หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
เรื่องราวของวัดพระธรรมกาย
อยากรู้ที่มาของวัดพระธรรมกาย
วัฒนธรรม | ข้อมูล | คนดัง | เกมส์คอมพิวเตอร์ 26/1/53 โพสต์โดย gobai
คำตอบ
1 จาก 39
ตอบสั้นๆ คือ เป็นวัด "เส้นใหญ่" คับ ขนาดเอาแผนการตลาดไปประกวดกับทาง มธ. ยังเคยชนะเลิศมาแล้ว ถ้ารู้รายละเอียดเกี่ยวกับพวกคนที่ไปบริจาคเพื่อให้รวยแล้วมีการตะโกนว่า "รวยแน่ๆๆๆ" แล้วจะอึ้งคับ
26/1/53 โพสต์โดย guruthailand
2 จาก 39
ประเด็นคือ เอาเงินไปทำอะไรมากกว่า
ถ้าเอาเงินไปก่อประโยชน์ใหญ่ ก็น่าทำบุญด้วยใช่ไหมล่ะ

เหมือนซื้อหุ้นน่ะ ทำไมคุณซื้อแต่หุ้นบริษัทใหญ่ ไม่ซื้อหุ้นบริษัทเล็กๆมั่ง
ก็เราอยากให้เงินของเรา ก่อประโยชน์ใหญ่ ปูนซีเมนต์ไทยงี้ สร้างชาติของแท้
ไปลงทุนหุ้นสื่อบันเทิงเหรอ ไม่เอาหรอก มอมเมามากพอแล้ว เป็นต้น

ส่วนทำมากได้มาก ก็ถูกต้องแล้ว ไม่ผิดอะไรนะ เพิ่มเติมอีกนิด ใจขยายมาก ศรัทธาเกิดมาก ก็ได้บุญมากเช่นกัน
เน้นจุดหลังมากกว่า อย่างทำบุญนี่ เราคิดว่าสนับสนุนงานพระพุทธศาสนา ใจขยาย ไม่เลือกวัดไหน
แบบนี้ได้บุญมากที่สุด


ส่วนอนัตตา เอาไว้อธิบายสิ่งที่อยู่ในภพสาม คือ การเวียนว่ายตายเกิด เจ้าอย่าไปติดโลก จงทำความเพียร
เพื่อละอนัตตา ไปหาอัตตา

ถ้าเราทำความดีแทบตาย เพื่อให้ตัวเองได้ความว่าง จะมีประโยชน์อะไร จริงป่าว เราทำทุกอย่างนี่ เพื่อนิรันดร์ตะหากนะ

ทำดีไม่ต้องมีทรัพย์สินก็ได้ จริงแท้ ถูกต้อง แต่อานิสงก็ไม่เหมือนกัน แต่ควรทำในทุกอย่างที่เป็นความดีนะ

ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมสรรเสริญการให้ทาน เพราะโลกอยู่ได้ด้วยการให้
สัมมาทิฐิ เป็น 1 ใน มรรค มีองค์ 8 ซึ่งเป็นก้าวแรกของนิพพาน
(มรรค ผล นิพพาน)

หากเราคิดว่าการให้ทานไม่ใช่เรื่องดี ก็ยังผิดอยู่ การให้ทาน ดีทั้งนั้นแหละ
แต่ให้อย่างฉลาด ก็ต้องคิดเยอะๆหน่อย ฉลาดลงทุน

พระพุทธเจ้าเองยังสอนเลยว่า พืชพันธุ์ดี ก็ต้องปลูกในดินดี นาดี ถึงจะออกดอก ออกผลได้ดี
กระจ่างบ้างไหมนะ
26/1/53 โพสต์โดย LordBSD
3 จาก 39
การทำบุญมี ทาน ศีล ภาวนาครับ เรียงตามลำดับจากน้อยไปมาก การทำทานและรักษาศีลเป็นประจำจะบันดาลให้ไปเกิดบนสวรรค์ ส่วนการภาวนาจะบรรดาลให้ไปเกิดในชั้นพรหม

การให้ทานมี 3 ระดับเรียงจากบุญน้อยไปมาก คือ
1. อามิสทาน คือการให้ทานด้วยของหรือวัตถุ
2. ธรรมทาน คือการให้ธรรมะ ความรู้ และให้กำลังใจเป็นทาน
3. อภัยทาน คือการให้อภัยเวลาผู้อื่นทำผิด และ การปฏิบัติตนเป็นบุคคลแห่งสันติภาพ

จะเห็นได้ว่าการทำทานโดยการบริจาคเป็นทานที่ได้บุญน้อยที่สุดในบรรดาการทำทานทั้งหลาย แต่พุทธศาสนิกชนก็ควรทำทานทั้งสามระดับ รวมไปถึงการรักษาศีลและนั่งสมาธิด้วย ไม่ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวเท่านั้น แบบนี้เรียกว่าการนับบุญโนปริมาณ คือเอาความมากน้อยในบุญเข้าว่า แต่นอกจากเรื่องปริมาณก็ยังมีเรื่องคุณภาพของบุญอีกด้วย เช่น การให้ทานจำนวนมากเพื่อจะได้ไม่น้อยหน้าคนอื่นก็จะมีคุณภาพของบุญระดับหนึ่ง ให้ทานเพราะคิดว่าเป็นการทำบุญเพื่อสะสมไปใช้ในภพหน้าก็จะมีคุณภาพของบุญสูงขึ้นอีก การให้ทานเพราะคิดว่าเป็นการสละกิเลสที่เกาะติดตัวเรา เหมือนกับยางเหนี่ยวที่เกาะต้นไม้อยู่ บุญที่ได้รับก็จะมีคุณภาพสูงกว่า

ผมมีความคิดที่อาจแตกต่างจากคุณ gobai ตรงที่บอกว่า "ถ้าเราทำความดีแทบตาย เพื่อให้ตัวเองได้ความว่าง จะมีประโยชน์อะไร จริงป่าว เราทำทุกอย่างนี่ เพื่อนิรันดร์ตะหากนะ
" ก็เหมือนกับว่าคุณทำความดีไปเพราะความโลภ อยากได้ชีวิตนิรันดร์มาครอบครองจริงไหมครับ หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาคือการ "ละ" ถ้าคุณไม่เชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็น model ในการดำเนินชีวิต แบบนี้จะเรียกตัวเองว่าพุทธได้อย่างไรครับ
27/1/53 โพสต์โดย ผิวหมึก
4 จาก 39
ตอบ:ส่วนทำมากได้มาก ก็ถูกต้องแล้ว ไม่ผิดอะไรนะ <== ขอถามอะไรหน่อย  ระหว่างคนรวยนำเงินเป็นแสนเป็นล้านไปทำบุญกับวัดพระธรรมกาย จิตใจมีแต่ความหวังอยากได้บุญมากๆ มีแต่ความอยากๆๆ อยากได้บุญ (โลภะครอบงำจิต) กับคนจนๆ นำข้าวก้อนเดียวไปถวายพระวัดจนๆ ที่ไม่มีอะไร เช่นวัดป่า แต่เขามีปฏิปทาอย่างแรงกล้าที่จะถวายข้าวนั้นเพื่อเป็นปัจจัยให้แก่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  อยากถามว่าใครจะได้บุญมากกว่ากัน?? คิดเอาเองนะ

ตอบ:ใจขยายมาก ศรัทธาเกิดมาก ก็ได้บุญมากเช่นกัน<== ใจที่ขยายนั้นต้องประกอบไปด้วยสัมมาทิธิด้วย ไม่ใช่มีแต่ความโลภเข้าครอบงำ อยากได้บุญมากๆ ตรงนั้นแหละบุญมันจะกลายเป็นบาปแทน  อยากมากก็ทุกข์มาก พระพุทธเจ้าสอนไว้

ตอบ:อย่างทำบุญนี่ เราคิดว่าสนับสนุนงานพระพุทธศาสนา ใจขยาย ไม่เลือกวัดไหนแบบนี้ได้บุญมากที่สุด <== งั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องทำบุญกับวัดพระธรรมกายก็ได้นะ(วัดรวยอยู่แล้ว) ทำบุญกับวัดจนๆ ในชนบท วัดป่า  ก็คงได้บุญเหมือนกัน

ตอบ:ส่วนอนัตตา เอาไว้อธิบายสิ่งที่อยู่ในภพสาม คือ การเวียนว่ายตายเกิด เจ้าอย่าไปติดโลก จงทำความเพียรเพื่อละอนัตตา ไปหาอัตตา <== ไม่ใช่คำสอนทางพระพุทธศาสนา แค่ประโยคนี้ "จงทำความเพียรเพื่อละอนัตตา ไปหาอัตตา" ก็ไม่ใช่คำสอนของพุทธแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ธรรมคือสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา  ทุกสิ่งไม่มี ไม่ใช่ตัวเรา สิ่งเรายึดมั่นถือ  เมื่อทุกสิ่งล้วนไม่ใช่ตัวตนแล้ว จะละไปหาอัตตา ตัวตนไปทำไมอีก
ขยายความเรื่องอนัตตา  อนัตตาเป็นธรรมที่มีการถกเถียงเป็นที่วิจิกิจฉากันอยู่เนืองๆตลอดมาทุกยุคสมัย  ในความที่ว่ามีตัวตน หรือไม่มีตัวตน  เป็นเหตุให้การเจริญวิปัสสนาให้เข้าใจในธรรมอันคืออนัตตาเป็นไปอย่างถึงแก่นถึงแกนได้ยาก,  บ้างก็กล่าวกันว่า มีตัวมีตน จักไม่มีตัวตนได้อย่างไร? ก็ตัวตนของตนบัดนี้ก็ทั้งเห็นๆ ทั้งสัมผัสกันอยู่,  บ้างก็กล่าวอ้างสอนกันไปว่านิพพานเป็นอัตตาก็ยังมี,  บ้างก็กล่าวอ้างว่ากันตามครูบาอาจารย์หรือตำรา,ตามพุทธพจน์หรือพระสูตรก็มีว่าไม่มีตัวไม่มีตน  แต่ทั้งปวงก็มักล้วนเป็นการยึดถือตามคำบอกกล่าว หรือตามตำราหรือคัมภีร์ ที่สืบทอดกันต่อๆมา กล่าวคือ ไม่เคยเจริญวิปัสสนาโดยการโยนิโสมนสิการอย่างจริงจังและยิ่งยวดในพระอนัตตาให้เข้าใจแจ้งชัดหรือแจ่มแจ้งด้วยตนเอง หรือกล่าวได้ว่า ยังไม่เคยเกิดธรรมสามัคคีในพระไตรลักษณ์หรือพระอนัตตา

ตอบ=ถ้าเราทำความดีแทบตาย เพื่อให้ตัวเองได้ความว่าง จะมีประโยชน์อะไร จริงป่าว เราทำทุกอย่างนี่ เพื่อนิรันดร์ตะหากนะ<== ว่างในวิปัสสนา หมายถึง ว่างจากกิเลส ว่างจากขันต์ ไม่ใช่ว่างแบบไม่มีอะไรว่างอันนั้นคือภพๆ หนึ่ง ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่  แต่ถ้าคำสอนว่าให้ทำทุกอย่างนี่เพื่อนิรันด์ นั่นคงจะหมายถึง การมีอยู่ ยังมีอัตตาตัวตนอยู่ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่จบไม่สิ้น  คำสอนของวัดพระธรรมกาย สอนเพียงแค่ทำความดี ละชั่วแค่นั้น   แต่ทางพุทธศาสนาไม่ได้สอนแค่นี้ ท่านสอนสูงกว่ามากคือ ไม่ให้ยึดติดในสิ่งที่เป็น "คู่" ถ้ายังเป็น "คู่" อยู่แปลว่ายังต้องเวียนว่ายในวัฎสงสาร  ธรรมแท้จะเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น วิธีการที่จะเดินไปหาธรรมหนึ่งก็คือ  หลักของวิปัสสนา การเจริญสติปัฎฐาน

ตอบ=หากเราคิดว่าการให้ทานไม่ใช่เรื่องดี ก็ยังผิดอยู่ การให้ทาน ดีทั้งนั้นแหละแต่ให้อย่างฉลาด ก็ต้องคิดเยอะๆหน่อย ฉลาดลงทุน <== มีแค่ทานเท่านั้นรึ?? ศีล ภาวนา ละ ไปไหน ?? หลักของพุทธศาสนา สอนให้ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา  ต้องทำให้ครบองค์ จึงจะถึงว่าเป็นพุทธแท้  ที่บอกว่า "...ก็ต้องคิดเยอะๆหน่อย ฉลาดลงทุน" งั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำทานกับวัดพระธรรมกายก็ได้  ไปทำบุญกับวัดที่สอนให้ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา  ครบองค์สาม คงได้บุญมากกว่าเป็นไหนๆ
28/1/53 โพสต์โดย ผู้รู้..ผู้ตื่น
5 จาก 39
มาทักมาย

พูดมาก เสียมาก     พูดน้อย เสียน้อย     ไม่พูด ไม่เสีย     นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ธรรมหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด  





8e88  อรุณสวัสดิ์  เมืองแกลงสวัสดิ์

สุขใจ  เพราะใจใส ใจสบาย
3/2/53 โพสต์โดย มาดามมก
6 จาก 39
ทำไมวัดพระธรรมกายจึงต้องให้คนบริจากมากมาย เพราะการชักชวนคนให้บริจาคก็คือชักชวนคนให้ทำบุญ เหมือนผมชวนคุณทำความดี ทำไมการชวนคนทำความดีมันผิดด้วยเหรอ

ทำไมถึงว่าทำมากได้มาก แสดงว่าคนรวยมีโอกาสได้บุญมากกว่าคนจนนะสิ ใช่ซิ เหมือนคุณเป็นคนดี คุณทำความดีได้ง่าย เช่นคุณเป็นคนดีเวลาสั่งสอนใครก็ง่ายเพราะคุณมีต้นทุนคือปัญญาอยู่แล้ว เมื่อคุณให้ปัญญาคนอื่นคุณก็ได้ปัญญาบารมีเพิ่มจริงไหม คนจนหากยังไม่ทำทานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็จน ก็มันแรงเหวี่ยงของกรรม หากไม่ยึดติดกับเงินเหล่านั้นก็ได้บุญ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ทำบุญน้อยได้น้อยทำบุญมากได้มาก ทำดีเล็กน้อยได้ผลน้อย ทำดีใหญ่หลวงได้ผลมาก ก็คุณไม่มีกำลัง คุณจะเอาอะไรมาทำดี คุณต้องทำตามกำลังที่มี ถ้าทำเกินกำลัง ก็ไม่ได้ ผมว่าคงไม่มีใครให้คุณทำบุญเกินกำลังเพราะนั่นมันผิดเห็นๆ ไม่ได้ประโยชน์และยังก่อให้เกิดโทษ เพราะการทำบุญเกินกำลังมักเกิดจากราคะคือความอยากมาด้วยเสมอ

คุณเข้าใจที่พูดแค่ไหนเค้าไม่ได้ถกกันเรื่องชีวิตเค้าถกกันเรื่องนิพพาน ชีวิตนะมันคืออัตตาเพราะมันเต็มไปด้วยตัวตนหากมันเป็นอนัตตามันก็ไม่มีชีวิตแล้วซิ ชีวิตมีขันต์ 5 ไหม มีรูปไหม มีนามไหม มีหมด มีทุกอย่างมันคืออัตตา แต่เค้าสอนไม่ให้ยึดในอัตตา ไปศึกษาธรรมให้เข้าใจกว่านี้

อัตตาของคุณกับอัตตาของเขามันคนละความหมาย อนัตตาของคุณกับอนัตตาของเค้าก็คนละความหมาย อนัตตาของคนทั่วไปคือ สูญตา คือหายไปเลย เค้าบอกไม่สูญไปเลย เค้าบอกอัตตาเพราะมันไม่สูญ ไม่สูญแต่ไม่เห็นแล้ว ส่วนอนัตตาของพระพุทธท่านก็ไม่ได้บอกว่าสูญท่านบอกอนัตตาเพราะมันไม่มีส่วนที่เป็นอัตตาเหลืออยู่เลย

นิพพาน ไม่สูญ แต่ก็ไม่เหลืออัตตาคือความเป็นตัวตน

วัดเล็กๆ วัดป่า วัดหมู่บ้าน  ผมว่าสงบกว่าเห็นๆ ไม่มีเลยที่วุ่นวายใช่ไหม ตอบแทนเลยว่าไม่ วัดธรรมกายวุ่นวายนักเหรอ ก็ไม่เท่าไหร่ คนมากมันก็มีบ้างที่ไม่สงบ แต่ไม่สงบไม่ใช่วุ่นวาย แต่ที่สงบๆมีไหม ในธรรมกาย ตอบแทนเลยว่ามี

คุณนะคิดๆหน่อย ไม่ใช่อะไรก็ไปปรามาทคนอื่นว่าเอ็งผิดข้าถูก มีความรู้แค่ไหนไม่ทำก็ไม่ทำ ทำไมต้องไปด่าเขา ที่ผมบอกคุณเนี่ยให้รู้สึกตัวเพราะมันกรรมคนที่เขาไขว่คว้าที่พึ่งยังมี ไม่ได้บอกว่าคนธรรมกายถูกทุกคน แต่ไม่ได้บอกว่าที่ทำผิดทั้งหมด มองแต่ส่วนที่ดี ก็ดี มองส่วนที่เสียแล้วบอกผิดทั้งหมด มันแย่ ละเสียเถิด มันทำให้ชีวิตคุณเศร้าหมอง
3/2/53 โพสต์โดย Unknow
7 จาก 39
สำหรับใครที่เรียน วิชาอารยธรรมตะวันตก คงสอบได้ เพราะเคยตอบข้อสอบเรื่อง MIDDLE AGE

ประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลางซึ่งถือกันว่าเป็น “ยุคมืด” (DARK AGE)
ซึ่งมีระบบINQUISITION
ศาสนจักร มีอำนาจเข้มข้นอยู่เหนือ อาณาจักร
มีการขายใบบุญไปสวรรค์ ใครซื้อใบบุญมากก็มีบุญมาก
คนยิ่งรวยมีฐานะดีมากก็แย่งกันซื้อใบบุญ ในราคาสูงๆ
เช่น พ่อค้า  อำมาตย์ ชนชั้นปกครอง ที่มีทรัพย์สินมาก
คนจนจึงไม่ได้ไปสวรรค์ เพราะขาดแคลนเงิน

ประวัติศาสตร์บอกอะไรบางอย่างแก่เราวันนี้ ว่า
 ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยตัวเอง

แต่ว่า โลกหมุนไปไม่หยุด
มันต่างอยู่บ้าง  คือยุคนี้ คนจนอยากไปสวรรค์ก็ได้ ถ้า ผ่อนส่งเป็นงวด ๆ............

...................................................................................................................
อัตตาเรื่องโลกีย์
อนัตตาเป็นโลกุตระ
..................................................................................................................
ก๊อปปี้มา ความเห็นหนึ่ง

"อัตตาเป็นคำต่ำ ปรัชญาโลกียเท่านั้นที่ใช้
อนัตตาเป็นคำสูง
ที่ยกระดับจิตให้เป็นโลกุตตระแล้ว
ถ้าจะไม่พูดว่า นิพพานเป็นอนัตตา นะพอได้ถ้ากลัวจะเข้าใจผิดว่านิพพานไม่เที่ยงไม่จริงอะไรแบบนั้น (จริงในลักษณะไหน แต่ไม่ใช่จริงโดยใช้คำว่า อัตตาแน่)
แต่ จะพูดว่า นิพพานเป็นอัตตาไม่ได้เลย
เราไม่เอาของสูงสุดในพระพุทธศาสนามานิยามโดยคำต่ำว่า อัตตา
สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ธรรมข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านชี้ให้เห็นทางด้านโลกุตตะแล้ว
ยังจะเอาคำโลกียะต่ำๆมานิยาม นิพพานอีกทำไม
พระอริยะบางท่านพูดเป็นเรื่องของท่าน จิตท่านรู้ท่านเห็น
แต่คนธรรมดามาพูด เป็นจบแต่ต้นทันที ไปสู่อัตตาของลัทธิอื่นทันที "

อ้างอิง
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2007/11/Y6015251/Y6015251.html
5/2/53 โพสต์โดย Miscellanous
8 จาก 39
...ถ้าทำบุญชาตินี้ แล้วชาติหน้าจะรวยจริง...แสดงว่า เมื่อก่อนคนไทยไม่ค่อยทำบุญกันเท่าไหร่ เพราะเท่าที่รู้ๆ คนไทยส่วนใหญ่ยังจนกันแทบทั้งนั้น...และวัดธรรมกายนี่ก็เป็นวัดในเชิงธุรกิจมากกว่า คนที่หลงเข้าไปทำบุญกับวัดนี้ หมดตัวกันไม่รู้เท่าไหร่แล้ว?...มารสังคมจริงๆ...!!!!
17/2/53 โพสต์โดย ไร้นาม...
9 จาก 39
ไม่เกี่ยวคับคนรวยกับคนจนมีโอกาศเท่ากันคับ แต่คนรวยต่างกับคนจนคือ จะหลงในลาภ ยศ สรรเสริญง่ายกว่าแต่คนจนไม่มี แต่เราสามารถสร้างบุญด้วยการทําบุญที่ไม่ต้องไช้เงินก็มีคับเช่น
1.การอนุโมทนาบุญ เช่นการยกมือใหวกําหนดจิตโมทนาไปกับเขาด้วย เมื่อเขาทําบุญเราก็จะได้บุญเท่าๆกับเขา
2.อภัยทาน การให้อภัยแก่คนทําผิดคิดร้ายกับเรา คุณไม่เคยถือโกรธเขา
3.ธรรมทาน เช่นชี้แนะสั่งสอนผู้คนที่ประพฤติหลงผิด คิดชั่วให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี ที่สังคมยอมรับ
4.รักษาศิล
5.เจริญภาวนา
10/5/53 โพสต์โดย โอเด็ง
10 จาก 39
เรื่องของวัดพระธรรมกาย มีทั้งถูกแล้วก็ถูกไม่หมดนั่นแหละครับ
ที่ดีก็มาก ที่ยังบกพร่องก็ย่อมมี ถ้าเราไม่ชอบใจว่าเขาทำไม่ดีำไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ต้องไปทำตามเขา ทำตามอย่างที่เราเห็นว่าดีก็จบ..จริงไหม
12/6/53 โพสต์โดย กิตติธร
11 จาก 39
พระนิพพาน จากคำครูอาจารย์

พระนิพพานบรมสุข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ณ เวลานี้ ทรงสถิตอยู่ ณ ที่ใด
บางท่านว่า พระองค์ดับสูญ หมดความนึกคิด ไม่เหลืออะไรเลย
ความสงสัยนี้ ยากที่ปุถุชน ผู้ศึกษา จะทำให้กระจ่างได้
เว้นแต่พระสงฆ์ผู้มีญาณ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามพระธรรมคำสั่งสอน จึงพออธิบาย พระนิพพาน ให้กระจ่างได้
ขอท่านจงเว้นการถกเถียง จนเกิดความหมอง เร่าร้อน ในดวงใจ โปรดจงสงบจิต ตั้งสติ อ่านคำสอนของพระครูอาจารย์ทั้งหลาย
ที่มีจารึกลงในตำราหรือหนังสือ เป็นหลักฐาน ไว้ชัดเจนแล้ว ใช้ปัญญา พินิจพิจารณา ไม่มีอคติ ใน คำสอนของครูอาจารย์


สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
"พระพุทธเจ้าท่านเพียงไม่มีร่างเหลืออยู่เท่านั้น พระบารมีและคุณธรรมยังอยู่ ทรงเสด็จไปสอนด้วยพระพุทธบารมีได้

สมเด็จพระสังฆราช
อริยวงศาคตญาณ (แพ ติสูรเทโว)
"สัตว์โลกยังมีอวิชชาจะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตา เว้นเมื่อเข้าถึงอสังขตธาตุได้ความบริสุทธ์เป็นนิพพาน จะเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาทันที แล้วจะเห็นว่าพระนิพพานเป็นอัตตา"

หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด)
"วิปัสสนาคือให้พิจารณาในทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนัตตา อนัตตาคือการเดินทางไปสู่โลกแห่งนิพพาน โลกเรานี้เป็นโลกแห่งอัตตา"

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
"นิพพาน คือว่างจากกิเลส จิตวิญญาณของพระอรหันต์ไม่สูญ ที่วิญญาณสูญนั่นคือวิญญาณในขันธ์ ๕ เท่านั้น"

พระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ์ สิริจนฺโท จันทร์
"พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ อย่าเข้าใจว่าจะไปนิพพานด้วยกำลังกาย"

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
"สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว
ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ"

หลวงพ่อเกษม เขมโก

"พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ท่านอยู่นอกโลก"

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ
"ส่วนกายพระอรหัต ถ้าถึงพระอรหัตละก็ นิจจัง สุขัง อัตตาแท้ๆ กายธรรมมีขันธ์เหมือนกัน แต่เป็นธรรมขันธ์ ท่านไม่เรียกเบญจขันธ์ เป็นธรรมขันธ์เสีย
มีธาตุเหมือนกัน เป็นวิราคธาตุ เป็นวิราคธรรมม"


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
"องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า ...โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ... พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับ

อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส)
" พระธรรมกาย ได้เแก่พระกายอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะแก่เทวา และมนุษย์ หมายถึงจิตที่พ้นจากกิเลสแล้ว เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ไม่สูญสลาย
อินทรีย์ของพระอรหันต์ประณีตสุขุม แม้ตาทิพย์ของเทวดาก็มองไม่เห็น"


หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
"พระนิพพานมีอยู่ไม่เสื่อมสูญ พระพุทธเจ้าเข้าพระนิพพานก็มีอยู่ในพระนิพพานนั้นแล ถ้าเราเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันเมื่อไร
เมื่อนั้นแหละจึงจะเห็นจะรู้ที่อยู่พระพุทธเจ้า ที่อยู่ของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย"

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
"นิพพานไม่สูญ เป็นแต่อาสวะกิเลสสูญ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม วิบาก มันสูญ แต่ สังคตะธรรม อสังคะธรรม วิราคะธรรม มันไม่ได้หมดไปด้วย

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
"ดวงจิตนี้ไม่เคยสูญ แดนพระนิพพานมีจริง หลวงปู่มั่นเล่าว่า พระพุทธเจ้าหลายพระองค์
เสด็จมาเยี่ยมท่าน


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
"นิพพานไม่ได้สูญ ไม่ได้อยู่ตามที่โลกคาดคะเนหรือเดากัน ทำจริงจะได้เห็นของจริง รู้จริง และจะเห็นนิพพานเอง เห็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
เห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านบริสุทธิ์เอง และหายสงสัยโดยประการทั้งปวง"


หลวงปู่อ่ำ พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต)
"พระพุทธกัสสป เมื่อดับขันธ์ปรินิพพาน เข้าเมืองแสงใส ซึ่งก็คือเมืองแก้วแสงใส ชื่อไทยนี้ คนไทยคงเรียก นิพพาน มานานแล้ว ปราชญ์บัณฑิตโบราณาจารย์จึงกล่าวเสมอๆ
เช่น ถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้ว คือ อมตมหานครนฤพาน ดังใน มหาเวสสันดรเทศนา กุมารกัณฑ์"

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
" สูญในพระนิพพานมีขอบเขต สูญจากกิเลสเท่านั้น รสของพระนิพพานมีอยู่ พระนิพพาน ไม่เกิดไม่ดับไปไหน เป็นอนัตตาธรรม เราจะเอาพระนิพพานมาเป็นอนัตตา เหมือนขันธ์ ๕
และกิเลสทั้งหลายมันก็ไม่ถูก เรียกว่าแยกอนัตตาธรรมไม่ถูก


หลวงปู่ลี ธมมฺโร วัดอโศการาม
" โลกนิพพาน ไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งตาย กายเป็นของสูญ จิตเป็นของไม่สูญ ไม่ตาย จิตที่ดับจากกาย ย่อมหายไป เหมือนกับไฟที่ดับจากเทียน"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คัดลอกมาครับไม่ได้คิดเอง

เรื่องที่วัดพระธรรมกายสอนก็มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น

เห็นต่างกันไม่แปลก แต่ไม่ควรต่อต้าน เพราะ การทำดีไม่ควรถูกกีดกัน
13/6/53 โพสต์โดย ผมรวยแล้วไม่โกง
12 จาก 39
ผมว่ามีอะไรๆหลายๆอย่างที่ทุกคนยังไม่รู้ อาจจะเป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง อันที่จริงแล้วนั้น ศาสนาเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ทุกคนให้กระทำความดี ศาสนาไม่มีตัวตนแต่สามารถดำรงอยู่ได้นับพันปี ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้เคารพนับถืองับมาช้านาน เพราะฉนั้น อย่าเอาศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างผลประโยชน์เข้าหาตน เราควรยืดแนวทางของศาสนาไม่ควรนำแนวทางของศาสนามาหากิน
27/6/53 โพสต์โดย สงบจิตสงบใจ
13 จาก 39
ทำไมทำมากได้บุญมาก
สมมุติข้าวหนึ่งจานทำคนหายหิวได้หนึ่งคน
ข้าวร้อยจานย่อมทำคนหายหิวได้ร้อยคนถูกไหม
ดังนั้นการบริจาคข้าว/บริจาคเงินไปซื้อข้าว
ร้อยจานย่อมได้บุญมากกว่าบริจาคจานเดียว
เพราะข้าวร้อยจานย่อมทำประโยชน์ได้มากกว่าถูกไหม

วัดพระธรรมกายชวนให้คนถวายปัจจัยแล้ว
วัดนำเงินที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร
สิ่งหนึ่งที่คุณยายจัน ขนนกยูง และหลวงพ่อธัมมชโย
ทั้งสอนทั้งทำเป็นตัวอย่างคือ
การเคารพในทานบารมีของเจ้าภาพ
ท่านสอนพระเณรและเจ้าหน้าที่เสมอว่า
"ทรัพย์ที่โยมเขาถวายมา โยมเขาแสนเหนื่อยยาก
แสนลำบาก กว่าจะหามาได้แต่ละบาท
แต่เขาอยากได้บุญ เขาจึงเอามาถวาย
ก่อนถวาย เขาอธิฐานจบใส่หัวไม่รู้กี่รอบ
เราใช้เงินบนหัวเขา ต้องให้เขาได้บุญเยอะๆ
ฉะนั้น ของทุกอย่างในวัด เงินทุกบาท
ต้องใช้ให้ประหยัดที่สุด แต่ต้องให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด
  เพราะคนที่ไปวัดเขาเห็น เขารู้ ว่าพระเณรและเจ้าหน้าที่
ในวัดพระธรรมกาย เขามีนโยบายในการใช้ทรัพย์
ในการใช้สมบัติพระศาสนาอย่างนี้
เจ้าภาพทุกคนเขาจึงมั่นใจว่า เงินทุกสตางค์ที่ทำบุญไป
จะถูกใช้เพื่อประโยชน์ของพระศาสนาอย่างคุ้มค่าที่สุด
เขาจึงกล้าที่จะถวายทีละมากๆ

แล้ววัดใช้เงินอย่างไรล่ะ
 หน้าที่หลักของทุกวัดคือการสอนศีสธรรมแก่ประชาชน
สอนให้คนที่มาวัด ทำทาน รักษาศีส ทำสมาธิ
 การจะเทศน์สอนคนร้อยคน กับเทศน์สอนคนล้านคน
พระที่เทศน์ก็เหนื่อยเท่ากัน ถ้าจะเทศน์ทีละร้อยสองร้อย
พอกลับบ้านกระแสกิเลส อบายมุข ก็ดึงเขาไป
กระแสศีสธรรมไม่เกิด
แต่หากมาวัดแล้ว เห็นภาพคนเป็นแสนๆมารักษาศีส
เจริญภาวนา ร่วมกัน ภาพแบบนี้จะประทับเข้าไปในใจ
ทำให้คนที่มาเกิดกำลังใจที่จะเอาชนะกระแสกิเลสขึ้นมา
และการชวนกันมาทำสมาธิ ชวนกันมารักษาศีส
ชวนกันมาฟังธรรม  กันมากๆ ก็จะเกิดกระแสชวนกันทำดี
เกิดขึ้นในสังคม
และการจะให้คนมาฟังธรรมคราวละมากๆ ก็จำเป็นต้องมี
อาคารสถานที่ ที่รองรับได้
ปัจจัยที่โยมถวายมา จึงมาเป็นสภาธรรมกายสากล
และธรรมกายเจดีย์  ซึ่งทุกวันอาทิตย์จะมีสาธุชน
มาปฏิบัติธรรมหลายหมื่นคน บางครั้งเกินแสนคน
ในวันบุญใหญ่ วันสำคัญทางศาสนา จะมีคนมาหลายแสนคน
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันใกล้ล้นแล้ว
 แต่จะสอนคนจำนวนมากให้มีศีสธรรมเพิ่มขึ้น
มีอาคารสถานที่อย่างเดียวไม่ได้
จำเป็นต้องมีพระที่มีความรู้ ความสามารถที่จะสอนด้วย
ทางวัดจึง สนับสนุนการศึกษาพระเณรอย่างเต็มที่
ปัจจุบันวัดพระธรรมกายเป็นวัดที่มีพระปธ.๙มากที่สุด
คือประมาณ80รูป และปธ.๓ขึ้นไปประมาณ500รูป
จำนวนมากได้ถูกนิมนต์ ไปสอนตามวิทยาลัยสงฆ์
ทั่วประเทศ และทั่วโลก
10/9/53 โพสต์โดย feyhong072
14 จาก 39
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่ามัวไป หลงทางอยู่ ทำเองครับ สงสัยหรือไม่เข้าใจ ก็มากระทู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ครับดังนั้นอย่ามัวแต่ คิดและฟุ้งซ่านไปต่างๆนาๆ กาลเวลาล่วงไป ท่านที่หวังพระนิพพาน มัวทำอะไรกันอยู่ ศึกษาและลงมือทำซิ อย่าไปฟุ้งซ่านกับคนอื่น ทำเองรู้เอง ให้คนอื่นทำแล้วมาบอก พอเค้าบอกแล้วก็ยึดเอาของเค้ามาเป็นของเรา ถูกต้องหรือครับ  ฉะนั้น ลงมือทำตามที่ได้ศึกษามาพร้อมทั้งด้วงจิตของท่านเองที่สะสมบารมีมาแล้ว ถ้าทิฐิถูกมรรคถูก ก็ไม่ต้องสงสัยว่า พระนิพพานไม่นานก็ได้สัมผัสครั้งแรก ภายใน 7 วัน ถึง 7 ปี ดังที่พระพุทธพจน์ กล่าว  ศึกษาหมวดธรรมอันได้แก่ ขันธุ์ 5  อินทรีย์ 5  พละ 5 อานาปานสติ สติปัฏฐาน 4 โพชชงค์ 7 ฌาณ 4 อรูปฌาณ 4  เป็นต้น

และที่สำคัญ  กูรูแห่งนี้เป็นที่แลกเปลี่ยนความคิด หรือ ข้อแนะนำดีๆ ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรแอบแฝง สังคมกูรูแห่งนี้จึ่งเป็นที่ ที่สัตบรุษ ไว้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ไช่ เป็นที่นำมาซึ่ง ****  ความแตกแยก **** ท่านใดมีเจตนาอันน่ารังเกียจ ก็ไม่ควรจะอยู่ในสังคมนี้ เพราะไม่นาน เจตนาอันน่ารังเกียจไม่เป็นที่ต้องการของ กูรู ก็จะเผยออกมาเอง ดังคำกล่าวที่ว่า ความลับไม่มีในโลก

เจริญในธรรม ครับ
7/10/53 โพสต์โดย เต๋อ
15 จาก 39
ขอเชิญคนรุ่นใหม่ ที่สนใจศึกษาหาความจริงของชีวิตให้กับตนเอง เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล

ศึกษาธรรมะแนววิทยาศาสตร์ ที่มีเหตุผล, มีสาระ, ไม่เยิ่นเย้อ, และไม่มีความงมงาย

ที่เว็บไซต์   "ฉันคืออะไร?"  -  เว็บไซต์สำหรับบุคลอัจฉริยะ   www.whatami.net

มีหนังสือและบทความสั้นๆให้อ่านฟรีๆหลายเล่ม - หลายเรื่อง

เช่นหนังสือ ฉันคืออะไร?, ไม่มีศาสนา, พุทธศาสนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

ถ้าใครสนใจจะนำไปเผยแพร่ หรือพิมพ์แจกจ่าย หรือแม้พิมพ์จำหน่าย

ก็อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้ฟรีตามสะดวก เพราะเว็บนี้มีแต่ให้ ไม่ต้องการแม้คำขอบคุณ.
19/11/53 โพสต์โดย whatami.net
16 จาก 39
ไม่ชอบใจ ก็เข้าหา หลวงตาหมาบัว ฟังธรรมท่านเยอะๆๆๆ
สำคัญนะ  บางส่วน ที่นี้ทำดี ให้โอกาสผู้คนจำนวนมากกก รองรับได้มาก ..ขนาดได้มากนะ  คนยังเลวอีกเยอะเลยทั่วประเทศ
เมื่ออยากฟังธรรมลึกๆๆ ก็ต้องไปวัดอื่น  วัดปฎิบัติ บางวัดรับได้ 70 คนคราวเดียวกัน บางวัดรับได้ 30 คน
บางวัด คนเป็นพัน แต่ถามธรรมเพียงคนเดียว ...
.... เราศึกษา ปฎิบัติ แต่เราต้องรักษาศีล 5 คือ มุสาวาทา ไม่ก้าวล่วงดูหมิ่น ( จิตเต็มไปด้วยโทสะ )
.... อยากทำดี อยากได้ดี ไม่มีอะไร ดี 100 % จงเดินตามพระพุทธเจ้า ( ไม่ใช่เดินตามสำนักโน้นนี้ )
    ทุกที่ดีหมด เหมือน อนุบาลที่หนึ่ง ประถมที่หนึ่ง มหาลัยที่หนึ่ง สุดท้าย ปฎิบัติแล้ว เจอกันในจิต ไม่ใช่สถานที่ (อย่าติดสำนัก)
21/11/53 โพสต์โดย dalin_ple
17 จาก 39
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
ปุญญญฺเจ ปุริโส กยิรา     กยิราเถนํ ปุนปฺนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ           สุโข ปุญญสฺส อุจฺจโย
ถ้าบุคคลกระทำบุญ ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ
ควรกระทำความพอใจในบุญ เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้

นั้นแสดงว่าการทำบุญนั้นต้องทำบ่อยๆและทำให้ปีติใจในการทำบุญการกระทำบุญเยอะนั้นก็เป็นวิธีนึงที่จะทำให้ปลื้มใจ
แต่คนจนนั้นต้องทำแบบคนจนคือทำแบบเต็มที่แบบคนจนไม่ใช่ทำแบบคนรวย คนจนที่ทำแบบคนจนผู้นั้นแหละชื่อว่าทำมากแล้ว
อย่าตัดสินว่าที่ทำเยอะคือทำแบบคนรวยข้อนั้นไม่ใช่ แต่ต้องทำอย่างเต็มที่เต็มกำลัง

ส่วนเรื่องอนัตตา-อัตตานั้น ต้องขอบอกว่าเราทุกคนก็ยังไม่เข้าถึงธรรมเถียงกันไปก็ไม่จบเลิกเถียงกันดีกว่า
แต่ถ้าจะดูกันคำสอนนั้นวัดพระธรรมกายนั้นยกคัมภีร์ทางมหายาน แต่ทางพระที่ออกมาโต้แย้งใช้คัมภีร์เถรวาทมันเลยไม่เข้าใจกัน
ฉะนั้นอะไรจะเป็นตัวตัดสินผู้ที่อ่านต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนทั้ง 2 คัมภีร์ ถ้าเราฟังกันอย่างเดียวไม่ศึกษาให้ชัดก็เปล่าประโยชน์เถียงกันไปไม่เกิดอะไรขึ้น แต่โดยความเห็นส่วนตัวที่ศึกษามาแล้วทั้ง 2 คัมภีร์นั้น ก็เห็นว่าทั้งเถรวาทและมหายาน ยังมีข้อที่ไม่ชัดอยู่หลายจุดเช่น ในเถรวาทนั้นพระพุทธเจ้าบอกว่านิพพานไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใชภูเขา ไม่ใช่พระจันทร์ ไม่ใช่พระอาทิตย์ ไม่ยืน ไม่เดิน ไม่นอน แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงการนั่ง เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าถึงไม่ตรัสว่านิพพานไม่มีการนั่งนั้นต้องวิเคราะห์ให้ดีงั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่านิพพานมีการนั่งอย่างที่วัดพระธรรมกายสอน และในมหายานก็กล่าวถึงนิพพานมากว่าในเถรวาทเสียอีก ไม่ได้เข้าข้างธรรมกายนะครับแต่ชี้แจงตามข้อมูลที่ศึกษามานะครับ
2/12/53 โพสต์โดย bankberry
18 จาก 39
ผมไม่รู้นะผมไม่เคยไป เพิ่งได้ยินมาไม่กี่เดือน

ที่จริงแล้วผมว่าการรับเงินบริจาค ส่วนหนึ่งใช้ทำบุญอีกส่วนนึงนำไปบำรุงพุทธสถาน

หากไม่มีเงินบำรุง ก็คงจะยากซักหน่อยในการจัดหาผู้คน และออกค่าใช้จ่ายให้บุคลากรและนักเรียนครับ
6/1/54 โพสต์โดย ไม้กรอบอร่อย
19 จาก 39
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัญญาแต่ละท่านที่ได้สะสมมาแต่อตีตชาติจนถึงปัจจุบัน ก็อย่างที่ท่านผู้รู้กล่าว ถ้าเลือกผู้นำที่ดีก็ไปดี ถ้าเลือกผู้นำผิด ก็พากันผิดไปหมด แต่ การที่จะเลือก ใครล่ะตัดสินใจ ก็ ตัวท่านเอง ดังนั้นจงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในกับตัวเอง จะทำอย่างไรให้ไม่เลือกผิด ก็ต้องศึกษาหลายๆทางหลายๆแบบ แล้วก็เลือกเฟ้นดูว่า สิ่งไหนเหมาะกับตน (ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาอันติดตัวมาแต่ปางก่อนอีกแหล่ะ ทางที่ดีที่สุด ค้นหาสัมมาทิฐิให้ได้เป็นอันดับแรก ดีที่สุด) จงสร้างเหตุที่ดีเพื่อผลดีในอนาคต วางใจให้เป็นกลางมองดูสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยใจเป็นกลางก่อนทีจะตัดสินอะไรๆ มองให้ลึกมองให้ทะลุ ด้วยใจเป็นกลางแล้วท่านจะพบทางสายกลางที่แท้จริง

ก็นะถ้าไม่มีการบริจาค แล้วถาวรวัตถุจะดำรงอยู่ได้นานได้อย่างไรถ้าไม่มีการบูรณะปฏิสังขร ก็นะมันต้องไปด้วยกันละครับแต่ การที่จะบริจาคก็ต้องดูกำลังของตนให้ดี ทำแล้ว ครอบครัวหรือผู้คนรอบข้างที่ต้องพึ่งอานิสงค์ผู้บริจาค(อันนี้เป็นบริวารผู้บริจาค)เดือดร้อนก็ไม่ควรนะ แต่อย่างว่า ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริจาคอีกแหล่ะ (ก็เงินตรูนี่หว่า....) ก็นะแล้วแต่มุมมอง ครับ แต่สำหรับผม ผมว่าเอาเป้นกลางๆ ดีที่สุด พอประมาณตามฐานะ ไม่ต้องไปบริจาคตามคน(รวย)อื่น ถึงขั้นไปกู้เงินมาทำบุญก็เกินไปครับ (ศรัทธามาก็นะดูแล้วเป็นคนงมงาย) แหมคิดดังไปหน่อย ขอประทานโทษด้วยครับที่กล่าวอย่างนี้ (ผมไม่ได้ว่าวัดธรรมกายไม่ดีนะ เพราะผมมองเป็นกลาง จะผิดจะถูกมันเป็นปัจจัตตัง อาครับ)

เจริญในธรรมครับ
15/1/54 โพสต์โดย เต๋อ
20 จาก 39
เราเป็นชาวพุทธเราต้องมีสติปัญญาในการคิดพิจาราณาในการทำบุญว่าทำบุญแบบใหน การทำบุญในพุทธศาสนานั้นไม่ได้หมายความว่าทำบุญมากแลัวได้บุญมาก การทำบุญต้องขึ้นอยู่กับจิตใจๆที่บริสุทธิ์ ผลบุญที่จะได้รับเต็มที่นั้นขึ้นอยู่กับการรักษาศีลและปฎิบัติธรรมนั่นคือผลบุญสูงสุดในพุทธสาสนาไม่ใช่ว่าทำบุญมากแล้วจะได้บุญมาก การปฎิบัติธรรมต่างหากที่ได้ผลบุญสูงสุด การทำบุญที่มากมายโดยที่จิตใจมีกิเลส โทษะ โมหะ นั้นผลบุญก็ลดลงตามส่วนเพราะฉะนั้นการทำบุญในพระพุทธศาสนานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่สุดยอดของผลบุญนั้นคือการปฎิบัติธรรมต่างหาก
22/1/54 โพสต์โดย maonh
21 จาก 39
ศิษย์วัดพระธรรมกายชี้แจงได้ถูกใจผมจังเลยครับ สาธุๆๆๆๆๆๆ
มีรุ่นพี่ผมเข้ามาถามเรื่องทำบุญมากได้มากทำน้อยได้น้อยจริงหรอ ทำไมวัดพระธรรมกายสอนแบบนั้น
ผมก็เลยถามต่อว่า เอางี้นะพี่ พี่มีเงิน1แสนบาทในกระเป๋า ทำบุญ10บาท กับผมมีเงิน50บาทในกระเป๋า ทำบุญ10 บาทเท่ากับพี่ ถามว่าบุญที่ได้เท่ากันไหม ติกต๊อกๆๆๆๆๆๆ คนเก่งๆอธิบายหน่อยสิคับ (ศิษย์วัดพระธรรมกายไม่ต้องตอบนะเพราะท่านรู้กันอยู่แล้ว)  
ขอให้ตอบแบบผู้มีปัญญาและมีภูมิธรรมนะคับ ผู้ที่ภูมิธรรมไม่ถึงกรุณาอย่าตอบเพราะจะอายชาวบ้านเขาอิๆๆๆ
24/2/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
22 จาก 39
โลกมนุษย์ยังมีอะไรอีกมากมายที่ซ้อนเร้น ???????? มันไม่ง่ายที่จะทำให้เข้าใจในสิ่งที่ดี มันขึ้นอยู่กับความรู้และความเข้าใจ ใครที่สอนตัวเองได้นั่นแหละ ผ่านไม่หนึ่งขั้น พยายามต่อไป
24/2/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
23 จาก 39
สวัสดีค่ะ

พระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เขียนถึงวัดนี้ไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ "กรณีธรรมกาย"

หากสนใจไปขอรับได้ฟรี ที่วัดญาณเวศกวัน พุทธมลฑลสาย 4 นครปฐมค่ะ
27/2/54 โพสต์โดย ป้าดา
24 จาก 39
ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ว่าการนั้งสมาธิ คำสอน แต่ใช่ว่าจะค้าน ผมเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ (ไปกินขนม555วัดต่างจังหวัดนะ) ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคนที่ชอบว่าวัดพระธรรมกายถึงได้ฝังใจจนไม่สามารถจะรับรู้ความจริงได้ ด้วยสมองและปัญญาของตน ไม่ใช่รับข้อมูลมาจากหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆารวาสแต่งขึ้นมา ทำไมต้องเชื่อเขาด้วยล่ะ แล้วต้องเชื่อเขาใช่หรือเปล่า เราถูกบังคับให้เชื่อหรือเปล่า คุณทุกคนลองคิดและทบทวนดูสิว่า เราเชื่อแบบใด เรามีสิทธิ์เชื่อ แต่ควรเชื่อในสิ่งที่เราพิสูจน์ด้วยการเห็นด้วยตาตัวเอง ไปหาเหตุหาผลด้วยตัวเอง ไม่ใช่นั่งเทียนเห็น นี่คือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไม?????คนถึงเชื่อคนง่ายด้วยการอ่านหนังสือแค่นั้นหรอ????? โลกมนุษย์
ถ้าทุกคนสอนตัวเองได้ก็ดีสินะ จะได้ไม่ต้องมามีอคติกัน ผมเองเคยอยู่ในดงสิ่งเสพติดตั้งแต่เล็ก แต่ก็ไม่เคยคิดจะเสพเลย เพราะเราสอนตัวเราได้ว่าสิ่งที่เพื่อนเราทำนั่นมันผิด และอันตรายต่อร่างกาย อย่างวัดพระธรรมกายผมก็ได้ข่าวมาทางไม่ดี แต่ผมไม่เคยเชื่อนะ ใจมันเฉยๆ เพราะนิสัยผมไม่เชื่อ แต่จะเชื่อในสิ่งที่ผมพิสูจน์ด้วยตัวเอง และผมก็มาวัดธรรมกายเองไม่ต้องเชื่อใคร ผมพิสูจน์เอง เข้าไปทุกซอกทุกมุม เราอยากรู้อะไรเราก็หาเอาสิ ไม่เห็นยาก ผู้มีปัญญาและฉลาด ก็คิดได้ เราช่างวิเคราะห์/หาเหตุผลว่าทำไม???? เหมือนวิทยาศาสตร์แบบนั้น คนที่ว่าศิษย์วัดพระธรรมกายงมงาย ลองคิดให้ดีๆนะว่าคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์สิ่งพิมพ์ที่แต่งขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ว่าเขานั้นคิดถูกหรือคิดผิด มันงมง่ายกว่าศิษย์วัดพระธรรมกายหรือเปล่า คุณลองคิดนะ
...............สิ่งสำคัญนะคับ.............................
หนังสือธรรมะทุกฉบับ ผมขอถามเลยนะว่าใครเขียน?
คนเขียนนั้นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หรือไม่?
ถ้าเป็นพระอรหันต์ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็น?
แล้วเราจะเชื่อในคำสอนที่อยู่ในหนังสือกระนั้นหรือ?
.......ถ้ามีหนังสือที่เขียนโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเขียนโดยพระอรหันต์ที่ได้รับคำรับรองจากพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ด้วยกัน ถ้ามีนะคับ??????? ถ้ามีอันนี้ผมเชื่อและทำตาม
.......แต่ในยุคนี้มีไหมคับ หาให้ผมหน่อย ไม่เห็นมีสักเล่ม มีแต่พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านสอน แล้วลูกศิษย์ก็มาเขียนมาพิมพ์เป็นเล่ม หรือไม่ก็แกะมาจากคำสอน ทั้งนั้น แบบนี้เราจะเชื่อแบบไหน เราต้องทำตามท่านปฏิบัติตาม่ท่าน แล้วดูสิว่าผลการปฏิบัติธรรมของเราเป็นงัย แล้วใช้สมองและปัญญาของเราวิเคราะห์ดูว่าดีหรือไม่ดี อย่าให้ใครมาจูงความคิดเราโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย
แค่คุณตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงต้องทำแบบนี้  เท่านี้ แล้วคุณก็หาเหตุผลนั้นซะ ทุกอย่าก็จบ
อย่าคิดแบบคนไม่มีความคิด อย่าคิดตามที่เขาคิด ผมขอฝากไว้นะคับ ลองคิดดู ก่อนที่จะไม่ได้คิด
1/3/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
25 จาก 39
วัดพระธรรมกายกำเหนิดขึ้นด้วยคำสั่งของหลวงปู่สดแห่งวัดปากน้ำโดยมีคำสังว่าท่านห่วงว่าจะไม่มีผู้ที่เหมาะสมในการเผยแพร่วิชาธรรมกายจนต่อมาได้แจ้งกับแม่ชีมหาอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูงว่าคนที่จะมาสืบสานเผยแพร่วิชาธรรมกายของพระพูทธเจ้าไปทั่วโลกนั้นได้เกิดแล้วอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรีให้แม่ชีรออยู่ที่วัดปากน้ำเขาจะมาเองแล้วให้การสนับสนุนต่อมาแม่ชีก็ได้พบกับหลวงพ่อธรรมมะชโยในขณะศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ ได้มาหาแม่ชีจันทร์เพื่อศึกษาธรรมกับแม่ชีจนท่านแน่ใจว่าหลวงพ่อคือผู้ที่หลวงปู่กล่าวถึงแล้วได้คอยอุปการะส่งเสริมหลวงพ่อธรรมะชโยจนมีวัดธรรมกายทุกวันนี้   ส่วนวิชาธรรมกายมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าแต่ต่อมาหลักวิชาได้หายสาบสูญไปมีผู้รู้เหลือไม่มากถึงรู้ก็ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้เหมือนหลวงปู่วัดปากนำด้วยเหตูผลหลายอย่างซึ้งแท้จริงแล้วการปฏิบัติของพระอริยะเจ้าทั้งหลายหลวงปู่ต่างท่านก็มาแนวทางเดียวกันแห่งวิชาธรรมกายเปรียบเสมือนทางเส้นใหญ่ที่มีจุดหมายเดียวกันแต่ระหว่างทางผ่านที่ใดบ้างซึ้งแล้วแต่ผู้ปฏิบัติแต่ละบุคลว่าจะหยุดแวะจุดใดๆหรือไม่แวะไม่สนว่าผ่านที่ใดบ้างระหว่างทางส่วนวิชาธรรมกายคือการที่หลวงปู่วัดปากน้ำได้เมตตานำหลักวิชากลับมาสอนพวกเราให้เป็นแบบวิชาการเหมือนแผนที่ในการเดินทางนะครับ เพระการนั้งสมาธิย่อมต้องเข้าใจในหลักสมถะกรรมฐานคืออะไรวิปัสนากรรมฐานคืออะไรก่อนซึ้งท่านหาอ่านได้ในเว็ปต่างนะครับ ส่วนหลักการสอนของวัดะรรมกายนั้นจริงแล้วเน้นเรื่องปัญญาเป็นตัวนำดังจะเห็นได้จากการให้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเพื่อให้สาธุชนที่มาวัดได้เกิดปัญญาส่วนการสอนเรื่องการทำบุญนั้นก็เป็นการสอนตามภูมิของบุคลต่างๆดั่งบัวสี่เหล่าครับการที่เรามีบูญมากนั้นจะเป็นการง่ายในการสะสมบารมีครับอย่างการทำดีสำคัญกว่าการทำบูญนั้นแน่นอนครับแต่การทำบูญคือการทำความดีนะครับเป็นการให้ทำให้ใจไม่เห็นแก่ตัวเองจนปิดบังปัญญานะครับตัวผมเองเคยสวดมนต์ไหว้พระทุกวันไม่ค่อยได้ทำบูญเท่าไหรก็คิดว่าเพื่อปฏิบัติดีแต่ในใจลึกๆเพื่ออะไรละครับเพื่อให้ตัวเองดีเหนือคนอื่นจนใจเข้าไปอยู่กับคำว่าตัวกูของกูนะครับอันเป็นว่าอันนี้คือว่าการปฏิบัตินั้นต้องมีครูอาจารย์ที่ดีเพื่อไม่ให้หลงทางนะครับ การหลงทางนะครับดูง่ายๆว่าคุณหลงทางหรือไม่ก็คือคุณมีใจไฝ่ปฎิบัติในคำสอนของพระพุธเจ้าหรือมุ่งมั่นในการศรัทธาเครื่องลางของขลังเลขยันต์คาถาละครับอันนี้ดูตัวเราเองได้ในระดับหนึ่งครับยังดูได้แค่หยาบๆนะครับดูได้แค่ความเป็นพุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์เท่านั้นครับอันละเอียดกว่านี้ยังไม่กล่าวถึงครับเพราะผมเองก้ยังหยาบอยู่มากครับวัดเล็กวัดใหญ่ดีหมดครับส่วนวัดธรรมกายนั้นเป็นวัดที่มีหน้าที่สำคัญครับคือเผยแพร่ศาสนาพุทธไปทัวโลกครับ เหมือนอิสลามหรือคริสต์ที่มีจุดกลางในการเผยแพร่นะครับส่วนพุทธยังไม่มี่แล้วไม่มีใครทำวัดธรรมกายท่านทำแล้วทำได้ดีด้วยก็ขออนุโมทนาด้วยนะครับ ต่อนนี้ทางวัดเผยแพร่คำสอนไปทั่วโลกอย่างดีเลยครับลองมาดูช่องdmcนะครับ แล้วชีวิตคนเรานั้นเป็นอนิจจัง ทุกข์ขังอนัตตาแน่ครับ  แล้วนิพพานเป็นอัตตาอย่างไรท่านก็ลองอ่านคำสอนของหลวงปู่ท่านต่างดูแล้วเทียบเอาว่าท่านควรฟังใครดีครับ     หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด)
"วิปัสสนาคือให้พิจารณาในทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนัตตา อนัตตาคือการเดินทางไปสู่โลกแห่งนิพพาน โลกเรานี้เป็นโลกแห่งอัตตา"

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี
"นิพพาน คือว่างจากกิเลส จิตวิญญาณของพระอรหันต์ไม่สูญ ที่วิญญาณสูญนั่นคือวิญญาณในขันธ์ ๕ เท่านั้น"

พระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย ์ สิริจนฺโท จันทร์
"พระนิพพานเป็นพระมหานครอันใหญ่เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้ อย่าเข้าใจว่าจะไปนิพพานด้วยกำลังกาย"

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ
"สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดยึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว
ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่า หรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามก็ปรากฏแก่เราอยู่ทุกเมื่อ"

หลวงพ่อเกษม เขมโก

"พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ท่านอยู่นอกโลก"

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ
"ส่วนกายพระอรหัต ถ้าถึงพระอรหัตละก็ นิจจัง สุขัง อัตตาแท้ๆ กายธรรมมีขันธ์เหมือนกัน แต่เป็นธรรมขันธ์ ท่านไม่เรียกเบญจขันธ์ เป็นธรรมขันธ์เสีย
มีธาตุเหมือนกัน เป็นวิราคธาตุ เป็นวิราคธรรมม"


หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
"องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า ...โมกขราช เรากล่าวว่า นิพพานนั้นหมายถึงกิเลสดับ และขันธ์ ๕ ดับ... พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า จิตดับ

อดีตพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส)
" พระธรรมกาย ได้เแก่พระกายอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะแก่เทวา และมนุษย์ หมายถึงจิตที่พ้นจากกิเลสแล้ว เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ไม่สูญสลาย
อินทรีย์ของพระอรหันต์ประณีตสุขุม แม้ตาทิพย์ของเทวดาก็มองไม่เห็น"

อันนี้ไปยืมคำตอบก่อนหน้านี้มาให้เครดิตท่าน ผมรวยแล้วไม่โกงนะครับเอาคำสอนหลวงปู่มาตอบได้อย่างดีครับ แล้วที่แน่ๆวัดธรรมกายนั้นสอนได้ตรงธรรมพระพุทธเจ้าแล้วครับ พระพุทธองค์ท่านสอนคนธรรมดาผู้ครองเรือนก็ใชธรรมบทหนึ่งเช่นมีศิล5 เมตากรุณา ให้ทานทำบูญ ส่วนผู้ที่มีอินทีรย์แก่กล้าก็ทรงสอนธรรมมะขั้นสูงขึ้นไปอีกนะครับ
8/3/54 โพสต์โดย ไซอิ๋ว2012
26 จาก 39
ทั้งพระภิกษุหรือคนทั้งหลายในวัดพระธรรมกายจะถือศีล 227 ศีล8 ศีล5 แล้วงัยครับ มันจะดีเลิศไม่ได้ถ้าพวกท่านทั้งหลาย "บุคคลในวัดพระธรรมกาย" ยังประพฤติใช้คำสอนที่ "คิดขึ้นใหม่ คิดเอาเอง" ไม่ใช่คำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่ผู้่ไม่รู้โดยทั่วไปนั้น จะเป็นเหตุเสื่อมของพระศาสนา ให้เร็วยิ่งๆขึ้น  
คุณทั้งหลายเข้าใจของ ผู้คิดมรรค และผู้เดินตามมรรค หรือไม่ มรรคในที่นี้คือ มรรคมีองค์แปด พระสัมมาสัมพุทธะเป็นผู้คิดค้นหรือค้นพบ ส่วนสาวก ลองลงมาจากพระสัมมาสัมพุทธะ ถือเป็นผู้เดินตามมรรค เท่านั้น เทียบสัพภัญญูกับพระสัมมาสัมพุทธะไม่ได้ แม้แต่พระมาหากัสปะ ซึ่งได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์ "พระอรหัรต์ "ว่ามีความสามารถเทียบเท่าพระสัมมาสัมพุทธะเจ้า แต่ก็เป็นแค่ ผู้เดินตามมรรคเท่านั้น แล้วเหล่าพระธรรมกาย เท่าที่ทราบยังไม่มีใครใกล้สำเร็จแม้กระทั้ง เป็นพระอารยะบุคคล ในระดับ พระโสดาบัน เลยแค่นี้ก็เทียบกับพระมหากัสปะ ไม่ได้แล้วครับ ดังนั้นท่านทั้งหลายต้องศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธะให้ถ่องแท้ว่า ผู้ที่พูดหรือบัญญัติคำสอน ที่เป็น สัจธรรม  และก็ใช้ใด้ไม่จำกัดการณ์ว่าจะเป็นหมื่นเป็นล้านปี หรือ "อกาลิโก" มีคนเดียวเท่านั้นคือพระสัมมาสัมพุทธะโดยเป็นครูสอนทั้ง มนุษย์และเทวดา ที่ดีเลิศที่สุด พระสัมมาสัมพุทธะเจ้าสละราชสมบัติ สละทุกอย่าง ออกบวชเพื่อให้หลุดพ้นจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ วัดพระธรรมกาย กำลังทำสวนทางกับพระสัมมาสัมพุทธะเจ้า คือ ออกบวชเพื่อให้ได้มา ซึงความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะยังยึดติดใน ลาภยศ วัตถุ เงินทอง แล้วอย่างนี้ท่านจะสอนให้คนอื่นหลุดพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างไร ในเมื่อเหล่าพวกท่านยังประพฤติ ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธะเจ้า ไม่ได้แม้่แต่น้อย ไม่ต้องถือศีล227 เอาแค่ศีล5 ให้เหล่าท่านปฏิบัติได้อย่างบริสุทธิ์ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ก็พอแล้วครับ แค่นี้ท่านก็สามารถ สำเร็จเป็นพระโสดาบันได้แล้วครับ แต่ถ้าท่านยังประพฤติปฏิบัติผิดศีล5,10,227 คิดเอาเองน่ะว่าจะตกนรกขุมใหน หรือว่า อยากโดนพระแม่ธรณีสูบ เหมือน ท้าวเทวทัต ก็อยู่ที่การการกระทำของพวกเหล่าท่านนั้นเอง..
30/3/54 โพสต์โดย tanased
27 จาก 39
เป็นวัดที่ รวยที่สุดในประเทศเพราะอะไรละ จัดงานที อลังการ เปลืองงบไปเท่าไหร่ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า

ขัดต่อหลักพุทธศาสนา รึป่าว ^O^

แล้วไอ ที่มีตังค์ 2 แสน แล้วทำบุญ 10 บาท กับ มีเงิน 50 ทำบุญ 10 บาท จะได้บุญหรือไม่นั้นอยู่ที่คุณคิดยังไงมากกว่า ถ้าคนที่มีตังค์ 2 แสน เขาทำบุญ 10 บาทด้วยใจที่ไม่คิดหวังได้สิ่งตอบแทน บริสุทธิ์ใจ ก็ได้บุญ

แล้ว 50 บาท ทำบุญ 10 บาทโดยคิดว่า หวังจะได้อะไรตอบแทน อยากได้เงินแสนตอบแทนในอนาคต แบบนี้จะได้บุญมั้ย ^^
7/4/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
28 จาก 39
ก็ไม่รู้นะว่าคนอื่นจะว่าอย่างไรแต่กับตัวเองเคยไปบวชก็สงบแล้วก็มีความสุขดีจนอยากจะไปอยู่ที่วัดช่วยงานวัดเลยแต่ต้องขอให้ลูกโตกว่านี้ก่อน
แล้วก็บริจาคตามกำลังของเราแบบว่าจนมากมีบริจาคนิดเดียวก็ไม่เห็นมีใครจะว่าอย่างไร
2/8/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
29 จาก 39
จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวหรอกคะ ว่าวัดไหน คนเรามีจริต ต่างกัน มันก็แค่นั้น เราเข้าวัดมาไม่เห็นต้องทำเยอะเลย ที่เขาทำกันเยอะๆ มันเงินของเขา ทำแล้วมีความสุข ก็ทำกันไป แค่นั้น ตอนแรกเข้าไปก็คิดเหมือนกัน ทำไมต้องให้พรว่า รวย แต่เราไม่ตัดสินอะไรแค่ครั้งเดียว เราไปมา 4 ปี จึงรู้ว่า คนที่ไม่สามารถเข้าวัดธรรมกายได้ คือ คนตระหนี่ และเห็นแก่ตัว ทะเลาะกันเองในกลุ่ม  คนเราหมู่มากมีทั้งดี และไม่ดี การที่เราไม่ได้ รู้จริง แล้วพูดตามกระเเส  มันบาปนะคะ
15/9/54 โพสต์โดย aoi I like
30 จาก 39
เป็นกรรมของคนรวย คนส่วนใหญ่ก็ชอบไปทำไว้ สะสมไว้ ไม่ได้ทำให้ใคร ทำเอาเองกันทั่งนั่นหละคับ คนรวยก็ต้องชอบวัดรวยเป็นธรรมดา คนชอบหวยยังชอบวัดดังเลยคับ
27/9/54 โพสต์โดย งงชีวิต
31 จาก 39
ความขัดแย้งในเรื่องวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแนวคำสอนวัดพระธรรมกาย


ความขัดแย้งในเรื่องการดำเนินงาน

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ มีแนวคิดที่จะรวมคณะสงฆ์ทั่วโลก เพื่อประชุมเปรียบเทียบคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในแต่ละนิกายจึงเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง ซึ่งทางกลุ่มผู้สนับสนุนได้โต้แย้งว่าการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับพุทธบริษัททั้งสี่นั้นเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน ซึ่งการที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ตั้งใจสร้างความสามัคคีของชาวพุทธทั่วโลกให้เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การส่งเสริมและสนับสนุนมากกว่าการมุ่งร้ายทำลายกันเองระหว่างหมู่พุทธศาสนิกชน

นอกจากนั้นในหมู่ของชาววัดพระธรรมกายได้รับคำสั่งสอนและให้คุณค่าของการกระทำความดีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า คือการสร้างบารมีตามเยี่ยงอย่างพระบรมโพธิสัตว์ในกาลก่อน และ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธที่ดีควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

วัดพระธรรมกายภายใต้การนำของพระราชภาวนาสุทธิ์มีเป้าหมายจะรวมคณะสงฆ์ทั่วโลก พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ดำริโครงการต่างๆและสร้างงานบุญพิธีอันยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่างๆ เช่น การระดมทุนเพื่อการสร้างศาสนวัตถุขนาดใหญ่, การฝึกอบรมในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการอบรมธรรมทายาท ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของการอุปสมบทพระภิกษุ อบรมธรรมทายาทหญิง อบรมอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก โครงการเด็กดีวีสตาร์ โครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า เป็นต้น โดยให้เหตุผลเพื่อการเผยแผ่และค้ำจุนพระพุทธศาสนา ในขณะที่ชาวพุทธชาวไทยจำนวนไม่น้อย มองการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่สุดโต่ง ไม่สันโดษ ไม่สมถะ แอบแฝงเป็นพุทธพาณิชย์ ท่ามความไม่เห็นด้วยดังกล่าวพระราชภาวนาวิสุทธิ์ยังคงดำเนินโครงการ พิธีกรรม และเทศนาสั่งสอนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งที่จะเผยแผ่ พระพุทธศาสนา เพื่อการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายไปทั่วโลก

ความขัดแย้งในเรื่องเป้าหมายของชาวพุทธ

ในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาในสำนักอื่นๆ นอกแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น จะมุ่งไปที่การเข้าสู่แดนนิพพาน ซึ่งมีความแตกต่างจากคำสอนของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ที่สั่งสอนศิษยานุศิษย์ด้วยมโนปณิธาน การมุ่งไปให้ถึง ที่สุดแห่งธรรม โดยได้ขยายความมโนปณิธานนั้นว่า "เป็นไปเพื่อการรื้อสัตว์ ขนสัตว์ ทั้งภพสามให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร" โดยอธิบายว่า พญามารหมายถึง ผู้ซึ่งสอดแทรกกิเลสให้แก่สรรพสัตว์, เป็นผู้สร้างกฏแห่งกรรม และ เป็นผู้ที่ทำให้วัฏสงสารดำเนินไปไม่สิ้นสุด การไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น เป็นการสร้างบารมีที่ยาวนานกว่าเป้าหมายของการเข้าสู่นิพพานมาก เพราะในการตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่อการโปรดสรรพสัตว์ที่พอมีบารมีบางส่วนได้บรรลุธรรมเข้าสู่นิพพานไปพร้อมกับพระองค์ แต่การไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมหมายถึง การรื้อสรรพสัตว์ทั้งหมดให้เข้าสู่นิพพานนั้น ตนเอง (หมายถึงพระราชภาวนาวิสุทธิ์) จะขอเป็นคนสุดท้ายที่จะเข้านิพพาน ปณิธานนี้ถูกสอนผ่านพระธรรมเทศนาโดยนัยยะว่า หน้าที่ในระหว่างการสร้างบารมีของผู้นำแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อันได้แก่ พระมงคลเทพมุนี และ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เป็นไปเพื่อ"การรื้อวัฏฏะ" คือ ทำที่สุดแห่งวัฏสงสารให้หมดไป ไม่มีผู้ใดต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้วัดพระธรรมกายจึงได้จัดโครงการที่ทำให้คนที่ได้คิดและหันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครังดังสมัยพุทธกาล

ความขัดแย้งในเรื่องการอธิบายความหมายตามคำสอนและแนวธรรมปฏิบัติ
การอธิบายความหมาย คำว่า อัตตา อนัตตา

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ยืนยันผ่านการเทศน์สอนว่า "การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย" เป็นธรรมปฏิบัติของแท้ตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เดิม แต่ธรรมปฏิบัติดังกล่าวนั้นได้สูญหายไปจากพระไตรปิฎกซึ่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ค้นพบและนำวิธีปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายกลับมาสั่งสอนให้มวลมนุษยชาติอีกครั้ง

ในขณะที่พระมหาเถระสำนักอื่นหลายสำนัก ไม่อาจยอมรับคำสั่งสอนตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายได้ เพราะเมื่อพิจารณาตีความโดยดัวอักษรความตามหมายในพระไตรปิฎกแล้ว กล่าวไว้ว่า สรรพสิ่งนั้น เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ ฉะนั้น นิพพาน จึงเป็นอนัตตาด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องที่ว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา อันเป็นเหตุให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ และ วัดพระธรรมกายถูกโจมตีอย่างหนัก

นอกจากนั้นคำสอนของพระมงคลเทพมุนีและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น ได้ให้คำจำกัดความของคำที่เกี่ยวกับนิพพาน ต่างไปจากในพระไตรปิฎก ที่ว่า พระไตรปิฎกนั้นไม่มีการแยกคำว่า อายตนนิพพาน และ พระนิพพาน แต่ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้อธิบายเอาไว้ผ่านหนังสือวิสุทธิวาจาซึ่งถอดพระธรรมเทศนาของพระมงคลเทพมุนีและการเทศนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เอาไว้ว่า อายตนนิพพาน หมายถึง แดนนิพพานอันเป็นที่อยู่ของพระนิพพาน พระนิพพานคือ ชื่อที่เรียก พระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันตเจ้า ที่ได้ถอดขันธ์ 5 ของกายมนุษย์แล้วเปลี่ยนเป็นธรรมขันธ์ คือ กายธรรม หรือ ธรรมกาย ซึ่งลักษณะของธรรมขันธ์ที่ถอดขันธ์ 5 แล้วนั้นจะเหมือนกันทุกพระองค์ จึงเรียกว่า ธรรมกาย หรือ กายธรรม ซึ่งสอนว่าลักษณะของ พระธรรมกายนั้น เป็นรูปร่างของกายแก้วมีลักษณะ มหาบุรุษ 32 ประการ มีเกศดอกบัวตูมเหมือนดอกบัวสัตบงกชที่จอมกระหม่อม ในท่านั่งขัดสมาธิคู้บัลลังค์ คือขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วของหัวแม่มือข้างซ้ายจรดกับปลายนิ้วชี้ข้างขวา นั่งบนแผ่นฌานซึ่งมีลักษณะกลม ปลายเข่าทั้งข้างวางพอดีที่ขอบของแผ่นฌานนั้น ความต่างกันของกายธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันตเจ้านั้น จะมีก็เพียงขนาดความเล็กใหญ่ของกายธรรมและรัศมีกายที่ไม่เท่ากันเพราะกำลังบารมีที่สะสมต่างกันเท่านั้น ในสงสารวัฏนี้ สิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็คือ กายที่ยังเป็น ขันธ์ทั้ง 5 แต่ กายธรรม หรือ ธรรมกาย นั้นมีลักษณะตรงกันข้าม คือ เป็น สุขัง นิจจัง อัตตา คือ เป็นสุขเที่ยงแท้ไม่แปรผันเป็นกายที่รวมประชุมของพระธรรมคำสั่งสอนทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์เอาไว้ภายใน มิใช่พระไตรปิฎกที่อาจมีความคลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

และสอนว่าในอายตนนิพพานนั้น เป็นที่อยู่ของพระนิพพานที่นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังค์เข้านิโรธสมาบัติเพียงอย่างเดียว มิได้ทำกิจอื่นใดอีก รวมทั้งอายตนนิพพานนั้น มีหลายอายตนนิพพาน ทั้งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย มีทั้งฝ่ายที่มีธาตุธรรมเป็นฝ่ายโปรด (มีหน้าที่ เทศนาสั่งสอนให้เห็นโทษภัยในวัฏสงสารเพื่อให้สรรพสัตว์หลุดพ้นตามกำลังแห่งบารมีของตน ) และ ที่มีธาตุธรรมเป็นฝ่ายปราบ (มีหน้าที่มุ่งสร้างบารมีเพื่อขจัดพญามารซึ่งเป็นผู้ผลิตกิเลสอาสวะและบัญญัติกฏแห่งกรรม เพื่อปล่อยเชลยคือสรรพสัตว์ทั้งหมดให้พ้นจากคุก คือวัฏสงสาร) ซึ่งคำสอนเหล่านี้ ไม่เคยปรากฏมีในสำนักสงฆ์ใดนอกจากแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย จึงเป็นที่มาของการถูกเพ่งเล็งและโจมตีของพระมหาเถระทั้งสองรูปคือ พระมงคลเทพมุนี ในสมัยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ผู้สืบทอดและเผยแผ่ มาจนกระทั่งปัจจุบัน

การให้ความหมายของมัชฌิมาปฏิปทา และ ผลของการดำเนินกรรมฐาน

ในแง่ธรรมปฏิบัตินั้นแนวคำสอนในเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา และ สติปัฏฐาน 4 ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น มีความแตกต่างจากสำนักอื่น ที่ว่าในสำนักอื่นๆ นั้นมีตีความหมายของคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ว่าหมายถึง การเดินทางสายกลาง คือการไม่กระทำความเพียรหรือกระทำสิ่งใดอย่างสุดโต่ง และ ตีความการปฏิบัติกรรมฐานแบบสติปัฏฐาน 4 ซึ่งในแต่ละสำนักนั้น ก็มีการตีความตามพระปริยัติธรรมที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่คำสอนตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้ให้ความหมายมัชฌิมาปฏิปทา คือ การเดินทางสายกลางตามอริยมรรคมีองค์ 8 โดยเป็นการเดินทางสายกลางภายในกายมนุษย์ ผ่านศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เข้ากลางของกลาง ผ่านดวงธรรมและกายในกาย ซึ่งเป็นการทำสมาธิวิปัสสนา แบบสติปัฏฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งเป็นการเดินกรรมฐานผ่านศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ทั้งสิ้น คือ พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ด้วยการพิจารณาผ่านดวงธรรมแต่ละดวง กายแต่ละกายละเอียดเป็นลำดับ โดยอธิบายว่าความละเอียดลึกซึ้งของธรรมปฏิบัตินั้นสามารถเห็นได้ด้วยตาภายใน มิใช่การตีความตามตัวอักษร ตามพระปริยัติ เพราะธรรมนั้นมิได้รู้ด้วยปัญญาอันเกิดจากความคิดหรือจินตมยปัญญา แต่ต้องรู้เห็นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมนั้น ด้วย ปัญญาจักษุ ธรรมจักษุ ที่จะทำให้เห็นและเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัว คือ พุทธรัตนะ (ธรรมกายหยาบ) ธรรมรัตนะ (ดวงธรรม) สังฆรัตนะ (ธรรมกายละเอียด)อันอยู่ภายในกายของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เว้นแต่ว่า สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่อาจเข้าถึงกายในกาย หรือ กายธรรมได้ เพราะสัตว์มีกายหยาบหรือรูปร่างภายนอกที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างสมบารมี และมักมีลักษณะเป็นลำตัวขวาง ทำให้หาศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ภายในได้ยากกว่ามนุษย์ ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อธิบาย คำว่า การเข้าถึงไตรสรณคมน์ตามนัยยะที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ว่ามีนัยยะ คือ การเข้าถึงกายต่างๆ ดวงธรรมต่างๆ จนกระทั่งเข้าถึง พระรัตนตรัยภายในตัว มิใช่เพียงการสวดมนต์เพื่อขอรับไตรสรณคมน์ อันเป็นการรับด้วยปากและยังเป็นเพียงการ "ขอถึง" มิใช่การ"เข้าถึง"ไตรสรณคมน์ภายในตัวอย่างแท้จริง

ความแตกต่างจากธรรมปฏิบัติในสำนักอื่นอย่างมากอีกอย่างหนึ่ง คือ การสอนถึงผลของการเจริญภาวนา โดยแนวธรรมปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้แบ่งกายที่ถือว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าคือ กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด กายโคตรภูหยาบ กายโคตรภูละเอียด ส่วนกายที่เป็นกายเที่ยงแท้คือ เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา เริ่มตั้งแต่ กายธรรมพระโสดาบันหยาบ กายธรรมพระโสดาบันละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมอรหัตตหยาบ และ กายธรรมอรหัตตละเอียด รวมทั้งหมดได้ 18 กาย แต่ละกายจะมีดวงธรรมอีกทั้งหมด 6 ดวงคั่นอยู่ ซึ่งการสอนธรรมปฏิบัติที่แจงรายละเอียด 18 กายเช่นนี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก และ สำนักอื่นนอกแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ทำให้มีหลายฝ่ายมองว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์พยายามตั้งลัทธิใหม่ และ สอนสั่งนอกพระไตรปิฎก ในขณะที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้ยืนยันว่า เป็นเพราะการสังคายนาในยุคหลังพุทธปรินิพพานทำให้คำว่าธรรมกายเลือนหายไป ซึ่งจะมีคำว่าธรรมกายหลงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎกบ้าง แต่วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในนั้นได้สูญหายไปนานแล้ว ในขณะที่อาจจะยังหลงเหลือหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกในนิกายหรือในภาษาอื่นๆ เช่น นิกายวชิรญาณ หรือ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาธิเบต หากในอนาคตได้มีการประชุมวิชาการทางพระพุทธศาสนา และได้เปรียบเทียบพระไตรปิฎกที่อยู่ในนิกายและภาษาต่างๆ นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาในวงกว้างแล้ว ยังจะได้สืบค้นเกี่ยวกับเนื้อหาของคำว่า ธรรมกาย ต่อไป อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ประจักษ์และน่าเชื่อถือแก่พระมหาเถระผู้ใหญ่ภายในประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระปริยัติธรรมและภาษาบาลี จึงเป็นเหตุให้ในสังคมไทยยังมีพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยยังคงไม่เห็นด้วยกับคำสอนและแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย



หรือท่านทั้งหลายจะตอบว่าไม่ใช่ ท่านเข้าออกวัดธรรมกายทุกวัน ท่านรู้หรือเปล่าว่าธรรมกายอธิบายหลักธรรมต่างๆ ผิดไปจากของเดิม
อย่าก้มหน้าก้มตาศรัทธา บริจาท
แต่ก่อนผมก็เคยเข้าวัดธรรมกายแต่เดี๋ยวนี้ รัปไม่ได้จริงๆ
18/10/54 โพสต์โดย dogdod
32 จาก 39
ไม่มีประโยชน์อันไดในการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง เพียงแต่อยากจะบอกว่าเป็นเรื่องของความรู้สึกครับถ้าคุณถวายแล้วไม่นึกเสียดายในทานที่ถวายและมีความตั้งใจที่จะถวายและทานที่ถวายได้มาโดยบริสุทธิ์ ถือว่าเป็นบุญ แต่จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับผู้ที่รับในทานนั้นถ้าเป็นผู้มีศีลมากก็ได้ผลมากถ้าเป็นผู้มีศีลน้อยก็ได้ผลน้อย อุปมาเหมือนกับปลูกพืช ถ้าหวานในดินดีก็ได้ผลผลิตมากถ้าหว่านในดินไม่ดีก็ได้ผลผลิตน้อย ส่วนถวายน้อยหรือมากนั้นไม่ใช้ปัจจัยที่จะมาวัดกันเลยว่าบุญน้อยบุญมากเพราะว่าเงินคือสมมุติบัญญัติ
8/11/54 โพสต์โดย ผู้คิดต่าง
33 จาก 39
ถ้าเป็นวัดนี้ ซักบาทก็ไม่ทำด้วยหรอก
บุญจะมากจะน้อยอยู่ที่จิต เจตนาและความตั้งใจที่จะทำ  ไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณ
ถามหน่อยเถอะ ในเมื่อเงินหรือของมีค่าต่างๆ เป็นแค่สิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้น แท้จริงแล้วแม้กระทั่งตัวเราก็ไม่มี  แล้วของพวกนี้จะมีได้อย่างไร  ถ้าคุณเชื่อวัดนี้ ก็แสดงว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าผิดงั้นสิ
24/11/54 โพสต์โดย Woralak
34 จาก 39
1.ทำไมวัดพระธรรมกายจึงต้องให้คนบริจากมากมาย
ตอบ วัดต้องใช้เงินเยอะงัย คนไปวัดที จะให้หากินเองหรือครับ เมื่อก่อนผมตัวคนเดียว มีร้อยทำร้อยมีแสนทำแสน แต่ตอนนี้ลูกสองเมียหนึ่ง ทำตามที่คำนวนว่าไม่เดือดร้อน แล้วไปดูนะใช้สติปัญญาคิดว่าเงินที่เค้าบริจาคหลวงพ่อท่านนำไปใช้อะไรบ้าง ใช้ตาดูก่อน แล้วค่อยใช้สมองคิด
2.ทำไมถึงว่าทำมากได้มาก แสดงว่าคนรวยมีโอกาสได้บุญมากกว่าคนจนนะสิ
ตอบ หาคำตอบเองน่าจะได้นะข้อนี้ บางทีการสื่อสารมันอาจจะไม่ละเอียดสำหรับคนอธิบายในเรื่องนี้  ต้องอ่านหนังสือให้มากๆ เดี๋ยวก็จะรู้
3.ทำไมพระพุทธเจ้าว่าชีวิตเป็นอนัตตา แต่วัดพระธรรมกายว่าเป็นอัตตา ไม่เข้าใจจริงๆ
ตอบ เมื่อตอนเป็นเด็กก็รู้มาแบบนี้แหละว่านิพพานศูนย์ แต่ด้วยความเป็นเด็กก็เลยคิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้านิพพานศูนย์แล้วเราจะปฏิบัติธรรมกันไปเพื่ออะไร????
4.วัดเล็กๆ วัดป่า วัดหมู่บ้าน  ผมว่าสงบกว่าเห็นๆ
ตอบ  แน่ใจหรอว่าสงบ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยไปนะ ทุกวัดมีปัญหากันทั้งนั้น ลองเข้าไปเป็นศิษย์ใกล้ชิดท่านสิ แล้วจะรู้ว่าสงบจริงไหม หลวงพ่อผมวัดท่านอยู่บนภูเขาเลยแหละ ไฟก็ไม่มี น้ำประปาก็ไม่ถึง จะว่าสงบก็สงบ จะว่าไม่สงบมันก็ไม่สงบ อยู่ที่ใจคุณนะแหละ
5.ทำบุญเหรอมันง่ายเกินไปแค่บริจาก   แต่ทำดี ไม่ต้องมีทรัพย์สินก็ทำได้
เราน่าจะทำดีมากกว่าทำบุญนะ
ตอบ ความคิดเนี่ยผมก็เคยคิด แต่มันเป็นความคิดของคนตระหนี่นะ เรื่องจริงผมไม่ได้โกหก ผมเคยคิดแบบนี้จริงๆ ถ้าเราไม่ทำบุญเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา อีกไม่นานศาสนาพุทธก็จะอันตรธานหายจากประเทศไทย ไม่เชื่อใช้อากู๋ค้นหาดูสิแล้วจะรู้???
***** ผมเข้าวัดพระธรรมกายทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน ถ้าไม่จำเป็นจริงจะไม่ขาดเพราะรู้ว่าไปแล้วได้อะไรบ้าง ตลอดระยะเวลา14ปี ได้หาข้อมูลที่ตัวเองสงสัยมาจนหมดแล้ว ว่าวัดนี้เป็นอย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่า มันอยู่ที่ตัวบุคคล ถ้าไม่มาก็ไม่รู้ ถึงมาอย่ามาครั้งเดียว
*****สิ่งสำคัญอย่าไปว่ากล่าวไม่ดีกับหลวงพ่อท่านเลย เราไม่รู้ว่าท่านมีธรรมะถึงขั้นไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือท่านรู้ว่าผมขัดคำสอนของท่านด้วยสายตาที่....ผมพบและกราบไหว้เกจิก็มากไม่เคยเห็นท่านใดเหมือนหลวงพ่อเลย อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวอย่าลอกเลียนแบบ เพราะไม่รู้ว่าท่านจะมีเวลาออนทัวร์เหมือนผมหรือเปล่า
*******แค่ลูกศิษย์หลวงพ่อ(พี่ชายที่นับถึอ) ยังหยั่งรู้อนาคตได้ แถมพี่ผมไม่ได้เรียนวิชาธรรมกาย แค่นั่งสมาธิตามแนววิชาธรรมกายเท่านั้น ยังทำให้ผมสะใจไม่หาย
********หลวงพ่อผม(อยู่สกลนคร) ที่ท่านเคยธุดงค์เมืองลาว เรียนวิชากับพระที่ถ่ายทอดตกกันมาจากรุ่นถึงรุ่น ท่านก็มีคุณเศษที่ทำให้ผมสะใจกับวิชาคาถาอาคมได้เหมือนกัน
  ผมเกิดมาคุ้มค่ากับการได้พบของดีจริงๆ ผมว่าทุกท่านอย่ามานั่งวิเคราะห์กันเลยว่าใครผิดใครถูก ใครอยากทำอะไรก็ทำ เคารพในความคิดตัวเองและที่สำคัญต้องเคารพความคิดของคนอืนด้วย
15/1/55 โพสต์โดย รู้จักคิด
35 จาก 39
ตอบ คุณไร้นาม
ถ้าทำบุญกับวัดพระธรรมกายหมดตัวจริงผมก็ยอม ยอมเพื่อแลกเปลี่ยนกับความเป็นมนุษย์ที่ดีในสังคม เป็นครอบครัวอบอุ่นที่อยู่ในศีลในธรรมและรักในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ผมจะยกตัวอย่างนะ ผมใช้เวลาแค่ 10 ปีเอง ครอบครัวผมถึงได้อบอุ่นแบบนี้
1. แม่ผมเช้าเป๊กเย็นสามเป๊ก ด้วยความมานะ ผมทำให้แม่ผมเลิกเหล้า หันหน้ามาใส่บาตรทุกวัน ฟังธรรมทุกเพร นั่งสมาธิทุกเช้า ทำวัตรเช้า-เย็นทุกวัน คุ้มไหม.....ต่อให้หมดตัวผมก็ยอม
2.พี่สาวคนโต หนึ่งสมองสองมือ ที่หนึ่งการสอบวิทยาลัยครู ที่หนึ่งพยาบาลศาสตร์ ทร. และถามผมว่านรก สวรรค์มีจริงหรอ ไหนลองเอาออกมาให้ดูสิ ตัวบุญ-บาป เป็นอย่างไร เดี่ยวนี้นะครับ ปกป้องหลวงพ่อธัมชโยและวัดพระธรรมกายแบบใครแตะไม่ได้
3.พี่สาวคนรอง ผู้ปฏิบัติสมาธิตามแนวสติปฏาณ(เขียนถูกไหมหนอ) ฝึกจนความรู้แตกฉานในระดับแนวกลางถึงแนวหน้า(ลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ) เมื่อปี2540ปฏิเสธวัดพระธรรมกาย แต่เดี่ยวนี้ใครอย่ามาว่าหลวงพ่อนะ บาปมากๆๆๆ เพราะได้เห็นธรรม เห็นพระตามแนวทางหลวงพ่อสดสอนทุกกระเบียดนิ้ว และก็สร้างพระธรรมกายให้ตัวเอง ให้พ่อ ให้หลานๆ
4.พี่สาวคนที่สาม จากคนสิ้นเนื้อประดาตัวมาทำธุรกิจน้ำเมาร่ำรวยเงินทอง เดี่ยวนี้ผมพูดจนเลิก แล้วหันมาจับธุรกิจขายเสื้อผ้าแทน เข้าวัดทำบุญสม่ำเสมอ นั่งสมาธิทุกวัน
5.ตัวผมเอง ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าไม่เห็นกะตาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวิชาธรรมกาย หรือวิชาคาถาอาคม เจอมาหมดแล้วจะจะ แม้กระทั่งเกจิอาจารย์ก็กราบไหว้มาหลายสำนัก รู้แล้ว
6.น้องชาย เมื่อก่อนไม่นั่ง ชอบเที่ยวบาคลับสุดยอดการท่องราตรี แต่เดี๊ยวนี้นั่งสมาธิทุกวัน วิชาการหรอแน่นมาก จนแม่มีความสุขใจถึงกับเอ๋ยปากว่าแม่หมดห่วงแล้ว ลูกๆทุกคนเป็นคนดีสมใจแม่
7.ครอบครัวผม ลูกสองเมียหนึ่ง มีความสุขกับการทำบุญที่วัดพระธรรมกายทุกต้นเดือน ไม่ไปไม่ได้ เมียถามว่าทำไมไม่ไป ลูกๆชอบทำบุญหยอดตามตู้ที่วัดฯ มันเป็นสิ่งที่เขาชอบกันมาก
นี่คื่อข้อสรุป ถ้าผมทำบุญกับวัดนี้หมดตัวจริงๆ แล้วสิ่งที่ได้คือความสุขของครอบครัว(โคตร) มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ผมยอม อย่าว่าแค่ หมื่น แสน เลย มีเป็นล้านผมก็จะทำ
ทุกท่านลองดูนะครับว่าครอบครัวท่านมีความสุขเหมือนครอบครัวผมไหม ถ้ายังไม่มีก็รีบเป็นกัลยาณมิตรที่ดีแก่คนในครอบครัวให้มากๆ ทำให้เขาหันมาให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ใช้ความอดทนนะครับ ดูผมเป็นตัวอย่างแค่10ปีเอง ความสำเร็จก็เกิดขึ้น ผมเอาใจช่วยทุกท่านนะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ประสบความสำเร็จคือ ไม่สามารถทำให้หนุ่มทหารเรือเลิกเหล้าได้สักคน แต่ก็ต้องทำต่อไป
อย่าเพิ่งไปดูคนไกลตัวเลย ดูคนในครอบครัวตั้งแต่พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายให้ได้ก่อนแล้วค่อยขยายไปเรื่อยๆ โลกนี้ก็จะสดใสเอง
ความรู้หลายอย่างที่หลวงพ่อท่านสอนมีมากมายจนไม่สามารถจะอธิบายได้ เหมือนคนที่เข้าถึงองค์พระจะอธิบายให้ใครฟัง คนๆนั้นจะต้องมีพื้นฐานลองรับความรู้ได้ ลองฝึกลูกให้นั่งสมาธิสิ แล้วคุณจะรู้ว่าธรรมชาติของการนั่งสมาธิเป็นอย่างไร ลองทำกันดูนะครับ
22/1/55 โพสต์โดย รู้จักคิด
36 จาก 39
กระทู้นี้นานแล้ว เจ้าของกระทู้ ได้รับคำตอบยังค่ะ คำตอบที่แท้จริงมาจากเรา ต้องเห็นด้วยตา ฟังด้วยเสียง สัมผัสด้วยตนเอง
แล้วก็ต้องใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้น

ทำไมวัดพระธรรมกายจึงต้องให้คนบริจากมากมาย
 จริงๆ แล้ววัดนี้มีโครงการที่จะมุ่งหมั่น ให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองไปเป้นพันปี วัดจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อ 1 พัฒนาวัดให้ดี ให้เป็นที่น่าอยู่ และสามารถรองรับสาธุชนผู้ใจบุญ ทั่วโลก วัดไม่ได้ทำแค่ในไทย วัดต้องการเผยแพร่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทั่วโลก  2. พัฒนาพระ  เดี่ยวนี้เห้นกัน คนที่สนใจทางธรรมมีน้อยมาก วัดร้างมีขอบเขตสูงขึ้นเรื่อยๆ หากภิกษุน้อยลงไปเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณอันตรายทางพระพุทธศาสนา ทางวัดจึงมีโครงการบวชมากมาย มีการทำสื่อโฆษณา ล่าสุด วัดจัดโครงการบวช 1 แสนรูป ทั่วประเทศ บวชฟรี ถ้า 1 แสน วัดต้องจ่ายให้ ประมาณ 20,000 ต่อรูป ต้องใช้เงินเท่าไหร่ สถานที่รองรับพระที่มาบวชใหม่ ต้องขยายเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ที่วัดพระธรรมกาย แต่วัดได้สร้างสถานที่รองรับไว้หลายที่ด้วยกัน ตามจังหวัดต่างๆ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ หากไม่มีเงิน โครงการดีดี จะมีหรือไม่ ???
3. สร้างคน สร้างคนทำไมต้องใช้เงินหรือ เราก็เป็นคนที่วัดจะสร้างให้เป็นคนดี  จัดสถานที่นั่งสมาธิ ในวันธรรมดาที่ห้องปัญญา เป็นห้องแอร์ บรรยากาศสบาย เงียบสงบ และ สงเสริมโครงการบ้านกัญญานมิตร จัดบ้านให้เป็นสถานที่ปฏบัติธรรม วันอาทิตย์ จัดกิจกรรม ทุกคนมารวมฟังธรรม สวดมนต์ รับประทานอาหาร ทั้งหมดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วงแรก เราไปพิสูจน์ ก็มิได้เสียเงินมากมาย ตามเขาลือ จ่ายไป 20-100 บาท ตามศรัทธาของเรา ณ ตอนนั้น และยังมีโครงการปฏิบัติธรรมภาคพิเศษ  ชื่อว่า โครงการดอกไม้บาน เป็นเหมือนรีสอร์ท ให้คนที่อยากพักผ่อน แทนที่จะไปเที่ยว ไปเมา ก็มาเที่ยวในสิ่งที่มีสาระแก่นสารกับชีวิต โครงการนี้ไม่ฟรี 2500 บาท  แพงมั้ย กับอาหารตักได้ไม่อั้น ทุกวัน ที่นอนสบาย สถานที่สวยงาม ค่ารถเดินทางไปกลับ ตกแล้ววันละ 300 กว่าบาท ปกติอยู่บ้าน กินก็หมดแล้วในแต่ละวัน ไม่ต้องพูดถึงว่าวัดได้กำไรรึเปล่า และมีโครงการสำหรับเยาวชนมากมาย ให้เด็กได้ฝึกทำความดี จริงๆ วัดทำโครงการเยอะมาก อันนี้ยังไม่ถึงครึ่ง อยากรู้ลองดูช่อง DMC เรื่อยๆ ค่ะ ถ้าไม่ไปวัด ก็ลอง ดูที่ช่อง DMC ก่อนได้ค่ะ ว่าเป็นยังไง ที่นั่นมีคำตอบ  

ซึ่งปณิธานของวัดนี้คือ สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี ...และไม่ใช่แค่เมืองไทย จะทำไปทั่วโลก





ตอบข้อ 2 เพราะคนที่ทำมาก คือคนที่มีความศรัทธามาก มีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่มิได้หมายถึง ให้ทำจนเกินตัว ทำ 20 บาท ที่วัดเขาก็มิได้ว่า ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ความหมายของคนทั่วไป กับ ของวัด อาจจะคนละความหมาย คนที่ทำบุญด้วยจิตเลื่อมใสมาก ย่อมได้ผลบุญมาก ทำบุญเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยน้อย ย่อมได้บุญน้อย และมันเลยตรงกับว่า พอคนไหน ศรัทธามาก ก็เลยทำเยอะ ศรัทธาบ้างก็ทำ นิดหน่อย แต่การทำบุญจนต้องมากินมาม่า บางคน แสดงว่ายังไม่เข้าใจ  และอีกอย่าง ผู้ที่ไม่ตระหนี่ แล้วสร้างทานบารมีในอดีตมา ย่อมมีโอกาสสร้างบารมีทั้ง 10 ทัศ ได้มากกว่า ผู้ที่เคยตระหนี่ หรือ ไม่ทำทานในอดีตมา วัดไม่ได้บอกแค่ว่า ยิ่งทำเยอะได้เยอะ ทำน้อยได้น้อย เราอยุ่วัดมาสักพัก ใครมาบ้างไม่มาบ้าง จะไม่ได้สังเกตุ หรือได้ฟัง ก็จะมีการบอกกล่าวถึง  การทำบุญที่ได้ผลบุญ ต้องประกอบด้วยองค์ 4 ประการ คือ

1. วัตถุบริสุทธิ์ คือไม่ได้โกงใครมา คำถามนี้พอเริ่มต้นที่วัตถุก็โกงเขามาเสียแล้ว เพราะฉะนั้นวัตถุไม่บริสุทธิ์ บุญส่วนนี้จึงไม่ได้
2. เจตนาบริสุทธิ์ ถึงแม้วัตถุบริสุทธิ์ ไม่ได้ขโมยใครมา แต่ที่เอาไปทำบุญ ไม่ใช่เพราะอยากได้บุญ แต่อยากจะได้ประโยชน์จากเขา เช่น ถวายของให้เจ้าอาวาส เพื่อประจบจะได้ฝากลูกเข้าทำงานในบริษัทของโยมอุปัฏฐากของท่าน อย่างนี้ก็ไม่ได้บุญ เพราะเจตนาไม่บริสุทธิ์ เท่ากับติดสินบนเชียวนะ
3. ผู้ให้บริสุทธิ์ คือตัวผู้ทำบุญมีศีลตามเพศภาวะของตน คือ เป็นฆราวาสก็ต้องมีศีล 5 คำถามนี้บอกว่าไปโกงเขามา เพราะฉะนั้นศีลข้อ 2 ก็ขาดไปแล้ว บุญส่วนนี้จึงไม่ได้

4. ผู้รับมีศีล ถ้าพระภิกษุผู้รับทานรักษาศีล 227 ข้อได้กะพร่องกะแพร่ง หรือผู้รับเป็นขอทานขี้เมา ซ้ำยังติดยาเสพย์ติดอีกต่างหาก บุญที่ผู้ทำทานควรจะได้ก็ตกๆ หล่นๆ ไป เพราะไม่รู้จักเลือกเนื้อนาบุญ


หากใครครบ 4 องค์ ไม่ว่าจะจนจะรวย ก็ได้บุญเยอะเหมือนกัน









ตอบ เรื่อง อัตตา

หลายๆท่านพูดกัน สอนกันแต่ อนัตตา สอนให้รังเกียจ "อัตตา" โดยยังไม่เข้าใจเลยว่า "อนัตตา" กับ "อัตตา" แท้จริงคือ อะไร "อัตตา" แปลได้ว่าคือ "ตัว" หรือ "ตน" สรรพนามที่ใช้แสดงว่าเป็น "อัตตา" เช่น คุณ ผม I You เธอ ฉัน เอ็ง ข้า ฯลฯ ล้วนเป็นคำที่แสดงถึงความเป็นตัวตนทั้งสิ้น เพราะหากไม่มีตัวตนแล้ว ก็ไม่รู้ว่าใครพูดกับใคร เพราะไม่มีตัวตนที่ดำรงอยู่

ทุกคน ล้วนมีตัวตนอยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนาย ก นาย ข ฯ แม้เป็นเพียงชื่อสมมุติ แต่ก็มีตัวตนอยู่ ตัวตนที่ คอยรับความทุกข์ ความสุข เป็นตัวเก็บบุญ บาป และวิบาก ที่จะต้องไปรับกันในภพชาติต่อๆไป เพราะหากทุกคนไม่มีตัวตนอยู่แล้ว การสั่งสมบารมีก็ไม่อาจเป็นไปได้เพราะไม่รู้ว่าบารมีจะไปเก็บอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนทำ ใครเป็นผู้ได้รับ การระลึกชาติก็จะทำไม่ได้ เพราะตัวตนไม่มีไม่รู้ไประลึกชาติของใครกัน

และคำว่า "อัตตา" แปลว่า "ตัวตน" เฉยๆ ไม่ได้แปลว่า "มีตัวตน" คราวนี้เมื่อรู้ว่า อัตตา คือ อะไรแล้ว ก็มาดูที่ "อนัตตา" ซึ่งเป็นคำตรงข้ามกับ "อัตตา" เหมือน "อนิจจัง" ตรงข้ามกับ "นิจจัง" อนัตตา หรือ อนิจจัง เป็นคำปฏิเสธ ที่ปฏิเสธอีกฝ่ายหนึ่ง คราวนี้ คำที่ปฏิเสธ เราควรจะแปลอย่างไรดี หากต้องการจะปฏิเสธ "ตัวตน" ก็ต้องบอกว่า "ไม่ใช่ตัวตน" ไม่ใช่ "ไม่มีตัวตน" เพราะอัตตาแปลว่า "ตัวตน" ไม่ได้ แปลว่า "มีตัวตน" เช่นกันหากปฏิเสธ "เที่ยง" ก็คือ "ไม่เที่ยง" ปฏิเสธ "แท้" ก็คือ "ไม่แท้(ปลอม)" ปฏิเสธ "ถูก" ก็คือ "ไม่ถูก(ผิด)" ฯลฯ หรืออาจยกตัวอย่างได้ดังนี้ เข่น มีคนถามว่านี่ใช่(รูป) "คุณ" หรือเปล่า (คุณแสดงความเป็นตัวตน) หากไม่ใช่ เราจะตอบ "ไม่ใช่ฉัน" ไม่มีใครตอบว่า "ไม่มีฉัน" หรือ "ฉันไม่มี" กัน หรือหากใครอุตริ ตอบ ก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันไม่มีเลยในโลกนี้ แต่หมายถึง ฉันไม่มีในรูปนั้นต่างหาก ซึ่งอาจมีในรูปอื่น หรืออย่างน้อยก็มีตัวจริงยืนอยู่ที่นั่น

และการที่จะแปล "อนัตตา" ว่า "ไม่มีตัวตน" นอกจากจะผิดแล้วยังเป็นสิ่งที่ล่อแหลมเป็นอย่างมาก เพราะจะนำไปสู่ความเชื่อ เรื่องบุญ บาป ไม่มีจริง กฎแห่งกรรมไม่มี ภพชาติไม่มี นรก-สวรรค์ไม่มี ตายแล้วก็สูญ เพราะ คัวตนไม่มี ร่างกายเป็นแค่ที่ประชุมของธาตุทั้งสี่ แค่นั้นเอง ความตายกับ "นิพพาน" แทบมีความหมายไม่ต่างกัน เป็น อุทเฉททิฏฐิ เป็น มิจฉาทิฏฐิ ชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามอย่างยิ่ง เพราะหากเป็นมิจฉาทิฏฐิมากๆ นอกจากจะขวางทางมรรคผลนิพพานแล้ว ยังอาจตกนรกอเวจี หรือ นรกโลกันต์ไปเลยได้

เราจะแปล "อนัตตา" ว่า ไม่มีตัวตนไม่ได้ เพราะตัวตนนั้นมีมาอยู่ก่อน ขอยกตัวอย่างดังนี้ หากเราจะกล่าวปฏิเสธสิ่งใด ว่า "ไม่ใช่" หรือ "ไม่มี" ก็ตาม สิ่งที่ "ใช่" หรือสิ่งที่ "มี" นั้นต้องมีมาอยู่ก่อน เพราะไม่อย่างนั้น การปฏิเสธ จะเกิดขึ้นไม่ได้ (การปฏิเสธ เกิดหลัง สิ่งที่ถูกปฏิเสธเสมอ) หากจะแปลว่า "ไม่มี" ก็ต้องตอบให้ได้ว่า "มี" อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ บอกว่า "มี" ก็ไม่มี เพราะมีแต่ "ไม่มี" อ่านแล้วสับสนใช่ไหมครับ ความผิดพลาดคือ เราไปยึดแต่คำ "ปฏิเสธ" แต่ละเลยคำ "รับ" ไปเสีย เลยเลื่อนลอยเหลวไหลไป ในตอนต่อไปจึงจะอธิบายให้ทราบว่าทำไมพระสัมสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนเรื่อง ไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ค่อยกล่าวถึง นิจจัง สุขัง อัตตา ซึ่งเป็นคำรับ ที่ตรงข้ามกัน

สรุปว่า "อนัตตา" ต้องแปลว่า "ไม่ใช่ตัวตน" ไม่ใช่ "ไม่มีตัวตน" อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน คราวนี้ถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้า บอกว่า ร่างกายเราซึ่งเป็น "เบญจขันธ์" เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หากแปลได้ง่ายๆ ท่านก็ชี้ว่า " นี่แน่ะ ร่างกายเรานะ มันไม่เที่ยง มันคงสภาพอยู่ไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นะ" ซึ่งตามปกติ คนทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ก่อนเกิดพระพุทธศาสนา ก็ล้วนเข้าใจว่า ร่างกายขันธ์ห้าเรานั้น เป็นตัวตนของตัวเองทั้งสิ้น เพราะทั้งรักทั้งหวงแหน เอาอกเอาใจ คอยปรนนิบัติ พัดวี สารพัด ใครมาว่าอะไร มาทำอะไรก็ไม่ได้ เป็นต้องโกธรเคืองกันไป เพราะคิดว่า นั่นเป็นตัวตนของตน

หากอยู่ๆ พระพุทธเจ้า เดินไปหาแล้วไปบอกว่า ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ซิ ปกติคนเรา มักไม่ชอบให้ใครมาสั่งบังคับ กันทั้งนั้น หากจะทำก็อยากทำด้วยตัวตัดสินใจเองเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งควรทำ ทำแล้วเกิดผลดีกับตัว ดังนั้น ศิลปะ ในการเผยแผ่ ธรรมะ ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงใช้วิธีสอนด้วยการกล่าวปฏิเสธก่อนทั้งสิ้น เช่น เจอพราหมณ์ กำลังอาบน้ำล้างบาปในแม่น้ำคงคาอยู่ ก็ถามว่าพราหมฌ์ทำอะไร เมื่อพราหมฌ์ตอบว่า ล้างบาปอยู่ ท่านจึงค่อยสอนว่า ทำอย่างนั้นล้างบาปไม่ได้หรอก ธรรมะของท่านซิชำระล้างให้บริสุทธิ์ได้ แล้วค่อยสอนหมวดธรรมต่างๆไป หรือ ตอนเจอสิงคาลกมาณพ กำลังบูชาเทพเจ้าทั้งหกทิศอยู่ ท่านก็เริ่มด้วยการถามว่าทำอะไร แล้วค่อยบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ใช่การบูชาที่ถูกต้องหรอก ที่ถูกต้องบูชาทิศทั้งหกอย่างนี้อย่างนั้น

หากสังเกตวิธีการเผยแผ่ธรรมของพระองค์จะใช้วิธีนี้ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นการหักดามพร้าด้วยเข่าหรือข่มเขาโคให้กินหญ้า และไม่ได้ไปเปลี่ยนความเชื่อเขาโดยสิ้นเชิงในทันทีทันใด แต่ค่อยๆตะล่อม โดยเริ่มให้ใจของผู้ฟังพร้อมที่จะรับฟังก่อนแล้วจึงค่อยแนะนำสั่งสอน โดยการชี้ให้เห็นก่อนว่าสิ่งที่เคยคิดเคยปฏิบัตินั้นไม่ถูกต้องอย่างไร แล้วจึงเทศน์สอน กรณีไตรลักษณ์ ก็เช่นกัน เมื่อบอกปฏิเสธสิ่งที่เขาเคยยึดถือว่าไม่ใช่ คำถามก็ย่อมเกิดขึ้นในใจว่า แล้วอะไรที่มันใช่ล่ะ เพราะคงไม่มีผู้รู้ท่านใด ไปเที่ยวชี้นิ้ววิจารณ์คนอื่นว่า ไม่ใช่ ไม่ถูก แต่บอกไม่ได้ว่า สิ่งที่ถูกคืออะไร ถ้าเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นแค่คนชอบติคนหนึ่งเท่านั้น คราวนี้เมื่อผู้ฟังมีใจยอมรับฟังแล้ว ท่านจึงค่อยชี้ในสิ่งที่ถูก สอนวิธีที่จะให้ได้ สิ่งที่เป็น นิจจัง สุขัง อัตตา (จริงๆ) ให้ ซึ่งก็คือ ธรรมะ ต่างๆ ที่เป็นอริยมรรค เส้นทางสู่มรรคผลนิพพานนั่นเอง

อีกสาเหตุหนึ่งที่ชาวพุทธ ตั้งข้อรังเกียจ "อัตตา" เป็นหนักหนา เพราะพระท่านสอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น หรือที่ชอบเรียก "ตัวกู-ของกู" นั่นล่ะ คราวนี้ ปัญหา มันไม่ได้อยู่ที่ "กู" หรอก แต่มันอยู่ที่ "ของ" (กู) กับ "เป็น" (กู) ใน "กู" ที่ไม่ใช่ "กูจริง" ซึ่งก็คือ "อุปาทาน" คือการเข้าไปยึดมั่นยึดถือ ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นฉัน เป็นของเรา ในสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเราจริงๆ ต่างหาก ลำพัง "กู" เฉยๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเข้าไปยึดในสิ่งที่ไม่ใช่เป็นของตัวว่าเป็นของตัว เมื่อของสิ่งนั้นจากเราไป เราเลยเป็นทุกข์ เพราะ "กู" หรือ "อัตตา" นี่ มันมี "อัตตาแท้" กับ "อัตตาเทียม" หรือ ตนแท้ กับตนสมมุติ ซึ่งก็ใช้ "ตน" เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง "อัตตา" นี้ ไม่ว่าจะเป็น อัตตาแท้ หรือ อัตตาเทียม มันก็มีอยู่ของมันมาก่อนแล้ว หลักสำคัญต้องไปยึดหรือพึ่งให้ถูกว่า "ตน" ไหนพึ่งได้ "ตน" ไหนพึ่งไม่ได้ พึ่งผิดก็ทุกข์ พึ่งถูกก็สุข หลักมีแค่นี้ เอง

นอกจากนี้ มักจะเข้าใจผิด ว่า "อัตตา" มีความหมายเดียวกับ "Ego" ในภาษา อังกฤษ จึงยิ่งรังเกียจอัตตา เข้าไปใหญ่ ทั้งๆ ที่ Ego น่า จะใกล้เคียงกับ คำว่า "ทิฏฐิ" กับ "มานะ" เสียมากกว่า ซึ่งแน่นอน ทิฏฐิมานะ เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ที่ควรจะต้องละอย่างแน่นอน





>>> ทำบุญเหรอมันง่ายเกินไปแค่บริจาก   แต่ทำดี ไม่ต้องมีทรัพย์สินก็ทำได้
เราน่าจะทำดีมากกว่าทำบุญนะ
ทุกคนที่มาที่นี่ ล้วนปฏิบัติ 10 ประการ มิได้เน้นการทำทานอย่างเดียว คุณคงเห็นภาพลักษณ์ของวัดในแต่แง่นั้นๆ เพราะว่าวัดเวลามีโครงการทางพระพุทธศาสนาก็จะมีการทำสื่อ เพื่อให้มีคนมาทำบุญ คนก็เลยมองด้านนั้นด้านเดียว

ทาน คือการบริจาคทรัพย์สิ่งของแก่ผู้ที่ควรให้
ศีล คือการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น
ภาวนา คือการสวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ
อปจารยะ คือมีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม
เวยยาวัจจะ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ
ปัตติทานะ คือการอุทิศส่วนบุญต่อผู้อื่น
ปัตตานุโมทนา คือการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ
ธัมมัสสวนะ คือการฟังธรรม
ธัมมเทสนา คือการแสดงธรรม
ทิฏฐุชุกัมภ์ คือการปรับปรุงความคิดเห็นของตนให้ถูกต้อง

วันไหน ว่างๆ อยู่บ้าน ก็จะสวดมนต์ทำวัดเย็น ฟังธรรม  


เมื่อก่อน ก็เหมือนหลายๆ คนไม่ชอบวัดนี้ เลยลองมาพิสูจน์เพราะ ฟังมาเยอะแล้ว แย่อย่างที่เขาว่าจริงๆ รึเปล่า 4-5 เดือนผ่านไป ก็ยังไม่ get ยังกำกวม เลยดูต่อไป ยิ่งนานวันเข้า ก้ยิ่งเห้น ยิ่งรู้ ยิ่งเข้าใจ ศึกษา หาประวัติ ค้นคว้า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จงอย่างเชื่อ อย่ารีบตัดสินอะไร
(กาลามสูตร)
กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
1.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
2.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
3.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
5.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
6.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
8.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
9.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
10.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
10/3/55 โพสต์โดย dolly1koko
37 จาก 39
นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ตอบปัญหาโดย หลวงพ่อปัญญานันทะ (๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒ ณ วัดปัญญานันทาราม : อบรมข้าราชการตำรวจ “ ค่ายคุณธรรม”) นิพพานไม่ใช่อัตตา สอนว่านิพพานเป็นอัตตาสอนผิด
ผิดอย่างลึกด้วยแหละ ไม่ใช่ผิดน้อย ๆ
ผิดชนิดตัดยอดมันเลย
เหมือนต้นมะพร้าวต้นนี้มันเราตัดยอดทิ้งเลย
ไม่มีทางขึ้นอีกเลย มันเป็นเรื่องศาสนาอื่น
เป็นเรื่องศาสนาพราหมห์ เป็นฮินดู เพราะฮินดูถือว่ามีตัวถาวร มีวิญญาณถาวร ออก
จากร่างนี้ไปร่างโน้น จนกระทั่งมันบริสุทธิ์แล้วก็ไปรวม
กับตัวใหญ่ เรียกว่า ปรมัตมัน เป็นตัวใหญ่
อยู่อย่างถาวร พุทธศาสนาไม่ได้สอนอย่างนั้น
พระพุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตร่างกายของเรานี้
เป็นของประสม ไม่ใช้ของแท้ มันรวมตัวกันเข้า อาศัยคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ให้เกิด เกิดแล้วก็
ได้รับการปรุงแต่ง จากวัตถุธาตุจากที่เรากิน เราดื่ม
เข้าไป เปลี่ยนๆ อยู่ตลอดเวลาไม่มีเนื้อแท้
ที่เรียกว่ามีชีวิตเพราะมันเปลี่ยนอยู่
ความเปลี่ยนมันคือตัวชีวิต ถ้าความเปลี่ยนมัน
ถึงที่สุดมันก็ดับๆ แล้วก็หมดเรื่องกันไปที ไม่มีอะไรที่ จะพูดอะไรต่อไป พุทธศาสนาสอนอย่างนั้น
โดยเฉพาะนิพพานมันเป็นเรื่องของสงบ สะอาด สว่าง
ในใจคน มันเกิดแล้วมันอยู่ถาวร ไม่ใช่ไม่มีตัวมีตน
คนโบราณว่านิพพานคือเมืองแก้ว กล่าวแล้วคือนิพพาน
เมืองสมบูรณ์ คนไปก็ไปกองกันอยู่ตรงนั้น มันก็ยัง
เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานไม่มีตัวเป็นอนัตตา
เริ่มต้นตั้งแต่ว่าสัพเพสังขารา อนิจา สัพเพสังขารา
ทุกขา สัพเพธรรมมาอนัตตาไปโดยลำดับ จึงจะถูกต้อง
แต่ที่สอนกันผิด เพื่อให้มีตัว
แล้วชวนโยมเอาข้าวไปถวายพระพุทธเจ้า
คือสอนเพื่อสักการะ ให้คนมาช่วย กันทำข้าวถวายพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย
ไปออกันแน่นเลยทำไม่ถูก นิพพานมันของที่ใจ สะอาด
สงบ สว่าง
เราคนธรรมดาก็มีนิพพานเป็นครั้งคราว
เวลาใจมันสงบมันไม่วุ่นวาย
เขาเรียกว่านิพพานชั่วคราวแล้ว นิพพานถาวร ไม่มีอะไรรบกวนมันก็ไม่มีอะไรต่อไป ศึกษาให้ละเอียด.
www.watpanya.net/2008/06/23/nippan/
18/3/55 โพสต์โดย dogdod
38 จาก 39
ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่ง ใดมั่นคงถาวรได้ตลอด ขึ้นถึงจุดสูงสุด ก็ลงมาต่ำสุดได้เช่นกัน กรณีธรรมกายก็เช่นเดียวกัน

ไชยบูลย์ตายเมื่อไหร่ ธรรมกายก็แตกเมื่อนั้น น้ำลงตอผุด ตอต่างๆจะโผล่ออกมา การแย่งชิงเงินทอง ในกลุ่มของพวกนี้จะดุเดือดเลือดพล่าน ... รอดู ความสนุกก็แล้วกัน
18/3/55 โพสต์โดย dogdod
39 จาก 39
พวกที่ว่าโน้น ว่านี่ไม่ดีนะ
ตัวเอง ดีพอหรือยัง
ดื่มเหล่ารึเปล่า
สูบบุหรี่รึเปล่า
นอกใจแฟนรึเปล่า มีชู้รึเปล่า
สวดมนต์รึเปล่า  ทำบุญรึเปล่า
เที่ยวกลางคืนรึเปล่า
เชื่อมั้ย บางคนด่าโน้น นี่ แต่ตัวเอง ไม่เคยทำอะไรดีเลย  

ส่วนคำถามที่ถาม นะค่ะ
คือหลวงพ่อท่านกล่าวว่า พระหนะอยู่ไม่จำเป็นต้องใหญ่ ต้องหรู แต่ที่เราต้องทำให้ดีและทำให้ใหญ่ ก็เพื่อสาธุชน จะได้ใช้กันอย่างสะดวก   นี่เป็นคำกล่าวที่กล่าวกับคนใกล้ชิด เราอ่านจากไดอารี่ของคนดูแล ท่านกล่าวไว้ประมาณนี้แหละ
และสาธุชนที่มา คนไทย และทั่วโลกนะ ที่นี่ทำให้ฝรั่งเปลี่ยนศาสนามานับถือพุทธ เยอะแยะมากมาย ที่น่าเศร้าคือ ฝรั่งเค้าทำไรทำจริง มากๆ นับถือก็นับถือจริงๆ แต่คนไทยเมืองพุทธแท้ๆ ไม่ชอบเข้าวัดทำบุญกันแล้ว
ส่วนวัดร้าง ทางวัดก็นำเงินไปปรับปรุง จนเป็นวัดแท้ขึ้นมา น่าอยู่ และมีการกลับมาทวง ยึดคืนก็มีนะ พอเจริญรุ่งเรืองแล้ว

ส่วนเรื่องคำสอน สอนเรื่องบุญบาปได้ดีที่เดียว จนหลายๆ ท่านปิดบ่อนพนัน บ่อนไก่ บาร์เหล้า เลิกดื่ม เลิกสูบ  เพราะกลัวบาป
แต่คำสอนอื่นๆ เราไม่รู้นะ
แต่เราว่า มองด้านดีดี ก็ทำให้ใจเรามีความสุขนะ  
เราเองก็มีด้านแย่ๆ นะ ด้านดีก็มี แต่พอเราทำผิดนะ คนบางคนตัดสินเราเดินจากชีวิตเราไปอย่างหน้าเหวอเลย จากการทำผิดครั้งเดียว
12/5/55 โพสต์โดย dolly1koko
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
คุณรู้จักวัดธรรมกายไหม?
พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาหรือครับช่วยหาคำตอบตามหลักพระพุทธศาสนาให้ด้วยครับ
ต้นทางแห่งความหลุดพ้น DMC
พรุ่งนี้วันหยุด....ตรงกับวันพระพอดีเลย....ไปทำบุญตักบาตร ฟังธรรมที่วัดกันมั้ย !
อยากถามท่านกูรู ว่า พอจะรู้อีกไหมว่า มหาวิทยาลัยไหน ที่เปิดสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ขอที่ไม่ใช่ มหาวิทยาลัยธรรมกายนะครับ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู