หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
การบำบัดน้ำเสียควรพิจารณาค่า BOD หรือ COD ก่อนในแก้ไข
.
วิทยาศาสตร์ 24/3/53 โพสต์โดย prince_of_holyland
คำตอบ
1 จาก 3
พิจารณาทั้งคู่ประกอบกันค่ะ
24/3/53 โพสต์โดย edok
2 จาก 3
BOD คือ จุรินทรีย์ใช้ออกซีเจนในน้ำ

COD คือใช้สารเคมีตรวจสอบ

ถ้ารีบ ใช้ BOD หรือ OD อย่่างเดียวก็ได้

ถ้ามีเวลาสัก 5วัน - 6 วันควรใช้ COD ด้วยยิ่งดี
26/3/53 โพสต์โดย หยกจ้า
3 จาก 3
(เรื่องมันยาวนะ จะอ่านไหมหล่ะเนี่ย..)

BOD หรือ Biochemical Oxygen Demand คือ ปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ชนิดที่ย่อยสลายได้ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน เป็นการวิเคราะห์เพื่อที่จะทราบถึงปริมาณความสกปรกของน้ำ เช่น น้ำในแม่น้ำลำคลอง น้ำทิ้งจากอาคารบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อประโยชน์ในการออกแบบระบบบำบัด ควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งและประสิทธิภาพของระบบนั้นๆ
              การวิเคราะห์บีโอดี เป็นการวัดปริมาณออกซิเจนที่ถูกใช้หมดไปในเวลา 5 วัน ในตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ 20 องศาเซลเซียส สามารถวิเคราะห์ได้ 2 วิธี
1. Direct method ใช้กับตัวอย่างน้ำที่มีความสกปรกน้อย มีค่าบีโอดีไม่เกิน 7 mg/L ส่วนใหญ่เป็นน้ำจากแม่น้ำ สามารถใช้ตัวอย่างน้ำมาหาค่าบีโอดีโดยตรงเลย
2. Dilution method ใช้กับตัวอย่างน้ำที่มีความสกปรกมาก เช่น น้ำเสียจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีค่าบีโอดีมากกว่า 7 mg/L จึงจำเป็นต้องทำให้ตัวอย่างน้ำที่สกปรกเจือจางลงโดยใช้น้ำผสมเจือจาง และควรทำหลายๆความเข้มข้นอย่างน้อย 3 ความเข้มข้น (น้ำผสมเจือจาง คือ น้ำกลั่นที่นำมาปรับคุณภาพให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์ โดยเติมสารละลายฟอสเฟตบัฟเฟอร์ แมกนีเซียมซัลเฟต แคลเซียมคลอไรด์ และ
ไอร์ออน (III)คลอไรด์ แล้วนำไปเติมอากาศให้มีออกซิเจนละลายอิ่มตัว)
           
COD หรือ Chemical Oxygen Demand เป็นการวัดความสกปรกของน้ำ โดยคิดเปรียบเทียบในรูปของปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการออกซิไดส์สารอินทรีย์ในน้ำให้กลายเป็น คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
              หลักการคือ ใช้สารเคมีซึ่งมีอำนาจในการออกซิไดส์สูงที่นิยมใช้กันมากคือ ไคโครเมท ไปออกซิไดส์สารอินทรีย์คาร์บอนในสภาวะที่เป็นกรดอย่างแรง ปฏิกิริยาจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ถ้าใช้อุณหภูมิสูง ดังนั้นจึงใช้การ reflux เพื่อป้องกันการสูญหายไปของสารที่ระเหยได้  
มีวิธีในการวิเคราะห์ 3 วิธี
1. Open reflux method วิธีนี้สามารถใช้ได้กับของเสียชนิดต่างๆที่สามารถเก็บตัวอย่างจำนวนมากได้
2. Close reflux , titrimetric method เป็นวิธีที่ประหยัดกว่า Open reflux เพราะใช้ปริมาณตัวอย่างและสารเคมีน้อยกว่า แต่ตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ต้องมีเนื้อเดียวกัน มิฉะนั้นจะทำให้ค่าที่ได้คลาดเคลื่อน ทั้งนี้วิธี close reflux ทำให้สารอินทรีย์ที่ระเหยจะสามารถถูกออกซิไดส์ได้มากกว่าในระบบเปิด เพราะมีเวลาสัมผัสกับสารออกซิไดส์ได้นานกว่า
3. Close reflux , colorimetric method ใช้หลักการเดียวกับ Close reflux , titrimetric method แต่นำมาวัดสีด้วยเครื่อง spectrophotometer ที่ความยาวคลื่น 600 nm แทนการไตเตรท และในปัจจุบันได้มีหลายบริษัทผลิตเป็นชุดทดสอบสำเร็จรูป เหมือนอย่างที่ศูนย์เครื่องมือได้นำมาใช้ ทำให้การทดสอบมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น

สรุป..    
             ต้องหาค่า COD ก่อนแล้วจึงค่อยนำมาเทียบกับค่า BOD  โดยปกติแล้วค่า COD จะสูงกว่า BOD (ประมาณ 60%) เนื่องจาก
สารอินทรีย์คาร์บอก ถูกเปลี่ยนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำโดยไม่ต้องอาศัยการดูดซึมทางชีวะของสารเหล่านั้น และจะสูงกว่ามากถ้ามีสารอินทรีย์ที่ไม่สามารถถูกออกซิไดส์ทางชีวะอยู่ด้วย เช่น เซลลูโลส แต่ในบางกรณีถ้าน้ำนั้นมีพวก aromatic hydrocarbon และ pyridine ซึ่งไม่ถูก
ออกซิไดส์ทางเคมี ค่า COD จะน้อยกว่าค่า BOD

             เนื่องจากการวิเคราะห์ BOD ต้องใช้เวลานานประมาณ 5 วัน ดังนั้นอาจช้าเกินไปสำหรับการควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งหรือประสิทธิภาพของระบบบำบัด เราจึงสามารถหาค่าBOD ได้อย่างคร่าวๆ โดยเทียบกับค่า COD  ซึ่งใช้เวลาในการวิเคราะห์ประมาณ 2 ชั่วโมง นั่นคือ BOD จะมีค่าประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของค่า COD
             ค่า COD ใช้มากในการวิเคราะห์น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังใช้ในการสำรวจออกแบบเพื่อพิจารณาและควบคุมเกี่ยวกับระบบท่อน้ำเสีย เนื่องจากผลที่ได้ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการหา จึงสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที นอกจากนี้ ถ้าใช้ร่วมกับ BOD จะบอกถึงสภาวะที่เป็นพิษหรือ การมีสารอินทรีย์ที่ต้านต่อการออกซิไดส์ทางชีวะได้
26/3/53 โพสต์โดย คิดขวางโลก 8
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
วิธีลดค่า cod และbod
ปกติค่า B.O.D. ในน้ำสะอาดควรเป็นเท่าไร
คณิตศาสตร์ ม.2
ระบบบำบัดน้ำเสีย
ค่า BOD. ในน้ำเสีย คืออะไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู