หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติและผลงานของ คนสำคํญในประเทศไทยที่เป็นชาวต่างชาติ
ประวัติศาสตร์ 17/8/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 7
คนสำคํญในประเทศไทยที่เป็นชาวต่างชาติ ที่สำคัญๆได้แก่
1.หลวงรัถยาภิบาลบัญชา(กัปตัน เอส.เย.เอมส์ )  ชาวอังกฤษ เกิดที่เมืองเคนต์ เคยเป็นกัปตันเรือสินค้า เดินทางเข้ามาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2396 พร้อมกับภรรยาและบุตรชาย 2 คน
กัปตัน เอส.เย.เอมส์ รับราชการเมื่อ พ.ศ. 2403 เมื่อมีการจัดตั้งกิจการตำรวจ เรียกว่า กองโปลิศ ทำหน้าที่แทนข้าหลวงกองจับและกองตระเวนซ้ายขวา โดยกัปตัน เอส.เย.เอมส์ เป็นผู้บังคับกองโปลิศคนแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2403 เป็นเวลา 32 ปี จนปลดเกษียณเมื่อ พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงรัฐยาธิบาลบัญชา" ถือศักดินา 600 เมื่อ พ.ศ. 2414
หลังจากภรรยาชาวอังกฤษของกัปตัน เอส.เย.เอมส์ เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2405 ก็ได้แต่งงานใหม่กับหญิงไทยชื่อ นางหยา มีบุตรด้วยกัน 6 คน และเป็นต้นตระกูล "เอมซ์บุตร"
กัปตัน เอส.เย.เอมส์ เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2444 อายุรวม 69 ปี

2.พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ(เซอร์จอห์น เบาว์ริง)  เป็นเจ้าเมืองฮ่องกง (ค.ศ. 1848-1857) พ่อค้า นักการทูต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง นักการศาสนา นักแต่งเพลงสวด กวี นักประพันธ์ บรรณาธิการ และนักภาษาศาสตร์ (โดยรู้ถึง 10 ภาษาหลัก ๆ ทั้งหมด ในยุโรป รวมทั้งภาษาจีน)[ต้องการอ้างอิง] ตลอดจนถึงเป็นราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจาก สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ เพื่อเข้ามาเจริญพระราชไมตรีและเจรจาทำสนธิสัญญากับราชสำนักไทย ในปี พ.ศ. 2397 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในที่สุดก็มีการลงนามในสนธิสัญญาเบาริง เมื่อวันที่ 18 เมษายนปีเดียวกัน
สนธิสัญญาฉบับนี้มีผลให้สยามต้องเสียอำนาจอธิปไตยทางการศาลและมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเกิดขึ้น แต่ก็ทำให้สยามรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมไปได้[ต้องการอ้างอิง] สนธิสัญญาดังกล่าวทำให้เกิดการค้าเสรีกับต่างประเทศ ถือเป็นการสิ้นสุดของการผูกขาดการค้าต่างประเทศ โดยกรมพระคลังสินค้าของสยาม สนธิสัญญานี้มีผลใช้บังคับอยู่นานกว่า 70 ปี
ท้ายที่สุดสมัยปลายรัชกาลที่ 4 และต้นรัชกาลที่ 5 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตไทยประจำลอนดอนและยุโรป ถือได้ว่าเป็น “ตัวแทนประจำคนแรกของไทย” ก็ว่าได้ มีบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ”
สนธิสัญญาเบาว์ลิงก์
สนธิสัญญาเบาว์ริง ว่าด้วย “การค้าเสรี” อันเป็น “ระเบียบใหม่” ของโลกในยุคลัทธิจักรวรรดินิยม อาณานิคมตะวันตก ลงนามกันระหว่างอังกฤษและสยามเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) ในสมัยนายกรัฐมนตรี เฮนรี จอห์น เทมเพิล ไวเคานท์พาลเมอร์สตันที่ 3รัฐบาลในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และ สยาม สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สนธิสัญญานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและใช้บังคับอยู่เป็นเวลา ถึง 70 กว่าปี จนกระทั่งมีการแก้ไขค่อยๆยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ภายหลังเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ. 2461 (1918) แต่กว่าจะสิ้นสุดสมบูรณ์ ก็ล่วงมาถึงในปี พ.ศ. 2482 (1938) ในรัฐบาล จอมพล ป พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการแก้ไขและลงนามในสนธิสัญญาใหม่กับประเทศตะวันตก (และญี่ปุ่น) ใหม่ทั้งหมด

3.หลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช (โรเบิร์ต ฮันเตอร์)  พ่อค้าชาวอังกฤษเชื้อสายสก๊อต เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เข้ามาตั้งร้านค้าในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2368 ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอาวุธวิเศษประเทศพาณิช ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อได้ทูลเกล้าฯ ถวายปืนคาบศิลา จำนวน 1,000 กระบอก ขณะที่ไทยมีกรณีพิพาทกับเจ้าอนุวงศ์ แห่งเมืองเวียงจันทน์
คนไทยนิยมเรียกชื่อนายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ ว่า นายหันแตร เรียกห้างของนายฮันเตอร์ว่า ห้างหันแตร พ่อค้าต่างชาติเรียกห้างของนายฮันเตอร์ว่า โรงสินค้าอังกฤษ (The British Factory) นับได้ว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในเมืองไทย ซึ่งนับได้ว่านายฮันเตอร์เป็นบุคคลที่นำสินค้าหรือความแปลกใหม่หลายอย่างที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน เข้ามาสู่ประเทศ
นอกจากนี้แล้ว นายฮันเตอร์ยังได้เป็นบุคคลที่นำตัวอิน-จัน แฝดสยามชาวไทยเดินไปแสดงตัวที่สหรัฐอเมริกา จนทำให้สากลได้รู้จักกับแฝดสยามเป็นครั้งแรก และทั้งคู่ก็ได้กลายมามีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา
โรเบิร์ต ฮันเตอร์ นับได้ว่าเป็นชาวตะวันตกที่สามารถพูดภาษาไทยและเข้าใจคนไทยได้เป็นอย่างดี และมีความรู้จักกับขุนนางในราชสำนักคนสำคัญหลายคน ชีวิตส่วนตัวได้สมรสกับหญิงไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่บ้านกุฏีจีน มีชื่อว่า แองเจลิน่า โดยมีชื่อภาษาไทยว่าทรัพย์ เชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์รุ่นที่สี่ เรียกกันอย่างยกย่องว่า ท่านผู้หญิงทรัพย์ เธอเป็นผู้นำชุมชนกระดีจีน(กุฎีจีน)[1] โดยฮันเตอร์ตั้งใจไว้ว่าจะชีวิตทั้งหมดอยู่ในประเทศไทย
แต่นายฮันเตอร์มีพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง เช่น เคยเสนอขายพรมให้แก่ราชสำนัก โดยที่ไม่ได้สั่ง แต่ราชสำนักไม่ซื้อก็เกิดความไม่พอใจ หรือมักลักลอบค้าฝิ่นจากอังกฤษโดยซ่อนมากับสินค้าประเภทอื่น ทั้งที่กฎหมายไทยในเวลานั้นประกาศห้ามสูบฝิ่น เพื่อส่งเสริมศีลธรรมที่ดีงาม หลายครั้งเมื่อถูกตรวจพบ นายฮันเตอร์ก็มักอ้างเพื่อให้เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างชาติ หรือไม่ก็ขู่ว่าจะนำเรื่องไปฟ้องต่อทางการอังกฤษให้นำเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย เป็นต้น
ต่อมา สหายชาวต่างชาติของนายฮันเตอร์คนหนึ่งได้ทดลองยิงปืนคาบศิลา ในบริเวณที่วัด พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ไม่พอใจ ได้เข้าไปห้ามปรามแต่ก็ไม่ฟัง พระสงฆ์จึงทำร้ายสหายของนายฮันเตอร์ด้วยการตีที่ศีรษะจนแตก ทางการไทยสอบสวน โดยมีองค์ประธานคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ เจ้าฟ้ามงกุฎ สมมติเทวาวงศ์พงษ์อิศรกษัตริย์) ผลการสอบสวนพบว่า พระสงฆ์ไทยผิด จึงโปรดฯ ให้ลงโทษด้วยการให้นั่งสมาธิกลางแดดครึ่งวัน ยังความไม่พอใจแก่นายฮันเตอร์เพราะต้องการให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ความสัมพันธ์ระหว่างนายฮันเตอร์กับทางการไทยขาดสะบั้นลง เมื่อทางไทยจะทำการรบกับโครชินไชน่า (เวียดนาม) นายฮันเตอร์ได้เสนอขายปืนคาบศิลาจำนวน 200 กระบอก และต้องการให้ทางไทยซื้อให้หมด ทั้งที่ทางการไทยต้องการเพียง 100 กระบอกเท่านั้น และยังยัดเยียดขายเรือกลไฟที่ขึ้นสนิมอีกลำหนึ่ง ที่ชื่อ เอ็กเพรส (Express) โดยเรือลำนี้แล่นมาจากเมืองท่าลิเวอร์พูลพร้อมกัปตันชื่อ พี.บราวน์ แม้คนไทยในเวลานั้นจะฮือฮาเพราะไม่เคยเห็น "เหล็กลอยน้ำได้" อย่างเช่นเรือกลไฟมาก่อน แต่นายฮันเตอร์ได้เสนอขายในราคา 50,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งทางไทยมองว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบธรรม ประกอบกับพฤติกรรมของนายฮันเตอร์ในระยะหลังที่มักแสดงออกถึงการไม่แสดงความเคารพต่อไทยซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เช่น เมื่อขายเรือกลไฟไม่ได้ นายฮันเตอร์ได้ประกาศว่าจะนำไปขายให้โครชินไชน่าซึ่งเป็นคู่กรณีของไทยแทน จึงได้เนรเทศนายฮันเตอร์พร้อมกับภรรยาให้ออกนอกราชอาณาจักรและห้ามกลับเข้ามาอีกตลอดชีวิตไปในปี พ.ศ. 2387 โดยได้เดินทางไปที่สิงคโปร์ด้วยเรือเอ็กเพรสนี่เอง รวมระยะเวลาที่นายฮันเตอร์อยู่ในเมืองไทยทั้งหมด 18 ปี
แต่ก็ได้มีบันทึกโดยชาวตะวันตกด้วยกันเอง ที่บันทึกไว้ว่า นายฮันเตอร์ก็ยังได้กลับมาที่เมืองไทยมากกว่า 1 ครั้ง แต่เป็นการเข้ามาเพื่อสะสางสัมภาระของตนที่เหลืออยู่และจัดแจงธุระต่าง ๆ ก่อนที่จะจากไปโดยถาวรในที่สุด

4.เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ(ดร.โรแลง ยัคแมงส์)  มีนามเดิมว่า ดร.โรแลง ยัคแมงส์ (Gustave Rolin-Jaequemyns) เป็นชาวเบลเยี่ยม มีความชำนาญในด้านการปกครองเคยดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดี ในประเทศเบลเยี่ยม ได้เดินทางเข้ามารับราชการในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2435 สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป มีตำแหน่งเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากขณะนั้นประเทศไทย กำลังมีข้อพิพาทกับฝรั่งเศสในเรื่องดินแดนเมืองขึ้น จึงว่าจ้าง ม.ร. คุสตาฟ โรลิน ยัคมินส์ เข้ามาช่วยราชการแก้ปัญหาสำคัญ ที่รัฐบาลไทยจะต้องปรับปรุงแก้ไข 3 ประการ คือ
1. ปรับปรุงการศาลยุติธรรมให้เป็นที่เชื่อถือของต่างประเทศ เพราะขณะนั้นอังกฤษและฝรั่งเศส เริ่มเข้ามาตั้งศาลกงสุลในประเทศไทย และไม่ยอมรับรองการอยู่ใต้กฎหมายไทย เพราะถือว่ากฎหมายไทยยังไม่มีระเบียบแบบแผนรัดกุมที่ดีพอ
2. ปรับปรุงการปกครองบ้านเมืองให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญ แบ่งแยกกระทรวง ทบวง กรม มีการจัดตั้งสภารัฐมนตรี ขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) นักเรียนไทย คนแรกที่กลับจากอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ภาษาอังกฤษดี มีตำแหน่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ แปลเอกสารภาษาอังกฤษ เพื่อจะใช้เป็นหลักในการปรับปรุงการปกครองบ้านเมือง โดยมีกรมพระยาเทววงศ์วโรปการเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเป็น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ตามแนวที่พระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้แปลและได้ร่างเสร็จเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2432 เรียกรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นนี้ว่า “พระราชประเพณี” ได้มีการจัดตั้งสภารัฐมนตรี และได้ประกาศตั้งเสนาบดี 12 กระทรวงใหม่ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435
3. ปรับปรุงปัญหาด้านการต่างประเทศ หลังจากที่ประเทศไทยได้เซ็นสัญญาทางพระราชไมตรีกับอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศยุโรปก็ได้ส่งกงสุลใหญ่เข้ามาดูแลด้านการค้า การปกครองคนของตนอย่างเป็นเอกเทศไม่ยอมให้คนในบังคับ ของตนมาขึ้นศาลไทย ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีกงสุลใหญ่หรือทูตไทยไปประจำในประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ทำให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ความไม่พอใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกงสุลของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นบ่อย ๆ เกิดข้อพิพาทบาดหมางกัน พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องส่งทูตพิเศษออกไปติดต่อกับรัฐบาลในทวีปยุโรปเสมอ ๆ จึงจำเป็นต้องจ้าง ม.ร. โรลิน ยัคมินส์ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไปขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นงานหนักในฐานะที่เป็นอัครราชทูตไทย ผู้มีอำนาจเต็มประจำ กระทรวงการต่างประเทศ บทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของท่าน คือ การที่ช่วยรัฐบาลไทยเจรจาและทำความเข้าใจกับรัฐบาลฝรั่งเศส กรณีพิพาท ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ซึ่งประเทศไทยถูกฝรั่งเศสยึดดินแดน ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบต่างชาติน้อยที่สุด และช่วยรักษาเอกราชของประเทศไทยไว้ได้อย่างปลอดภัย ด้วยการดำเนินรัฐประศาสโนบายในทางที่ควรจนรอดพ้นจากการสูญเสีย ประเทศมาได้
คุณความดีและความสามารถหลายด้านของ ม.ร. คุสตาฟ โรลิน ยัคมินส์ ที่มีต่อประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ ม.ร. โรลิน ยัคมินส์ เป็นเจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจฯ เป็นที่ปรึกษาราชการทั่วไป ถือศักดินา 10000 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2439 นับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งฝรั่งเป็นเจ้าพระยาเทียบชั้นเสนาบดี ส่วนในด้านการศึกษาของเจ้าฟ้าชายผู้เป็นรัชทายาท และพระราชโอรสทุกพระองค์ เจ้าพระยาอภัยราชาได้เสนอความคิดว่าควรจะศึกษาวิชาใดในต่างประเทศ และควรจะเรียนในประเทศใด เพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองและเป็นการเชื่อมโยงสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศต่าง ๆ ด้วย และยังถวายคำแนะนำ ให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2441 ภายหลังที่มีกรณีพิพาท กับฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2436 เพื่อบรรเทาความตึงเครียดในทางการเมือง และเพื่อให้ประเทศอื่น ๆ รู้จักประเทศไทยและหันมาสนับสนุน ประเทศไทยในทางการเมือง เพื่อเป็นการถ่วงดุลกับอิทธิพลของฝรั่งเศสในขณะนั้น
ในการเสด็จเยือนยุโรปเป็นครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอดเวลาที่ไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศ เป็นเวลานาน 9 เดือน และได้แต่งตั้งองค์ที่ปรึกษาราชการ แผ่นดินขึ้น 5 นาย เพื่อถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดินให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ ในจำนวนบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งมี เจ้าพระยาอภัยราชา ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยให้อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไปด้วย
เจ้าพระยาอภัยราชามีส่วนช่วยสร้างและนำความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทำหน้าที่ติดต่อกับเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ ช่วยเร่งรัดงานให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว มีระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น ภายหลังเจ้าพระยาอภัยราชาได้เดินทางกลับไปยังประเทศเบลเยี่ยม และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม ปีฉลู พ.ศ. 2444 อายุได้ 66 ปี
17/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
2 จาก 7
5.ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี   เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ในเขตซานโจวันนี (San Giovanni) เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci และมารดาชื่อนาง Santina Feroci เมื่ออายุ 23 ปี สามารถสอบผ่านเป็นศาสตราจารย์ จากราชวิทยาลัยศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์ (The Royal Academy of Art of Florence)
ปี พ.ศ. 2441 ได้เข้าศึกษาในระดับชั้นประถม หลักสูตร 5 ปี หลังจากจบหลักสูตร จึงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนระดับมัธยมอีก 5 ปี หลังจากนั้นจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะ แห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปีในขณะที่มีอายุ 23 ปีและได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม
ปี พ.ศ. 2466 ท่านได้ชนะการประกวดการออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรป ด้วยเหตุนี้จึงเดินสู่แผ่นดินสยามเพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากร สถานแห่งราชบัณฑิตสภา
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485 ประเทศอิตาลียอมพ่ายแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ชาวอิตาเลียน ในประเทศไทยตกเป็นเชลยของ ประเทศเยอรมนี กับ ญี่ปุ่น แต่รัฐบาลไทยขอควบคุมตัวท่านศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรจี ไว้เอง และ หลวงวิจิตรวาทการ ได้ดำเนินการทำเรื่องราวขอโอนสัญชาติจากอิตาเลียนมาเป็นสัญชาติไทย โดยเปลี่ยนชื่อของท่านให้มาเป็น "นายศิลป์ พีระศรี" เพื่อคุ้มครองท่านไว้ ไม่ต้องไปถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึกให้สร้าง ทางรถไฟสายมรณะ และ สะพานข้ามแม่น้ำแคว เมืองกาญจนบุรี
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ " โรงเรียนประณีตศิลปกรรม" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น"โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง" และในปีพ.ศ. 2485กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้ อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตรา พระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง 2 สาขาวิชาคือ สาขา จิตรกรรม และสาขา ประติมากรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรก
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้ออกแบบปั้นและควบคุมการหล่อพระราชนุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์สำคัญของประเทศไทย โดยการปั้นต้นแบบสำหรับพระปฐมบรมราชานุสรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 - 2477 อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พ.ศ. 2484 พระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวนลุมพินี และการออกแบบพระพุทธรูปปางลีลา ประธานพุทธมณฑล
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 69 ปี 7เดือน 29 วัน

6.หลุยส์ ลาร์นอดี หรือ บาทหลวง ลาร์นอดี  (พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2442) บาทหลวงชาวฝรั่งเศส เป้นผู้นำวิทยาการ การถ่ายภาพเข้ามาในประเทศไทย เป็นผู้ถ่ายภาพเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และขุนนาง ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2388 และเป็นผู้สอนการถ่ายภาพให้แก่ พระยากระสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล), หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) และ พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล)
หลุยส์ ลาร์นอดี เป็นชาวฝรั่งเศส มีความรู้ในวิชาช่าง ฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์ สามารถประดิษฐ์เครื่องจักร เครื่องกล และความรู้ในการชุบโลหะ  เดินทางเข้ามาสยาม เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2388 พร้อมกับนำกล้องถ่ายรูปที่พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ สั่งซื้อมาจากปารีส มาด้วย
หลุยส์ ลาร์นอดี ได้เรียนภาษาไทยกับพระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ อยู่นาน 6 เดือน และได้บวชเป็นบาทหลวง เป็นผู้ช่วยเขียน สัพะ พะจะนะ พาสา ไท พจนานุกรมสี่ภาษา ของปาลเลอกัวซ์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2397 และได้เดินทางร่วมกับคณะทูตไทย นำโดยพระยาศรีพิพัฒน์ (ทัต บุนนาค) เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส และเข้าเฝ้าจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในปี พ.ศ. 2404 กับ พ.ศ. 2410 ทำหน้าที่ล่าม
หลุยส์ ลาร์นอดี เสียชีวิตในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2442 อายุ 80 ปี

7.โทมัส ยอร์ช น็อกซ์  เป็นกงสุลใหญ่ชาวอังกฤษประจำสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นบุตรของนายเจมส์ สเปนเซอร์ น็อกซ์ กับนางคลารา บาร์บารา แบรส์ฟอร์ด[8] เดิมเป็นทหารอังกฤษยศร้อยเอกประจำประเทศอินเดีย กล่าวกันว่าพอเล่นพนันแข่งม้าจนหมดตัว จึงลาออกจากตำแหน่งตามร้อยเอกอิปเป มาทำงานที่สยามในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 โดยร้อยเอกอิปเปได้เป็นครูทหารวังหลวง ส่วนนายน็อกซ์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้เป็นครูวังหน้า เป็นผู้ฝึกทหารอย่างยุโรป และยังได้เข้ากองทัพกรมหลวงวงศาธิราชสนิทไปตีเมืองเชียงตุง
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานผู้หญิงวังหน้า ชื่อ ปราง ให้เป็นภรรยา มีลูกด้วยกันหลายคน ต่อมาเมื่อรัฐบาลอังกฤษตั้งกงสุลในกรุงเทพ และด้วยความรู้การเมืองและภาษาไทย จึงทำงานเป็นผู้ช่วยกงสุล แล้วได้เลื่อนตำแหน่งจนได้เป็นกงสุลเยเนอราล มีบรรดาศักดิ์เป็นเซอร์[9] อีกทั้งยังสนิทและคุ้นเคยกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์[10] และได้เป็นกงสุลใหญ่อังกฤษกับอภิรัฐมนตรีในสมัย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ มีบุตรด้วยกันกับคุณปราง สตรีชาวไทย 3 คน ได้แก่ แฟนนี่ น็อกซ์ (ค.ศ. 1856 - 1925)[11], แคโรไลน์ น็อกซ์ (26 มิถุนายน ค.ศ. 1857 - 17 มิถุนายน ค.ศ. 1893)[12] และโทมัส น็อกซ์ (11 กันยายน ค.ศ. 1859 - ค.ศ. 1923)[8]
ต่อมาบุตรสาว แฟนนี่ น็อกซ์ แต่งงานกับพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ซึ่งเกิดเหตุการณ์ระหองระแหงระหว่างพระปรีชากลกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จากการที่มาจากความประพฤติไม่ชอบของพระปรีชากล ทำให้นายน็อกซ์พยายามใช้อิทธิพลของตนในฐานะผู้แทนรัฐบาลอังกฤษสั่งเรือรบเข้ามาข่มขู่รัฐบาลสยามเพื่อช่วยลูกเขย แต่ผลคือพระปรีชากลการถูกลงโทษประหารชีวิต พร้อมถูกริบราชบาตร นายน็อกซ์ถูกทางการอังกฤษเรียกตัวกลับไป นางแฟนนี่ ลูกสาวต้องหนีออกนอกประเทศและไม่มีข่าวหลังจากนี้นอีกเลย[13]
อนึ่ง ในช่วงแรกที่นายนอกซ์เป็นกงสุลนั้น มีชาวอังกฤษชื่อเฮนรี อาลาบาศเตอร์ดำรงตำแหน่งเป็นรองกงสุล ซึ่งต่อมาคือต้นตระกูลของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลาองคมนตรี

8.พระสยามธุรานุรักษ์ (มองซิเออร์ เดอ เกรออง)   มีชื่อเดิมว่า มองซิเออร์ เดอ เกรออง (M.A. de Grehan) เป็นชาวฝรั่งเศสที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทางโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกงสุลไทยคนแรก ประจำกรุงปารีส เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2406 ก่อหน้าที่จะมีการแต่งตั้งทูตไทยไปประจำในต่างประเทศเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2424
พระสยามธุรานุรักษ์ นับเป็นนักการทูตคนแรกของไทยที่ประจำในต่างประเทศ ท่านเป็นผู้แต่งหนังสือ Le Royaume de Siam ไว้เมื่อ พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868)

9.พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ (อองเดร ดู เปลซี เดอ ริเชอลิเออ)   อดีตผู้บัญชาการทหารเรือของกองทัพเรือสยาม เป็นรองผู้บัญชาการการรบของไทยในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 และเป็นผู้ออกแบบป้อมพระจุลจอมเกล้า
ในปี พ.ศ. 2428 กัปตันริเชอลิเออ เป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง ป้อมพระจุลจอมเกล้า บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ใช้ป้อมปืนแบบทันสมัยล่าสุดจากประเทศอังกฤษ ที่มีชื่อว่า "ปืนเสือหมอบ" ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2436 ทำการทดลองยิงครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2436 ก่อนวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เพียงเดือนเศษ
กัปตันริเชอลิเออ เป็นชาวเดนมาร์ก เชื้อสายฝรั่งเศส เข้ามารับราชการในกองทัพเรือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2418 เป็นผู้บังคับกองเรือ พิทยัมรณยุทธ (Regent) ที่ภูเก็ต
ในปี พ.ศ. 2430 กัปตันริเชอลิเออ ร่วมหุ้นกับ กัปตันอัลเฟรด จอห์น ลอฟตัล หรือ พระนิเทศชลที เปิดบริษัททำการเดินรถราง เป็นครั้งแรก เส้นทางจากตำบลบางคอแหลม ผ่านถนนเจริญกรุง ไปสิ้นสุดที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เป็นรถรางสายแรกในเอเชีย ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 ได้พัฒนาเป็นรถรางเดินด้วยไฟฟ้า เริ่มเดินรถครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2437 ก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าสยาม ทำการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ท่านยังเป็นก่อตั้งบริษัทรถไฟปากน้ำ เปิดดำเนินการรถไฟสายกรุงเทพ-สมุทรปราการ ขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ระยะทาง 21 กิโลเมตร เป็นสายแรก เมื่อ พ.ศ. 2436
ในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 กัปตันริเชอลิเออ เป็นผู้นำทหารเรือชาวเดนมาร์ก เข้าร่วมรบต่อสู้กับกองเรือฝรั่งเศส ที่ปากน้ำ ทั้งที่กงสุลเดนมาร์กมีคำสั่งไม่ให้ชาวเดนมาร์กเข้ายุ่งเกี่ยวในการศึกครั้งนี้ ขณะนั้นท่านมียศเป็น พลเรือจัตวา ตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารเรือ ภายหลังการรบ ท่านได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี พระยาชลยุทธโยธินทร์ และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2443 - 29 มกราคม พ.ศ. 2444 กราบบังคมทูลลาออกจากราชการ เพื่อเดินทางกลับประเทศเดนมาร์ก
เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป พระยาชลยุทธโยธินทร์ รับหน้าที่กัปตันเรือพระที่นั่งทุกครั้ง
พระยาชลยุทธโยธินทร์ สมรสกับนางสาวดัคมาร์ เลิช ธิดานายเอฟ. เลิช ผู้พิพากษาชาวเดนมาร์ก มีบุตรธิดา 3 คน คือ
Mr. Louis de Richelieu
Mr. Helge de Richelieu
Madame Schestede Juul
17/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
3 จาก 7
10.ฟ.ฮีแลร์ หรือ เจษฎาธิการฮีแลร์ เป็นศาสนนามของ ฟรังซัว ดูเวอเนท์ (Fronçois Touvenet) ฟ.มิได้ย่อมาจากนามเดิม หากย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส frère ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Brother ซึ่งบัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทย เจษฎาจารย์ หรือ ภารดา นั่นเอง
ฟ.ฮีแลร์ เกิดที่ตำบลจำโปเมีย เมืองบัวเตียร์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนชั้นต้นที่ตำบลบ้านเกิด จนอายุได้ 12 ปี ความศรัทธาในพระศาสนาได้บังเกิดขึ้นในดวงจิตของท่าน ใคร่จะถวายตนเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ขออนุญาตบิดามารดาเข้าอบรมในยุวนิสิตสถาน (Novicate) ในคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ที่เมืองซังลอลังต์ ซิว แซฟร์ ในมณฑลวังเด เพื่อร่ำเรียนวิชาลัทธิศาสนา วิชาครู และวิชาอื่น ๆ อันควรแก่ผู้จะเป็นเจษฎาจารย์ จะพึงศึกษาจนสำเร็จ แล้วจึงประกาศอุทิศตนถวายพระเจ้า สมาทานศีลของคณะเซนต์คาเบรียล บรรพชาเป็นภารดาเมื่ออายุได้ 18 ปี เพื่อให้ความรู้ในทางศาสนาได้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้น หลังจากบรรพชาแล้วก็ได้เดินทางไปที่เมืองคลาเวียส์ เพื่อศึกษาปรัชญาฝ่ายศาสนาอีกระยะหนึ่ง ในขณะเมื่อท่าน ฟ.ฮีแลร์ ถือกำเนิดขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศสมาจนถึง ค.ศ. 1885 ซึ่งมีอายุได้ 4 ขวบเศษ ๆ นั้นประเทศไทย บาทหลวงเอมิล โอคุสติน กอลมเบต์ ก็ได้จัดตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญขึ้นในกรุงเทพฯ และได้ดำเนินกิจการเรื่อยมาด้วยดี จนถึง พ.ศ. 1900 บาทหลวงกอลมเบต์ ก็ได้เดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อเยี่ยมบ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นการพักผ่อนและเพื่อเสาะแสวงหาคณะอาจารย์ที่มีความสามารถในการสอนมารับหน้าที่ปกครองดูแลรักษาโรงเรียนอัสสัมชัญต่อไป
ในการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสในครั้งนั้น บาทหลวงกอลมเบต์ได้ไปพบท่านอธิการใหญ่ของคณะเซนต์คาเบรียล ที่เมืองแซนต์ลอลังต์ และได้เจรจาขอให้เจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลได้รับปกครองโรงเรียนอัสสัมชัญแทน คุณพ่อกอลมเบต์ ต่อไป ซึ่งทางคณะเซนต์คาเบรียลก็ตอบตกลงด้วยดี และได้มอบให้เจษฎาจารย์ 5 ท่าน เดินทางมารับภารกิจนี้ โดยมีเจษฎาจารย์มาร์ติน เดอตูรส์ เป็นประธาน เจษฎาจารย์ออกุสแตง คาเบรียล อาเบต และ ฟ.ฮีแลร์ เป็นผู้ร่วมคณะ ในจำนวน 5 ท่าน ฟ.ฮีแลร์ เป็นคนหนุ่มที่สุดมีอายุเพิ่งจะย่างเข้า 20 เท่านั้นทั้งยังเป็นเจษฎาจารย์ใหม่ที่เพิ่งอุทิศตนถวายพระผู้เป็นเจ้าในปีที่เดินทางเข้ามานั้นเอง
เจษฎาจารย์คณะนี้ออกเดินทางฝรั่งเศส โดยลงเรือที่เมืองมาร์เชย์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1901 ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นหนึ่งเดือนกับ 2 วันจนถึงวันที่ 23 ตุลาคม ศกเดียวกันนั้น เรือก็มาถึงกรุงเทพฯ เข้าเทียบท่าห้างบอร์เนียว พอขึ้นจากเรือคุณพ่อแฟร์เลย์มาคอยรับอยู่แล้ว อีกครู่เดียวก็มาถึงอัสสัมชัญ นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ท่านย่างเหยียบผืนแผ่นดินไทยในวันนั้นนับได้ว่า ประทีปดวงหนึ่งซึ่งหล่อหลอมด้วยวัตถุธาตุอันวิเศษสุดจากอัสดงคตประเทศ บัดนี้ได้จาริกมาสู่สยามแล้ว พร้อมที่จะฉายแสงอันเรืองรองให้ปรากฏขึ้นเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั้งมวล
หลังจากร่ำเรียนวิชาทางลัทธิศาสนาวิชาครูและวิชาอื่นๆ จนสำเร็จแล้ว จึงประกาศอุทิศตนถวายพระเจ้า ปฏิบัติข้อผูกมัดตนของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล เป็นภราดาเมื่ออายุ 18 ปี และเมื่อได้ถวายตัวเป็นภราดาแล้ว เจษฎาจารย์ฮีแลร์ก็ได้วัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างเคร่งครัด สมกับเป็นผู้ทรงศีลยังปรัชญาชีวิตดำเนินในฐานะนักพรตที่รักความสันโดษ และพยายามทำตนเป็นแบบอย่าง สมกับความเป็นครูทุกประการ เมื่อคณะของบรรดาเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ต้องรับผิดชอบดูแลโรงเรียนอัสสัมชัญในประเทศไทยต่อจากบาทหลวงกอลมเบต์นั้น ฟ.ฮีแลร์ ผู้ซึ่งมีวัยเพียง 20 ปี นับเป็นคนหนุ่มที่สุดในคณะส่วนหัวหน้าคณะในครั้งนั้นคือ เจษฎาจารย์มาแตง เดอร์ตูร์สเมื่อแรกเข้ามาเมืองไทย เจษฎาจารย์ฮีแลร์ เห็นจะหนักใจมากกว่าผู้อื่นในคณะ ด้วยอายุที่ยังน้อย และภาษาอังกฤษก็ยังไม่คล่อง ภาษาไทยยิ่งไม่ถนัด ยิ่งไปกว่านั้นตรงที่บาทหลวงกอลมเบต์ต้องรักษาตัวที่ฝรั่งเศส ยังกลับมากรุงเทพฯ ไม่ได้
หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในเบื้องต้นก็คือการสอนภาษาอังกฤษ และ ภาษาฝรั่งเศส ในขณะเดียวกันนั้นท่านก็ศึกษาภาษาไทยไปด้วยโดยมีท่านมหาทิม เป็นครู กล่าวกันว่าการเรียนภาษาไทยของท่านนั้นเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก พระยามไหศวรรย์เคยเขียนถึงท่านว่า “สำหรับข้าพเจ้าคาดว่าครูฮีแลร์เห็นจะเรียนหนังสือไทย ภายหลังข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่อยากพูดถึงการเรียนของเด็กพวกเรานั้นจะมีมานะหมั่นเพียรเทียบกับครูฮีแลร์ได้อย่างไร ท่านเรียนไม่เท่าไร เกิดเป็นครูสอนภาษาขึ้นมาอีก”


หนังสือเรียนภาษาไทย "ดรุณศึกษา" มีทั้งหมด 4 เล่ม แต่งโดย ภราดาฮีแลร์
ด้วยความตั้งใจจริง ท่านจึงพยายามฟังเด็กไทยท่อง “มูลบทบรรพกิจ” อยู่เป็นประจำ ถึงกับหลงใหลจังหวะจะโคนและลีลาแห่งภาษาไทย เกิดมุมานะเรียนรู้ภาษาไทยจนถึงแต่งตำราสอนเด็กได้ และตำราที่ว่านั้นก็คือ “ดรุณศึกษา” นั่นเอง จากฝีไม้ลายมือในการแต่งหนังสือของท่านนั้น ทำให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดเชิญเข้าเป็นสมาชิกของ สมาคมวรรณคดี เมื่อวันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2475 ณ ราชบัณฑิตสภา
เนื่องจากท่านมีความรู้ภาษาไทยดีกว่าเจษฎาจารย์องค์อื่นประกอบกับมีบุคลิกลักษณะน่าเกรงขาม หนวดเครางดงามกิริยาท่าทางที่แสดงออกก็ดูดุดันน่ากลัวหาน้อยไม่ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ผู้ปกครองอีกตำแหน่งหนึ่ง และก็ดำรงตำแหน่งนั้อยู่เป็นเวลานาน
ในเรื่องของการสร้างตึกเพื่อขยายสถานศึกษานั้น ท่านพบอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะในช่วงขัดสนเงินทอง จะเรี่ยไรค่อนข้างยากลำบาก อาศัยวิธีกู้เงินจากผู้ปกครองนักเรียน คือ ใครอุทิศเงินให้โรงเรียนหนึ่งหมื่นบาท บุตรจะเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเลย จนกว่าจะจบหลักสูตรวิธีการเช่นนี้ ทำให้มีการครหานินทาว่าโรงเรียนอัสสัมชัญเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะอยู่ในสมัยนั้นนานทีเดียว
ในช่วงหลังสงครามโลก ชีวิตการงานของท่านดูจะไม่เหมือนเดิม ด้วยชีวิตที่รีบเร่งเกินไป เมืองไทยเปลี่ยนไปเร็วนักสำหรับท่าน คนโกงมากขึ้น คนไม่รับผิดชอบต่อการงานมากขึ้น ท่านเริ่มรู้สึกเหนื่อยและเบื่อหน่าย จนกระทั่งตอนเห็นพิธีเปิดหอประชุมสุวรรณสมโภช มีทั้งผู้ใหญ่และเพื่อนเก่า เช่น เจษฎาจารย์ไมเกิล ได้เดินทางจากประเทศอินเดียมาร่วมงานด้วย ท่านจึงรู้สึกว่า “คุ้มเหนื่อย” หลังจากนั้นไม่ถึงปี ท่านก็ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึงกับต้องส่งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เข้าใจกันว่าท่านคงจะไม่ฟื้นแล้ว เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้ให้เกียรติมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ลียองดอนเนอร์ให้ท่าน
ระหว่างที่เป็นโรคชรามีอาการหลงลืมและมีอาการน่าเป็นห่วงหลายครั้ง แต่ท่านก็มีอายุมาถึง 87 ปี แล้ววาระสุดท้ายของท่านก็มาถึงเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2511 ตามคำวินิจฉัยของแพทย์ว่า เส้นโลหิตฝอยแตก ศิษยานุศิษย์ได้เชิญศพมาตั้ง ณ หอประชุมสุวรรณสมโภช โดยมีท่านอัครสังฆราช ทำพิธีมหาบูชามิสซา ปลงศพเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ปีเดียวกัน

11.มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) เป็นสถาปนิกชาวอิตาลี เกิดที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2420 เข้ารับราชการในกระทรวงโยธาธิการแห่งประเทศสยามเมื่อปี พ.ศ. 2443 โดยมีสัญญาว่าจ้างเป็นเวลา 25 ปี
นายมารีโอ ตามัญโญ มีผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอนันตสมาคม วังปารุสกวัน ท้องพระโรงวังสวนกุหลาบ สถานีรถไฟหัวลำโพง บ้านพิษณุโลก (ชื่อเดิมคือ บ้านบรรทมสินธุ์) พระตำหนักเมขลารุจี ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล (ชื่อเดิมคือ ตึกไกรสร) ห้องสมุดนีลเซนเฮส์ เป็นต้น
มารีโอ ตามัญโญ เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2484

12.ไมเคิล ไรท์ นักเขียน นักคิด นักวิจารณ์ ทางด้านประวัติศาสตร์ สังคม และ ไทยคดีศึกษา  มีชื่อไทยว่า นายเมฆ มณีวาจา เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2483 ที่เมืองเซาแธมตัน (Southampton) ประเทศอังกฤษ ไรท์ เข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2504 ทำงานกับ ธนาคารกรุงเทพ แรกเริ่มในตำแหน่งพนักงานแปลเอกสาร ท้ายที่สุดเป็นตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า (ปัจจุบันคือ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)
ไรท์เป็นผู้มีความสามารถในการใช้ภาษาไทยดีมาก ทั้งการพูด และการเขียน สารคดีของเขามีสำนวนการเขียนที่สนุกสนาน และมักนำเสนอแนวคิดการตีความต่างๆที่น่าสนใจ ทั้งทางประวัติศาสตร์ และสังคม โดยเริ่มเขียนบทความลงในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์ ซึ่งออกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2522 และเขียนเป็นประจำในวารสารนั้นเกือบทุกฉบับ และยังเขียนในวารสารอื่น และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ
นายไรท์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552 ด้วยโรคมะเร็งปอด ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สิริรวมอายุได้ 69 ปี

ผลงาน
มีการการรวบรวมบทความที่เขาเขียนขึ้นเป็นประจำลงนิตยสารต่างๆ ในเครือของมติชน ออกมาเป็นหนังสือหลายเล่ม อาทิ
ฝรั่งคลั่งสยาม
ฝรั่งอุษาคเนย์
ตะวันตกวิกฤติ คริสต์ศาสนา
โองการแช่งน้ำ
ฝรั่งหลังตะวันตก
พระพิฆเนศ
แผนที่แผนทาง
ไมเคิล ไรท์ มองโลก
โลกนี้มีอนาคตหรือ?
ฝรั่งคลั่งผี
ฝรั่งหายคลั่งหรือยัง

13.เอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์  
ประวัติคุณพ่อเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์
26 พฤษภาคม 1849 เกิดที่เมืองกัป แขวงโอ๊ตอัลป์ส ประเทศฝรั่งเศส
23 ธันวาคม 1871 ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (MEP) 31 มกราคม 1871 ออกเดินทางมามิสซังสยาม
5 เมษายน 1872 เดินทางถึงกรุงเทพฯ เป็นอาจารย์ที่บ้านเณรบางนกแขวก (เป็นเวลา 2 ปี ) ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนพฤศจิกายน 1875 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์
พฤศจิกายน 1875 เป็นเจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญ
1877 เปิดโรงเรียนประจำวัด (อัสสัมชัญ) ขึ้น โดยใช้อาคารเดิมต่าง ๆ ของบ้านเณรอัสสัมชัญเป็นโรงเรียน ทำการสอนเป็นภาษาฝรั่งเศสและไทย ให้การศึกษาอบรมแก่เด็กคริสตังและลูกหลานชาวยุโรป
1879 เพิ่มแผนกภาษาอังกฤษเข้ามาควบคู่กับภาษาฝรั่งเศส
16 กุมภาพันธ์ 1885 ได้เปลี่ยนฐานะของโรงเรียนจากโรงเรียนประจำวัด มาเป็น “อัสสัมชัญคอลเลจ” และเปิดรับเด็ก ๆ ทุกคนในกรุงเทพฯ เข้ามาศึกษา 6 มกราคม 1887 ได้เสนอโครงการขยายการศึกษา และการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ต่อ พระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมหลวงเทวะวงษวโรประการ ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 50 ชั่ง และ 25 ชั่ง รวมเป็นเงิน 6,000 บาท เป็นรากฐานในการก่อสร้างด้วย รวมทั้งบรรดาพระราชวงศ์ และข้าราชการ ชั้นสูง ก็ได้ร่วมกันบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลด้วย
15 สิงหาคม 1887 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเรียน
1900 คุณพ่อได้กลับไปประเทศฝรั่งเศส ได้เข้าพบท่านอธิการใหญ่แห่งคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ณ เมืองเซนต์ลอรัง มณฑลวังเดย์ มอบภารกิจโรงเรียนอัสสัมชัญในประเทศไทยให้แก่คณะฯ
20 ตุลาคม 1901 ท่านอธิการใหญ่คณะภราดาเซนต์คาเบรียล ได้จัดสรรภราดา 5 องค์ เป็นคณะ ดำเนินงานโรงเรียนอัสสัมชัญ รับหน้าที่บริหารโรงเรียนต่อไป
1904 เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง “สโมสรนักเรียนเก่าอัสสัมชัญ (สมาคมอัสสัมชัญ) ”
1907 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปสังฆราชมิสซังฯ และปี 1909 รักษาการใน ตำแหน่งประมุข มิสซังฯ ชั่วคราว ภายหลังการมรณภาพของพระสังฆราชหลุยส์ เวย์
31 มกราคม 1910 จัดให้มีพิธีเสกศิลาฤกษ์วัดอัสสัมชัญหลังใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คริสตังมาทำบุญ สมทบทุนก่อสร้างวัดใหม่ ซึ่งได้ลงมือก่อสร้างไปบ้างแล้ว แต่ขาดเงินทุน วัดหลังใหม่สร้างเสร็จในปี 1918
20 ธันวาคม 1922 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลา เลลียองดอนเนอร์ ( La L'gion d'Honneur ) จากรัฐบาลฝรั่งเศส ในฐานะที่คุณพ่อได้ประกอบคุณงามความดี ทำชื่อเสียงให้ แก่ประเทศ นอกจากนี้คุณพ่อยังเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์ ช้างเผือก จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทำคุณประโยชน์ ให้แก่ประเทศสยาม
23 สิงหาคม 1933 มรณภาพที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ทำพิธีปลงศพวันที่ 25 สิงหาคม 1933

14.รองอำมาตย์เอกเกอรช ฟริดริช เวเลอร์ (Gersh Friedrich Veler) นายตรวจเอก กรมรถไฟหลวงสายเหนือ และนายห้างในกรุงเทพฯ ชาวเยอรมัน ได้เข้ามาเป็นวิศวกรสร้างทางรถไฟในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 ว่า "เวลานนท์" (Velananda)
รองอำมาตย์เอกเกอร์ช ฟริดริช เวเลอร์ มีภรรยาชื่อ นางเสงี่ยม เวลานนท์ สตรีราชนิกูลมอญหงสาวดี หมู่บ้านบางไส้ไก่ (ปัจจุบันคือบริเวณหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา) มีบุตรธิดาดังนี้
นักเรียนมหาดเล็กหลวงอั๋น เวลานนท์ (พ.ศ. 2445 - พ.ศ. 2465) ไม่มีทายาท
นางสง่า เทวคุปต์ (พ.ศ. 2446 - พ.ศ. 2535) สมรสกับ ร้อยตำรวจเอกน้อม เทวคุปต์ บุตรของหลวงอนุสิฐภูมิเทศ (เนียม เทวคุปต์) และ นางอนุสิษฐภูมิเทศ (ขลิบ เทวคุปต์)
นางวิมลประชาภัย (สอาด วิภาตะกลัศ) (พ.ศ. 2450 - พ.ศ. 2527) สมรสกับ หลวงวิมลประชาภัย (จำรัส วิภาตะกลัศ)อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดตาก มีบุตร์ 1 คน คือ นายสุทธิวัฒน์(จารุ) วิภาตะกลัศ (เป็นทายาทสายเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่)
หลังจากที่ประเทศไทยได้ประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว มร.เกอรช ฟริดริช เวเลอร์ ก็ถูกถอนสัญชาติและถูกเรียกคืนนามสกุล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ทำให้ต้องกลับไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนีชั่วคราว ในขณะนั้นกำลังดำเนินงานรถไฟอยู่บริเวณถ้ำขุนตาล ต่อมาเมื่อสงครามสิ้นสุดก็กลับมาอาศัยอยู่กับครอบครัวในประเทศไทยและได้ถึงแก่กรรมที่บ้านริมคลองบางไส้ไก่ เมื่อ พ.ศ. 2470

15.ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ (อังกฤษ: Dr. Hugh McCormick Smith, ชื่อย่อ: H.M. Smith) (21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2408 / ค.ศ. 1865 -28 กันยายน พ.ศ. 2484 / ค.ศ. 1941) นักชีววิทยา ชาวอเมริกัน อธิบดีสำนักงานประมง (the Bureau of Fisheries) แห่งสหรัฐอเมริกา
ดร. สมิธ เกิดที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) ได้จบการศึกษาปริญญาเอกแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกนิติศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908)
เริ่มต้นทำงานที่ สำนักประมง สหรัฐอเมริกา (U. S. Fish Commission) ปี พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ 1897-1903 หัวหน้าห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเล (Marine Biological Laboratory ที่ Wood Hole, และโดยเป็นผู้กำกับดูแลงานทางด้านการศึกษาและสำรวจธรรมชาติในทางวิทยาศาสตร์ ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
ระหว่างปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ถึงปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) ได้เดินทางพร้อมคณะนักสำรวจมาที่ฟิลิปปินส์ ด้วยเรือชื่อ USS Albatross ด้วยเป็นกรรมการสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เพื่อสำรวจความหลากหลายของธรรมชาติในภูมิภาคแถบนี้

บทบาทในประเทศไทย
ดร. สมิธ ได้เดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อต้องการศึกษาปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถพิเศษแตกต่างไปจากปลาชนิดอื่น ๆ นั่นคือ ปลาเสือพ่นน้ำ (Toxotes spp.) ซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในระยะเวลานั้น ทางราชการไทย ได้ดำริจัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นมากำกับดูแลงานทางด้านสัตว์น้ำขึ้นมาในปี พ.ศ. 2464 โดยใช้ชื่อว่า หน่วยเพาะพันธุ์ปลาหรือหน่วยงานบำรุงและรักษาสัตว์น้ำ ขึ้นตรงต่อกระทรวงเกษตราธิการ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน) และแต่งตั้งให้ ดร.สมิธ ดำรงตำแหน่ง Adviser in fisheries to His Siamese Majesty's Govermment ในปี พ.ศ. 2466 โดยจัดสำนักงานให้ที่วังสุริยง (นางเลิ้ง) งานขั้นแรกคือการสำรวจว่าสัตว์น้ำที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากน้อยเท่าใด เพื่อนำมาประกอบการเพาะพันธุ์ การบำรุงพันธุ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อขยายผลในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งผลในการสำรวจจะจำแนกในทางชีววิทยา โดยมีภาพประกอบและจัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ โดยการสำรวจในน่านน้ำจืด และในน่านน้ำทะเล ทั่วราชอาณาจักรไทย และจัดกลุ่มเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งยังได้เขียนหนังสือที่กล่าวถึงทรัพยากรในประเทศไทยซึ่งรู้จักในนามของหนังสือ "อนุกรมวิธาน" และยังเขียนบทวิจารณ์ถึงทรัพยากรของประเทศไทยพร้อมทั้งให้คำอธิบายและรายละเอียดและข้อแนะนำในการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทย โดยเขียนหนังสือที่ชื่อ A Review of the Aquatic Resources and Fisheries of Siam, with Plans and Recommendation for the Administration, Conservation and Development เสนอต่อกระทรวงเกษตราธิการและได้นำเสนอทูลเกล้า ฯ และอนุมัติให้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ และต่อมาก็ได้มีพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ให้ตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท เป็นเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำ (ปัจจุบันคือ กรมประมง)
ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ มีผลงานทางด้านการค้นพบความหลากหลายทางชีวภาพและทำการอนุกรมวิธานไว้มากมาย โดยค้นพบชนิดพันธุ์ของสัตว์ประเภทต่าง ๆ ทั้งสัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก พรรณพืช ไว้ไม่ต่ำกว่า 25 ชนิด อาทิ ปลาเทพา (Pangasius sanitwongsei), ปลาบู่รำไพ (Magilogobius rambaiae) และมีผลงานเป็นหนังสือที่ยังใช้อ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน คือ The Fresh Water Fishes of Siam, or Thailand ในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) และมีความสำคัญต่อประเทศไทย คือ เป็นอธิบดีกรมประมงคนแรก ที่ได้บุกเบิกงานทางด้านการค้นคว้าศึกษาทรัพยากรทางน้ำตราบจนปัจจุบัน
ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ เสียชีวิตในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948)
17/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
4 จาก 7
16. ฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว หรือที่รู้จักในนามพระสังฆราชปัลเลอกัวซ์[2] เป็นบาทหลวงสังกัดคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ปฏิบัติหน้าที่มิชชันนารีในประเทศไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสมณศักดิ์เป็นประมุขมิสซังสยามตะวันออก (apostolic vicar of Eastern Siam) และมุขนายกเกียรตินามแห่งมาลลอสหรือมัลลุส (titular bishop of Mallos/Mallus) ท่านได้นำวิทยาการการถ่ายรูปเข้ามาในประเทศไทย และนอกจากนี้ท่านยังจัดทำพจนานุกรมสี่ภาษาเล่มแรกของไทยขึ้นชื่อ สัพะ พะจะนะ พาสา ไท โดยมีภาษาทั้งสี่ที่ว่านี้คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาละติน
พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2348 ที่ เมืองโกต-ดอร์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อท่านอายุได้ 23 ปี ท่านก็ได้ตัดสินใจบวชเป็นบาทหลวง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2371 ที่เซมินารีของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส จากนั้นท่านก็ได้รับหน้าที่ให้ไปเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ณ ประเทศไทย และท่านได้ออกเดินทางเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2371 ถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2372 ในปี พ.ศ. 2381 ท่านได้รับตำแหน่งอธิการโบสถ์คอนเซ็ปชัญ ท่านได้ปรับปรุงโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2217 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แล้วจากถูกทิ้งร้างมานาน[3]แล้วย้ายไปอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญในปี พ.ศ. 2381
จนปี พ.ศ. 2378 มุขนายก ฌ็อง-ปอล-อีแลร์-มีแชล กูร์เวอซี (Jean-Paul-Hilaire-Michel Courvezy) ประมุขมิสซังสยามในขณะนั้นได้แต่งตั้งท่านเป็นอุปมุขนายก (vicar general) แล้วให้ดูแลดินแดนสยามในช่วงที่ท่านไปดูแลมิสซังที่สิงคโปร์[4] เมื่อกลับมาก็ได้รับอนุญาตจากสันตะสำนักให้อภิเษกท่านปาเลอกัวเป็นมุขนายกรองประจำมิสซังสยาม (Coadjutor Vicar Apostolic of Siam) ในปี พ.ศ. 2381[4] พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งมุขนายกเกียรตินามแห่งมาลลอส[5] เมื่อมีการแบ่งมิสซังสยามออกเป็นสองมิสซัง ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประมุขมิสซังสยามตะวันออกเป็นท่านแรก ในวันที่ 10 ก.ย. พ.ศ. 2384[5]
ท่านได้เรียนภาษาไทยและภาษาบาลี มีความรู้ในภาษาทั้งสองเป็นอย่างดีจนสามารถแต่งหนังสือได้หลายเล่ม นอกจากนั้นท่านมีความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะฟิสิกส์ เคมีและดาราศาสตร์ มีความรู้ความชำนาญทางด้านวิชาการถ่ายรูปและชุบโลหะ บุตรหลานข้าราชการบางคนได้เรียนรู้วิชาเหล่านี้กับท่าน ท่านได้สร้างตึกทำเป็นโรงพิมพ์ภายในโบสถ์คอนเซ็ปชั่น จัดพิมพ์หนังสือสวด[6]
สังฆราชปัลเลอกัวซ์ได้เดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2397 ช่วงต้นรัชกาลที่ 4 หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยนานหลายปี และเป็นผู้นำพระราชสาส์นจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปถวาย สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ขณะพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ได้ตีพิมพ์หนังสือขึ้น 3 เล่ม คือ
เล่าเรื่องกรุงสยาม (Description du Royaume Thai ou Siam)
สัพะ พะจะนะ พาสา ไท (พจนานุกรมสี่ภาษา)
Grammatica linguoe Thai (ไวยากรณ์ภาษาไทย) [3]
พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์เป็นผู้นำวิทยาการถ่ายรูปเข้ามาในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2388[7][8] โดยได้สั่งบาทหลวงอัลบรันด์ซื้อกล้องถ่ายรูปมาจากฝรั่งเศสฝากมากับบาทหลวงลาร์นอดี (L' abbe Larnaudie) เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2388 [9]
พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสนาน 3 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2399 และถึงแก่มรณภาพที่โบสถ์อัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2405 อายุ 57 ปี ศพฝังอยู่ในโบสถ์คอนเซ็ปชัญ ได้มีขบวนแห่จากหน้าโบสถ์อัสสัมชัญไปยังหน้าโบสถ์คอนเซ็ปชั่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระประสงค์ให้พิธีศพเป็นไปอย่างสง่างามที่สุด จึงพระราชทานเรือหลวงสองลำเพื่อนำขบวนโดยบรรทุกหีบศพ ขบวนแห่นั้นประกอบไปด้วยเรือดนตรี (ดนตรีไทยจากค่ายคริสตัง) เรือของคริสตัง ข้าราชการไทย และทูตต่างประเทศ[

17.นายแพทย์โธมัส เฮวาร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heyward Hays) (21 กันยายน พ.ศ. 2397 - พ.ศ. 2467) นายแพทย์ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลทหารเรือไทย เป็นผู้อำนวยการและเป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลศิริราช หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า หมอเฮส์
นายแพทย์เฮส์เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2397 ณ เมืองชาร์ลสตัน มลรัฐเซาท์แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2429 ในฐานะอาสาสมัครของคณะมิชชันนารี นิกายเพรสไบทีเรียน
พ.ศ. 2431 สองปีต่อมา นายแพทย์เฮส์ ได้ลาออกจากคณะมิชชันนารีและเข้ารับราชการให้กับกองทัพเรือไทย ในตำแหน่งนายแพทย์ประจำกองทัพเรือแล้ว นอกจากนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นหมอประจำพระราชสำนัก นอกจากนี้นายแพทย์เฮส์ยังมีธุรกิจทั้งโรงพยาบาลและร้านขายยาที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ที่นำเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์ เข้ามาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
นายแพทย์เฮส์เป็นผู้รับช่วงบริหารห้างขายยาอังกฤษตรางู (British Dispensary) ต่อจากนายแพทย์ Gowan เป็นห้างที่มีสินค้าจากต่างประเทศทั้งยา เคมีภัณฑ์ กล้องถ่ายรูป ตั้งอยู่หัวมุมถนนสุรวงศ์ตัดกับถนนเจริญกรุง เป็นห้างที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น
นายแพทย์เฮส์ ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารหลายแห่งเพื่อการกุศล เช่น อาคารห้องสมุดนีลเซนเฮส์บนถนนสุรวงศ์ อาคารนีลเซน เฮส์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย อาคารนีลเซนเฮส์ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
นายแพทย์เฮวาร์ด เฮส์ สมรสกับนางเจนนี นีลเซน เฮส์ (Jennie Neilson Hays) มิชชันนารีชาวเดนมาร์กที่เข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2427 ทั้งคู่สมรสกันในปี พ.ศ. 2430
นายแพทย์เฮส์ เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2467 เมื่ออายุได้ 70 ปี ท่านได้ทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สิน ที่ดิน หุ้นทุกอย่างบริจาคให้กับสาธารณะกุศลทั้งหมด เช่น ตำราด้านการแพทย์บริจาคให้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสืออ่านเล่นบริจาคให้ห้องสมุดนีลเซนเฮส์

18.จิม ทอมป์สัน หรือชื่อเต็ม เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน (James Harrison Wilson Thompson) เกิด วันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1906 - ตาย ค.ศ. 1967? เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจผ้าไหมในประเทศไทย และก่อตั้งบริษัท จิม ทอมป์สันขึ้น เขาหายตัวไปจากโรงแรมบนแคเมอรอนไฮแลนด์ รัฐอิโปห์ประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีใครทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

จิม ทอมป์สันเกิดเมื่อ ค.ศ. 1906 ในเมืองกรีนวิลล์ มลรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา เข้าศึกษาระดับมัธยมในเมืองวิลมิงตัน และจากนั้นเข้าโรงเรียนประจำ เซนต์พอล และมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ระหว่างปี ค.ศ. 1924 – 1928 แม้ว่าเขาจะสนใจด้านศิลปะ แต่ก็เลือกที่จะเป็นสถาปนิก และศึกษาต่อด้านสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เมื่อจบการศึกษาได้ทำงานด้านสถาปัตยกรรมในมหานครนิวยอร์ก กระทั่ง ค.ศ. 1940
ในระหว่างนั้นได้เกิดสงครามขึ้นในยุโรป จิมจึงอาสาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพบกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญในชีวิตของเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จิมได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานด้านยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Services -- OSS) ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นหน่วยสอบสวนกลาง (Central Intelligence Agency หรือ CIA) ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปหลายที่ทั่วโลก โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานกับกองทัพฝรั่งเศสในแอฟริกาตอนเหนือ โดยมีกำหนดจะส่งเขาไปยังอิตาลี ฝรั่งเศส และเอเชียด้วย ทั้งนี้จิมได้ฝึกฝนเรียนรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดในป่ามาเป็นอย่างดี
จิมมากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1945 ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สอง ภารกิจเดิมของจิมในตะวันออกไกลก็คือ โดดร่มลงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น แต่เมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่ญี่ปุ่น ภารกิจของจิมจึงเปลี่ยนไป เขาต้องรีบมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ โดยตรง และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าสถานียุทธศาสตร์ในกรุงเทพ และมีหน้าที่ฟื้นฟูสถานเอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาขึ้นใหม่ นอกจากนี้เขายังหลงใหลในชีวิตชนบทของไทย ทำให้เขาใช้ชีวิตในประเทศไทยต่อไป

ในปี ค.ศ. 1946 จิมปลดประจำการจากกองทัพ แต่เขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย โดยวางโครงการที่จะทำอาชีพใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้ทำงานปรับปรุงโรงแรมโอเรียลเต็ลที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ ในสมัยนั้น ระหว่างอาศัยในเมืองไทย จิมได้เดินทางไปหลายที่ในภาคอีสาน และมีความสนใจอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไหมในครัวเรือน ซึ่งในเวลานั้นการทอผ้าไหมซบเซาไปมาก เนื่องจากเป็นภาวะหลังสงคราม ขณะเดียวกันการทอผ้าด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนถูกกว่า และผลิตได้มากกว่า เริ่มเป็นที่นิยมกันทั่วไป กล่าวกันว่าในเวลานั้นมีช่างทอผ้าเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยังคงปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ย้อมด้าย ทอผ้าใต้ถุนบ้าน
เมื่อจิมได้เห็นคุณภาพของผ้าไหมทอมือเหล่านี้ก็รู้สึกตื่นเต้นและสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเป็นผ้าที่มีความแตกต่างจากผ้าไหมที่ผลิตจากเครื่องจักร ซึ่งแม้ว่ามีความเรียบ สม่ำเสมอกว่า แต่ก็ขาดเอกลักษณ์ของงานฝีมือ เขาจึงวางแผนที่จะฟื้นฟูกิจการทอผ้าไหมของไทย (ซึ่งเคยมีแผนพัฒนาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 มาก่อนแล้ว) และเชื่อว่าหากมีการจัดการอย่างเหมาะสม ผ้าไหมไทยจะเป็นที่นิยมกว้างขวางขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อกลับมากรุงเทพฯ จิมก็พยายามสืบหาอุตสาหกรรมไหมไทย และรวบรวมตัวอย่างผ้าไหมไทยเท่าที่จะหาได้ ทั้งยังได้ปรึกษามิตรสหาย และเปรียบเทียบกับตัวอย่างในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างนี้เอง ทำให้เขาได้ทราบถึงขั้นตอนการทำงานอันประณีตของช่างทอผ้าชาวไทย

เมื่อ ค.ศ. 1947 ขณะที่จิมเริ่มเสาะหาผ้า เวลานั้นผ้าไหมไทยเริ่มจะไม่มีเหลือแล้ว ตระกูลช่างทอผ้าต่างเลิกอาชีพดั้งเดิม ทั้งยังกระจัดกระจายไปยังตำบลอื่นๆ เพราะการทอผ้าแบบเดิมมีรายได้น้อยมาก ที่ทำอยู่ก็เป็นเพียงนอกเวลางานหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีชุมชนทอผ้าแห่งหนึ่งหลงเหลืออยู่ในพระนคร นั่นคือ ชุมชนบ้านครัว ริมคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม ท่ามกลางวัฒนธรรมพุทธศาสนาที่รายรอบ ทว่าก็ไม่ได้ทอผ้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
จิมเริ่มไปสำรวจที่บ้านครัว และทำความรู้จักสนิทสนมกับช่างทอที่นั่น ทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการทอผ้าไปด้วย ในภายหลังจิมได้ทราบว่าผู้คนที่นั่นเป็นแขกจาม ที่อพยพมากรุงเทพฯ เมื่อครั้งไทยรบกัมพูชา เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จิมได้ปรึกษาเจมส์ สกอตต์ ทูตพาณิชย์สหรัฐประจำประเทศไทย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในดามัสคัสมาก่อน ทั้งสองตกลงที่จะผลักดันการผลิตผ้าตกไหมแบบซีเรีย และไม่ช้าก็พัฒนาเป็นสิ่งค้าส่งออกได้อย่างดี
หลังจากนั้นจิมได้นำตัวอย่างผ้าไหมแบบดั้งเดิมไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา เขาเข้าหา แฟรงก์ คราวนินชีลด์ (Frank Crowninshield) บรรณาธิการของนิตยสาร Vanity Fair ซึ่งสนิทสนมกันมาก่อน และเป็นผู้ที่จิมคิดว่าน่าจะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นได้ จากนั้นเขาได้รู้จักกับเอ็ดนา วูลแมน เชส (Edna Woolman Chase) ซึ่งภายหลังเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Vogue ซึ่งเมื่อเชสได้เห็นผ้าไหมของช่างทอบ้านครัวก็รู้สึกชอบใจทันที อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เสื้อผ้าไหมที่ออกแบบโดยวาเลนทินา (Valentina) นักออกแบบเสื้อผ้าผู้มีชื่อเสียงของนิวยอร์กก็ได้ปรากฏโฉมในนิตยสาร Vogue อย่างสง่างาม
หลังจากนั้นจิมได้ก่อตั้งบริษัทขึ้น ในปี ค.ศ. 1948 และส่งเสริมให้ชาวบ้านครัวทอผ้าโดยอิสระ แล้วไปรับซื้อโดยตรง เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และคงคุณภาพไว้อย่างเดิม เขานั่งเรือจากฝั่งตรงข้าม ไปยังชุมชนบ้านครัวทุกวัน เพื่อตรวจสอบผ้า ให้คำแนะนำ และซื้อผ้าทอเหล่านั้น กระทั่งช่างทอที่บ้านครัวมีฐานะดีขึ้น บางคนถึงมีฐานะในระดับเศรษฐี มีเครื่องอำนวยความสะดวกในบ้านครบครันกันถ้วนหน้า (ในเวลานั้น) ในขณะเดียวกัน ธุรกิจผ้าไหมไทยเจ้าอื่นๆ ก็เริ่มสดใส

ตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1967 จิม หรือเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน ก็หายตัวไปจากโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุด และไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขานับแต่นั้น มีเพียงพยานรู้เห็นว่า เขาเดินออกจากกระท่อมที่พักตามปกติ แล้วไม่กลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจ ฯลฯ
จิมได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไหมไทย และเรือนไทยไม้สักที่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีการรวบรวมศิลปวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ
พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน อยู่ในความดูแลของมูลนิธิจิม ทอมป์สัน ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2539 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
จิม ทอมป์สันนับว่าเป็นบุคคลสามัญคนแรกที่พัฒนากิจการทอผ้าพื้นเมืองของไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศ
17/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
5 จาก 7
19.ศาสตราจารย์ นายแพทย์ แอลเลอร์ กัสติน เอลลิส (อังกฤษ: Aller Gustin Ellis; A.G. Ellis) (พ.ศ. 2411 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496) เป็นแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน รับราชการในไทยในสัญญากับรัฐบาลไทยผ่านมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์โดยเป็นอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นคนที่สามในช่วงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2478 - 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2479 หลังจากสิ้นสุดสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยได้ใช้ชีวตบั้นปลายในสหรัฐอเมริกาจนถึงแก่กรรม

20.เฮนรี อาลาบาศเตอร์ (Henry Alabaster) (พ.ศ. 2379 - พ.ศ. 2427) ต้นตระกูล เศวตศิลา รองกงสุลชาวอังกฤษ สถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย เป็นผู้รังวัดในการตัดถนนเจริญกรุง ต่อมาเกิดขัดแย้งกับกงสุลนอกซ์ จึงลาออกและเดินทางกลับประเทศอังกฤษ และเดินทางกลับมารับราชการกับไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2416 เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้วางรากฐานการทำแผนที่ การสร้างถนน กิจการไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ และพิพิธภัณฑ์

ก่อนเข้ารับราชการ
นายเฮนรี อาลาบาศเตอร์เข้ามาประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2399 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในฐานะนักเรียนล่ามเข้ามาเรียนภาษาไทยเพื่อกลับไปรับราชการที่ประเทศอังกฤษ แต่ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ในระหว่างดำรงตำแหน่งรองกงสุลฯ นายเฮนรี อาลาบาศเตอร์ ผู้ทำหน้าที่รั้งตำแหน่งกงสุลอังกฤษประจำกรุงสยาม ยังได้เป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ดาราศาสตร์ของพระราชินีนาถแห่ง ร่วมกับคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส คณะของผู้รั้งตำแหน่งกงสุลอเมริกันประจำกรุงสยาม ตลอดจนชาวยุโรปและอเมริกันที่พำนักอยู่ในประเทศ โดยพระบรมราชานุญาตเข้าร่วมสังเกตการณ์สุริยุปราคาที่บ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 อีกด้วย แต่ภายหลังเมื่อทำงานในตำแหน่งรองกงสุลไปได้ระยะหนึ่งก็ได้เกิดความขัดแย้งกับกงสุลน็อกซ์ จึงได้ลาออกจากตำแหน่งกลับประเทศอังกฤษ
แต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรอบแหลมมลายู ชวา และอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2416 (พระชนมายุ 20 พรรษา) แล้ว ได้ทรงนำนายเฮนรี อาลาบาศเตอร์ (อายุ 37 ปี) กลับเข้ามารับราชการเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ทรงโปรดเกล้าให้ทำราชการหลายหน้าที่ รวมทั้งหัวหน้าล่าม ราชเลขาธิการส่วนพระองค์ รวมทั้งเจ้ากรมพิพิธภัณฑสถานและสวนสราญรมย์ และข้าหลวงผู้จัดการงานสร้างถนนและสะพาน
การรับราชการ
ในฐานะราชเลขาธิการส่วนพระองค์ และเป็นผู้มีความสนใจและมีความรู้ด้านต้นไม้ นายเฮนรี อาลาบาศเตอร์ จึงได้กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างสวนสราญรมย์ขึ้นในบริเวณวังสราญรมย์ที่สร้างไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2409 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นสวนพฤกษศาสตร์ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และให้เป็นที่ศึกษาพรรณไม้และพันธุ์สัตว์ตามแบบอย่างในต่างประเทศ โดยนายเฮนรี อาลาบาศเตอร์เองเป็นผู้ออกแบบและดูแลการก่อสร้างสวนด้วยตนเองเมื่อ พ.ศ. 2417 และยังเป็นผู้สั่งกล้วยไม้รวมทั้งแคทลียามาแสดงในสวนอีกด้วย
นอกจากนี้ นายเฮนรี่ อาลาบาศเตอร์ได้ถวายคำแนะนำในการพัฒนาประเทศด้วยวิชาการสมัยใหม่หลายสาขา รวมทั้งวิชาการสำรวจรังวัด วิชาการทำแผนที่และวิชาการทำถนนซึ่งมีความจำเป็นมากในสมัยนั้น จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทำแผนที่ทดลองขึ้นใน พ.ศ. 2418 โดยมีนายเฮนรี อาลาบาศเตอร์เป็นหัวหน้ากอง กัปตันลอฟตัสเป็นผู้ช่วย พร้อมกับคนไทย 4 คน (ม.ร.ว. แดง เทวาธิราช นายทัด ศิริสัมพันธ์ นายสุด และ ม.ร.ว. เฉลิม) โดยเริ่มด้วยการสำรวจทำแผนที่กรุงเทพฯ เพื่อตัดถนนเจริญกรุงและถนนอื่นๆ รวมทั้งงานทำแผนที่เพื่อวางสายโทรเลขไปยังพระตะบอง แผนที่บริเวณปากอ่าวสยาม เพื่อการเดินเรือและเพื่อเตรียมการป้องกันการรุกรานของข้าศึกที่อาจมาทางทะเล ต่อมา นายเฮนรี อาลาบาศเตอร์ผู้ซึ่งมิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรงในงานแผนที่จึงได้ถวายคำแนะนำให้ว่าจ้างช่างสำรวจรังวัดและทำแผนที่โดยตรงคือ นายเจมส์ เอฟ.แมคคาร์ธี ผู้ช่วยช่างทำแผนที่จากกรมแผนที่แห่งอินเดีย เข้ามารับราชการในกองทำแผนที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2424 (ขยายเป็นกรมทำแผนที่ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2428)
ผลงานสำคัญ
ผลงานสำคัญของนายเฮนรี อาลาบาศเตอร์พอสรุปโดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้
พ.ศ. 2417 ออกแบบและก่อสร้างสวนสราญรมย์ นำกล้วยไม้แคทลียา เข้ามาในประเทศไทย
พ.ศ. 2417 นำล็อตเตอรี เข้ามาออกในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนช่วยเหลือพ่อค้าต่างชาติที่นำสินค้ามาแสดงในการจัดพิพิธภัณฑ์ที่ตึกคองคาเดีย พระบรมมหาราชวัง โดยกรมทหารมหาดเล็กเป็นผู้รับผิดชอบ
พ.ศ. 2418 ก่อตั้งกองทำแผนที่และเริ่มงานทำแผนที่สำรวจรังวัดเพื่อสร้างถนนต่างๆ
พ.ศ. 2424 ถวายคำแนะนำให้จ้างนายเจมส์ เอฟ.แมคคาร์ธีมาดูแลกองทำแผนที่
พ.ศ. 2426 ก่อตั้งกรมไปรษณีย์ และกรมโทรเลข
ชีวิตบั้นปลาย

นายเฮนรี อาลาบาศเตอร์ สมรสกับคุณเพิ่ม สุภาพสตรีชาวไทย มีบุตรชาย 2 คนรับราชการในประเทศไทย ได้แก่มหาอำมาตย์ตรี พระยาวันพฤกษ์พิจารณ์ (ทองคำ เศวตศิลา) (ซึ่งเป็นบิดาของ พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี) และพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (ทองย้อย เศวตศิลา)
นายเฮนรี อาลาบาศเตอร์ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอายุเพียง 48 ปี แต่โดยที่นายเฮนรีได้ปฏิบัติราชการมีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินมาก จึงได้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยโปรดปรานใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชหัตถเลขาลงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2427 ถึงภรรยาหม้ายของนายอาลาบาศเตอร์ สรรเสริญเกียรติคุณที่ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี และโปรดให้เจ้าพนักงานจัดงานศพให้เสมอพระยาเอก ให้จัดทำมณฑปแบบฝรั่งไว้ ณ ที่ฝังศพด้วย
หลุมฝังศพของเฮนรี อาลาบาศเตอร์ อยู่ที่สุสานโปรเตสแตนต์ ถนนเจริญกรุง ยานนาวา กรุงเทพฯ

21.เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) (กรีก: Κωνσταντίνος Γεράκης โคนสตันตินอส เกราคิส, อังกฤษ: Constantine Phaulkon) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ผู้กลายมาเป็นสมุหนายกในรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา
ฟอลคอนเกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ) เมื่อ ค.ศ. 1647 (พ.ศ. 2190) โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิซ ฟอลคอนเข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออก ของอังกฤษ
ค.ศ. 1662 (พ.ศ. 2205) ฟอลคอนออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังแดนต่างๆ
ค.ศ. 1675 (พ.ศ. 2218) เดินทางมายังสยามในฐานะพ่อค้า เนื่องจากฟอลคอนมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย (อนึ่ง นอกจากภาษากรีก ซึ่งเป็นภาษาแม่ และภาษาไทยแล้ว ฟอลคอนมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาโปรตุเกส ภาษามลายู) ฟอลคอนจึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปีและเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา เป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส ฟอลคอนได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว
ค.ศ. 1682 (พ.ศ. 2225) ฟอลคอน แต่งงานกับ ดอญ่า มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ซึ่งภายหลัง เป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง
ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชาเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์ทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เองในเวลาต่อมา เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้สวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิดและเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง ซึ่งแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็เป็นมูลเหตุให้พระเพทราชา ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย วางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระราชวังในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน ค.ศ. 1688
พระเพทราชา เมื่อได้รับอำนาจ ก็จับกุมเจ้าพระยาวิชาเยนทร์และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1688 (พ.ศ. 2231) ในอายุเพียง 41 ปี เมื่อองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ทรงกริ้วมาก แต่ไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใด ๆ และเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา สมเด็จพระเพทราชาทรงเสด็จขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษกและปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรสยาม
การตีความกันไปต่างๆ นานา ถึงเหตุจูงใจที่ทำให้พระเพทราชาสั่งจับกุมและประหารเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระเพทราชามองเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นแพะรับบาป เป็นช่องว่างให้พระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจได้จากองค์รัชทายาทโดยนำเอาความริษยาและความระแวงที่มีต่อฟอลคอนมาเป็นมูลเหตุสนับสนุน

22.ออกพระศักดิ์สงคราม(เชอวาเลีย เดอ ฟอบัง)  โกลด เดอ ฟอร์แบ็ง-การ์ดาน (ฝรั่งเศส: Claude de Forbin-Gardanne) หรือ เชอวาเลีย เดอ ฟอบัง (ฝรั่งเศส: Chevalier de Forbin) เป็นนายเรือโทชาวฝรั่งเศส เข้ามากับคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เพื่อมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสมเด็จพระนารายณ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ. 2228 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงตรัสขอฟอบังไว้รับราชการ แล้วทรงตั้งให้เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ต่อมามีบรรณาศักดิ์เป็น ออกพระศักดิ์สงคราม

23.ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (ฝรั่งเศส: Simon de La Loubère) (21 เมษายน พ.ศ. 2185-26 มีนาคม พ.ศ. 2272) เป็นราชทูตจากประเทศ ฝรั่งเศส ได้เดินทางมาประเทศไทยพร้อมกับ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เนื่องด้วยเป็นราชทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา พร้อมด้วยทหารของฝรั่งเศส จำนวนประมาณ 600 คน ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สิ่งที่สำคัญของลา ลูแบร์ ก็คือ จดหมายเหตุลา ลูแบร์บอกถึงชีวิตความเป็นอยู่ สังคม ประเพณี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หลายสิ่งหลายอย่างของคนในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงนับได้ว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย
ผลงาน

Du Royaume de Siam, 1691 ลิงก์
Traité de l'origine des jeux floraux de Toulouse (1715)
De la Résolution des équations, ou de l'Extraction de leurs racines, 1732 ลิงก์
17/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
6 จาก 7
24.ออกญาเสนาภิมุข(ยามาดะ นางามาซะ)  เป็นซามูไรชาวญี่ปุ่น ที่เข้ามารับราชการ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข
ยามาดะ นางามาซะ เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับคณะทูตจำนวน 60 คน ที่พระเจ้าทรงธรรมทรงส่งไปถึงเมืองเอโดะ(โตเกียวในปัจจุบัน) ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 นางามาซะ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย ได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และเจริญก้าวหน้าในเวลาต่อมา เป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา)
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ยามาดะ นางามาซะถูกล้อมจับ และถูกเนรเทศจากกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มีบุตรชายลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น กับภรรยาชาวไทย นามว่า โออิน และได้ส่งบุตรชายและคณะไปเรียกส่วยภาษีจากเมืองปัตตานี แต่ได้รับการต่อต้านจากจากชาวต่างชาติในเมืองปัตตานีเช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษ ที่ไม่พอใจที่ชาวญี่ปุ่นมีอิทธิพลในแถบนั้น ยามาดะ นางามาซะ ยกกองทัพไปทำศึกกับปัตตานี แต่ได้รับบาดเจ็บถูกฟันที่ขา จึงยกทัพกลับนครศรีธรรมราชขณะที่การรบยังไม่เสร็จสิ้น
ยามาดะ นางามาซะ ถึงแก่กรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2176 หลังจากได้รับพิษจากยารักษาแผล ที่พระเจ้าปราสาททอง ทรงบัญชาให้ออกพระมะริด เจ้าเมืองไชยา นำยาพิษงูผสมยางไม้ มาให้รักษาโดยหลอกว่าเป็นยาหลวงจากราชสำนัก

25.เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (ดัตช์: Jeremias van Vliet) (ค.ศ. 1602 - ค.ศ. 1663 [1]) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัน วลิต [2] พ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์ ของบริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย เป็นผู้อำนวยการการค้าของอีสต์อินเดียในกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ระหว่าง พ.ศ. 2176 ถึง พ.ศ. 2185 [3] และได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับประเทศไทยไว้ 3 เล่ม [4] เป็นภาษาดัตช์ ต่อมาได้มีผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ [5]
Description of the Kingdom of Siam (การพรรณนาเรื่องราชอาณาจักรสยาม) เมื่อ พ.ศ. 2179 แปลเป็นภาษาไทยโดยกรมศิลปากร
The Short History of the Kingdom of Siam (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาโดยสังเขป) เมื่อต้นปี พ.ศ. 2183 แปลเป็นภาษาไทยโดย พล.ต.ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี ชื่อ "พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา" และโดยวนาศรี สามเสนและประเสริฐ ณ นคร ชื่อ "พระราชพงศาวดารสังเขป"
The Historical Account of the War of Succession following the death of king Pra Interajatsia, 22nd King of Ayuthian Dynasty (รายงานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามสืบราชสมบัติหลังจากสมเด็จพระอินทรราชา[6] พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 22 แห่งกรุงศรีอยุธยา) เมื่อปลายปี พ.ศ. 2183 แปลเป็นภาษาไทยโดยกรมศิลปากร ตีพิมพ์ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 79 ชื่อ "จดหมายเหตุวันวลิต (ฉบับสมบูรณ์)"
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต เกิดที่เมือง Schiedam เป็นบุตรคนสุดท้องของ Eewout Huybrechtszoon และ Maritge Cornelisdochter van Vliet [1] ได้เดินทางออกจากเนเธอร์แลนด์ด้วยเรือ Het Wapen van Rotterdam (The Rotterdam Arms) เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2171 ถึงเมืองปัตตาเวียเมื่อ พ.ศ. 2172 ก่อนจะได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ญี่ปุ่น ก่อนจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นพ่อค้า ทำหน้าที่ทำการค้ากับสยามในปี พ.ศ. 2176 ใขณะที่อยู่ในสยาม ฟาน ฟลีตได้มีภรรยาลับชื่อออสุต พะโค (Osoet Pegua) หญิงชาวมอญ โดยทั้งคู่มีบุตรสาว 3 คน ภายหลังเมื่อนายฟานฟลีตออกจากสยามในปี พ.ศ. 2184 จึงได้มีศึกชิงลูกกัน ผลก็คือบุตรทั้งสามคนอยู่กับนางออสุตตราบจนเธอสิ้นชีวิต[7]
หลังจากเป็นผู้อำนวยการสถานีการค้าในสยามเป็นเวลา 9 ปี เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองมะละกา คนที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2185 [1] เขาเดินทางกลับเนเธอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2190 และใช้ชีวิตที่บ้านเกิดจนเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2206 อายุ 61 ปี

26.ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์ เดอ ปีนา)  ภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)[1] เธอเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับทำขนมไทย ประเภททองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าวิเสท ซึ่งได้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตฝรั่งเศสที่มาเยือนในสมัยนั้น มีผู้ยกย่องว่าท้าวทองกีบม้าเป็น "ราชินีแห่งขนมไทย"
ท้าวทองกีบม้าคนนี้เกิดที่กรุงศรีอยุธยา ชื่อจริงว่า ดอนญ่า มารี กีมาร์ เดอปิน่า (ดอนญ่า ในภาษาสเปนหรือโปรตุเกสแปลว่า คุณหญิง) หรือตองกีมาร์ (Tanquimar) เป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น และเบงกอล[2] โดยมารดาของท้าวทองกีบม้าชื่อ เอิลร์สุลา ยามาดา (Ursula Yamada) หรือหนังสือบางเล่มเรียกว่า เออร์ซูลา ยามาดะ ซึ่งมีเชื้อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพลี้ภัยทางศาสนาเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา [3] ส่วนบิดาชื่อ ฟานิก กูโยมา (Phanick Guimar หรือ Fanik Guyomar) ที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอลและโปรตุเกสจากอาณานิคมกัว[3] (ปัจจุบันคือรัฐกัว ประเทศอินเดีย)
ครอบครัวของยามาดะเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนามาก เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ ยายของท้าวทองกีบม้า เคยเล่าว่า เขาเป็นหลานสาวของนักบุญฟรังซิส ซาเวียร์ (Saint Francis Xavier) คริสต์ศาสนิกชนคนแรกของประเทศญี่ปุ่น และนักบุญชื่อดัง โดยได้ประทานศีลล้างบาปและตั้งนามทางศาสนาให้[4]
ราวปี พ.ศ. 2135 ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi, 豊臣 秀吉) ผู้สำเร็จราชการของญี่ปุ่น ต้องการล้มล้างวัฒนธรรมตะวันตก จึงออกพระราชฎีกาในนามของพระจักรพรรดิ์ให้จับกุม ลงโทษ และริบสมบัติชาวคริสต์ ยายของท้าวทองกีบม้า ซึ่งเป็นชาวคริสต์จึงถูกลงโทษด้วย นางถูกจับยัดใส่กระสอบนำลงเรือมาที่นางาซากิ เพื่อเนรเทศไปยังเมืองไฟโฟ (Faifo) ปัจจุบันคือ ฮอยอัน ในประเทศเวียดนามเพราะมีชาวคริสต์อยู่มาก บนเรือนี่เองที่ทำให้ยายของท้าวทองกีบม้า พบกับตาของท้าวทองกีบม้า ซึ่งเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ทั้งสองคนจึงมาตั้งหลักปักฐานที่กรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวย อุดมสมบูรณ์ และไม่รังเกียจคนต่างศาสนา
ท้าวทองกีบม้า เป็นหญิงสาวที่มีนิสัยเรียบร้อย ซื่อสัตย์ และเคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แม้ว่าจะมีเรื่องของมารดาเธอที่ถูกกล่าวหาโดยบาทหลวงชาวอังกฤษผู้หนึ่งว่า ยามาดะ (มารดาของท้าวทองกีบม้า) เป็นสตรีที่ประพฤติไม่เรียบร้อย ชอบคบผู้ชายไม่เลือกหน้า แม้จะแต่งงานกับฟานิกแล้ว ยังแอบปันใจให้ชายอื่นเสมอ โดยเฉพาะหนุ่มโปรตุเกสในค่ายที่ยามาดะอาศัยอยู่ แต่ฟานิกผู้เป็นบิดาของท้าวทองกีบม้ามีผิวดำ แต่มีลูกผิวขาวหลายคนรวมทั้งท้าวทองกีบม้า และทำให้ฟานิกบิดาของท้าวทองกีบม้าถูกชาวยุโรปดูถูกดูแคลนเสมอ อย่างไรก็ตามท้าวทองกีบม้าก็ได้แต่งงานตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (เจ้าพระยาวิชาเยนทร์) ชาวกรีกที่เข้ามารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่นิสัยต่างกันมาก ก่อนที่จะแต่งงานกับฟอลคอน ฟอลคอนเคยมีภรรยามาแล้วหลายคน แต่ส่งไปอยู่เมืองพิษณุโลก ส่วนลูกนั้นมารี กีมาร์นำมาเลี้ยงเองเนื่องจากเธอเป็นคนใจบุญสุนทาน เธอรับเลี้ยงเด็กสาวที่ยากจน และเด็กที่มีบิดาเป็นชาวยุโรป และมีมารดาเป็นชาวไทยแต่ถูกทอดทิ้ง เธอนำมาเลี้ยงดูมากมายหลายคน แม้เธอจะมีปัญหาระหองระแหงกับฟอลคอน แต่ก็ยังประคองความรักจนมีบุตรด้วยกัน 2 คนได้แก่ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2227 และฮวน ฟอลคอน (Juan Phaulkon) ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2231 ต่อมาเมื่อสามีนางถูกลงโทษข้อหากบฏ เรียกตำแหน่งคืน ริบทรัพย์ และถูกประหารชีวิต ท้าวทองกีบม้าถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในพระราชวัง และได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ทำอาหารหวานประเภทต่างๆ ส่งเข้าไปในพระราชวังตามกำหนด การทำหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวัง ท้าวทองกีบม้าได้ประดิษฐ์ขนมขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา โดยดัดแปลงตำรับเดิมโปรตุเกส และเอาวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีในสยามเข้ามาผสมผสาน ซึ่งหลักๆได้แก่ มะพร้าว แป้งและน้ำตาล จนทำให้เกิดขนมใหม่ที่มีรสชาติอร่อย พระราชวังก็ได้ให้ความชื่นชมมากและถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น
บั้นปลายชีวิต
แม้ท้าวทองกีบม้าจะมีชีวิตในระยะแรกๆ ค่อนข้างลำบาก สามีถูกประหาร ต้องมีชีวิตระหกระเหิน ถูกส่งตัวไปเป็นคนรับใช้ แต่ด้วยความสามารถ และอุปนิสัยดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บั้นปลายชีวิตของเธอจึงสุขสบายและได้รับการยกย่องตามควร ท้าวทองกีบม้ามีอายุยืนถึง 4 รัชกาล คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือและสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สันนิษฐานว่าชื่อตำแหน่ง ทองกีบม้า เพี้ยนมาจากชื่อ ตองกีมาร์ นั้นเอง มีหลักฐานบ่งว่าท้าวทองกีบม้าถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 66 ปี
ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น
ท้าวทองกีบม้า เมื่อเข้าไปรับราชการในพระราชวังได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกส ให้เป็นขนมหวานของไทย และเผยแพร่ไปโดยทั่วไป ท้าวทองกีบม้าจึงได้ชื่อเป็น "ราชินีแห่งขนมไทย" โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มีดังต่อไปนี้
กะหรี่ปั๊บ
ขนมหม้อแกง
ทองม้วน
ทองหยอด
ทองหยิบ
ฝอยทอง
สังขยา
ขนมผิง

27.อาแล็กซองดร์ อัศวินแห่งโชมงต์ (ฝรั่งเศส: Alexandre, Chevalier de Chaumont; /อาแล็กซองดร์ เชอวาลีเยร์ เดอ โชมงต์/) หรือรู้จักกันในไทยโดยตำแหน่งของเขาว่า เชอวาลีเยร์เดอโชมงต์ ("อัศวินแห่งโชมงต์") เกิดใน พ.ศ. 2183 ณ กรุงปารีส และตายเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2253 ณ กรุงปารีสเช่นกัน
อาแล็กซองดร์เป็นข้าราชการชาวฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชทูต บรรดาศักดิ์ "อัศวินแห่งโชมงต์" ไปยังกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ คณะทูตพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสครั้งนี้ นอกจากอาแล็กซองดร์แล้วยังประกอบด้วย บาทหลวงแห่งชัวซี (Abbé de Choisy), บาทหลวงกี ตาชาร์ (Guy Tachard) แห่งนิกายโรมันแคทอลิก พร้อมด้วยบาทหลวงเบนีญ วาเช (Bénigne Vachet) จากสมาคมมิสชันนารีต่างประเทศประจำกรุงปารีส (ฝรั่งเศส: Société des Missions Étrangères de Paris, /โซซีเอเต เด มีสซียง เอตร็องแชร์ เด ปารี) คณะทูตที่นำโดยอาแล็กซองดร์ครั้งนี้เดินทางไปกรุงศรีอยุธยาพร้อมด้วยคณะทูตที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งมาก่อนหน้านี้อันมีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) หรือ "ราชทูตลิ้นทอง" นำไปเมื่อ พ.ศ. 2226[1]
อาแล็กซองดร์ได้พยายามชักชวนให้สมเด็จพระนารายณ์เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายโรมันแคทอลิก เพื่อให้การเจรจาทำสัญญาทางการค้าสำคัญหลายฉบับเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น แต่การนี้ไม่ประสบความสำเร็จ
อาแล็กซองดร์ได้บันทึกความเป็นอยู่ของบ้านเมืองสยามในครั้งนั้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การศึกษาหลายด้านในปัจจุบัน
17/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
7 จาก 7
บุคคลที่มีชื่อเสียง ผลงานการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย
20/5/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
สํานวนไทยสำคํญอย่างไร
วาเลนไทน์นี้คุณให้อะไรกับคนสำคํญ
ข้อความที่หายไป+++++
คุ _ _ าจ _ ะ เห็ _ ข้ _ ค _ าม นี้ _ ม่ ค่อ _ ชั _ _ ต่ คุ _ _ ะ _ ห็น คํ _ ว่ _ " รัก " เต็ _ ๆ คํ _ . . . !!!
ส่วนเกิน
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู