หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
สำนวนไทยมีอะไร
การศึกษา | ภาษาไทย 7/1/54 โพสต์โดย kissme omom
คำตอบ
1 จาก 3
ขอเพิ่มลายละเอียดคำถามหน่อยค่ะ

คุณจะได้คำตอบที่ต้องการนะคะ
7/1/54 โพสต์โดย MR.MONGKEY
2 จาก 3
สำนวนไทยที่ใช้กันทุกวันนี้มันมีที่มาที่ไป ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ส่วนมากมาจากสมัยโบราณกาลทั้งนั้น ตอนประถมก็เคยท่องเคยเรียน มีเป็นล้านคำแต่ใช้จริงๆไม่กี่สิบคำ เรื่องราวต่อไปนี้เป็นที่มาที่ไปของสำนวนไทยบางคำ ที่ข้าพเจ้าบังเอิญได้ยินคนเฒ่าคนแก่เล่าประวัติความเป็นมาให้เด็กข้างๆบ้านฟัง ประกอบกับข้อมูลดิบจากการเรียน ซึ่งนำมาคิด วิเคระห์ แยกแยะ จนได้ข้อมูลมากพอที่จะมาบอกเล่าให้คนอื่นๆฟัง

               ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของคำว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน

               ความหมายของคำนี้คือการทำอะไรที่ใหญ่โตเพื่อแลกกับผลลัพท์อันเล็กน้อย ที่มาของคำนี้ ต้อง คิด วิเคระห์ แยกแยะ กันตั้งแต่สมัยที่ช้างยังฮิตในเมืองไทย สมัยนั้นคงเป็นสมัยสมัยกรุงศรีอยุธยา และพื้นที่ที่ฮิตตั๊กแตน คงหนีไม่พ้นภาคอีสาน พอเราได้เค้าโครงช่วงเวลาและพื้นที่แล้ว เราก็จะคิด วิเคระห์ แยกแยะ จนได้เค้าข้อมูลที่สมบูรณ์มาก และประเด็นสำคัญว่า ใครเป็นคนขี่? ใครเป็นคนเริ่มเหตุการณ์นี้? นั้น ขอให้ทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

               ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สมัยสมเด็จพระนเรศวรทรงขึ้นครองราชอยู่ สมัยนั้นช้างเป็นสัตว์ที่สำคัญมากๆ เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เมื่อมีช้างคู่เมืองแล้วย่อมมีคู่บ้าน ผู้คนจึงนิยมเลี้ยงช้างไว้ที่บ้าน ให้ช้างเฝ้าบ้านแทนหมา สมัยก่อนช้างสามารถเห่าได้ สมัยนี้งูก็เห่าได้ ช้างเห่าเป็นเสียงอย่างไรนั้นข้าพเจ้าก็เกิดไม่ทันซะด้วย เลยไม่สามารถบอกได้ เคยลองถามเพื่อนที่เรียนเอกภาษาไทย มันก็หาว่าข้าพเจ้ากวนตีนมัน ใครอยากรู้ว่าช้างเห่าเป็นเสียงอะไรลองไปถามคนอื่นดู เข้าเรื่องละนะ สมัยนั้นหมาเลยตกงาน ไม่มีใครเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้านกันอีกแล้ว พวกหมาก็เลยอพยบไปอยู่ในป่า เลยกลายเป็นหมาป่าไป ช้างในป่าก็พากันออกมาหางานทำ บ้านไหนไม่มีช้างเฝ้าบ้านแสดงว่าเชยมากๆ ใครเดินผ่านไปมาต่างก็พากันเกรงขามเพราะช้างเป็นสัตว์ที่น่ากลัวและดุ รวมทั้งมีขนาดใหญ่บิ๊กเบิ่ม สมัยนั้นไม่มีขโมยเพราะพากันกลัวช้างกันไปหมด สมัยนั้นชาวเมืองส่วนใหญ่ทำนา ชาวนาเวลาว่างจากการทำนาจะพากันไปตกปลากันที่คันนา สมัยก่อนปลาชุกชุมมาก ชาวนาบางคนกลัวว่าช้างจะเหงา เลยพาช้างมาตกปลาด้วย แต่ช้างตกยังไงก็ไม่ได้ปลา ดึงเบ็ดขึ้นมากลายเป็นหัวมันแกวทุกที จึงเป็นที่มาของคำว่า ช้างตกมัน...

               ณ หมู่บ้านหนองอีโดนแน่ ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของอยุธยา ปัจจุบันคือจังหวัดขอนแก่นบ้านเฮา หมู่บ้านนี้ต่างก็เลี้ยงช้างทุกบ้าน และสถานที่ที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้คือ ทุ่งตั๊กแตน

               ทุ่งตั๊กแตนเมื่ออดีตไม่ได้ชื่อว่าทุ่งตั๊กแตน แต่เป็นทุ่งแมงดา เขาเล่าลือกันว่า มีแมงดามากมายหลายล้านตัวทำรังอาศัยอยู่ คนเดินผ่านทุ่งนี้เมื่อใด แมงดาจะจับกินเป็นอาหาร ซึ่งน่ากลัวมาก ชาวบ้านพากันหวาดกลัวกันไปหมด คิดหาทางกำจัดพวกแมงดาให้สิ้นซาก จากการใช้วิธีหลายวิธี ทั้งเผา ทั้งฉีดสารเคมี ทั้งเอาช้างไปไล่ ช้างกลับโดนแมงดากินไม่เหลือซาก ชาวบ้านพากันหมดหวังและขอความช่วยเหลือไปยังรัฐบาล รัฐบาลสมัยนั้นทราบเรื่องก็ส่งทหารมาสามกองพัน มาไล่แมงดา แต่ปรากฏว่าทหารกลับถูกแมงดาเล่นงานจนเตลิดเปิดเปิงกลับกรุงศรีแทบไม่ทัน ชาวบ้านพากันหมดหวังคิดจะย้ายหมู่บ้านหนี และได้ประชุมหารือกัน ในวงประชุมผู้ใหญ่ลีให้ลูกบ้านคิดหาวิธีกำจัดพวกแมงดา นายปื๊ดลูกบ้านคนหนึ่งเกิดปิ๊งไอเดียบรรเจิดขึ้นมา ตะโกนบอกว่า "ต้องเอากะหรี่ไปล่อ แมงดาถึงจะไป" ชาวบ้านพากันฮือฮาและวิจารณ์ไอเดียนายปื๊ดอย่างอื้ออึง "เจ้ารู้ได้ไงว่ามันจะได้ผล" ผู้ใหญ่ลีถาม "ข้าเคยลองมาแล้ว" นายปื๊ดตอบ ผู้ใหญ่ลีงง และยังไม่เชื่อ เพราะยังไม่เคยลอง และไม่รู้ด้วยว่าลองอะไร? แต่เป็นหนทางสุดท้ายที่จะทำได้ ผู้ใหญ่ลีจึงให้รวบรวมผงกะหรี่ที่มีอยู่ในครัวทุกบ้าน ปรากฏว่าได้มาสามกระสอบปุ๋ยใหญ่ นายปื๊ดบอกให้เอาผงกระหรี่ไปโปรยลงมาจากยอดเขาสูงๆ ชาวบ้านก็ช่วยกันขนไปโปรย ทันใดนั้น เหล่าแมงดาที่อยู่ในทุ่งก็แตกตื่นโกลาหล ผงกะหรี่ปลิวว่อนไปตามลม ลอยฟุ้งไปในกากาศ แมงดาทั้งหลายก็บินลอยตามฝุ่นผงกะหรี่ไปทุกทิศทุกทาง ทำให้ทุ่งแมงดากลายเป็นทุ่งร้างทันทีทันใด

               ชาวบ้านดีใจที่วิธีของนายปื๊ดได้ผล พากันแห่แหนนายปื๊ดเสมือนเป็นฮีโร่ ชาวบ้านคนนึงถามนายปื๊ดว่า "เจ้ารู้ได้กระไรว่าแมงดามันชอบกะหรี่" นายปื๊ดอมยิ้มแล้วตอบว่า "ก็ข้าเคยเป็นแมงดา" ชาวบ้านต่างก็งงไม่เข้าใจที่นายปื๊ดพูด แต่ยังไงเขาก็เป็นฮีโร่คนเก่งของหมู่บ้านไปแล้ว แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่แมงดา

               หลายวันต่อมา ทุ่งแมงดาที่ไม่มีแมงดา กลายเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ อยู่มาวันหนึ่งตั๊กแตนฝูงเล็กๆ ฝูงหนึ่งบินมาอาศัยอยู่ทุ่งหญ้านี้ และมันก็บินมาเรื่อยๆ ทุกวันทุกเวลา หนึ่งเดือนต่อมาฝูงตั๊กแตนก็ตั้งหลักปักฐานสร้างบ้านกันที่ทุ่งแห่งนี้ ทุ่งจึงเต็มไปด้วยตั๊กแตนนับล้านตัว มองไปมืดฟ้ามัวดินไปหมด ชาวบ้านหนองอีโดนแน่ต่างตกใจที่เห็นตั๊กแตนมาอาศัยอยู่มากมายขนาดนั้น และเรียกทุ่งนั้นว่า ทุ่งตั๊กแตนตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านก็อุ่นใจนิดหน่อยเพราะตั๊กแตนไม่กินคน แต่ปัญหาก็คือตั๊กแตนนับวันยิ่งออกลูกออกหลานมากมาย จนทุ่งตั๊กแตนไม่พอสำหรับประชากรตั๊กแตน และตั๊กแตนเริ่มลามไปอาศัยอยู่ที่ไร่นาของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านทำนาทำสวนไม่ได้ ผู้ใหญ่ลีจึงเรียกประชุมด่วน และหันไปถามนายปื๊ดฮีโร่ของหมู่บ้านว่า "ท่านมีไอเดียที่จะกำจัดตั๊กแตนพวกนี้บ้างหรือไม่" นายปื๊ดทำหน้าตาแอ๊บแบ๊ว แล้วบอกว่า "ขอโทษทีทุกคน ข้าไม่เคยเป็นตั๊กแตน" ชาวบ้านพากันผิดหวัง "คราวนี้เราคงต้องย้ายหมู่บ้านกันจริงๆ แล้ว" ผู้ใหญ่ลีพูด

               หลายวันต่อมาฝูงตั๊กแตนเริ่มลามมาทำรังใกล้หมู้บ้าน และใกล้บ้านเรือนของชาวบ้าน มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยตั๊กแตน ชาวบ้านบางคนเตรียมที่จะเก็บสัมภาระย้ายไปที่อื่น ทางด้านนายปื๊ดก็จนปัญญา คิดจะย้ายบ้านกับเขาเหมือนกัน วันหนึ่งขณะที่นายปื๊ดกำลังจะทอดไข่ดาว ตั๊กแตนตัวหนึ่งบังเอิญบินมาตกในกระทะที่กำลังร้อน ด้วยความร้อนของน้ำมันทำให้ตั๊กแตนตัวนั้นเหลืองกรอบในทันใด นายปี๊ดเห็นดังนั้นก็โมโหตั๊กแตน มันดันบินมาตกในกระทะที่กำลังจะทอดใข่ นายปื๊ดเอาตะหลิวตักตั๊กแตนในกระทะ กำลังจะโยนมันทิ้ง และแล้วนายปื๊ดได้กลิ่นหอมฉุยราวกลับได้กลิ่นสวรรค์ กลิ่นของตั๊กแตนทอดนั่นเอง นายปื๊ดได้กลิ่นแล้วน้ำลายสอ สมัยนั้นไม่มีใครที่กินตั๊กแตน ใจนึงไม่กล้า แต่อีกใจก็อยากลอง ในเมื่อกลิ่นมันหอมฉุยขนาดนั้น คิดไปคิดมาแล้วเขาก็หยิบตั๊กแตนเข้าปากอยากเร็ว นายปื๊ดเคี้ยวอย่างตื่นเต้น ปรากฏว่านายปื๊ดตาโต มันอร่อยมากราวกับอาหารของทวยเทพบนสวรรค์ชั้น 7 เขาแทบไม่เชื่อปากตัวเอง เขาออกไปนอกบ้านไปจับตั๊กแตนมาอีกสามสี่ตัว เอามาโยนใส่กระทะ แล้วก็เอามากินอีกที เพื่อความชัวร์ว่าไม่ได้อร่อยแค่หนึ่งตัว แต่มันอร่อยทุกตัว และแล้วนายปื้ดก็จับตั๊กแตนมาทอดและกินจนอิ่ม จนลืมไปว่าเขากำลังจะทอดใข่ดาวนี่นา..ใช่แล้วเขากำลังจะกินใข่ดาว

               นายปื๊ดตื่นเต้นนำตั๊กแตนทอดห่อใส่ใบตองวิ่งไปบ้านผู้ใหญ่ลี บอกให้ผู้ใหญ่ลีลองชิมตั๊กแตนทอดดู ผู้ใหญ่ลีเห็นตั๊กแตนทอดก็ยังไม่กล้ากิน เพราะมันไม่ใช่ของกินในสมันนั้น นายปื๊ดเห็นผู้ใหญ่ลีไม่กล้ากินก็หยิบตั๊กแตนเข้าปากตัวเองแล้วเคี้ยวโชว์ ให้ผู้ใหญ่ลีดูอย่างเอร็ดอร่อย จนผู้ใหญ่ลีต้องกลืนน้ำลายตาม กลิ่นของตั๊กแตนทอดช่างยั่วยวนนัก ทำให้ผู้ใหญ่ลีน้ำลายหยดติ๋งๆ เหมือนหมาเห็นกระดูก จนผู้ใหญ่ลีอดไม่ได้ขอตั๊กแตนทอดจากนายปื๊ดมากิน 1 ตัว หลังจากนั้นทั้งสองได้พากันกลับไปที่บ้านนายปื๊ด จับตั๊กแตนมาทอดกินกันสองคนอย่างสนุกสนาน

               หลังจากนั้นชาวบ้านทุกคนต่างก็ได้ลองลิ้มชิมรสตั๊กแตนทอดกันทั่วหน้า และทุกคนต่างยกนิ้วให้ ว่าไม่เคยกินอะไรที่อร่อยปานนี้มาก่อน ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนต่างก็บริโภคตั๊กแตนเป็นอาหารหลัก ชาวบ้านทุกคนไม่อยากย้ายบ้านไปที่ไหนอีก เพราะว่าจะได้อยู่ใกล้ๆทุ่งตั๊กแตน จะได้มีตั๊กแตนกินตลอดชาติ

               นายปื๊ดได้กลายเป็นฮีโร่ไปอีกแล้ว เพราะเป็นผู้ริเริ่มนำตั๊กแตนมาบริโภค จากที่มีเมนูทอด ก็พัฒนาไปเป็นเมนูต่างๆ เช่น ต้มแซบตั๊กแตน ต้มเปื่อยตั๊กแตน ก้อยตั๊กแตน ลาบตั๊กแตน น้ำตกตั๊กแตน ตั๊กแตนแดดเดียว ทอดมันตั๊กแตน แหนมตั๊กแตน ตั๊กแตนยอ ตั๊กแตนเต้น (คงจะคล้ายๆกุ้งเต้นสมัยนี้) ตั๊กแตนไฟแดง ตั๊กแตนลุยสวน ตั๊กแตนตุ๋น ข้าวมันตั๊กแตน ข้าวขาตั๊กแตน ข้าวตั๊กแตนแดง เป็นต้น ของหวานก็มี เช่น ตั๊กแตนเชื่อม  ตั๊กแตนบวช ข้าวเหนียวตั๊กแตนน้ำกระทิ ข้าวตังหน้าตั๊กแตน ตั๊กแตนบ้าบิ่น รวมมิตรตั๊กแตน เป็นต้น ทำให้กิตติศัพท์เมนูตั๊กแตนของหมู่บ้านหนองอีโดนแน่ ดังข้ามหมู่บ้าน ดังข้ามจังหวัด ข้ามมณฑล ไปจนถึงใจกลางกรุงศรีฯ ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทำตั๊กแตนโอท็อป ส่งออกไปขายทั่วแคว้นแดนสยาม ทำรายได้อย่างงดงาม แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าตั๊กแตนจะลดลง แต่ชาวบ้านนั้นรู้สึกดีกับตั๊กแตนเป็นอย่างมาก ที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยที่ชาวบ้านไม่ต้องลงทุนอะไร เพียงแค่ลงมือจับ แบบฟรีๆ เท่านั้นเอง ชาวบ้านรู้สึกรักและผูกพันธ์กับตั๊กแตนราวกับลูกกับหลาน ตั๊กแตนเป็นเพื่อนรักของทุกคนในหมู่บ้าน ตั๊กแตนเป็นเสมือนดาราที่ฮิตมากๆ แต่คงไม่มีใครบ้าเลี้ยงตั๊กแตนไว้เฝ้าบ้านแทนช้าง ยังไงช้างก็ยังถูกเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านอยู่ทุกครัวเรือน

               เพลาต่อมา ผู้ใหญ่ลีเรียกประชุมหาวิธีทำกำไรให้หมู่บ้านมากกว่าเดิม นายปื๊ดฮีโร่อีกแล้ว ได้ก้าวออกมาพูดอย่างมั่นใจ "เรียนพ่อผู้ใหญ่ เราต้องทำให้ทุ่งตั๊กแตนของเราเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในสยาม อีกทั้งเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ด้วยการทำทุ่งตั๊กแตนให้เป็นสถานที่ท่องเทียว ให้ทุกคนเดินทางมาที่ทุ่งตั๊กแตนและให้ทุกคนสามารถจับตั๊กแตนได้ไม่จำกัดจำนวนในเพลา 1 วัน แต่มีข้อแม้ เพียงแค่จ่ายสตางค์เพียงครั้งเดียว หรือเรียกอีกอย่างว่าบุ๊ฟเฟ่ต์ตั๊กแตนนั่นเอง" ผู้ใหญ่ลีฟังดูรู้สึกเข้าท่าดี จึงตกลงกันตามนี้

               เมื่อข่าวได้แพร่ไป ประชาชีทั้วแคว้นแดนสยาม ก็พากันเดินทางมาที่ทุ่งตั๊กแตน เพื่อมาบุ๊ฟเฟ่ต์จับตั๊กแตน โดยพากันขี่ช้างเดินทางมาที่ทุ่งตั๊กแตน ทุ่งตั๊กแตนก็เลยคราครั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวและช้างมากมาย เศรษฐกิจที่หมู่บ้านหนองอีโดนแน่ถือว่าเติบโตที่สุดในยุคนั้น ผู้คนพากันขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน นายปื๊ดฮีโร่อีกแล้วของเราเกิดหัวใสขึ้นมา ไม่ให้นักท่องเที่ยวใช้อุปกรณ์ใดๆในการจับตั๊กแตน ให้ใช้มือเปล่าจับได้เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรการจับตั๊กแตนถือว่าง่ายมากๆ เพียงแค่ขึ้นขี่ช้าง ช้างยังไม่ทันก้าวก็มีตั๊กแตนบินมาชนแล้วเป็นร้อยเป็นพันตัว ทำให้นักท่องเที่ยวได้ตั๊กแตนกลับไปทำอาหารอันโอชะ และนำไปขายต่อ เป็นกระสอบๆ

               สมัยนั้นการขี่ช้างจับตั๊กแตนถือว่าทำได้ง่ายมาก และไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่ได้ผลกำไรออกมาเป็นกอบเป็นกำ สำนวนคำว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตนได้อุบัติขึ้น ณ ที่นั่น แต่ความหมายมันในขณะนั้น ตรงกันข้ามกับความหมายในสมัยนี้ ถ้าพูดคำว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน ในสมัยนั้น ก็จะหมายความว่า การทำอะไรที่เล็กๆน้อยๆ เพื่อแลกกับผลลัพท์อันมหาศาล แต่ทำไมสมัยนี้ความหมายจึงผิดเพี้ยนไป? เรื่องราวดังกล่าว ทุกท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้

               เพลาต่อมาชื่อเสียงของเมนูตั๊กแตนได้กระฉ่อนไปทั่วโลก ทุกประเทศให้ความสำคัญกับอาณาจักรสยาม พม่าศัตรูคู่แค้นได้ส่งสานส์มาว่าจะเลิกรบกับสยาม ถ้าส่งเครื่องราชบรรณาการเป็นตั๊กแตนไปสามพันเกวียนต่อปี จีนได้ส่งทูตลงเรือสำเภามาสามร้อยลำ เพื่อมาบอกว่าจะยกดินแดนให้ปกครองครึ่งหนึ่ง ถ้าสยามยอมมอบตั๊กแตนใส่เรือสำเภาให้เต็มทั้งสามร้อยลำ โปรตุเกสส่งปืนใหญ่พร้อมดินระเบิดจำนวนมากมาเพื่อแลกกับตั๊กแตนสามแสนปอนด์ ฝรั่งเศสส่งทูตมาบอกว่าจะสร้างหอไอเฟิ่ลอีกหอให้กับประเทศสยาม ถ้ายอมมอบตั๊กแตนปีละสามหมื่นปอนด์ ญีปุ่นบอกว่าจะยอมมอบตัวอิกคิวซังและโดเรมอนให้มารับใช้เจ้านายที่สยาม แลกกับตั๊กแตนสามล้านหาบ อินเดียบอกว่าให้เอาตั๊กแตนมาแลกกับถั่ว ในอัตราแลกเปลี่ยนเท่าๆกัน เช่น ถั่วจำนวนร้อยเกวียนแลกกับตั๊กแตนจำนวนร้อยเกวียน (อันนี้ดูมีความเที่ยงธรรมมาก) แอฟริกาเดินเท้าข้ามทวีปมา บอกว่าจะเอาช้างแมมมอธมาแลกตั๊กแตน รวมทั้งประเทศเล็กๆน้อยๆอื่นๆ ต่างก็ยื่นข้อเสนอมายังสยามเพื่อแย่งชิงตั๊กแตน

               รัฐบาลได้ส่งจดหมายมายังผู้ใหญ่ลี บอกว่าจะรับข้อเสนอของทุกประเทศ ให้ผู้ใหญ่ลีเตรียมตั๊กแตนให้พอสำหรับทุกประเทศ ซึ่งรวมๆแล้วคิดเป็นจำนวนตั๊กแตนกว่าสามสิบล้านเกวียน ผู้ใหญ่ลีจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะถ้าลำพังชาวบ้านร้อยกว่าคน ให้ไปจับตั๊กแตนกว่าสามสิบล้านเกวียน ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ จึงไปปรึกษาฮีโร่นายปื๊ด นายปื๊ดบอกว่าเราไม่สามารถทำเยี่ยงนั้นได้ แต่เรายื่นข้อเสนอไปได้ ผู้ใหญ่ลีจึงเสนอความคิดของนายปื๊ดไปยังรัฐบาล ซึ่งบอกว่าให้ทุกประเทศมาจับเอง จับแบบปุฟเฟ่ต์ โดยให้จ่ายค่าจับเป็นข้อเสนอที่แต่ละประเทศเสนอมาให้กับรัฐบาล แล้วเดินทางมาจับได้ไม่จำกัดจำนวน เป็นเวลา 1 เดือน

               รัฐบาลเสนอเงื่อนไขนี้ไปยังทุกประเทศ ทุกประเทศตกลงทันที และต่างก็แข่งกันเดินทางมาสยาม มามอบสิ่งของดังที่ได้เสนอไว้กับรัฐบาล จากนั้นได้เดินทางมาทุ่งตั๊กแตน พม่าได้เปรียบที่สุดเดินทางมาถึงก่อน ได้จับก่อน ตามมาด้วยจีน ญี่ปุ่น โปรตุเกส ฝรั่งเศส อินเดีย แอฟริกา และประเทศอื่นๆ แต่ละประเทศก็ใช้เครื่องมือในการจับตั๊กแตนของตัวเอง พม่าใช้ให้ทหารนุ่งสโร่งไปครอบตั๊กแตก จีนจ้างจอมยุทธทั้งประเทศมา ใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินไล่จับตั๊กแตน โปรตุเกสเอาปืนใหญ่และปืนเล็กมาไล่ยิงรังตั๊กแตน ฝรั่งเศสประดิษฐ์เครื่องจับตั๊กแตนโดยเอาเศษฝรั่งไปล่อ อินเดียให้หมองูมาเป่าปี่ให้ตั๊กแตนเคลิ้มแล้วจึงจับใส่กระสอบได้โดยง่าย แอฟริกาขี่ยีราฟมาไล่จับตั๊กแตน คงคิดว่ามันคงได้เปรียบคนอื่นเพราะยีราฟมันสูงกว่าสัตว์อื่นๆ แต่ที่ไหนได้ ตัวมันไม่สูง มันสูงเพราะคอมันยาวอย่างเดียว ขี่ยีราฟก็เหมือนขี่ม้าดีๆนี่เอง ทำให้แอฟริกาวุ่นวายโกลาหนเพราะกลัวว่าจะจับไม่ทัน ทุ่งตั๊กแตนตอนนี้วุ่นวายมาก เต็มไปด้วยคน สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ แคมป์ ค่าย เสียงดังอื้ออึงไปหมด ต่างคนต่างแย่งชิงตั๊กแตน ทุ่งตั๊กแตนราวกับเป็นเมืองอุตสาหกรรมตั๊กแตนขนาดใหญ่ ทำงานทั้งวันทั้งคืน

               ชาวบ้านหนองอีโดนแน่เดือนร้อนมาก ชาวบ้านพากันสงสารตั๊กแตนที่ถูกจับอย่างทารุณ ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังกินตั๊กแตนอยู่ทุกมื้อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล

               ไม่ถึงหนึ่งเดือน ประชากรตั๊กแตนได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จนเหลือไม่กี่ตัว ชาวบ้านต่างไม่มีตั๊กแตนกินกันแล้ว แขกต่างประเทศพากันไม่พอใจที่ไม่มีตั๊กแตนให้จับ พากันโมโหโกธา บอกว่ารัฐบาลไม่รักษาสัญญา ไหนบอกว่าให้จับ 1 เดือน นี่ยังไม่ถึงเดือนตั๊กแตนก็ไม่มีให้จับแล้ว นักจับตั๊กแตนทั้งหลายก็พากันเก็บข้าวของกลับประเทศด้วยความเคืองโกรธ ระหว่างเดินทางกลับ โปรตุเกสได้ยิงกระสุนปืนใหญ่และปืนเล็กที่เหลือเล่น เพื่อระบายอารมณ์โกรธที่ไม่มีตั๊กแตนให้จับ ทำให้ช้างที่ชาวบ้านเลี้ยงตกใจกลัว ช้างจึงพากันกลัว และพากันหนีเข้าป่าไปเป็นจำนวนมาก รวมหลายพื้นที่ที่ช้างหนีเข้าป่าไปมากมายค่อนประเทศ ชาวบ้านห้ามช้างไว้ก็ไม่ได้ผล ซึ่งทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากๆ ในที่สุดแขกต่างประเทศก็ได้เดินทางออกจากสยามไปจนหมด

               สินสอดทองหมั้นที่หลายประเทศให้ไว้ พม่าบอกว่าจะเลิกรบ ก็เลิกรบเฉพาะช่วงที่จับตั๊กแตน จีนบอกว่าจะให้ปกครองดินแดนครึ่งหนึ่ง พอแต่งตั้งเจ้าเมืองเดินทางไปรับตำแหน่งที่จีน ยังไปไม่ถึงเมืองก็โดนไล่กลับซะแล้ว โปรตุเกสส่งปืนใหญ่พร้อมดินระเบิดจำนวนมากมา แต่ไม่บอกวิธีใช้งาน ทหารจึงใช้งานไม่เป็น ทำให้พังไปจนหมด ฝรั่งเศสบอกว่าจะสร้างหอไอเฟิ่ลอีกหอให้กับประเทศสยาม ได้แค่ขุดดินคนงานก็กลับประเทศจนหมดแล้ว  ญีปุ่นบอกว่าจะยอมมอบตัวอิกคิวซังและโดเรมอนให้มารับใช้เจ้านายที่สยาม  อิกคิวซังและโดเรมอนอยู่ได้ไม่ถึงเดือน โดเรมอนก็ใช้ไทม์แมชชีนพาอิกคิวซังและตัวเองกลับญี่ปุ่นไปแล้ว อินเดียบอกว่าให้เอาตั๊กแตนมาแลกกับถั่ว ในอัตราแลกเปลี่ยนเท่าๆกัน อินเดียได้ตั๊กแตนไปสามแสนเกวียน และก็ได้มอบถั่วให้รัฐบาลสามแสนเกวียนเช่นกัน แต่ว่าเกวียนอินเดียขนาดเล็กกว่าเกวียนสยามประมาณห้าเท่า ทำให้รัฐบาลขาดทุนมหาศาล  แอฟริกาเดินเท้าข้ามทวีปมา บอกว่าจะเอาช้างแมมมอธมาแลกตั๊กแตน ก็เอามาแลกจริงๆ แต่พอเลี้ยงไว้สักพักแมมมอธก็ป่วยตายไป รวมทั้งประเทศเล็กๆน้อยๆอื่นๆ ต่างพากันชิ่งหนีอย่างเร่งด่วน

               สรุปแล้วรัฐบาลเสียมากกว่าได้ เสียตั๊กแตนไปหลายล้านเล่มเกวียน ซ้ำช้างที่เลี้ยงไว้คู่บ้านคู่เมืองก็พากันหนีเข้าป่ากันไปหมด ไม่มีช้าง ไม่มีตั๊กแตน สำนวนคำว่า “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” ความหมายเลยเปลี่ยนไป ช้างก็หายาก ตั๊กแตนก็หายาก ความหมายจึงกลายเป็นว่า การทำอะไรที่ใหญ่โตเพื่อแลกกับผลลัพท์อันเล็กน้อย

               ด้านหมู่บ้านหนองอีโดนแน่ ชาวบ้านพากันโศกเศร้าเพราะไม่มีตั๊กแตนให้จับกินอีกแล้ว ช้างก็หนีเข้าป่าไปหมด ทุ่งตั๊กแตนกลายเป็นทุ่งร้าง ผู้ใหญ่ลีได้เรียกประชุมชาวบ้านให้เสนอความคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร นายปื๊ดฮีโร่ ยกมือพูดเสนอความคิดว่า “เมื่อไม่มีตั๊กแตน เรายังมีแมงดา เพลาก่อนทุ่งนี้เป็นทุ่งแมงดา เพราะพวกเราเองนั่นแหละยังไม่ทันลองลิ้มชิมรสมัน ก็ดันไล่มันไปซะแล้ว” ผู้ใหญ่ลีพูดว่า “เองหมายความว่าเราจะทำให้เป็นทุ่งแมงดาเหมือนเดิมนะหรือ?” “ใช่ ข้าว่ารสชาติของแมงดาคงไม่ด้อยกว่าตั๊กแตนแน่ๆ” นายปื๊ดกล่าว “แต่เราจะทำให้แมงดากลับมาได้อย่างไร” ชาวบ้านคนหนึ่งถาม ผู้ใหญ่ลีท่าทางตื่นเต้นพูดสวนขึ้นมาว่า “รู้แล้ว คราก่อนเอากะหรี่ไปล่อแมงดาให้ไป ครานี้ก็เอากะหรี่ไปล่อให้มันกลับมาซิวะ” “แต่ตอนนี้ หลังจากไล่แมงดาครานั้น เราทุกบ้านไม่มีผงกะหรี่เหลืออยู่เลยนะ” ชาวบ้านอีกคนถาม “เออ..ข้าลืมไป” ผู้ใหญ่ลีพูดพร้อมกับหันมาทางนายปื๊ดแล้วถามนายปื๊ดว่า “แมงดามันชอบกะหรี่แล้วกระหรี่มันชอบแมงดาหรือเปล่าวะ” นายปื๊ดยิ้มอย่างมีเรศนัยแล้วตอบว่า “ส่วนมากไม่ชอบ แต่ส่วนหนึ่งก็ชอบ” ผู้ใหญ่ลีได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างมีเรศนัยเหมือนกัน พร้อมประกาศว่า “เรามีวิธีที่สามารถทำให้ทุ่งแมงดากลับมาเหมือนเดิม โดยเราจะเอาแมงดาไปล่อกะหรี่ พอเราได้กะหรี่ส่วนหนึ่งแล้วก็จะเอาไปล่อแมงดาอีกทีหนึ่ง ได้ข่าวมาว่านายปื๊ดเคยเป็นแมงดามาก่อน เราจะพานายปื๊ดไปล่อกะหรี่” ชาวบ้านได้ยินดังนั้นความหวังก็กลับมา ต่างก็ดีใจไชโยกันลั่น ด้านนายปื๊ดเริ่มหน้าถอดสี ยังไม่ทันจะพูดสักคำชาวบ้านต่างก็กรูกันเข้ามาหามแห่นายปื๊ดเป็นการใหญ่ ครานี้นายปื๊ดกลายเป็นฮีโร่ไปอีกแล้ว ชาวบ้านมุ่งไปที่อดีตทุ่งแมงดา ชาวบ้านพากันขึงพืดนายปื๊ดไว้กลางทุ่ง ต่างพากันเข้าใจว่า อีกสักพักผงกะหรี่คงลอยมาติดที่ตัวนายปื๊ด ส่วนนายปื๊ดน้ำตาตกใน จะพูดก็พูดไม่ออก อธิบายยังไงชาวบ้านก็ไม่เข้าใจ ได้แต่พึมพำเบาๆว่า “มานม่ายช่ายอย่างนี้โว้ยยย...”
7/1/54 โพสต์โดย ครูแก่
3 จาก 3
ตามนั้นค่ะ
7/1/54 โพสต์โดย pumpuy-tono
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู