หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติของอังรี ดูนังต์
ข้อมูล 27/5/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 2
อังรี ดูนังต์ หรือมีชื่อเต็มว่า ฌอง อังรี ดูนังต์ เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1828 ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นบุตรชายคนโตของนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ชื่อว่า ฌอง-ชาคส์ ดูนังต์ และอังตัวเน็ตต์ ดูนังต์-คอลลาดอน ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่เคร่งศาสนา และเชื่อมั่นครัทธาในคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายคาลวินมาก และครอบครัวนี้ยังเป็นครอบครัวที่มีอิทธิพลและมีความสำคัญในสังคมเมืองเจนีวามาก

บิดามารดาของเขาเป็นผู้ที่อุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นผ่านการสังคมสงเคราะห์ โดยบิดาของเขามีความกระตือรือร้นในการให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้าและบรรดานักโทษที่พ้นโทษก่อนกำหนด ส่วนมารดาจะช่วยเหลือเหล่าคนป่วยไข้และยากจน และการที่บิดามารดาช่วยเหลือสังคมเช่นนี้ อังรี ดูนังต์ ผู้เป็นลูก จึงซึมซับอุปนิสัยที่ชอบช่วยเหลือบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยากตั้งแต่สมัยเด็กๆ ทำให้เขามีความเลื่อมใสในศาสนาอย่างแรงกล้า มีจิตเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และชอบทำกุศลช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือผู้ตกทุกข์ทรมาน

ตัวเขาเองเติบโตขึ้นมาในยุคที่มีการตื่นตัวของศาสนา และศาสนาเข้าไปมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านและการดำเนินชีวิตของผู้คนมาก ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลกหากอังรี ดูนังต์ จะมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในศาสนาอย่างแรงกล้า และเมื่อตอนที่เขามีอายุได้ 18 ปี เขาก็เข้าร่วมสมาคมเจนีวา ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้การบริจาคเงินและสิ่งของต่างๆ และในปีถัดมาเมื่อเขามีอายุได้ 19 ปี เขากับเพื่อนๆ ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมที่มีชื่อว่า ?สมาคมวันพฤหัสบดี? ซึ่งเป็นกลุ่มของเด็กหนุ่มที่มารวมตัวกันเพื่อเรียนพระคัมภีร์ไบเบิลและร่วมกันช่วยเหลือคนยากจน และตัวอังรี ดูนังต์เองในช่วงเวลาว่างเขาก็จะอุทิศตนทำงานในเรือนจำเพื่อดูแลนักโทษและทำงานสังคมสงเคราะห์

เราจะเห็นได้ว่า อังรี ดูนังต์ อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมาตั้งแต่เยาว์วัย เขาตั้งมั่นในหลักการ ?จงรักเพื่อนบ้านของท่าน? (Love thy neighbor) ทำให้เขากลายเป็นคนที่รักที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา และความแน่วแน่ตั้งใจในการอุทิศตนนี้ก็ยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้นเมื่อเขาเติบใหญ่

ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1852 เขาได้ก่อตั้งขาสาของสมาคมวายเอ็มซีเอ ในเมืองเจนีวา และในอีก 3 ปีต่อมา เขาก็ได้เข้าร่วมการประชุมที่กรุงปารีสเพื่อร่วมก่อตั้งสมาคมวายเอ็มซีเอนี้ในปารีส สมาคมวายเอ็มซีเอนี้ปัจจุบันก็เป็นองค์กรเอกชนของชาว
คริสเตียน ที่ทำหน้าที่บริการสังคม วายเอ็มซีเอมีสาขาใน 122 ประเทศทั่วโลก ในแต่ละประเทศสมาคมวายเอ็มซีเอจะมีการดำเนินงานแตกต่างกัน และมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้วสมาคมวายเอ็มซีเอจะบริการสังคมโดยการจัดสรร สาธารณูปการด้านกีฬา การเลี้ยงเด็ก การตั้งแค้มป์ ที่พักสำหรับเยาวชน ฯลฯ

ณ วัย 24 ปี อังรี ดูนังต์ต้องออกจากวิทยาลัยคาลวิน เนื่องจากเขามีผลการเรียนที่แย่มาก ทำให้หลังจากนั้นเขาเริ่มต้นเป็นเด็กฝึกงาน ที่บริษัทแลกเปลี่ยนเงิน เมื่อการฝึกงานสิ้นสุดลง เขาจึงถูกจ้างให้เป็นลูกจ้างของธนาคารนี้ต่อ

ในปี ค.ศ. 1853 อังรี ดูนังต์เดินทางไปที่อัลจีเรีย ตูนีเซีย และซิซิลี เนื่องจากได้รับมอบหมายงานจากบริษัท ถึงแม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์น้อย แต่เขาก็สามารถปฏิบัติงานให้ลุล่วงสำเร็จได้ ด้วยเหตุว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางในครั้งนี้ ดังนั้นเขาจึงเขียนหนังสือขึ้นมาเป็นเล่มแรกชื่อว่า?บันทึกการปกครองโดยผู้สำเร็จราชการในตูนิส ?An Account of the Regency in Tunis?  ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1858

ในปี ค.ศ. 1856 เขาสร้างธุรกิจที่ดำเนินการในดินแดนอาณานิคมต่างประเทศ และหลังจากที่ได้รับการยินยอมมอบที่ดินที่เป็นเขตเช่าในอัลจีเรียที่ฝรั่งเศสครอบครองอยู่ เขาก็ก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า ?Financial and Industrial Company of Mons-Dj?mila Mills? โดยเป็นบริษัทที่ปลูกและขายข้าวโพด แต่มีปัญหาอยู่ตรงที่ว่าไม่มีการกำหนดสิทธิเรื่องที่ดินและน้ำอย่างชัดเจน และเจ้าหน้าที่อาณานิคมก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ ดังนั้นอังรี ดูนังต์ จึงตัดสินใจที่จะทำเรื่องร้องอุทธรณ์ต่อกษัตริย์นโปเลียนที่สามโดยตรง
 
ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1859 อังรี ดูนังต์ ได้เขียนหนังสือยอพระเกียรติพระเจ้านโปเลียนที่สาม โดยมีความตั้งใจที่จะถวายหนังสือฉบับนี้ให้แก่องค์จักรพรรดินโปเลียนที่สาม อังรี ดูนังต์ ได้เดินทางไปถึงหมู่บ้านซอลเฟอริโนในตอนเย็นของวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1859 ซึ่งขณะนั้นดูนังต์มีอายุ 31 ปี  ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เกิดสงคราม ?ออสโตร-ซาร์ดิเนียน วอร์?  เป็นสงครามที่องค์จักรพรรดินโปเลียนที่สามแห่งฝรั่งเศส ร่วมกับราชอาณาจักรปิเอมองต์-ซาร์ดิเนีย ทำการต่อสู่กับอาณาจักรออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1859 เพื่อเป็นการรวบรวมบรรดารัฐน้อยใหญ่ต่างๆ ในคาบสมุทรอิตาลีให้กลายเป็นประเทศเดียวกันคืออิตาลี

ที่นี่เองที่เขาได้เป็นประจักษ์พยานในความโหดร้ายของเหตุการณ์สงครามครั้งนั้น ซึ่งนับว่าเป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดในศตวรรษที่ 19 เพราะในชั่วระยะที่ทำการรบกันเพียง 15 ชั่วโมง ได้มีทหารล้มตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนถึง 40,000 คน

อังรี ดูนังต์ รู้สึกช็อกกับภาพที่เห็นจากผลของสงครามมาก ทั้งภาพของทหารที่บาดเจ็บใกล้ตาย และการขาดความช่วยเหลือทางการแพทย์และรักษาพยาบาลต่อทหารเหล่านั้น เขาได้เห็นสงครามที่นองเลือด ผู้คนจำนวนนับพันต้องล้มตายและบาดเจ็บเกลื่อนกลาดสนามรบเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือรักษาพยาบาล พวกเขาบาดเจ็บล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง ซึ่งอังรี ดูนังต์ คิดว่าน่าจะมีหนทางที่จะพอช่วยเหลือคนพวกนี้ได้บ้าง อังรี ดูนังต์ ไม่สามารถนิ่งดูดายต่อการเสียชีวิตของทหารโดยไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ

จากจุดประสงค์ที่เดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์นโปเลียนที่สามภาพอันสยดสยองนี้ทำให้ดูนังต์ลืมเรื่องราวที่จะร้องเรียนต่อพระเจ้านโปเลียนที่สามเสียสิ้น อังรี ดูนังต์ จึงได้ลงมือให้ความช่วยเหลือทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า ด้วยความเตตาที่มีต่อเพื่อนมนุษย์

ตัวเขาประสบความสำเร็จ ในการขอให้ชาวบ้านแถบนั้นให้ความช่วยเหลือและรักษาบรรดาทหารโดยที่ไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นทหารของฝ่ายไหน โดยเขาใช้สโลแกนในการร้องขอชาวบ้านให้ช่วยเหลือโดยที่ไม่เลือกฝ่ายว่า ?Tutti fratelli? หรือ ?ทุกคนเป็นพี่น้องกัน? เขาโชคดีที่มีพวกชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านผู้หญิงและเด็กผู้หญิง จากเมืองใกล้ๆ ที่ชื่อว่าคาสติกลิโอนี มาให้ความร่วมมือช่วยกันนำทหารที่บาดเจ็บทุกคนเข้ามารักษาตัวในโบสถ์แห่งหนึ่ง โดยไม่เลือกว่าเป็นทหารของฝ่ายอิตาลี ฝรั่งเศส หรือออสเตรีย เป็นจำนวนมากกว่า 1,000 คน และเขายังสามารถโน้มน้าวให้ฝ่ายฝรั่งเศสปล่อยนายแพทย์ชาวออสเตรียที่ถูกฝ่ายฝรั่งเศสจับไว้เพื่อมาช่วยรักษาคนที่บาดเจ็บเหล่านั้น และเนื่องจากว่ายาและอุปกรณ์เพื่อรักษานั้นขาดแคลนมาก อังรี ดูนังต์ ได้ใช้เงินส่วนตัวของเขาซื้อยาและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว

  ภายหลังที่เขาเดินทางกลับเมืองเจนีวาในตอนเดือนกรกฎาคม เขาตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาที่ได้ไปพบในครั้งนั้น หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า A Memory of Solferinoหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1862 ในหนังสือ  เขาได้บรรยายถึงสภาพของสงคราม ผลของสงคราม และสภาพความโกลาหลวุ่นวายภายหลังจากนั้น และเขาได้เสนอแนะแนวคิดส่วนตัวไว้ว่า ต่อไปในอนาคตน่าจะมีองค์กรที่เป็นกลางคอยช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บในการทำสงคราม เนื้อหาในหนังสือยังได้เสนอวิธีแก้ปัญหาความขาดแคลนของบริการทางการแพทย์และพยาบาลในระหว่างสงคราม โดยการนำฝึกอาสาสมัครบรรเทาทุกข์ในยามสงบ และอาสาสมัครเหล่านี้ จะสามารถให้ความช่วยเหลือในยามสงคราม โดยยึดหลักความเป็นกลาง การให้ความช่วยเหลือแก่ทุกฝ่าย

การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการทั้ง 5 คนนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1863 และในวันนั้นปัจจุบันถือว่าเป็นวันก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ  ในการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งแรก คณะอนุกรรมการได้ลงมติเรียกตนเองว่า ?คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาทุกข์นักรบบาดเจ็บ? (International Committee for the Relief of Wounded Combatants) ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ?คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ? (International Committee of the Red Cross) ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

อังรี ดูนังต์ และกุสตาฟ มัวนิเอร์นั้นมีข้อขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในขณะที่อังรี ดูนังต์ เป็นนักอุดมคติ แต่กุสตาฟ มัวนิเอร์ เป็นนักปฏิบัติ ทั้งสองมีความขัดแย้งกันด้านความคิดและแผนการ กุสตาฟ มัวนิเอร์ มีความเห็นว่าแนวคิดของอังรี ดูนังต์ ที่ว่าจะสร้างความเป็นกลางให้ผู้ให้ความช่วยเหลือรักษาพยาบาลเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่จะเป็นไปได้ และแนะนำให้ อังรี ดูนังต์ เลิกล้มความคิดนี้เสีย แต่เขาก็ไม่ล้มเลิก เขาได้เดินทางเพื่อไปพบปะกับผู้นำทางการเมืองทางการทหารชั้นสูงเพื่อพูดคุยเรื่องแนวคิดของเขา

ในช่วงนั้น อังรี ดูนังต์ ไม่ได้สนใจในธุรกิจของเขาเลย เพราะได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อการจัดตั้งสภากาชาด ธุรกิจของเขาที่อัลจีเรียได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะเขาไม่ได้เข้าไปดูแล ทรัพย์สินของเขาก็เริ่มร่อยหรอลง ทำให้ต้องใช้ชีวิตต่อมาอย่างยากแค้นขัดสน ดังนั้นในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1867  เขากลายเป็นบุคคลล้มละลาย

การเป็นบุคคลล้มละลายในเวลานั้นถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก และสังคมก็ไม่ได้ให้การยอมรับ ด้วยเหตุนี้จึงมีการทักท้วงจากวงสังคมในเจนีวาอย่างหนักให้เขาถอนตัวออกจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และกุสตาฟ มัวนิเอร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ผู้ที่มีความขัดแย้งกับอังรี ดูนังต์ ก็เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการขับเขาออกจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1868 มารดาของอังรี ดูนังต์ เสียชีวิตลง และต่อมาภายในปีเดียวกันนั้นเขาก็ถูกขับออกจากสมาคมวายเอ็มซีเอ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1867 เขาได้เดือนทางออกจากเจนีวาบ้านเกิดของเขาและไม่เคยได้หวนคืนมาอีกเลย

ในปีต่อๆ มา กุสตาฟ มัวนิเอร์ ได้ดำเนินการหลายๆ อย่าง โดยใช้อิทธิพลที่ตัวเองมี เพื่อมิให้อังรี ดูนังต์ ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนฝูงและอื่นๆ แม้กระทั่งเมื่อกษัตริย์นโปเลียนที่สาม ที่ทรงเสนอให้ความช่วยเหลือที่จะใช้หนี้ให้กับอังรี ดูนังต์ ครึ่งหนึ่ง โดยมีข้อแม้ว่าหนี้ในอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือเพื่อนๆ ของเขาจะเป็นคนใช้หนี้ให้ แต่การช่วยเหลือนี้ก็ถูกขัดขวางโดยตัวกุสตาฟ มัวนิเอร์ จนอังรี ดูนังต์ ไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ด้วยเหตุนี้ อังรี ดูนังต์ จึงย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีสและใช้ชีวิตอย่างยากจนอดอยาก ซึ่งแตกต่างจากครั้งอดีตที่เขาเคยเป็นคนร่ำรวยในสังคมเมืองเจนีวา ถึงแม้กระนั้น เขาก็ยังคงอุทิศตนช่วยเหลือสังคมในลักษณะอื่นๆอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วงปี ค.ศ. 1870-1871 เขาได้ก่อตั้ง ?Common Relief Society? ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น ?Common Alliance for Order and Civilization? ในเวลาต่อมาเขายังต่อสู่เพื่อการเจรจาเพื่อปลดอาวุธและการก่อตั้งศาลระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง หรือการพยายามให้มีการก่อตั้งห้องสมุดโลกซึ่งต่อมาในอนาคตได้กลายเป็นโครงการยูเนสโก หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนให้มีการก่อตั้งรัฐยิวในปาเลสไตน์

การที่เขาอุทิศตนเพื่อความเชื่อของเขานั้น ยิ่งทำให้เขาละเลยเรื่องส่วนตัวและสถานการณ์ด้านการเงินของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งทำให้เขามีหนี้สินมากยิ่งขึ้น

ในช่วงปี ค.ศ. 1874-1886 เขาใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น จนในปี ค.ศ. 1887 ระหว่างที่เขาอยู่ที่กรุงลอนดอนเขาก็ได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนบ้างจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ทำให้เขาพอลืมตาอ้าปากได้ หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปอยู่ที่ไฮเดินเป็นการถาวรในเดือนกรกฎาคม จนได้พบกับ ครูคนหนึ่งที่ชื่อวิลเฮล์ม ซอนเดอเรกเกอร์ ครูผู้นี้และภรรยาของเขาได้สนับสนุนให้เขาบันทึกชีวประวัติของเขาเอง ภรรยาของวิลเฮล์ม ซอนเดอเรกเกอร์ ได้ก่อตั้งสาขาของกาชาดที่ไฮเดินและให้เขาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของที่นี่เมื่อปี ค.ศ. 1890  

  ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1895 จอร์จ บอมเบอเกอร์ หัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์  ?Die Ostschweiz? ได้เขียนบทความเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งกาชาด บทความนี้มีชื่อว่า ?อังรี ดูนังต์ ผู้ก่อตั้งกาชาด? และปรากฏอยู่ในนิตยสารเยอรมันที่ชื่อ ??ber Land und Meer? และบทความนี้ก็ได้ตีพิมพ์อีกในสื่ออื่นๆ ทั่วยุโรป และทำให้เขาได้เป็นที่รู้จักอีกครั้งและมีผู้สนับสนุนเขา เขาได้รับรางวัล ?The Swiss Binet-Fendt Prize? ของสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับข้อความจากพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 เนื่องจากว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระจักรพรรดินีมาเรีย เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย และจากการบริจาคอื่นๆ ทำให้สถานการณ์การเงินของเขาดีขึ้นมาก  

อังรี ดูนังต์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นคนแรก ในปี ค.ศ. 1901 ในการที่เขาก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศขึ้นมา  
ในปีท้ายๆ ของชีวิต เขาอาศัยอยู่ในบ้านพักที่เป็นสถานพยาบาลจนเสียชีวิต เขาป่วยด้วยโรคหดหู่และภาวะจิตบกพร่องมีอาการหวาดระแวงเนื่องจากการตามจองล้างจองผลาญจากเจ้าหนี้และกุสตาฟ มัวนิเอร์ ท้ายที่สุด เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1910 โดยเขามีอายุยืนกว่าคู่ปรับกุสตาฟ มัวนิเอร์อยู่ 2 เดือน และสองคนนี้ตราบจนเสียชีวิตก็ไม่เคยดีกันเลย

ร่างของเขาฝังไว้ที่เมืองซูริคโดยปราศจากพิธีการใดๆ ตามความต้องการที่แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรม  เขาบริจาคเงินทุนให้กับสถานพยาบาลในไฮเดินเพื่อเป็นแหล่งพักพิงให้กับคนยากจน และโอนเงินบางส่วนให้กับเพื่อนๆ และองค์กรการกุศลต่างๆ ในนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ เงินทุนที่เหลือก็ให้กับบรรดาเจ้าหนี้เพื่อใช้หนี้ที่เขาติดไว้
27/5/53 โพสต์โดย ครูแก่
2 จาก 2
เป็นคนที่ดีมีความช่วยเหลือ เมตา จิตใจดี
24/6/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
เมทริกซ์และดีเทอร์มินันต์ใช้เกี่ยวกับงานอย่างไร
รักน้าอ้อครับ
ประวัติอานโตนิโอ ซาลิเอรี
รบกวนช่วยแปลเป็นภาษาอังกิดให้หน่อยงับ
ประวัติของเอฟีดรีน
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู