หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
เวียนหัว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
มีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ แล้วก็เบื่ออาหาร ปวดท้องบ้างเล็กน้อย  รู้สึกว่าตัวเองตัวร้อนแต่จริงๆแล้วไม่ ใครพอจะรู้บ้างครับว่าผมเป็นอะไร ไปร.ร.ไม่ได้เลย  เป็นมา 2 วันแล้ว
การรักษา | อาหาร | สุขภาพ | ความรู้เรื่องโรค | โรค 4/11/54 โพสต์โดย iminezee
คำตอบ
1 จาก 5
ไปให้หมอตรวจน่าจะดีนะคะ
4/11/54 โพสต์โดย Traveler2
2 จาก 5
เหมือนคนแพ้ท้องเลย
4/11/54 โพสต์โดย โปรตรอน
3 จาก 5
อาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นอาการที่พบบ่อย คนที่คลื่นไส้ไม่จำเป็นจะต้องอาเจียน และคนที่อาเจียนอาจจะอาเจียนโดยไม่คลื่นไส้ก็ได้ แต่อาการทั้งสองนี้มักเกิดขึ้นร่วมกัน จึงควรจะเข้าใจความหมายของอาการเหล่านี้ และอาการอื่นๆที่คล้ายกัน และอาจเกิดขึ้นร่วมกันได้

ความหมาย
คลื่นไส้ (nausea) หมายถึง อาการผะอืดผะอม อยากจะอาเจียนแต่ยังไม่อาเจียน มักจะทำให้รู้สึกไม่สบายได้อย่างมาก และอาจมากกว่าอาการอาเจียนด้วย

อาเจียน (vomiting) หมายถึงอาการสำรอกอย่างแรง เพื่อให้สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารย้อนกลับออกมาทางปาก (และบางครั้งทางจมูกด้วย) อย่างรวดเร็ว โดยใช้กำลังของกล้ามเนื้อท้องและกล้ามเนื้อหายใจ รวมทั้งกะบังลม

สำรอก (regurgitation) หมายถึง การเรอเอาสิ่งที่อยู่ในหลอดอาหารหรือในกระเพาะอาหารออกมา โดยไม่ใช้กำลังของกล้ามเนื้อท้องและกล้ามเนื้อหายใจรวมทั้งกะบังลม และไม่มีอาการคลื่นไส้

เรอ (belching) หมายถึง อาการอย่างหนึ่งที่ทำให้ลมในกระเพาะอาหารย้อนกลับออกมาทางปาก ถ้าเรอแรงๆอาจจะมีสำรอกร่วมด้วย การเรออาจจะทำให้มีเสียงดังในขณะที่ลมพุ่งออกทางปาก

ขย้อน (retching) หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นก่อนอาการอาเจียน โดยมีการหายใจเข้าและหายใจออกอย่างรุนแรงเป็นจังหวะพร้อมกับการแขม่วท้อง คนไข้มักจะรู้สึกไม่สบายมาก ถ้าขย้อนแล้วไม่อาเจียน
อาเจียนพุ่ง (projectile vomiting) หมายถึง อาการอาเจียนที่รุนแรงมากและเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีอาการคลื่นไส้หรือขย้อนนำมาก่อน คนไข้มักจะอาเจียนอย่างรุนแรงจนอาหารและน้ำพุ่งออกจากปาก จึงเรียกว่า อาเจียนพุ่ง

อาการต่างๆเหล่านี้อาจเกิดขึ้นร่วมกัน หรือเกิดขึ้นเดี่ยวๆ และหลายครั้งทำให้คนไข้สับสน อาจจะมาบอกว่า “คุณหมอ ลูกฉันอาเจียนมาหลายครั้งแล้วค่ะ คุณหมอช่วยตรวจแกหน่อยนะคะ”

พอถามรายละเอียดเข้ากลับปรากฏว่า เด็กเล็กๆคนนั้นเพียงแต่เรอและสำรอกนมออกมาหลังจากที่ดื่มนมจนอิ่มเท่านั้น เพราะแม่ลืมอุ้มลูกขึ้นพาดบ่าในขณะที่ดื่มนมไปสักพัก (ยังไม่อิ่ม) เพื่อให้ลูกเรอลมออกก่อนจะให้นมต่อ ดังนั้นเมื่อลูกดื่มนมเข้าไปจนอิ่ม ลมจะขังอยู่ในกระเพาะอาหารมาก พอเรอลม ก็จะเกิดอาการสำรอกนมออกมามาก ทำให้คิดว่าลูกอาเจียนได้

ผู้ใหญ่ก็อาจจะสำรอกอาหารหรือสิ่งที่กลืนเข้าไปออกมา แล้วคิดว่าเป็นการอาเจียนได้เช่นเดียวกัน
หลายครั้ง ที่คนไข้อาจจะมีอาการคลื่นไส้ แล้วมาบอกว่าอาเจียน พอถามอาการให้ละเอียดขึ้น ก็จะพบว่า สิ่งที่อาเจียนออกมาเป็นแต่น้ำใสๆ ไม่เปรี้ยว ไม่ขม ไม่มีสี นั่นคือ อาเจียนแต่น้ำลายออกมา อาการแบบนี้อันที่จริงแล้ว ควรเรียกว่า “คลื่นไส้แล้วบ้วนน้ำลาย” ไม่ใช่ “คลื่นไส้แล้วอาเจียน” ซึ่งมักจะเกิดจากสาเหตุที่รุนแรงกว่าคนไข้ที่คลื่นไส้แล้วบ้วนน้ำลาย

คนไข้ที่อาเจียน ต้องสำรอกเอาอาหารหรือสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารออกมาอย่างแรง ดังนั้นสิ่งที่อาเจียนออกมาจะเป็นอาหารที่เพิ่งกินเข้าไป หรือเป็นอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารมานาน (จนมีกลิ่นบูดเน่า)

ถ้าคนไข้อาเจียนหลายครั้งจนไม่มีอาหารเหลืออยู่ในกระเพาะอาหาร หรือถ้าคนไข้ไม่ได้กินอาหารมานาน สิ่งที่อาเจียนออกมาคือน้ำเมือกสีขาว รสเปรี้ยว ซึ่งเป็นน้ำย่อยหรือกรดในกระเพาะอาหาร

ถ้าคนไข้อาเจียนรุนแรง สิ่งที่อาเจียนออกมาจะเป็นน้ำเมือกสีเหลืองๆและขม ซึ่งเป็นน้ำดีจากลำไส้เล็กที่ถูกลำไส้บีบตัวไหลย้อนกลับเข้ามาในกระเพาะอาหารและออกมาทางปาก

ถ้าคนไข้อาเจียนรุนแรงติดต่อกันหลายๆครั้ง อาจทำให้เกิดอาการเจ็บในช่องอก และ/หรืออาเจียนเป็นเลือดได้ เพราะหลอดอาหารแตก Boerhaave’s syndrome หรือฉีก (Mallory Weiss syndrome)

การถามประวัติ (ถามอาการ) คลื่นไส้อาเจียนให้ละเอียดจะทำให้เข้าใจและแน่ใจว่าเป็นอาการอะไร และจะทำให้ทราบถึงสาเหตุด้วย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

การตรวจรักษา
การตรวจรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้กระทำเป็นขั้นตอนได้เช่นเดียวกับการตรวจรักษาอาการอื่นๆ (แผนภูมิที่ 1) โดยในขั้นแรกให้แยกว่าคนไข้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นเจ็บหนัก หรือฉุกเฉินหรือไม่
คนไข้คลื่นไส้อาเจียนที่มีอาการเจ็บหนัก หรือฉุกเฉินจะมีอาการอื่นดังนี้

1. ช็อก คือ หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น สับสน หลงหรือไม่ค่อยรู้สึกตัว ชีพจรเบาเร็ว ความดันเลือดต่ำ และ/หรือหายใจหอบ

2. อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนเวลาไหนก็ได้ โดยไม่สัมพันธ์กับการกินอาหาร

3. ปวดท้องมาก หรือท้องอืดมาก หรือกดหน้าท้องเบาๆก็เจ็บ โดยเฉพาะถ้าหน้าท้องแข็งโดยที่คนไข้ไม่ได้ตั้งใจเกร็งหน้าท้องไว้ (ดูเรื่องการตรวจรักษาอาการปวดท้อง ใน มาเป็นหมอกันเถิด ในหมอชาวบ้านฉบับที่ 47-51)

4. อาการของการได้รับสารพิษ เช่น มีกลิ่นยาฆ่าแมลง กลิ่นเหล้า หรือกลิ่นสารพิษอื่น ปากคอมีรอยไหม้พอง น้ำลายฟูมปาก อาเจียนเปรอะเปื้อนตัวเอง อุจจาระปัสสาวะราด กล้ามเนื้อที่ใบหน้า หน้าอก แขนขา หรือส่วนอื่นเต้นริกๆ และ/หรือมีอาการชักกระตุกร่วมด้วย

5. อาการเจ็บหนักอื่นๆ (ดูการตรวจรักษาอาการฉุกเฉินและเจ็บหนัก ในใน มาเป็นหมอกันเถิด ในหมอชาวบ้านฉบับที่ 64-65)

สำหรับคนไข้ที่มีอาการในข้อ 1 ข้อ 2 หรือ ข้อ 3 ให้งดอาหารและน้ำทางปาก ให้นอนศีรษะต่ำ ให้น้ำเกลือเข้าเส้นถ้าทำได้ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

สำหรับคนไข้ที่มีอาการในข้อ 1 ข้อ 2 หรือข้อ 3 ให้งดอาหารและน้ำทางปาก ให้นอนศีรษะต่ำ ให้น้ำเกลือเข้าเส้นถ้าทำได้ แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

สำหรับคนไข้ที่มีอาการคล้ายคนที่ได้รับสารพิษ ถ้าไม่มีกลิ่นน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเบนซิน ไม่มีรอยไหม้พองที่ริมฝีปากและในปาก และไม่มีภาชนะที่ใส่น้ำกรดและน้ำด่างหรือสารเคมีที่กัดผิวหนังอย่างรุนแรงอยู่ใกล้ตัวคนไข้ อันทำให้สงสัยว่าคนไข้จะกินเข้าไป และคนไข้ยังรู้ตัวดี (ไม่หมดสติ) ให้รีบช่วยคนไข้ดังนี้
1. ทำให้คนไข้อาเจียน โดยการล้วงคอ ให้กินน้ำปลา ไข่ดิบ 3-4 ฟอง หรือน้ำเชื่อมไอปิแกก Ipecac syrup 2 ช้อนโต๊ะ แล้วดื่มน้ำตาม 2-3 แก้ว

2. เมื่อคนไข้อาเจียนจนไม่มีอะไรออกมาแล้ว ให้กินผงถ่านพิเศษ (ผงถ่านกัมมันต์, activated charcoal ที่ใช้กรองน้ำก็ได้) ประมาณ 10 ช้อนโต๊ะ และให้ซ้ำได้ทุก 2-4 ชั่วโมง

ถ้าคนไข้กินยาฆ่าหญ้า (ยาฆ่าวัชพืช พวกกรามอกโซน) มักได้กลิ่นยาฆ่าหญ้า หรือมีภาชนะบรรจุยาฆ่าหญ้าที่คนไข้กินเข้าไปทิ้งอยู่ใกล้ๆ ให้คนไข้กินดินสอพอง หรือ Fulle’s earth เข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (10-20 ช้อนโต๊ะ)

3. รีบนำสิ่งโรงพยาบาล
สำหรับคนไข้ที่มีอาการเจ็บหนักรุนแรงอื่นๆ ให้ดูวิธีการตรวจรักษาคนไข้เจ็บหนัก ใน มาเป็นหมอกันเถิด ในหมอชาวบ้านฉบับที่ 64-65

สำหรับคนไข้ที่คลื่นไส้อาเจียน แต่ไม่เจ็บหนัก จะได้กล่าวถึงในฉบับต่อไป

สำหรับคนไข้คลื่นไส้อาเจียนที่ไม่มีอาการเจ็บหนักหรือฉุกเฉินอาจตรวจรักษาเป็นขั้นตอนตามแผนภูมิที่ 2
(สำหรับคนไข้คลื่นไส้อาเจียนที่เจ็บหนักหรือฉุกเฉินให้ตรวจรักษาตามที่กล่าวไว้ในมาเป็นหมอกันเถิด ในหมอชาวบ้านฉบับที่ 107)

คนไข้ที่อาเจียนมักจะเริ่มด้วยอาการคลื่นไส้ ตามมาด้วยอาการขย้อน แล้วจึงเกิดอาการอาเจียนคนไข้ที่คลื่นไส้อาเจียน มักจะมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วยเสมอ

คนไข้ที่มีอาการเบื่ออาหารเพียงอย่างเดียว โดยไม่คลื่นไส้ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรง สาเหตุที่ทำให้เบื่ออาหาร เช่น ความเครียด ความหงุดหงิด ความไม่สบายจากไข้หวัด หรืออื่นๆ หมดไปคนไข้จะกินอาหารได้ใหม่และจะหายเบื่ออาหารเอง ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการยารักษาอาการเบื่ออาหาร แต่อาจต้องการยาแก้เครียด (แก้หงุดหงิด) แก้ไข้ หรืออื่นๆ

คนไข้ที่เบื่ออาหารรุนแรงจนไม่ยอมกินข้าวกินน้ำและซูบผอมหรือแห้งลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องให้น้ำและอาหารทางเส้นเลือดหรือทางท่อที่ใส่ผ่านรูจมูกลงไปในกระเพาะอาหาร เพื่อให้น้ำและอาหารประทังชีวิตไว้ก่อน ในขณะที่ค้นหา และรักษาสาเหตุ

คนไข้ที่คลื่นไส้ มักจะเบื่ออาหารด้วย ถ้าคลื่นไส้และเบื่ออาหารโดยไม่อาเจียน ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรง และมักจะกินน้ำ น้ำหวาน นม หรืออาหารบางประเภทได้ ทำให้ร่างกายไม่ซูบผอม หรือแห้งลงมากนัก แต่ถ้ากินไม่ได้เลย ก็อาจจะต้องการน้ำ และอาหารทางเส้นเลือด หรือทางท่อเช่นเดียวกับกรณีที่เบื่ออาหารรุนแรง

ในกรณีที่อาการคลื่นไส้รบกวนคนไข้มาก การใช้ยา เช่น เมโตโคลปราไมด์ (Metoclopraminde)
หรือที่มีชื่อการค้าต่างๆ เช่น นอสิ้ว (Nausil) พลาสิ้ว (Plasil) พริมพีแรน (Primperan) พูลิน (Pulin) ครั้งละ 1 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา หรือเวลาที่มีอาการคลื่นไส้มมาก ก็จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ลงได้

ส่วนคนไข้ที่คลื่นไส้ และมีอาการเวียนศีรษะ หรือเมารถเมาเรือ ควรใช้ยาไดเมนฮัยดรีเนต (dimenhydrinate) หรือที่มีชื่อการค้าว่า ดรามามีน (Dramamine) กราวอล (Gravol) เม็ดฮัยคลีเนต (Med-Hydrinate) ครั้งละ 1 เม็ดขณะที่มีอาการ จะให้ผลดีกว่า

สำหรับคนไข้ที่คลื่นไส้และอาเจียน หรืออาเจียนอย่างเดียว โดยไม่มีอาการเจ็บหนักหรือฉุกเฉิน ให้วินิจฉัยจากประวัติการอาเจียน และ/หรือสิ่งที่อาเจียนที่ออกมา เช่น

ถ้าอาเจียนหลังตื่นนอนตอนเช้าเป็นส่วนใหญ่ มักเกิดจาก
1. การแพ้ท้อง รู้ว่าท้อง (ตั้งครรภ์) เพราะขาดประจำเดือน เต้านมโตและแข็งขึ้นและตรวจปัสสาวะพบว่าตั้งครรภ์จริง ในกรณีที่แพ้ท้อง ควรกินยา Dedoxia หรือ Vominox 1-2 เม็ดก่อนนอน ถ้าแพ้ท้องมาก อาจกินเพิ่มอีก 1 เม็ด ตอนเช้า และเที่ยง เป็นต้น

2. พิษเหล้า โดยเฉพาะคนที่กินเหล้ามากในคืนก่อน หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ตื่นเช้าขึ้นมาจะคลื่นไส้อาเจียน

ในกรณีที่เกิดจากการกินเหล้ามากในคืนก่อน จนเกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ในเช้าวันรุ่งขึ้น ให้กินอาหารอ่อน กินยาพาราเซตามอลแก้ปวดศีรษะและกินไดเมนฮัยดรีเมต 1-2 เม็ด กับยาลดกรด เพื่อแก้อาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเกิดจากพิษสุรา และกระเพาะอาหารอักเสบจากสุรา

ส่วนในกรณีที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง คนไข้จะรู้สึกดีขึ้นหลังกินเหล้า (ที่คนไข้เหล่านี้เรียกเสียโก้ว่า “กินเพื่อถอนพิษ” เสียหน่อย) ทำให้ไม่หายจากการเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังได้ การรักษาค่อนข้างยุ่งยากเพราะเป็นการรักษา “ผู้เสพติด” ซึ่งต้องการกำลังใจทั้งของคนไข้ ครอบครัว เพื่อนฝูง และสังคมรอบข้างด้วย

3. ไตล้ม (ไตวาย) ทำให้ของเสียคั่งในร่างกายทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน การรักษาที่จะช่
วยได้มากคือ การลดอาหารจำพวกเนื้อ นม ไข่ (อาหารโปรตีน) ลงให้มากๆ กินอาหารหวานและอาหารแป้ง (เช่น ข้าว) เพิ่มขึ้น (ถ้าไม่เป็นเบาหวาน) อย่าให้ท้องผูก และใช้ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนดังกล่าวข้างต้น ถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องฟอกช่องท้อง (peritoneal dialysis) หรือฟอกเลือด (hemodialysis) เพื่อกำจัดของเสียออก

4. หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร ให้ใช้ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนบรรเทาอาการสักระยะหนึ่ง แล้วอาการคลื่นไส้อาเจียนจะค่อยๆหายไป

ถ้าอาเจียนเวลาไหนก็ได้ และไม่สัมพันธ์กับการกินอาหารมักเกิดจาก
1. สมองผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าอาเจียนพุ่ง ให้นึกถึงภาวะแรงดันสูงในกะโหลกศีรษะ ถ้ามีอาการปวดศีรษะ ตามัว และไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารมาก่อนให้นำส่งโรงพยาบาล

2. สารพิษ เช่น กินสิ่งเป็นพิษเข้าไป หรือพิษเกิดขึ้นภายในร่างกาย เช่น เบาหวาน เป็นพิษ ไตล้ม (ไตวาย) เป็นต้น ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที

3. จิตใจ ความเครียดความกังวล โรคจิต โรคประสาท อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนในเวลาใดก็ได้ หรืออาจเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในขณะกินอาหารหรือหลังกินอาหารทันที ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

ถ้าอาเจียนในขณะกินอาหารหรือหลังกินอาหารทันที มักเกิดจาก
1. จิตใจ ความเครียด ความกังวล โรคจิต โรคประสาท รู้ได้เพราะคนไข้มีเรื่องเครียด และไม่มีความผิดปกติอื่น ให้ยาคลายเครียด เช่น ไดอะซีแพม และยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนดังกล่าวข้างต้น

2. กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน (acute gastritis) จากการกินเหล้า ของเผ็ด (ของแซ่บ) หรืออื่นๆ ให้กินยาลดกรด และยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนดังกล่าวข้างต้น

3. การกินอิ่มมากเกินไป เมื่ออาเจียนออกแล้วจะรู้สึกสบายขึ้น ไม่ต้องกินยาอะไร ถ้ากินอิ่มมากเกินไปจนปวดท้อง หรือแน่นจนหายใจไม่สะดวก ถ้าไม่อาเจียนเอง ควรล้วงคอให้อาเจียนออก จะได้สบายขึ้น

ถ้าอาเจียนหลังอาหาร1 ชั่วโมงขึ้นไป มักเกิดจาก
1. กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นอุดตัน ซึ่งส่วนมากเกิดจากเป็นกระเพาะลำไส้เป็นแผลเรื้อรัง ซึ่งมีอาการปวดท้องเวลาหิวหรืออิ่มมาเป็นเวลานาน และสิ่งที่อาเจียนออกมามักจะเป็นอาหารที่กินมาหลายชั่วโมง หรือเป็นอาหารที่บูดเน่าแล้ว ควรล้วงคอให้อาเจียนออกให้หมด งดน้ำและอาหารทางปาก ให้น้ำเกลือเข้าเส้น และส่งโรงพยาบาล

2. กระเพาะลำไส้ทำงานน้อย เช่น ในโรคเบาหวานเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษาหลังการตัดประสาทเวกัส (post-vagotomy) ในกรณีเช่นนี้ให้รัษาที่สาเหตุ เช่น คุมเบาหวานให้ดี หรือในกรณีที่ตัดประสาทเวกัสไปแล้ว ควรให้อาหารอ่อนครั้งละน้อยๆและบ่อยๆ จนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้

3. ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน มักจะมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย ควรส่งโรงพยาบาล

ถ้าอาเจียนหลังกินยา มักเกิดจากพิษหรือฤทธิ์ข้างเคียงของยาให้เลิกกินยานั้น หรือถ้าจำเป็นต้องกินยานั้น ให้กินครั้งละเล็กละน้อย เช่น กินเพียงหนึ่งในสี่ของที่หมอสั่งในแต่ละครั้ง แต่กิน 4 ครั้ง ในระยะเวลาที่ห่างกัน และกินยาในขณะที่ท้องไม่ว่าง (ท้องอิ่ม) มักจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการกินยาลงได้

ถ้าอาเจียนหลังกินอาหารจานพิเศษ มักเกิดจากอาหารเป็นพิษ โดยเฉพาะถ้ามีอาการอุจจาระร่วง (ท้องเดินด้วย) ให้การตรวจรักษาเช่นเดียวกับภาวะปวดท้องและท้องเดิน (ดู “มาเป็นหมอกันเถิด” ในหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 47-51)

สาเหตุ
สาเหตุของอาการคลื่นไส้อาเจียนมีมาก เช่น
1. สาเหตุทางจิตใจ (Psychogenic or emotional vomiting)
2. สาเหตุทางกาย เช่น ความผิดปกติ
2.1 ในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ กระเพาะลำไส้อักเสบ ทะลุ อุดตัน ไม่ทำงาน หรือขาดเลือด ตับและถุงหรือท้อน้ำดีอักเสบ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หลังผ่าตัดช่องท้อง เป็นต้น

2.2 ในกะโหลกศีรษะ เช่น แรงดันสูงในกะโหลกศีรษะจากก้อนเลือดหรือเนื้องอก สมองพิการจากสารพิษ ลมตะกัง (ปวดศีรษะแบบไมเกรน) สมองหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

2.3 จากพิษ เช่น
2.3.1 พิษจากการติดเชื้อ เช่น เลือดเป็นพิษ หรือเชื้อพิษในเลือด (septicemia) โดยเฉพาะในเด็กเล็ก แม้จะเป็นไข้จากปอดอักเสบ หรือที่อื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระเพาะ ลำไส้ หรือสมอง ก็จะทำให้เด็กคลื่นไส้อาเจียน และท้องเดินได้
2.3.2 พิษจากยาหรือสารพิษ
2.3.3 พิษจากโรคที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวานเป็นพิษ (diabetic ketoacidosis) ไตล้ม (ไตวาย) หมวกไตพร่องวิกฤต (adrenal crisis) เป็นต้น
2.3.4 การแพ้ท้อง
2.4 จากหัวใจ เช่น หัวใจล้ม (หัวใจวาย) กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด เป็นต้น
2.5 จากอาการเจ็บปวดรุนแรง เช่น ปวดศีรษะมาก ปวดลูกอัณฑะมาก เป็นต้น

แม้ว่าสาเหตุของอาการคลื่นไส้อาเจียนจะมีมาก แต่การรักษาตามขั้นตอน ตามแผนภูมิที่ 1 และที่ 2 จะทำให้สามารถตรวจรักษาอาการนี้ ได้อย่างถูกต้องตามควร โดยที่คนไข้ที่มีสาเหตุที่รุนแรง จะมีอาการของการเจ็บหนัก หรือฉุกเฉิน ทำให้ต้องส่งคนไข้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล จะได้ไม่เสียเวลาตรวจหาสาเหตุที่บ้านหรือที่ร้าน ซึ่งเมื่อตรวจพบแล้วก็รักษาไม่ได้ ทำให้คนไข้เสียเวลา ซึ่งอาจทำให้โรคกำเริบ เป็นอันตรายต่อคนไข้ได้

ที่สำคัญ คือ อย่ามองข้ามอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากการแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ท้อง และแพ้ใจ (แพ้อารมณ์) ซึ่งพบบ่อย และรักษาได้เองโดยไม่ต้องไปเสียเวลาที่โรงพยาบาล สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจจะต้องเจ็บกายและเจ็บใจเพิ่มขึ้นด้วย
9/11/54 โพสต์โดย หนวดเต่า
4 จาก 5
http://www.tuckyjiangshop.com/shop-tuckyjiangshop-post-70086.html

ผ่าตัดกระเพาะ
29/9/55 โพสต์โดย Tuckyjiangshop
5 จาก 5
อาการแบบนี้ คือ อาหารเป็นพิษครับ
14/2/57 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ท้องมีอาการแบบใหนค่ะ
อาการคลื่นไส้ แต่ไม่เป็นไข้ เหมือนคนเมารถตลอดเวลา
ประจำเดือนไม่มา 7 วันแล้ว
อาการปวดหัว
เตือนผุ้หญิง
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู