หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
การกลั่นคืออะไร
การศึกษา 4/11/51 โพสต์โดย ไม่มีชื่อ
คำตอบ
1 จาก 5
ในทางภาษาศาสตร์ มีความหมายคล้ายกับคำว่า สกัด กรอง แต่กลั่นจะให้ความหมายไปในทาง มีกรรมวิธีที่มากกว่า หรือตั้งใจมากกว่า
เช่นกลั่นกรอง คือการพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบ

ในทางวิทยาศาสตร์ กลั่นหมายถึง การคัดเอาแต่ส่วนหรือสิ่งที่สำคัญหรือที่เป็นเนื้อแท้ด้วยวิธีต้มให้ออกเป็นไอ แล้วใช้ความเย็นบังคับให้เป็นของเหลว
เช่นน้ำกลั่น คือ น้ำจากเครื่องกลั่นเป็นไอ เมื่อลอยกระทบหลอดเย็น ก็กลับเป็นน้ำอีก ซึ่งในสม้ยเรียนมัธยมต้นกันก็คงได้เคยทดลองกันมาแล้วครับ
4/11/51 โพสต์โดย สาคู
2 จาก 5
การกลั่น(Distillation)

       การกลั่น  จัดว่าเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับการทำของเหลวให้บริสุทธิ์  ใช้แยกของเหลวหรือของแข็งกับของเหลวที่ผสมกันเป็นสารละลายเนื้อเดียวออกจากกัน  โดยอาศัยความแตกต่างของจุดเดือด
       การกลั่นเป็นกระบวนการที่ทำให้ของเหลวได้รับความร้อนจนกลายเป็นไอ  แล้วทำให้ควบแน่นกลับมาเป็นของเหลวอีก  ในขณะที่กลั่นของผสม  ของเหลวที่มีจุดเดือดต่ำจะกลายเป็นไอแยกออกมาก่อน  ของเหลวที่ที่มีจุดเดือดสูงขึ้นจะแยกออกมาภายหลัง
       การกลั่นมีหลายประเภท  เช่น
       - การกลั่นแบบธรรมดา
       - การกลั่นลำดับส่วน
       - การกลั่นด้วยไอน้ำ
1. การกลั่นแบบธรรมดา (Simple distillation)
       การกลั่นแบบธรรมดาเหมาะสำหรับการแยกสารละลายที่ตัวถูกละลายเป็นสารที่ระเหยยาก และตัวถูกละลายมีจุดเดือดสูงกว่าตัวทำละลายมาก  เช่น  น้ำเชื่อม  น้ำเกลือ  นอกจากนั้นยังใช้แยกของเหลว  2  ชนิด ที่มีจุดเดือดต่างกันมาก ๆ เช่น ต่างกันมากกว่า  80 องศาเซลเซล  ออกจากกันได้   "ในขณะที่กลั่นตัวทำละลายจะแยกออกมา ตัวถูกละลายจะยังคงอยู่ในขวดกลั่น"  ทำให้ตัวทำละลายที่บริสุทธิ์แยกออกจากสารละลาย
       ตัวอย่าง เช่น  การกลั่นน้ำเกลือ  ซึ่งประกอบด้วย  น้ำ (จุดเดือด 100 องศาเซลเซียส)  และเกลือโซเดียมคลอไรด์ (จุดเดือด 1,413 องศาเซลเซล)  เมื่อสารละลายได้รับความร้อน จะมีแต่น้ำเท่านั้นที่กลายเป็นไอออกมา เมื่อไอน้ำผ่านเข้าไปในเครื่องควบแน่นซึ่งมีน้ำเย็นไหลเวียนตลอดเวลา  ไอน้ำจะควบแน่นได้ของเหลว คือน้ำบริสุทธิ์ออกมา ในขณะที่เกลือยังคงอยู่ในสารละลายในขวดกลั่น ถ้ายังคงกลั่นต่อไปจนแห้งจะเหลือแต่เกลืออยู่ในขวดกลั่น จึงทำให้สามารถแยกน้ำกับเกลือออกจากกันได้

2. การกลั่นลำดับส่วน (Fractional  distillation)        
       การกลั่นลำดับส่วนเหมาะสำหรับกลั่นแยกของเหลวที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน  หรือแยกสารละลายที่ตัวทำละลายและตัวถูกละลายเป็นสารที่ระเหยง่ายทั้งคู่  ซึ่งถ้ากลั่นแบบธรรมดาเพียงครั้งเดียวจะได้สารที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น การกลั่นน้ำผสมเอทานอล ต้องกลั่นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จึงจะได้เอธานอลที่มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นทุกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติแทนที่จะนำของเหลวไปกลั่นซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและใช้เวลามาก  จึงได้นำไปกลั่นในคอลัมน์ลำดับส่วนหรือในหอกลั่น ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับเป็นการกลั่นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง การกลั่นในหอกลั่นนี้เรียกว่า  การกลั่นลำดับส่วน เช่น การกลั่นน้ำมันดิบหรือน้ำมันปิโตรเลียม  


3. การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam  distillation)
การกลั่นด้วยไอน้ำเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของการสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยใช้ไอน้ำเป็นตัวทำละลาย ละลายสารและพาสารที่ต้องการออกจากของผสมได้ ส่วนใหญ่การกลั่นด้วยไอน้ำมักจะใช้สกัดสารอินทรีย์ออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืชที่อยู่ตามธรรมชาติ  เช่น  การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้  ใบมะกรูด  เป็นต้น
       หลักการที่สำคัญ  การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำอาศัยหลักการที่ว่า  "สารที่ต้องการสกัดจะต้องระเหยได้ง่าย สามารถให้ไอน้ำพาออกมาจากของผสมได้  และสารที่สกัดได้จะต้องไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำหรือไม่ละลายน้ำนั่นเอง"  (ถ้าของเหลวที่กลั่นได้ละลายน้ำ  หรือรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำจะต้องนำไปกลั่นแยกอีกครั้งหนึ่ง)
       หลังจากที่สกัดด้วยไอน้ำแยกออกมาจากของผสมแล้ว  ของเหลวจะแยกเป็น  2  ชั้น  ชั้นหนึ่งเป็นน้ำ อีกชั้นหนึ่งเป็นสารที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้กรวยแยก  แยกออกจากกัน
4/11/51 โพสต์โดย ao
3 จาก 5
การกลั่น  จัดว่าเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับการทำของเหลวให้บริสุทธิ์  ใช้แยกของเหลวหรือของแข็งกับของเหลวที่ผสมกันเป็นสารละลายเนื้อเดียวออกจาก กัน  โดยอาศัยความแตกต่างของจุดเดือด
      การกลั่นเป็นกระบวนการที่ทำให้ของเหลวได้รับความร้อนจนกลายเป็นไอ  แล้วทำให้ควบแน่นกลับมาเป็นของเหลวอีก  ในขณะที่กลั่นของผสม  ของเหลวที่มีจุดเดือดต่ำจะกลายเป็นไอแยกออกมาก่อน  ของเหลวที่ที่มีจุดเดือดสูงขึ้นจะแยกออกมาภายหลัง
      การกลั่นมีหลายประเภท  เช่น
      - การกลั่นแบบธรรมดา
      - การกลั่นลำดับส่วน
      - การกลั่นด้วยไอน้ำ
1. การกลั่นแบบธรรมดา (Simple distillation)
      การกลั่นแบบธรรมดาเหมาะสำหรับการแยกสารละลายที่ตัวถูกละลายเป็นสารที่ระเหย ยาก และตัวถูกละลายมีจุดเดือดสูงกว่าตัวทำละลายมาก  เช่น  น้ำเชื่อม  น้ำเกลือ  นอกจากนั้นยังใช้แยกของเหลว  2  ชนิด ที่มีจุดเดือดต่างกันมาก ๆ เช่น ต่างกันมากกว่า  80 องศาเซลเซล  ออกจากกันได้   "ในขณะที่กลั่นตัวทำละลายจะแยกออกมา ตัวถูกละลายจะยังคงอยู่ในขวดกลั่น"  ทำให้ตัวทำละลายที่บริสุทธิ์แยกออกจากสารละลาย
      ตัวอย่าง เช่น  การกลั่นน้ำเกลือ  ซึ่งประกอบด้วย  น้ำ (จุดเดือด 100 องศาเซลเซียส)  และเกลือโซเดียมคลอไรด์ (จุดเดือด 1,413 องศาเซลเซล)  เมื่อสารละลายได้รับความร้อน จะมีแต่น้ำเท่านั้นที่กลายเป็นไอออกมา เมื่อไอน้ำผ่านเข้าไปในเครื่องควบแน่นซึ่งมีน้ำเย็นไหลเวียนตลอดเวลา  ไอน้ำจะควบแน่นได้ของเหลว คือน้ำบริสุทธิ์ออกมา ในขณะที่เกลือยังคงอยู่ในสารละลายในขวดกลั่น ถ้ายังคงกลั่นต่อไปจนแห้งจะเหลือแต่เกลืออยู่ในขวดกลั่น จึงทำให้สามารถแยกน้ำกับเกลือออกจากกันได้

2. การกลั่นลำดับส่วน (Fractional  distillation)        
      การกลั่นลำดับส่วนเหมาะสำหรับกลั่นแยกของเหลวที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน  หรือแยกสารละลายที่ตัวทำละลายและตัวถูกละลายเป็นสารที่ระเหยง่ายทั้งคู่  ซึ่งถ้ากลั่นแบบธรรมดาเพียงครั้งเดียวจะได้สารที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น การกลั่นน้ำผสมเอทานอล ต้องกลั่นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จึงจะได้เอธานอลที่มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นทุกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติแทนที่จะนำของเหลวไปกลั่นซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและใช้เวลามาก  จึงได้นำไปกลั่นในคอลัมน์ลำดับส่วนหรือในหอกลั่น ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับเป็นการกลั่นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง การกลั่นในหอกลั่นนี้เรียกว่า  การกลั่นลำดับส่วน เช่น การกลั่นน้ำมันดิบหรือน้ำมันปิโตรเลียม  


3. การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam  distillation)
การ กลั่นด้วยไอน้ำเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของการสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยใช้ไอน้ำเป็นตัวทำละลาย ละลายสารและพาสารที่ต้องการออกจากของผสมได้ ส่วนใหญ่การกลั่นด้วยไอน้ำมักจะใช้สกัดสารอินทรีย์ออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืชที่อยู่ตามธรรมชาติ  เช่น  การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้  ใบมะกรูด  เป็นต้น
      หลักการที่สำคัญ  การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำอาศัยหลักการที่ว่า  "สารที่ต้องการสกัดจะต้องระเหยได้ง่าย สามารถให้ไอน้ำพาออกมาจากของผสมได้  และสารที่สกัดได้จะต้องไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำหรือไม่ละลายน้ำนั่นเอง"  (ถ้าของเหลวที่กลั่นได้ละลายน้ำ  หรือรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำจะต้องนำไปกลั่นแยกอีกครั้งหนึ่ง)
      หลังจากที่สกัดด้วยไอน้ำแยกออกมาจากของผสมแล้ว  ของเหลวจะแยกเป็น  2  ชั้น  ชั้นหนึ่งเป็นน้ำ อีกชั้นหนึ่งเป็นสารที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้กรวยแยก  แยกออกจากกัน
30/10/52 โพสต์โดย คิงเบียร์เองจ้า
4 จาก 5
การกลั่น  จัดว่าเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับการทำของเหลวให้บริสุทธิ์  ใช้แยกของเหลวหรือของแข็งกับของเหลวที่ผสมกันเป็นสารละลายเนื้อเดียวออกจาก กัน  โดยอาศัยความแตกต่างของจุดเดือด
      การกลั่นเป็นกระบวนการที่ทำให้ของเหลวได้รับความร้อนจนกลายเป็นไอ  แล้วทำให้ควบแน่นกลับมาเป็นของเหลวอีก  ในขณะที่กลั่นของผสม  ของเหลวที่มีจุดเดือดต่ำจะกลายเป็นไอแยกออกมาก่อน  ของเหลวที่ที่มีจุดเดือดสูงขึ้นจะแยกออกมาภายหลัง
      การกลั่นมีหลายประเภท  เช่น
      - การกลั่นแบบธรรมดา
      - การกลั่นลำดับส่วน
      - การกลั่นด้วยไอน้ำ
1. การกลั่นแบบธรรมดา (Simple distillation)
      การกลั่นแบบธรรมดาเหมาะสำหรับการแยกสารละลายที่ตัวถูกละลายเป็นสารที่ระเหย ยาก และตัวถูกละลายมีจุดเดือดสูงกว่าตัวทำละลายมาก  เช่น  น้ำเชื่อม  น้ำเกลือ  นอกจากนั้นยังใช้แยกของเหลว  2  ชนิด ที่มีจุดเดือดต่างกันมาก ๆ เช่น ต่างกันมากกว่า  80 องศาเซลเซล  ออกจากกันได้   "ในขณะที่กลั่นตัวทำละลายจะแยกออกมา ตัวถูกละลายจะยังคงอยู่ในขวดกลั่น"  ทำให้ตัวทำละลายที่บริสุทธิ์แยกออกจากสารละลาย
      ตัวอย่าง เช่น  การกลั่นน้ำเกลือ  ซึ่งประกอบด้วย  น้ำ (จุดเดือด 100 องศาเซลเซียส)  และเกลือโซเดียมคลอไรด์ (จุดเดือด 1,413 องศาเซลเซล)  เมื่อสารละลายได้รับความร้อน จะมีแต่น้ำเท่านั้นที่กลายเป็นไอออกมา เมื่อไอน้ำผ่านเข้าไปในเครื่องควบแน่นซึ่งมีน้ำเย็นไหลเวียนตลอดเวลา  ไอน้ำจะควบแน่นได้ของเหลว คือน้ำบริสุทธิ์ออกมา ในขณะที่เกลือยังคงอยู่ในสารละลายในขวดกลั่น ถ้ายังคงกลั่นต่อไปจนแห้งจะเหลือแต่เกลืออยู่ในขวดกลั่น จึงทำให้สามารถแยกน้ำกับเกลือออกจากกันได้

2. การกลั่นลำดับส่วน (Fractional  distillation)        
      การกลั่นลำดับส่วนเหมาะสำหรับกลั่นแยกของเหลวที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน  หรือแยกสารละลายที่ตัวทำละลายและตัวถูกละลายเป็นสารที่ระเหยง่ายทั้งคู่  ซึ่งถ้ากลั่นแบบธรรมดาเพียงครั้งเดียวจะได้สารที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น การกลั่นน้ำผสมเอทานอล ต้องกลั่นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จึงจะได้เอธานอลที่มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นทุกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติแทนที่จะนำของเหลวไปกลั่นซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและใช้เวลามาก  จึงได้นำไปกลั่นในคอลัมน์ลำดับส่วนหรือในหอกลั่น ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับเป็นการกลั่นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง การกลั่นในหอกลั่นนี้เรียกว่า  การกลั่นลำดับส่วน เช่น การกลั่นน้ำมันดิบหรือน้ำมันปิโตรเลียม  


3. การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam  distillation)
การ กลั่นด้วยไอน้ำเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของการสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยใช้ไอน้ำเป็นตัวทำละลาย ละลายสารและพาสารที่ต้องการออกจากของผสมได้ ส่วนใหญ่การกลั่นด้วยไอน้ำมักจะใช้สกัดสารอินทรีย์ออกจากส่วนต่าง ๆ ของพืชที่อยู่ตามธรรมชาติ  เช่น  การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้  ใบมะกรูด  เป็นต้น
      หลักการที่สำคัญ  การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำอาศัยหลักการที่ว่า  "สารที่ต้องการสกัดจะต้องระเหยได้ง่าย สามารถให้ไอน้ำพาออกมาจากของผสมได้  และสารที่สกัดได้จะต้องไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำหรือไม่ละลายน้ำนั่นเอง"  (ถ้าของเหลวที่กลั่นได้ละลายน้ำ  หรือรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำจะต้องนำไปกลั่นแยกอีกครั้งหนึ่ง)
      หลังจากที่สกัดด้วยไอน้ำแยกออกมาจากของผสมแล้ว  ของเหลวจะแยกเป็น  2  ชั้น  ชั้นหนึ่งเป็นน้ำ อีกชั้นหนึ่งเป็นสารที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้กรวยแยก  แยกออกจากกัน
30/10/52 โพสต์โดย คิงเบียร์เองจ้า
5 จาก 5
ฟกห่ดฟสว่หกาด่ฟหวสกาด่ฟสหกด่ฟส่ดสาหฟก่ดสาฟก่ดสาฟ่ดสาฟ่กดสาหฟ่กดสฟหก่ดสาฟหก่ดสฟหกด่วฟหกดฟกหดฟกดฟกดฟหกดหกด
14/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุคือ??
fus ro dah คืออะไรอ่ะ
การเตรียมวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปมีอะไรบ้าง
การวิเคราะห์ธาตุ Cr ด้วยเครื่อง AAS ต้องเพิ่มปริมาณแก๊สไหม
การออกแบบบ้านมีผลต่อการขยายตัวของแก๊สอย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู