หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
อยากทราบ อิทธิพลของดนตรีต่อธุรกิจบันเทิง
อยากทราบ อิทธิพลของดนตรีต่อธุรกิจบันเทิง
                บทบาทของดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก
                อิทธิพลของดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก
ใครที่หาได้ช่วยตอบด้วยนะครับ(ต้องการเรื่องแรกมาก)
(ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบ)
ดนตรี 15/8/53 โพสต์โดย top thep
คำตอบ
1 จาก 2
ดนตรีที่ดีสามารถนำพาเด็กเข้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสุนทรียภาพความงามซึ่งในที่สุดก็จะเชื่อมเข้าไปสู่ความดีได้และการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรมโดยอาศัยหลักเรื่องของเหตุและผลก็จะสามารถบังเกิดผลได้

“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์
หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกเช่นกล่าวมานี่”
พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จาดเรื่อง เวนิส วานิช



บทพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปราชญ์ในสมัยก่อนมองว่า ดนตรีคือ เครื่องมือหล่อหลอมจิตใจมนุษย์ให้งดงาม ดนตรีคือวิชาที่คนชั้นสูงและปราชญ์จะต้องเรียนรู้เพื่อ “เพาะบ่ม” ตนเองให้เป็นคนที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดนตรีกลับด้อยค่าลงถูกใช้เป็นเพียงแค่เครื่องบำเรออารมณ์ของมนุษย์ เป็นอาชีพของคนเต้นกินรำกิน ไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคม

ในอีกทางหนึ่งดนตรีก็กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ที่ใช้เพื่อมอมเมาประชาชน ไม่ว่าจะใช้ในการโฆษณาสินค้าหรือสินค้าในธุรกิจบันเทิงที่มุ่งเพียงการขายความสนุกสนาน โดยไม่คำนึงถึงความงอกงามในจิตใจหรือจิตวิญญาณของมนุษย์เลย

อย่างไรก็ตาม หากจะมองอย่างพิจารณาในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็แสดงว่า แท้จริงดนตรีนั้นยังคงมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์อยู่ เพราะยังทำให้คนซื้อสินค้า ทำให้ธุรกิจบันเทิงเติบโตในแง่ของการทำหน้าที่หล่อหลอมชีวิตและจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ได้ถูกมองข้ามไปแค่นั้นเอง

เพราะอะไร จึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น???

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะเมื่อวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลมากขึ้น คนก็เริ่มมีกระบวนทัศน์ในการคิดแบบวิทยาศาสตร์มากขึ้น อะไรก็ตามที่ไม่สามารถตอบได้แบบวิทยาศาสตร์ก็จะถูกมองข้ามไป และบังเอิญในอดีตที่ผ่านมาดนตรีไม่เคยถูกพิสูจน์ตามหลักแบบวิทยาศาสตร์เลย ดังนั้น ความเชื่อถือในดนตรีจึงลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะในแง่ของการพิจารณาคุณค่าความเป็นมนุษย์

อีกประการหนึ่ง น่าจะเป็นจากค่านิยมหรือขนบประเพณีของสังคมไทยเราเอง สังคมไทยไม่เคยมองดนตรีว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้นเท่านั้น ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีดนตรีก็ได้หรือจะมีก็ได้ จะเห็นได้จากชีวิตของคนไทย การละเล่นดนตรีจะเกิดขึ้นเฉพาะเวลาว่างงานหรือเวลาเฉลิมฉลองอะไรสักอย่าง และเป็นไปเพื่อความครึกครื้นหรือผ่อนคลายเท่านั้น คนเล่นดนตรีไม่ได้ยึดเป็นเรื่องจริงจังหรือเป็นงานหลัก การเล่นดนตรีเป็นเพียงงานเสริมจากอาชีพหลักเท่านั้น ดนตรีไม่เคยถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตใจอย่างชัดเจน การสอนดนตรีก็มักจะเน้นไปที่การฝึกฝนเพื่อให้เป็นนักดนตรี มากกว่าการสอนให้รู้จักใช้ดนตรีเพื่อการพัฒนาตนเอง

จากเหตุผลทั้งสองนี้ จึงทำให้ดนตรีไม่สามารถโผล่ขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำคัญและมีคุณค่าพอในชีวิตคนไทย ทั้งๆ ที่ปราชญ์ตั้งแต่โบราณของเราคนแล้วคนเล่าต่างก็พูดถึงคุณค่าของดนตรีและดนตรีก็เป็นสิ่งแวดล้อมที่เราสัมผัสอยู่ในชีวิตของเราทุกวัน

ไม่นานมานี้ มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพาร์มา ประเทศอิตาลี ได้ค้นพบกลุ่มเซลล์กลุ่มหนึ่งในสมองของลิงโดยบังเอิญ เขาตั้งชื่อมันว่า “เซลล์กระจกเงา” (Mirror Neuron) เขาพบโดยการทดลองให้ลิงสังเกตท่าทางของมนุษย์ เพื่อดูว่าเมื่อลิงทำเลียนแบบท่าทางของมนุษย์ เซลล์ในสมองของลิงส่วนไหนบ้างที่จะทำงาน แต่เรากลับพบว่า แม้ลิงจะไม่ได้เคลื่อนไหวหรือเลียนแบบท่าทางของมนุษย์เลย เพียงแต่แค่มันนั่งมองเฉยๆ เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของอวัยวะ ซึ่งสอดคล้องกับท่าทางของมนุษย์ก็ยังคงทำงานอยู่ ราวกับว่าลิงตัวนั้นได้เคลื่อนไหวเพื่อเลียนแบบกิริยาของมนุษย์ เขาเลยตั้งชื่อมันว่า “เซลล์กระจกเงา” หรือ Mirror Neuron เพราะมันสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวทุกอย่างของมนุษย์เข้าไป ราวกับว่ามันได้ทำตัวเป็นกระจกเงาเพื่อสะท้อนภาพที่มองเห็นนั่นเอง

การค้นพบครั้งนี้นำไปสู่ความสงสัยว่า ในมนุษย์จะมีปฏิกิริยาแบบนี้หรือไม่ จึงมีการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมกันมากมายทั้งในยุโรปและอเมริกา แล้วก็พบว่าเซลล์แบบนี้มีในสมองของมนุษย์เซลล์เหล่านี้นี่แหละ คือต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์ที่เกิดมาแล้วมีบุคลิก หรือนิสัยใจคอเหมือนกับคนอื่นๆ ในสังคม แล้วซึมซับเข้าไปเพื่อหล่อหลอมให้คนเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตามแต่ผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราจะกำหนด

เซลล์เหล่านี้ คือสิ่งที่ช่วยอธิบายทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกของมนุษย์ที่เราใช้อยู่เกือบทุกทฤษฎี ให้มีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก หรือหากจะกล่าวสั้นๆ ก็คือ “สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรเซลล์กระจกเงาก็จะทำหน้าที่หล่อหลอมมนุษย์ให้เป็นไปตามที่สิ่งแวดล้อมกำหนด” นั่นเอง

ดร. ชินอิชิ ซูซูกิ (Shinichi Suzuki) ครูสอนดนตรีชาวญี่ปุ่นได้กล่าวไว้ในหนังสือ Nurture with love ว่า “มนุษย์คือผลิตผลของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ดีและงดงามย่อมหล่อหลอมให้มนุษย์เติบโตเป็นคนที่ดีและงดงาม” และ “ดนตรีที่งดงามคือสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะหล่อหลอมให้มนุษย์มีจิตใจงดงามตามไปด้วย (Beautiful sound makes beautiful heart.)” ดร.ซูซูกิ เขียนหนังสือเล่มนี้จากประสบการณ์อันยาวนานในการสอนดนตรีเด็กนับพันๆ หมื่นๆ ทั้งในญี่ปุ่น และในอเมริกา แล้วเฝ้าติดตามสังเกตการเจริญเติบโตของเด็กที่เป็นลูกศิษย์ทุกคน สุนทรียภาพความงดงามที่เด็กๆ ได้รับจากสิ่งแวดล้อมทางดนตรี ส่งผลให้เด็กเหล่านี้ล้วนเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม

จากประสบการณ์ดังกล่าวของ ดร.ซูซูกิ หากเรามองด้วยกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัดแล้ว เราอาจจะไม่ได้บทเรียนอะไรเลยจากประสบการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ แต่หากเรามองด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งจะค้นพบใหม่ คือมองในเรื่องเซลล์กระจกเงาหรือ Mirror Neuron สิ่งที่ดร. ซูซูกิค้นพบนั้นก็ดูจะมีน้ำหนักขึ้นมาโดยทันที

จะว่าไปแล้วดนตรีก็คือภาษาชนิดหนึ่ง ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด หรือข้อมูลระหว่างมนุษย์ได้ ดนตรีที่ละเมียดละไมและงดงาม ทำให้เรารับรู้ถึงความงดงามได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า สุนทรียภาพของความงามที่เราสัมผัสได้จากดนตรี ดนตรีที่หยาบกระด้างก้าวร้าวก็สัมผัสได้เช่นกัน

ความงาม ความละเมียดละไมที่เราได้สัมผัสจากดนตรี จะทำให้เซลล์กระจกเงาของเราซึมซับสัมผัสเข้าไป แล้วหล่อหลอมให้เรามีความงามความละเมียดละไมในตนเอง ความเป็นคนที่มองเห็นความงามในสิ่งต่างๆ รอบตัวจะทำให้เรารักและหวงแหนสิ่งนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของความดี ความดีที่เกิดจากสุนทรียภาพซึ่งจะเจริญงอกงามเป็นความดี เป็นคุณธรรมของมนุษย์ต่อไป

ผมคิดว่า นี่ล่ะคือเหตุผลที่จะมาอธิบายของพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ซึ่งผมได้กล่าวถึงในตอนต้นบทความว่าคนที่ไม่มีดนตรีในหัวใจย่อมไม่มีความงามในจิตใจ และไร้ซึ่งความดีงามนั่นเอง

บ้านเราตอนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเยอะเหลือเกิน เด็กและเยาวชนของเราก้าวร้าว ขาดคุณธรรมมากขึ้น หยาบกระด้าง บางครั้งถึงกับเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ไปเลยก็มี สามารถทำสิ่งที่ก้าวล่วงต่อกฏหมายขนบธรรมเนียมประเพณีได้โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้อนหรือละอายต่อบาปกรรมใดๆ เราได้แต่พยายามอบรมพวกเขาด้วยหลักแห่งความจริง หลักของเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จงทำดี เด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ว่านอนสอนง่าย อยู่ในระเบียบวินัย

ในขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เต็มไปด้วยความเลวร้ายที่กระตุ้นให้เซลล์กระจกเงาของพวกเขาซึมซับเข้าไปอยู่ตลอดเวลาโดยเราลืมไปว่า สมองของเด็กในส่วนตัดสินผิดชอบชั่วดี การใช้เหตุผล ยังไม่เติบโตพอที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ สมองของเด็กจะทำงานด้วยอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก อะไรสนุกๆ อะไรที่ประทับใจ เซลล์กระจกเงาก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้นเข้าไป การสอนด้วยเหตุผลอย่างเดียวจึงไม่ได้ผล ต้องสอนด้วยสิ่งที่สามารถเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ด้วย

ดนตรีคืออีกหนทางหนึ่งที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ ดนตรีที่ดีสามารถนำพาเด็กเข้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสุนทรียภาพ ความงามและในที่สุดก็จะเชื่อมเข้าไปสู่ความดีความดีได้ และการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม โดยอาศัยหลักของเหตุและผลก็จะสามารถบังเกิดผลได้

ถึงเวลาที่เราจะต้องหันกลับมามองคุณค่าของดนตรีใหม่มองอย่างเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ มองอย่างเห็นคุณค่าในการเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในชีวิต และหาทางที่จะใช้ประโยชน์จากดนตรีในการพัฒนาคุณค่าของเรา



(update 20 มกราคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน 2549 ]
15/8/53 โพสต์โดย ครูแก่
2 จาก 2
เอกลักษณ์ของดนตรีสากลในวัฒนธรรมตะวันตก









ดนตรีสากล เป็นมารดกทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เริ่มจากการที่ชาวยุโรปมีการบันทึกทำนองเพลงที่เป็นแบบแผนเดียวกันโดยใช้สัญลักษณะที่เรียกว่า  * โน้ตสากล และใช้กับเครื่องดนตรีสากลที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวาง


ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติ  ศาสนา  โดยเฉพาะทางดนตรีตะวันตก   นับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนามาก      บทเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาหรือเรียกว่าเพลงวัดนั้น  ได้แต่งขึ้นอย่างถูกหลักเกณฑ์    ตามหลักวิชาการดนตรี  ผู้แต่งเพลงวัดต้องมีความรู้ความสามารถสูง  เพราะต้องแต่งขึ้นให้สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้นิยมเลื่อมใสในศาสนามากขึ้น  ดังนั้นบทเพลงสวดในศาสนาคริสต์จึงมีเสียงดนตรีประโคมประกอบการสวดมนต์   เมื่อมีบทเพลงเกี่ยวกับศาสนามากขึ้น  เพื่อเป็นการป้องกันการลืมจึงได้มีผู้ประดิษฐ์สัญลักษณ์ต่างๆแทนทำนอง  เมื่อประมาณ ค.ศ.  1000  สัญลักษณ์ดังกล่าวคือ  ตัวโน้ต ( Note )  นั่นเอง  โน้ตเพลงที่ใช้ในหลักวิชาดนตรีเบื้องต้นเป็นเสียงโด  เร  มี นั้น  เป็นคำสวดในภาษาละติน   จึงกล่าวได้ว่าวิชาดนตรีมีจุดกำเนิดมาจากวัดหรือศาสนา  ซึ่งในยุโรปนั้นถือว่าเพลงเกี่ยวกับศาสนานั้นเป็นเพลงชั้นสูงสุด
วงดนตรีที่เกิดขึ้นในศตวรรษต้นๆจนถึงปัจจุบัน  จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป  เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงก็มีจำนวนและชนิดแตกต่างกันตามสมัยนิยม  ลักษณะการผสมวงจะแตกต่างกันไป  เมื่อผสมวงด้วยเครื่องดนตรีที่ต่างชนิดกัน  หรือจำนวนของผู้บรรเลงที่ต่างกันก็จะมีชื่อเรียกวงดนตรีต่างกัน














การสืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของดนตรีตั้งแต่สมัยโบราณมา  นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้ได้เรื่องราว   สมัยของการรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อื่นๆ
      พึ่งจะมีปรากฏและเริ่มนิยมใช้กันในสมัยเริ่มต้นของยุค  Middle   age    คือระหว่างศตวรรษที่ 5-6   และการบันทึกมีเพียงเครื่องหมายแสดงเพียงระดับของเสียง  และจังหวะ    ( Pitch  and   time )    ดนตรีเกิดขึ้นมาในโลกพร้อมๆกับมนุษย์เรานั่นเอง  ในยุคแรกๆมนุษย์อาศัยอยู่ในป่าดง  ในถ้ำ   ในโพรงไม้   แต่ก็รู้จักการร้องรำทำเพลงตามธรรมชาติ   เช่นรู้จักปรบมือ  เคาะหิน  เคาะไม้  เป่าปาก  เป่าเขา  และเปล่งเสียงร้องตามเรื่อง  การร้องรำทำเพลงไปเพื่ออ้อนวอนพระเจ้าเพื่อช่วยให้ตนพ้นภัย   บันดาลความสุขความอุดมสมบูรณ์ต่างๆให้แก่ตน   หรือเป็นการบูชาแสดงความขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย  









โลกได้ผ่านหลายยุคหลายสมัย  ดนตรีได้วิวัฒนาการไปตามความเจริญ
และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์  เครื่องดนตรีที่เคยใช้ในสมัยเริ่มแรกก็มีการวิวัฒนาการมาเป็นขั้นๆ  กลายเป็นเครื่องดนตรี   ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน   เพลงที่ร้องเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า  ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา   และเพลงร้องโดยทั่วๆไป
        ในระยะแรก  ดนตรีมีเพียงเสียงเดียวและแนวเดียวเท่านั้นเรียกว่า  Melody    ไม่มีการประสานเสียง  จนถึงศตวรรษที่ 12  มนุษย์เราเริ่มรู้จักการใช้เสียงต่างๆมาประสานกันอย่างง่ายๆ  เกิดเป็นดนตรีหลายเสียงขึ้นมา

 







ดนตรีสากลหรือดนตรีตะวันตกมีพื้นฐานจากความมุ่งหวังไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า จากหลักปรัชญากรีกโบราณในราวช่วงปี 800 ก่อนคริสตกาล ที่เน้นความสำคัญของการสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยการเล่นกีฬา และงดงามของจิตใจด้วยศิลปะ บทกวี ดนตรี การละคร และระบำรำฟ้อนเพื่อสร้างสรรค์ให้มนุษย์สมบูรณ์





ปีธากอรัส



ปี 585-479 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกชื่อ ปิธากอรัส คิดค้นทฤษฎีการเกิดเสียงขึ้นจากการคำนวณรอบการสั่นสะเทือนของสายเสียง ได้ข้อสรุปว่า "ถ้าสายสั้นกว่าจะได้เสียงที่สูงกว่า ถ้าสายยาวกว่าจะได้เสียงที่ต่ำกว่า" วิชาความรู้และแนวคิดนี้กระจายแพร่หลาย ชื่อเสียงปิธากอรัสเลื่องลือทั่วยุโรป







* ตัวโน้ตดนตรี หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงดนตรี








         การอ่านโน้ตดนตรีหรือบทเพลงต่าง ๆ ก็เฉกเช่นเดียวกันกับการอ่านหนังสือโดยทั่วไป กล่าวคือผู้เรียนหรือผู้อ่านจะต้องจดจำสัญลักษณ์หรือพยัญชนะเบื้องต้นที่ใช้แทนเสียง เช่น ก,ข,ค,……ฮ. หรือสระต่าง ๆ แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมารวมกันแล้วสะกดเป็นคำ ๆ จึงจะมีความหมาย ที่เราสามารถใช้เขียนเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ และเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
ในทางดนตรีก็เช่นกันความคิดของผู้ประพันธ์เพลง (Composer) ที่แต่งเพลงออกมาจะถูกบันทึกไว้ด้วยตัวโน้ตเพื่อให้นักดนตรีได้เล่นและถ่ายทอดอารมณ์ออกมาให้ผู้ฟังได้โดยที่นักดนตรีผู้นั้นไม่เคยรู้จักมาก่อนได้ ตัวโน้ตที่ใช้บันทึกในลักษณะต่าง ๆ นั้นจะกลายเป็นโสตภาษาของผู้ฟัง

 
มีการจำแนกเครื่องดนตรีเป็น 4 ประเภท และที่ถามประวัติเครื่องดนตรีมาจะยกตัวอย่างประเภทละหนึ่ง ไม่งั้นต้องตอบกันไปอีกหลายชั่วยาม

1. เครื่องสาย-String ได้แก่ ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ดับเบิลเบส พิณ กีตาร์ แบนโจ แมนโดลิน บาลาไลกา สืบประวัติเครื่องตระกูลไวโอลินได้ว่ากำเนิดมาจากต้นตอคือ ซอรีเบ็คและซอวิแอล ซึ่งเป็นซอโบราณในสมัยกลาง และซอลิราดาบรัชโช สมัยเรอเนซองซ์ ค.ศ.1600-1750 นับเป็นยุคทองของการประดิษฐ์ไวโอลินที่ได้รับการดัดแปลงปรับปรุงจนมีคุณภาพสูงถึงขีดสุดยอด





2. เครื่องเป่าลมไม้ - Woodwind ได้แก่ ฟลุ้ต พิโคโล คลาริเน็ต โอโบ บาสซูน อิงลิชฮอร์น แซ็กโซโฟน รีคอร์เดอร์ แพนไปพ์ ปี่สกอต ออร์แกน(แบบดั้งเดิม) หีบเพลงปาก ยกตัวอย่างฟลุ้ต เครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุด พัฒนามาพร้อมกับอารยธรรมมนุษย์ แรกเริ่มทีเดียวมนุษย์ในยุคหินคงหากระดูกสัตว์หรือเขากวางเป็นท่อนกลวงหรือไม่ก็ปล้องไม้ไผ่มาเจาะรูแล้วเป่าให้เกิดเสียงต่างๆ วัตถุเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าลมไม้










3. เครื่องเป่าทองเหลือง - Brass ได้แก่ ทรัมเป็ต คอร์เนท เฟรนช์ฮอร์น ทรอมโบน ทูบา ซูซาโฟน ยูโฟเนียม ยกตัวอย่าง ทรัมเป็ต ประวัติมาไกลถึงแถบเอเชียซึ่งปรากฏหลักฐานว่าชาวจีนเคยใช้แตรที่มีลักษณะคล้ายทรัมเป็ตมานานกว่า 4,000 ปี ขณะชาวยุโรปใช้แตรที่มีลำโพงงอเป็นขอในกองทัพ สมัยโบราณยุโรปถือว่าทรัมเป็ตเป็นของสูง ผู้ที่จะมีได้หากไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย ก็เป็นนักรบชั้นแม่ทัพ

4. เครื่องกระทบ - Percussion ได้แก่ กลองเล็ก กลองใหญ่ กลองเทเนอร์ กลองบองโก กลองทิมปานี ไชนีส บ็อกซ์ กรับสเปน ฉาบ ไซไลโฟน ยกตัวอย่างกลองทิมปานี มีต้นกำเนิดแถวอาระเบีย ชาวอาหรับสมัยก่อนจะผูกกลอง 2 ลูกบนหลังอูฐ สำหรับตีประโคมเวลายกทัพออกศึกหรือยามเคลื่อนคาราวาน แขกมัวร์เป็นผู้นำกลองชนิดนี้เข้ายุโรป กลายพันธุ์เป็นเครื่องดนตรีสากลด้วยประการฉะนั้น











·                                 เปียโน [Piano] เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในปลายคริสตศตวรรษที่18เสียงของเปียโนเกิดจากการสั่นสะเทือนของสาย ที่ถูกฆ้อนเล็กๆตีสายซึ่งขึงอยู่ข้างในเมื่อผู้เล่นกดคีย์และเมือผู้เล่นยกนิ้วขึ้นสักหลาดชิ้นเล็กๆจะกลับ ทาบลงบนสายทำให้หยุดความสั่นสะเทือนเสียงก็จะหยุด เปียโนสามารถทำให้เสียงยาวได้โดย เหยียบ Pedalเปียโนมีช่วงเสียงกว้างมากสามารถเล่นให้มีเสียงดัง-เบาได้ ตามความแรงของนิ้วที่กดลงบนคีย์ ชื่อเรียกเต็มคือ เปียโนฟอร์เต้ (Piano-forte) เป็นภาษาอิตาเลี่ยน หมายความว่าเล่นได้ทั้งเบาและดัง (piano แปลว่าเบา forte แปลว่าดัง)






·                                 ฮาร์พซิคอร์ด [Harpsichord] เป็นต้นตระกูลของเปียโนนิยมเล่นกันแพร่หลายในคริสตศตวรรษ ที่ 16, 17 และ18มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Claveein (ฝรั่งเศส) Clavicembalo (อิตาเลียน)และ Virginal (อังกฤษ) มีคีย์คล้ายๆ เปียโนแต่โดยมากมักจะมี 2 ชั้นเสียงเกิดขึ้นเพราะวัตถุคล้าย Prectrum ของกีต้าร์ เมื่อเวลาผู้เล่นกดคีย์เสียงคล้ายเสียงของ สแปนิชกีต้าร์ สามารถเล่นได้รวดเร็วและชัดเจนแจ่มใส แต่เสียงไม่ค่อยจะดังมากนัก






·                                 ซินธิไซเซอร์ [Synthesizer] ซินธิไซเซอร์เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่จัดว่าเป็นเครื่องดนตรีอีเลคโทรนิคที่ปรับปรุงใหม่ซึ่งให้เสียงแตกต่างกันมากมาย ภายในเครื่องเดียวสร้างความสะดวกให้ผู้เล่นสามารถค้นหาเสียงได้มากมาย






·                                 แอคคอร์เดี้ยน [Accordian] ดัดแปลงมาจากออร์แกน ใช้หลักการสร้างลมเป่าในหลอดทำเสียงด้วยวิธีชักเข้าและชักออกของถุงลม แล้วกดบังคับเสียงจากลิ่มนิ้วเหมือนออร์แกนหีบเพลงชักมีมากมายหลายแบบจนนับไม่ถ้วน






·                                 รำมะนา [Tambourine] มีรูปร่างคล้ายกลองแบนๆ ขึงด้วยหนังหน้าเดียวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ10นิ้วรอบๆ ขอบมีลูกกระพรวนติดอยู่เป็นระยะๆ เพื่อทำให้เกิดเสียงกรุ๋งกริ๋งเวลาผู้เล่นเขย่าเป็นเครื่องประกอบจังหวะที่พวกเสปน ยิปซี ใช้ประกอบการเต้นรำมาช้านาน เป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกครึกครื้น สนุกสนาน






·                                 ฉาบ [Cymbals] เป็นเครื่องประกอบจังหวะที่มีลักษณะเหมือนฉาบของไทย แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก เป็นจานทองเหลืองบางๆ 2 อัน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-24 นิ้ว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง15-16 นิ้ว เป็นขนาดที่ใช้ในวงดุริยางค์ ใช้ตีกระทบกัน เป็นเครื่องประกอบจังหวะที่ให้เสียงอึกทึกที่สุด






·                                 กลองชุด [Drumkit] ประกอบด้วยกลองหลายใบรวมอยู่ด้วยกัน เช่น Bass,Tenor,Snare,Cymbals ใช้ผู้เล่น คนเดียวสำหรับBass Drum และ Cymbals ผู้เล่นใช้เท้าเหยียบกระเดื่อง มือทั้งสองถือไม้ตีกลองใบอื่น และฉาบด้วย






·                                 กลองทิมปานี [Timpani] ทิมปานีเป็นกลองที่ปรับระดับเสียงได้รูปร่างคล้ายกระทะ ตั้งอยู่บนฐาน ตัวกลองทำด้วยทองแดง ใช้หนังลูกวัวขึง มีสกรูอยู่รอบๆ ขอบกลองเพื่อใช้บังคับหนังกลองให้ตึงมากน้อยให้เกิดระดับเสียงที่ต้องการ นอกจากสกรูแล้วที่ฐานยังมีกระเดื่องไว้ให้ผู้เล่นเหยียบเปลี่ยนระดับเสียงอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ไม้ตีกลอง (Drum Sticks)ซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน (ล็ก กลาง ใหญ่) หัวไม้ตีกลอง มักจะหุ้มด้วยสักหลาด ผ้า สำลี ไม้ก๊อก หรือ ฟองน้ำเสียงของทิมปานี จะทุ้มมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเส้นผ่าศูนย์กลาง ของหน้ากลอง ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางยาวมากเสียงก็จะทุ้มมากถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางสั้น เสียงจะมีความทุ้มน้อย เสียงของกลองทิมปานี เทียบได้กับเสียงเบสเป็นเสียงที่แสดงอำนาจตื้นเต้น เร้าใจ กลองทิมปานีใช้ในวงซิม โฟนีออร์เคสตร้ามานานแล้ว






·                                 ระนาดฝรั่ง [Glockenspiel] มีรูปร่างคล้าย Xylophone แต่เล็กกว่า บรรจุไว้ในกระเป๋าคล้ายกระเป๋าเดินทาง เวลาใช้ จะตั้งบนโต๊ะผู้เล่นยืนเล่นลูกระนาดทำด้วยแผ่นเหล็กมีไม้ตี มีเสียงดังกังวาน คล้ายระฆังเล็กมีวิวัฒนาการมาจาก ระฆังในโบสถ์ หลายๆใบเรียงกัน






·                                 ระนาดฝรั่ง [Xylophone] ลูกระนาดทำด้วยไม้ขนาดสั้นยาวลดหลั่นกัน วางตามแนวนอนมีขาตั้งติดมากับตัว ลูกระนาดวางราบบนรางที่มีหมุดตรึงไว้ ไม้ตีเป็นไม้นวมหรือไม้มีผ้าหุ้ม หรืออาจจะเป็นกระดาษพิเศษใต้ลูกระนาดจะมีหลอดยาวต่อลงมาเพื่อให้เสียงดังกังวาน ไพเราะเพิ่มขึ้นระนาดฝรั่งต่างจากระนาดไทยคือ ระนาดไทยจะเรียงติดกันเป็นพืดแต่ระนาดฝรั่งจะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นเสียงปกติชั้นบนจะเป็นเสียงห่างครึ่งเสียงเหมือนKeyboard ชึ่งจะทำให้มีช่วงเสียงกว้างมากขึ้น Xylophone มีเสียงแกร่งสั้น ห้วน และชัดเจนมีขนาดใหญ่กว่า Glockenspiel





·                                 คลาริเนต [Clarinet] เป็นเครื่องเป่าลมไม้ที่มีลิ้นเดี่ยว(Single Reed)ประดิษฐ์ขึ้นในเยอรมันนี เมื่อต้นคริสตศตวรรษ ที่ 17 เสียงของคลาริเนตมีความกว้างมากหวานกังวานไม่แพ้เครื่องเป่าชนิดใดถือเป็นตัวเอกในบรรดาเครื่องลมไม้ เป็นเครื่องเป่าสำคัญขนิดหนึ่งในวงออร์เคสตร้า และวงโยธวาทิต






·                                 แซกโซโฟน [Saxophone] เป็นเครื่องเป่าลมไม้ที่มีลิ้นเดี่ยว(Single Reed)ปากทำด้วยไม้ แต่ตัวทำด้วยทองเหลือง มีลักษณะผสมผสานระหว่างเครื่องเป่าลมไม้กับเครื่องทองเหลืองตามประวัติว่ามีนักเป่าคลาริเนตคนหนึ่ง ชื่อว่านายSaxเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นจึงให้ชื่อว่า Saxophone ใช้ในวงOrchestraในบางโอกาส ที่ใช้มากในวง Jazz , Big band และวงโยธวาทิตจริงแล้ว Saxophone มีหลายชนิด คือ Soprano, alto, tenor, Baritone และ Bass ซึ่งเรียงลำดับ จากเสียงสูงสุด จนถึงต่ำสุด






·                                 โอโบ [Oboe] จัดอยู่ในจำพวกที่มีลิ้นคู่(Double Reed)มีเสียงที่ไพเราะ สะกดใจคนได้มาก ตามประวัติเกิดในฝรั่งเศสประมาณ ศตวรรษที่ 17ปัจจุบันเป็นเครื่องเป่าชั้นนำในวงออร์เคสตร้า มีลักษณะคล้ายคลาริเนตยกเว้นตรงปากเป่าจะเป็นท่อยาว ตัวความยาวประมาณ 2 ฟุต ประโยชน์อย่างหนึ่งของโอโบคือ ใช้เป็นเครื่องเทียบหรือแต่งเสียงในวงออร์เคสตร้า






·                                 บาซูน [Bassoon] เป็นเครื่องลมไม้ที่จัดอยู่ในประเภทลิ้นคู่ (Double Reed)และให้เสียงที่ต่ำที่สุด ไม่แจ่มใส ให้ความรู้สึกหม่นหมอง เสียงแหบเหมือนผี มักไม่ค่อยมีใครนำมาบรรเลงเดี่ยวในประวัติมีเพียง โมสาร์ท เพียงคนเดียว ที่กล้านำมาใช้ในเพลงคอนแชร์โต้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเสียงประสานหรือทำเสียงประหลาด ๆ น่ากลัวบาสชูน มีท่อลมใหญ่ และมีความยาวถึง 109 นิ้ว ผู้ประดิษฐ์จึงเอามาทบกันจนมีความยาว เหลือเพียง 50 นิ้ว และเนื่องจากมีน้ำหนักมาก จึงจำเป็นต้องใช้เชือกถักติดกับตัวปี่แล้วคล้องคอผู้เล่น
15/8/53 โพสต์โดย ครูแก่
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
อยากทราบ อิทธิพลของดนตรีต่อธุรกิจบันเทิง
ถ้าธุรกิจบันเทิงไม่มีดนตรีจะเป็นอย่างไรอย่างไร
อิทธิพลของประวัติศาสตร์ที่มีต่อดนตรีเป็นอย่างไร
จากการศึกษาพบว่า...
ดนตรีแจ๊สมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู