หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
คุณมี มรรค 8 ในตัวเองหรือยังคราบ
กูรูน่ารู้ 11/3/52 โพสต์โดย wooddy
คำตอบ
1 จาก 5
ไม่กล้าตอบเลย 555+
11/3/52 โพสต์โดย ํYggdra
2 จาก 5
มรรค8จะพยายามทำนะครับ

แต่ที่แน่ๆมงคล38ประการทำแล้ว สบาย
11/3/52 โพสต์โดย papillon
3 จาก 5
ยากนะครับ  ถ้ามีครบ 8 ข้อ  หนทางสู่นิพพานเลยนะครับ
11/3/52 โพสต์โดย อุ๊ดดี้
4 จาก 5
มีค่ะ   แต่ทว่าก็ไม่เเน่นอน....ก็คือ   บางครั้งก็โดนกิเลสตัวนู้น  ตัวนี้  ทดสอบ   เมื่อเรารู้เท่าทัน    และเดินทางสายกลาง   วางเฉย   และเมื่อมีปัญหา  เราก็ค่อยๆใช้ปัญญาแก้ไขปัญหามากกว่าที่จะใช้อารมณ์หรือตัดสินปัญหาผิดๆ   เพราะ  ปัญหาใช่ว่าจะให้โทษอย่างเดียว   ของมุกอย่างมี  2   ด้านเสมอ   ตอบตามความคิดกับสิ่งที่เราปฏิบัติอยู่นะคะ.......
11/3/52 โพสต์โดย kungems
5 จาก 5
มรรค มีองค์ 8 ครับ ไม่ใช่ มรรคแปด

ถ้าเฉพาะ มรรคแปด คือ สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

   มรรคมีองค์8 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง
     ทางสายกลาง พระพุทธเจ้า ทรงค้นพบ และนำไปสู่ความสงบ ญาณ การตรัสรู้ และนิรวาณะ (พระนิพพาน) ทางสายกลางนี้โดยทั่วไปหมายถึง หนทางอันประเสริฐ มีองค์ประกอบอยู่ 8 ประการ

1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ว่าทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็น ไตรลักษณ์ หรือ รู้ อกุศลและอกุศลมูล กับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท

2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ตั้งใจชอบ ความคิดชอบ ความคิดถูกต้อง หมายถึง 3 ข้อ คือ
• อวิหิงสาสังกัปปะ ความดำริในอันไม่เบียดเบียนผู้อื่น
• อัพยาปาทสังกัปปะ ความคิดดำริในอันไม่ผูกพยาบาทป้องร้ายผู้อื่น
• เนกขัมมสังกัปปะ ความคิดดำริในอันจะปลดเปลื้องทางกาม

3. สัมมาวาจา เจรจา หรือวาจาชอบ พูดจาชอบ สำรวมระวังในการพูด
วจีสุจริต 4 คือ
• ไม่พูดคำเท็จทำให้ผู้อื่นเสียหาย พูดแต่คำสัตย์คำจริง
• ไม่พูดส่อเสียด ให้คนอื่นเข้าใจผิดทะเลาะกัน แตกความสามัคคี
• ไม่พูดคำหยาบ
• ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดจาเหลวไหล ไร้สาระประโยชน์

4. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ทำงานชอบ ประพฤติชอบทางกาย
กายสุจริต 3 อย่าง คือ
• เว้นจากความโหดเหี้ยม ฆ่า ทำร้ายผู้อื่น
• เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยการขโมย
• เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ยินดีแต่ในภรรยาของตน (สทารสันโดษ) จงรักภักดีแต่ในสามีของตน (ปติวัตร)

5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย และศีลธรรมอันดีงาม เว้นการค้าขายที่ผิด (มิจฉาวณิชชา 5)
• ค้าขายเครื่องประหาร เช่น อาวุธต่าง ๆ
• ค้าขายมนุษย์
• ค้าขายเนื้อสัตว์ เลี้ยงสัตว์ เพื่อฆ่าแล้วนำเนื้อไปขาย
• ค้าขายสุราน้ำเมา ยาเสพติด
• ค้าขายยาพิษ หรือสารพิษ

6. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ พยายามชอบ หมายถึงความเพียร 4 อย่าง คือ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน 4
• สังวรปธาน เพียรระวัง มิให้ความชั่วที่เป็นบาปอกุศล เช่นความโลภ โกรธ มหลง เกิดขึ้น
• ปหานปธาน เพียรพยายาม ละความชั่วร้ายที่เป็นบาปอกุศลซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วให้หมดสิ้นไป
• ภาวนาปธาน เพียรพยายาม ก่อสร้างความดีที่เป็นบุญกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น เช่นการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
• อนุรักขนาปธาน เพียร รักษาคุณความดีที่เป็นบุญกุศลที่ได้ทำแล้วที่มีอยู่แล้วไม่ให้ลดน้อยลง

7. สัมมาสติ ความระลึกชอบ หมายถึง การสำรวมใจ หรือทำใจให้สงบตามแนวสติปัฏฐาน (ที่ตั้งแห่งจิต) ทั้ง 4
เป็นการพิจารณาให้รู้เห็นเนื่องๆ เพื่อมิให้เกิดความยึดมั่นถือมันในร่างกาย ความรู้สึก จิตใจและธรรม ทั้งที่เป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศล กล่าวคือ
สติปัฏฐาน 4
• พิจารณาเห็นกายในกาย (กายานุปัสสนา)ที่เรียกว่า กองรูป พิจารณา ลมหายใจ อิริยาบถ การเคลื่อนไหล ความเกิดดับของร่างกาย เห็นความจริงว่า ไม่มี ตัวตน เรา เขา
• พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา (เวทนานุปัสสนา) กำหนดรู้เรื่องของเวทนา เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์และเฉย ๆ ว่าเวทนาเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร ดับไปอย่างไร
• เห็นจิตในจิต (จิตตานุปัสสนา ) รู้ทันความเคลื่อนไหวของจิต จิตโกรธก็รู้ว่าจิตโกรธ จิตลุ่มหลง จิตหดหู่ ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
• เห็นธรรมในธรรม (ธัมมานุปัสสนา) คล้ายกับเห็นจิตในจิต อารมณ์ที่เป็นเป้าหมายของใจ การรู้สิ่งที่มีอยู๋ในจิต เช่น จิตมีนิวรณ์ (กามฉันทะ พยาบาทถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และ วิจิกิจฉา)นิวรณ์เกิดขึ้นในจิต มีอยู่ในจิต ดับไปจากจิต ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม ก็ให้เห็นความจริงว่าเป็นเพียงสักแต่ว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
     สติปัฏฐานนี้เอง พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "เป็นทางเอกหรือทางเดียว เพราะเป็นทางปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อข้ามให้พ้นซึ่งความโศกหรือ ปริเทวนาการ เพื่อบรรลุญาณและเพื่อทำพระนิพพานให้ให้ปรากฏแจ้ง"

8. สัมมาสมาธิ ตั้งมั่นชอบ สมาธิชอบ การเจริญสมาธิตามแนวของฌาน 4

มรรคมีองค์ 8 สามารถรวมเป็น
หมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

ฌาน สมาธิ และวิปัสสนา

เมื่อชำนิชำนาญแก่กล้าพอแล้ว จะทำให้เกิดมรรคสมังคี
มรรคสมังคี มิใช่จิตที่รวมเข้าเป็นภวังค์อย่างฌาน และมิใช่จิตรวมเป็นสมาธิ แต่จะรวมทั้งหมดเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อวิปัสสนาพิจารณาค้นคว้าหาเหตุผลภายนอกภายใน เห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริง ไม่เคลือบแคลงสงสัยแล้ว จิตจะรวมเอาองค์มรรคทั้งแปด คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาไว้ในที่เดียวกันเป็นสัมมาทิฏฐิอันเดียวกันในขณะจิตเดียว แล้วก็ถอนออกจากนั้น แล้วก็เดินไปตามกามาพจรจิต มีแต่ความรู้เท่าอยู่ตลอดเวลา มิได้หลงไปตามอารมณ์เช่นเมื่อก่อน มรรคจิตแต่ละมรรคจะเกิดหนเดียว แล้วไม่เกิดอีกเด็ดขาด

แต่ละมรรคสมังคี เกิดขึ้นด้วยปัญญาอันแก่กล้า เจริญมรรคให้คล่องแคล่วชำนาญแล้ว มันหากเกิดขึ้นของมันเองต่างหาก ใครจะแต่งเอาไม่ได้ แต่ละภูมิพระอริยเจ้า จะเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาดได้ขั้นนั้นจริงๆ แต่จะรู้จักชัดด้วยตนเองเท่านั้น การจะรู้ด้วยอภิญญา หรือผู้มีภูมิสูงกว่า หรือด้วยสังเกตก็ได้ แต่การสังเกตอาจไม่แน่นอน

ผู้เขียนเคยพิจารณามรรคสมังคีเห็นว่า ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิปัญญาจะพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ ที่มาสัมผัสใจ จนรู้รอบคอบในองค์ประกอบของแต่ละมรรค ซึ่งได้แก่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามีมรรค อรหัตตมรรค ว่าแต่ละอย่างมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง ละสังโยชน์ได้กี่ข้อ สังโยชน์แต่ละข้อมีขอบเขตเพียงใด พิจารณามรรคแปดข้อต้นจนถึงข้อสุดท้าย แล้วถอยลงมารวมกันเป็นสัมมาทิฏฐิอันเดียว รู้เท่าท้นสภาวะธรรมอยู่อย่างนั้น เรียกว่า มรรคสมังคี เป็นเครื่องประหารกิเลสในแต่ละมรรค เรียกว่า มรรคประหาร เป็นโลกุตรฌาน

คุณมี มรรค 8 ในตัวเองหรือยัง
ตอบว่า ผมยังภาวนาอยู่ ฝึกสมาธิ ฌาน วิปัสสนา เช่นเดียวกับผู้ที่ปฏิบัติธรรมอื่นๆ ย่อมเจริญมรรคอยู่  และอยู่ในทางสายเอก คือมหาสติปัฏฐาน 4
หนึ่งในสี่ นั้นคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีหลายกรรมฐานและ เป็นที่หนึ่งคือ อานาปานสติบรรพ

การเจริญภาวนา คือการพัฒนาจิตให้เจริญ  กายของเรานั้น เป็นที่พึ่งไม่ได้ มีแต่จะทรุดโทรมสลายไป แต่ใจนั้นจะเป็นที่พึ่งได้ตลอดไปนั้น ถ้าจับใจได้แล้วก็จะมีที่พึ่งของตนเอง
12/3/52 โพสต์โดย Miscellanous
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ชวนคิดชวนคุย >> เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ปัญญา ศีล สมาธิ คุณคิดเองไม่ได้ คุณเข้าใจอย่างไร
เลข8มีความสำคัญกับศาสนาพุทธอย่างไรใครรู้บ้าง
ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติมรรควิธี(สติปัฏฐาน)โลกนี้จะไม่ว่างเว้นอรหันต์
@@@@@@สิ่งใดเกิดแต่เหตุเมื่อเหตุดับ...ผลก็ดับเป็นธรรมดา@@@@@@@@@
นิโรธ คืออะไร ต่างจาก มรรคอย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู