หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
พุทธประวัติพระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน โดยย่อ
ศาสนา 3/6/55 โพสต์โดย wapayu
คำตอบ
1 จาก 4
ดูตามลิ้งค์ต่อท้ายนี้ได้เลยครับ

ครบถ้วน ที่คุณต้องการ และไม่ยาวจนเกินไป ครับ
3/6/55 โพสต์โดย กฤษฎิ์ ชนสรณ์
2 จาก 4
สรุปๆ แล้วไปเรียบเรียงให้เป็นบทความเอาเองนะ   ท่อนไหนไม่ชอบก็ตัดทิ้งได้  จะเอาท่อนไหนก็หาข้อมูลเพิ่มและขยายความเอา
ผมสรุปมาจากพระไตรปิฎกนะ

(ประสูติ)
- พระนางสิริมหามายา ทรงสุบินนิมิตว่า ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ยกแท่นบรรทมไป  มีมีพญาช้างเผือกลงมาจากภูเขาทอง
เข้าสู่ห้องบรรทมชูงวงถือดอกบัวขาวมีกลิ่นหอมฟุ้ง  พร้อมทำประทักษิณต่อพระนาง ๓ รอบ ก่อนจะเข้าพระครรภ์ไป

-พรามหณ์ทำนายว่า “พระสุบินนิมิตนี้ พระองค์จะได้พระโอรสที่มีบุญญาธิการยิ่งใหญ่ มีอานุภาพมาก หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้”

-เมื่อพระนางทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน จึงกราบทูลขอพระราชานุญาตจากพระเจ้าสุทโธทนะ พระสวามีไปคลอดที่กรุงเทวทหะ

-เมื่อเสด็จถึงป่าลุมพินีสถานก็เจ็บพระครรภ์จนถึงเวลาใกล้เที่ย ประสูติพระราชโอรสสมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ มีบุญญาธิการ
ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ

-เมื่อประสูติจากพระครรภ์  พระมหาบุรุษเสด็จลุกขึ้นประทับยืนแล้วทอดพระเนตรไป ๑๐ ทิศ แล้วเสร็จดำเนินไป ๗ ก้าวโดยมีดอกบัวมารองรับ

-พระโพธิสัตว์ ยกพระหัตถ์ชี้ขึ้นข้างบนกล่าวว่า
อหํ อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้ที่เลิศที่สุดในโลก
อหํ เชฎฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก
อหํ เสฎฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้ที่ประเสริฐสุดในโลก
อยมนฺติมา เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา

-เหล่าพราหมณ์ทั้ง ๘ คนมาพยากรณ์ มีทั้ง ๗ คนบอกว่า“พระราชกุมารนี้  เมื่อเจริญวัยแล้ว  ถ้าอยู่ครองเพศฆราวาสจะได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าออกบวช จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก”

-ส่วนโกณฑัญญพราหมณ์เป็นผู้มีอายุน้อยที่สุดจึงทำนายเป็นคนสุดท้าย  แต่ทำนายว่าเจ้าชายจะเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น

(ส่วนเรื่องอื่นเห็นบอกว่ายาวไปเลยไม่เอามาให้ นี่ก็เพิ่มมาเยอะนะ  เด๋วตรัสรู้กับปรินิพพานจะมาสรุปให้ใหม่ครับ)
3/6/55 โพสต์โดย LoGaRiThmLogiS1
3 จาก 4
(ตรัสรู้)

-หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรไปเห็นเทวทูตคือคนแก่  เจ็บ  ตาย  และนักบวช  ก็เกิดสังเวชใจตรัสให้ นายฉันนะ
จัดเตรียมม้ากัณฐกะ   แล้วเสด็จออกไป  พอถึงฝั่งแม่น้ำอโนมาก็ทรงเปลื้องเครื่องอาภรณ์ออกส่งให้นายฉันนะ แล้วตัดพระเกศาเหลือไว้ประมาณ
๒ องคุลี พระเกศาเหล่านั้นได้ม้วนกลมขดขึ้นไป  ไม่ยาวไม่สั้นอีกเลยตราบปรินิพพาน

-  ในขณะนั้นทรงอธิษฐานว่า “ถ้าจะได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วขอให้เส้นผมนี้จงลอยอยู่ในอากาศ อย่าได้ตกลงมา”
เมื่อทรงโยนพระเกศาขึ้นไปบนอากาศ ปรากฏว่าพระเกศาลอยอยู่บนอากาศ   มิได้ตกลงมา  ท้าวสักกเทวราชได้เอาพานมารองรับแล้วนำไป
บรรจุไว้ในพระเจดีย์จุฬามณีเทวโลก ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

-มื่อทรงอธิษฐานเพศบรรพชิตครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว รับสั่งให้นายฉันนะ นำม้ากัณฐกะพร้อมเครื่องอาภรณ์และข่าวสารการบรรพชาของพระองค์ไปแจ้งแก่พระบิดา และพระประยูรญาติในกรุงกบิลพัสดุ์   พอม้ากัณฐกะหันกลับไปมองก็อาลัยจนขาดใจตายไปจุติเป็น
กัณฐกเทพบุตร บนดาวดึงสเทวโลก

-พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาในสำนักของ อาฬารดาบส กาลามโคตรและอุทกดาบส รามบุตร จนสำเร็จสมาบัติ ๗ และสมาบัติ ๘ โดยลำดับ

-โกณฑัญญพราหมณ์  ได้ทราบข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาจึงไปชักชวนพราหมณ์ ๔ คน คือ วัปปะ ภัททิยะ
มหานามะ และอัสสชิ ให้ออกบวชตาม พราหมณ์ทั้ง ๕ นั้น ได้ชื่อว่า “ปัญจวัคคีย์”

- ทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมกันว่าจะเป็นหนทางที่ทำให้ตรัสรู้ โดยกดพระทนต์ด้วยพระทนต์,  กดพระตาลุ(เพดานปาก)
ด้วยพระชิวหา(ลิ้น),ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ, ทรงอดพระกระยาหาร จนพระวรกายเหี่ยวแห้งพระฉวี(ผิวพรรณ)เศร้าหมอง  
มีพระอาการประชวรอ่อนเพลียอิดโรย จนหมดสติล้มลง

-ทรงพระสุบินนิมิต

-นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส  เพราะคิดว่าเป็นเทวดามานั่งคอยรับเครื่องพลีกรรมจึงน้อมนำข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย

-จากนั้นพระองค์ลุกจากอาสนะแล้วทรงถือถาดเสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  สรงน้ำแล้วเสวยจนหมด จากนั้นก็นำถาดทอง
เสด็จไปสู่แม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า “ถ้าจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวน
กระแสน้ำขึ้นไป”  

-ด้วยอานุภาพแห่งพระบารมี  ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก แล้วก็จมลงสู่นาคพิภพแห่งนาคราชนาม ว่า “พญากาฬ”
ซ้อนอยู่ใต้ถาดใบที่สามแห่งพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และ พระกัสสปพุทธเจ้า

-เสียงถาดกระทบกันทำให้พญากาฬนาคราชสะดุ้งตื่นจากบรรทมเห็นถาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ จึงได้ตรัสขึ้นว่า
มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกพระองค์แล้วและตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณเป็นอันมาก (พญานาคตนนี้หลับตลอดกาลจะตื่นทุกครั้ง
เมื่อมีถาดทองที่พระพุทธเจ้ามาอธิษฐานแล้วถาดจมลงซ้อนกับถาดของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน)

-ต่อมามีคนตัดหญ้าผู้หนึ่งนามว่า โสตถิยพราหมณ์ ถือหญ้าสวนทางมาพบพระโพธิสัตว์ แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใสถวายหญ้า

-พระบรมโพธิสัตว์ทรงรับหญ้านั้นแล้วเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ทำประทักษิณต้นโพธิ์สามรอบ พิจารณาสถานที่
ประทับบำเพ็ญเพียร  ทรงเห็นด้านทิศบูรพาเป็นสถานที่เหมาะสมจึงทรงปูลาดหญ้าลงณ โคนต้นศรีมหาโพธิ์ ด้านทิศบูรพานั้น
ตั้งสัตยาธิษฐานว่า          
“ถ้าจะได้ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณแล้วไซร้ ขอให้รัตนบัลลังก์จงเกิดปรากฏในที่นี้”

-เมื่อจบพระดำรัสสัตยาธิษฐาน รัตนบัลลังก์วชิรอาสน์ก็ปรากฏตรงพระพักตร์พระบรมโพธิสัตว์ประทับนั่งบน
รัตนบัลลังก์วชิรอาสน์นั้น แล้วทรงดำรัสตั้งจิตสัตยาธิษฐานว่า “ถ้ายังไม่ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ   ถึงเนื้อและเลือด
จะเหือดแห้งไป  เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที จะไม่ลุกจากบัลลังก์นี้ "

-  พญาวสวัตดีมารแสวงหาโอกาส  เพื่อจะทำลายหนทางบรรลุพระโพธิญาณของพระองค์

- พญามารจึงไส พญาช้างคีรีเมขล์ เข้าไปกวัดแกว่งสรรพอาวุธพร้อมตะโกน
ประกาศก้องว่า
         “รัตนบัลลังก์นี้เป็นของเรา เกิดขึ้นด้วยบุญเรา ไพร่พลเสนานี้เป็นพยาน
ท่านจงเร่งลุกออกไป”
พระบรมโพธิสัตว์จึงเปล่งสีหนาทตอบว่า
          “ดูก่อนพญามาร รัตนบัลลังก์นี้เป็นของเรา  เกิดขึ้นด้วยบุญ
อันเราสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน พระธรณีเป็นพยานแห่งเรา”

- พระแม่ธรณีวสุนธรา ก็ปรากฏกายขึ้นกระทำอัญชลีกราบอภิวาทต่อพระบรมโพธิสัตว์ เปล่งวาจาประกาศเป็นพยานในการบำเพ็ญมหากุศลของพระองค์แล้วบิดเกศาของตนทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยว พัดหมู่มารไหลออกไป

-ทรงเจริญสมาธิภาวนา ตั้งพระทัยมั่นทำสมาบัติ ๘ ประการ ให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงบรรลุญาณอันเป็นปัญญาตามลำดับ
ในปฐมยามทรงบรรลุ  บุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติย้อนหลังที่พระองค์ทรงเคยบังเกิดมาแล้วได้ทั้งสิ้น

- เข้าสู่มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ  จุตูปปาตญาณเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทิพพจักขุญาณ   สามารถหยั่งเห็นการเวียนว่ายตายเกิด
ของสรรพสัตว์ ทั้งสัตว์ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ทั้งในทุคติและสุคติตามสมควรแก่กุศลและอกุศลที่ตนได้ทำไว้
เปรียบเสมือนคนที่อยู่บนที่สูงใกล้ทาง ๔ แพร่งสามารถมองเห็นหมู่ชนที่สัญจรไปมาจากที่ต่างๆ ได้

-  เวลารุ่งปัจฉิมยาม พระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ
ดับสูญสิ้นอาสวกิเลส

-  ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญู ในวันวิสาขปุณณมี ขึ้น ๑๕ ค่ำ ดิถีเพ็ญกลางเดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี

-  เหตุมหัศจรรย์ต่าง ๆ มีมหาปฐพีเป็นต้นก็เกิดกัมปนาทหวั่นไหวสั่นสะเทือนทั่วพิภพ

-  พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ยังคงประทับ ณ รัตนบัลลังก์ นั้นเสวยวิมุตติสุขทรงเข้าสมาบัติอนุปุพพวิหาร ๙ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔
และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑

-ล่วง ๗ วัน พระองค์เสด็จลงจากรัตนบัลลังก์ เสด็จดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์   แล้วประทับยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่กระพริบพระเนตร เป็นการระลึกถึงคุณของต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นสถานที่ตรัสรู้พระสัจธรรมอันประเสริฐบริสุทธิ์ สถานที่นี้มีชื่อเรียกว่า“อนิมิสเจดีย์”

-ล่วง ๗ วัน พระองค์เสด็จจากอนิมิสเจดีย์มาประทับหยุดอยู่ระหว่างต้นศรีมหาโพธิ์ กับอนิมิสเจดีย์ แล้วทรงเนรมิตสถานที่จงกรมขึ้น ณ ที่นั้น
เสด็จจงกรมอยู่เป็นเวลา ๗ วัน สถานที่นั้นได้นามว่า “รัตนจงกรมเจดีย์”

- ล่วง ๗ วัน พระองค์เสด็จไปสู่รัตนฆรเจดีย์  ซึ่งเทวดาเนรมิตเรือนแก้วขึ้นถวายในทิศพายัพแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับนั่งสมาธิในเรือนแก้วพิจารณาพระธรรมที่ตรัสรู้ตลอด ๗ วัน
3/6/55 โพสต์โดย LoGaRiThmLogiS1
4 จาก 4
(ปรินิพพาน)

- เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสห้ามมารและทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ โดยตรัสกับพญามาร พลันได้เกิดอัศจรรย์แผ่นดินไหว
ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ

-  พระอานนท์บังเกิดความพิศวงในบุพนิมิต จึงออกจากร่มไม้ไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามถึงเหตุที่ทำให้เกิดอัศจรรย์
พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า “บัดนี้ตถาคตได้ปลงอายุสังขาร ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือนตถาคตจะปรินิพพาน
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดอัศจรรย์แผ่นดินไหว”

- สุภัททะ ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทูลถามข้อข้องใจในธรรม เกี่ยวกับลัทธิของครูทั้ง ๖ ซึ่งต่างอ้างว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้ธรรมสำเร็จอรหันต์  พระพุทธองค์ ทรงแสดงอริยมรรคมีองค์ ๘ โปรด สุภัททปริพาชกเกิดความเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญพระธรรมเทศนา
ทูลขอบรรพชาในพระพุทธศาสนา ได้บรรลุพระอรหัตผลในราตรีนั้น นับเป็นพุทธสาวกองค์สุดท้ายที่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

- พระพุทธองค์ได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  “เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ไม่ควรคิดว่าพระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว
พระศาสดาของเราไม่มี ด้วยแท้ที่จริง ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตแสดงและบัญญัติไว้ จะเป็นศาสดาแทนตถาคต”

- และได้ประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ ตถาคตขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย เสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย
จงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

  “ภิกษุทั้งหลาย สติ เมื่อเกิดขึ้นก็รู้ว่า ธรรมเหล่านี้มีประโยชน์
ธรรมเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์ ธรรมเหล่านี้มีอุปการะ ธรรมเหล่านี้ไม่มีอุปการะ ลำดับนั้นพระโยคาวจรก็กำจัดธรรมอันไม่มีประโยชน์เสีย ถือเอาธรรม
ที่มีประโยชน์ ละธรรมที่ไม่มีอุปการะเสียถือเอาแต่ธรรมที่มีอุปการะ ดังนี้”

เมื่อพระบรมศาสดาประทานปัจฉิมโอวาทเป็นวาระสุดท้ายแล้วก็มิได้ตรัสอะไรอีกเลย
ทรงเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติทั้ง ๙ โดยอนุโลมและปฏิโลม ดังนี้
        ทรงเข้าปฐมฌาน   (รูปฌานที่ ๑)       ออกจากปฐมฌานแล้ว
        ทรงเข้าทุติยฌาน   (รูปฌานที่ ๒)       ออกจากทุติยฌานแล้ว
        ทรงเข้าตติยฌาน   (รูปฌานที่ ๓)       ออกจากตติยฌานแล้ว
        ทรงเข้าจตุตถฌาน (รูปฌานที่ ๔)       ออกจากจตุตถฌานแล้ว
        ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ              ออกจากอากาสานัญจายตนะแล้ว
        ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ               ออกจากวิญญาณัญจายตนะแล้ว
        ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ                ออกจากอากิญจัญญายตนะแล้ว
        ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ      ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว
        ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๙ อันเป็น นิโรธสมาบัติ ที่มีอาการสงบที่สุดถึงดับสัญญาและเวทนา คือ ไม่รู้สึกทั้งกายทั้งใจทุกประการ แม้ลมหายใจเข้าออกก็หยุดสงบยิ่งกว่านอนหลับ จากนั้นเสด็จออกจาก สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ถอยเข้าสู่เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือถอยตามลำดับจนถึงปฐมฌาน แล้วย้อนจากปฐมฌานขึ้นไปสู่ทุติยฌาน ตติยฌาน
และจตุตถฌานเป็นลำดับสุดท้ายจึงดับขันธปรินิพพาน

- หลังจากที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วได้บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินไหว กลองทิพย์บรรเลงเสียงกึกก้องกัมปนาทท้าวสหัมบดีพรหม ท้าวโกสีย์สักกเทวราช พระอนุรุทธเถระและพระอานนท์เถระเป็นอาทิ ได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงความไม่เที่ยงแห่งสังขาร ด้วยความเคารพเลื่อมใส

- ได้ทำการถวายพระเพลิงในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งชาวพุทธเรียกว่าวันอัฏฐมีบูชา

อยากได้อะไรยังไง ก็บอกได้นะครับ ^__^
3/6/55 โพสต์โดย LoGaRiThmLogiS1
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
อยากรุ้ว่าพระพทธเจ้าทำไมประสุติ ตรัสรู้ ปรินิพพานวันเดียวกัน
การที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในวันนี้
พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มีความหมายว่าอย่างไร
วันวิสาขบูชา
เพราะเหตุใดการประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าจึงบังเกิดขึ้นใต้ต้นไม้เท่านั้น
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู