระบบสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์จะรับจดทะเบียนสหกรณ์ และออกใบสำคัญรับจดทะเบียนแก่สหกรณ์

        5. สหกรณ์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่นายทะเบียนสหกรณ์รับจดทะเบียน

        6. นายทะเบียนสหกรณ์จะแจ้งเรื่องราวการรับจดทะเบียนสหกรณ์ไปยังคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ เพื่อเป็นหลักฐานให้สหกรณ์นำไปดำเนินกิจกรรมทางสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ต่อไป

        ทั้งนี้ ตามคำสั่งนานายทะเบียนสหกรณ์ที่ 827/2546 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 นายทะเบียนสหกรณ์ได้มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ที่แต่งตั้งจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์ที่ 1 - 2 หรือสหกรณ์จังหวัด มีอำนาจปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ ในการรับจดทะเบียนและออกใบสำคัญรับจดทะเบียนให้แก่สหกรณ์ตามมาตรา 37 และแจ้งคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 38

นายทะเบียนสหกรณ์อาจยังไม่รับจดทะเบียน

        1. พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 36 บัญญัติว่า นายทะเบียนสหกรณ์ รองนายทะเบียนสหกรณ์ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์มอบหมาย มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้บุคคลใด ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้ส่งเอกสารมาเพื่อประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนสหกรณ์ได้

        ในการพิจารณารายการที่เกี่ยวกับคำขอ หรือรายการในข้อบังคับของสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้น ถ้านายทะเบียนสหกรณ์เห็นว่ารายการดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง หรือยังมิได้ดำเนินการตามมาตรา 34 นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจสั่งให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องได้

        2. พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 38 บัญญัติว่าในกรณีที่นายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน ให้แจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์โดยไม่ชักช้า

        คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์มีสิทธิยื่นคำอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนต่อคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ โดยยื่นคำอุทธรณ์ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

        คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติให้เป็นที่สุด

        3. อย่างไรก็ตามกฎหมายได้ให้โอกาสประชาชนในการรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ไว้มาก เพราะเจตนารมณ์สำคัญต้องการให้ประชาชนมีการรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพ รวมถึงมีการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ หากไม่ขัดหรือแย้งกับที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 33 มาตรา 35 และการจัดตั้งสหกรณ์จะไม่เสียหายแก่ระบบสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์ก็ไม่ขัดข้องที่จะรับจดทะเบียนตามที่ขอ
5/11/51 โพสต์โดย คิ้ม
3 จาก 3
เผอิญเซิร์ชมาเห็นอ่ะ หาข้อมูลทำรายงาน
7/11/51 โพสต์โดย Agel
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถนำมาปรับใช้ในโรงเรียนได้หรือไม่ อย่างไร
เกษตรกรรมแบบคอมมูน คืออะไรคะ?
เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนอย่างไร
รายงานการวิจัยกับวิจัยแตกต่างกันอย่างไร
การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มีจุดด้อย จุดเด่น อย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู