หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ลักษณะอาการและวิธีการรักษาวัณโรคปอด
การรักษา | โรค | ยา 17/12/53 โพสต์โดย ไม่มีที่ตั้งศาลจะทำอย่างไร
คำตอบ
1 จาก 6
วัณโรคปอด/ฝีในท้อง  Pulmomary Tuberculosis

วัณโรค เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนในเมือง และชนบทโดยเฉพาะตามแหล่งสลัมหรือในที่ ๆ ผู้คนอยู่กันแออัด
ชาวบ้าน เรียกว่า ฝีในท้อง มักจะพบในเด็ก, คนแก่, คนที่เป็นโรคเอดส์ หรือเบาหวาน, ผู้ป่วยโรคไต หรือ
โรคเอสแอลอี ที่ต้องกินยาเพร็ดนิโซโลนอยู่นาน ๆ, พวกที่ติดยาเสพติด, คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรค
อื่น ๆ มาก่อน (เช่น หัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่), คนที่ตรากตรำงานหนักพักผ่อนไม่เพียงพอ, ดื่มเหล้าจัด, ขาด
อาหาร  ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคปอดที่เคยลดลง มีการ
แพร่กระจายมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อเข้ารับการรักษาควรต้องรับการรักษาให้จบขั้นตอนตามที่แพทย์กำหนด
โดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นปัญหาลำบากในการรักษาต่อไป

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium
tuberculosis) บางครั้งเรียกว่า เชื้อเอเอฟบี (AFB/AcidFast Bacilli)
วัณโรคปอดมักจะติดต่อโดยการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ไอจามหรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเอาเชื้อ
วัณโรคเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้นจึงมักมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด (เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน )
กับคนที่เป็นโรค  ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นนับว่ามีโอกาสน้อยมาก ที่อาจพบได้ก็โดยการดื่มนมวัวดิบๆ
ที่ได้จากวัวที่เป็นวัณโรค หรือโดยการกลืนเอาเชื้อที่ติดมากับอาหารหรือภาชนะเชื้อจะเข้าทางต่อมทอนซิล
หรือลำไส้ แล้วเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งบางครั้งอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังปอด สมอง กระดูก ไต
หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้  ผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกายครั้งแรกในระยะที่เป็นเด็ก   (บางคนอาจ
ได้รับเชื้อตอนโตก็ได้) โดยไม่มีอาการแสดงแต่อย่างไร
ยกเว้นบางคนอาจมีอาการของปอดอักเสบเล็กน้อยอยู่สักระยะหนึ่งแล้วหายไปได้เอง ร่างกายจะสร้างภูมิต้าน
ทาน  ขึ้นกำจัดเชื้อวัณโรค คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก จึงมักจะแข็งแรงเป็นปกติดี แต่อย่างไรก็
ตาม เชื้อวัณโรคที่ยังอาจหลงเหลืออยู่บ้าง ก็จะหลบซ่อนอยู่ในปอดและอวัยวะอื่น ๆ อย่างสงบนานเป็นแรมปี
ตราบใดที่ร่างกายแข็งแรงดี ก็จะไม่เกิดโรคแต่อย่างไร แต่ถ้าต่อมา (อาจเป็นเวลาหลายปีหรือสิบ ๆปี)  เมื่อ
ร่างกาย เกิดอ่อนแอด้วยสาเหตุใดก็ตาม เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็จะแบ่งตัวเจริญงอกงามจนทำให้เกิดเป็นวัณโรค
ขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับเชื้อมาจากภายนอกส่วนมากจะเกิดเป็นวัณโรคของปอด ซึ่งจะแสดงอาการดังจะได้กล่าว
ต่อไป
นอกจากนี้ คนบางคนที่รับเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายครั้งแรก เชื้ออาจจะลุกลามจนกลายเป็นวัณโรคในทันทีได้
ซึ่งอาจกลายเป็นวัณโรคร้ายแรงได้

อาการ
มักจะค่อย ๆ เป็นด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ
ตอนบ่าย ๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืนต่อมาจึงมีอาการไอ ระยะแรก ๆ ไอแห้ง ๆ ต่อมาจะมีเสมหะไอมากเวลา
เข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน แต่บางคนอาจไม่มีอาการไอเลย
ก็ได้  ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่มีอาการไอ
ในรายที่เป็นมาก จะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ หรือดำ ๆ แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก
ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลย   และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น "จุด" ในปอดในฟิล์ม
เอกซเรย์
บางคนอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
ถ้าเกิดในเด็กอาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เกิด
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น กระดูกไต ลำไส้ ฯลฯ

สิ่งตรวจพบ
ซูบผอม อาจมีอาการซีด หายใจหอบ หรือมีไข้ การใช้เครื่องฟังตรวจปอดส่วนใหญ่จะไม่มีเสียงผิดปกติ
บางคนอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ซึ่งมักจะได้ยินตรงบริเวณยอดปอดทั้ง 2 ข้าง ถ้าได้
ยินไปทั่วปอดทั้ง 2 ข้าง แสดงว่าอาการลุกลามไปมากถ้าปอดข้างหนึ่งเคาะทึบ และไม่ได้ยินเสียงหายใจ
ก็แสดงว่ามีภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยมานาน ๆ อาจมีอาการนิ้วปุ้ม (clubbing
of fingers) ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจตรวจไม่พบอะไรชัดเจน ก็ได้

อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ฝีในปอด, ภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด , วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (พบบ่อยที่
ข้างคอ อาจโตเป็นก้อนร่วมกับไข้เรื้อรัง หรือโตต่อกันเป็นสายเรียกว่า ฝีประคำร้อย), ไอออกเป็นเลือดถึงช็อก  
ที่พบได้น้อยลงไป ได้แก่
วัณโรคกระดูก (มักพบที่กระดูกสันหลัง มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังคดโก่ง และกดเจ็บ)
วัณโรคลำไส้ (มีอาการไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดินเรื้อรัง ซูบผอม  ถ้าลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องที่ทำให้
ท้องมานได้)
วัณโรคไต
วัณโรคกล่องเสียง (เสียงแหบ) เป็นต้น

การรักษา
1. หากสงสัย ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อทำการวินิจฉัยโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะโดยวิธี
   ย้อมสีแอซิดฟาสต์ (Acid fast stain) เพื่อค้นหาเชื้อวัณโรค (AFB) หรือทำการทดสอบทูเบอร์คูลิน  
   (Tuberculin test)
การรักษา จะต้องให้ยารักษาวัณโรค อย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป โดยมีไอเอ็นเอช เป็นยาหลัก 1 ชนิด แล้วให้ยาอื่น
ร่วมด้วยอีก 1-3 ชนิด การใช้ยาเพียงชนิดเดียวมักจะรักษาไม่ได้ผลยาที่ใช้รักษาวัณโรค จึงมีสูตรให้เลือกอยู่
หลายแบบ เช่น
สูตรยา 6 เดือน
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + สเตรปโตไมซิน  นาน 2 เดือนตามด้วย
 ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน  อีก 4 เดือน หรือ
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + อีแทมบูทอล นาน 2 เดือนตามด้วย
 ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน
สูตรยา 8 เดือน
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + สเตรปโตไมซิน นาน 2 เดือน ตามด้วย
 ไอเอ็นเอช + อีแทมบูทอล อีก 6 เดือน หรือ
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน +ไพราซินาไมด์ + อีแทมบูทอล นาน 2 เดือนตามด้วย
 ไอเอ็นเอช + อีแทมบูทอลอีก 6 เดือน
สูตรยาข้างบนนี้ ใช้สำหรับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ  และผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่มี
อาการรุนแรง หรือเป็นวัณโรคที่อวัยวะอื่น ๆ นอกจากปอด ส่วนผู้ป่วยรายเก่าที่กำเริบใหม่ หรือภาวะอื่น ๆ
จะมีสูตรยาที่แตกต่างกันไปซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้
นอกจากนี้ให้รักษาตามอาการ เช่น ซีด หรือเบื่ออาหารก็ให้ยาเม็ดเฟอร์รัสซัลเฟตและวิตามินรวม  อย่างละ 2-3
เม็ดต่อวัน ถ้าไอมีเสลดให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ และอาจให้ยาขับเสมหะ เช่น มิสต์แอมมอนคาร์บ 1/2 - 1 ช้อนโต๊ะ
ทุก 4-6 ชั่วโมง  ควรให้บำรุงร่างกายด้วยอาหารโดยเฉพาะพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ)

2. ในรายที่มีอาการแทรกซ้อน เช่น ไอออกเป็นเลือดมาก ๆ หรือหอบให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
3. เมื่อได้ยารักษาสักระยะหนึ่ง (2-4 สัปดาห์) อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ไข้ลดลง ไอน้อยลง กินข้าวได้มากขึ้น
   น้ำหนักเพิ่ม ควรให้ยาต่อไปทุกวันจนครบกำหนด จึงจะหายขาดได้
4. ถ้าสงสัยมีโรคเอดส์ ร่วมด้วย ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี

รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

1.ไอโซไนอาซิด (Isoniazid, INH) เป็นยาสำหรับรับประทาน มีความสำคัญเพราะประสิทธิภาพสูง
ดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหารซึมเข้าสู่เนื้อของร่างกายทั่วไป มีผลเป็นพิษที่สำคัญต่ำและราคาถูกการ
แพ้ยาที่สำคัญคือ พิษต่อตับและระบบประสาท พิษต่อตับจะทำให้เกิดตับอักเสบ มักจะเกิดกับคนสูง
อายุหรือมีโรคตับอยู่ก่อน พิษต่อระบบประสาทมีประสาทส่วนปลายอักเสบ เวียนศรีษะ ชัก ซึมและ
ประสาทตาอักเสบ
2.อีแธมบิวตอล (Ethambutal) เป็นยาสำหรับรับประทานมีประสิทธิภาพทัดเทียมหรือดีกว่า PAS
แต่อาการแพ้ยามีน้อยกว่าและรับประทานง่าย การแพ้ยา ที่สำคัญคือ ประสาทตาอักเสบทำให้มีตา
บอดสีหรือตามัว
3.สเตรพโตมัยซีน (Streptomycin) เป็นยาสำหรับฉีดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายแต่เข้าสู่น้ำ
ไขสันหลังในระดับต่ำ ขับออกทางไตและส่วนหนึ่งถูกทำลายในร่างกาย    ผลเป็นพิษที่สำคัญคือ
ต่อประสาทสมองคู่ที่แปดและไต     พิษต่อประสาทสมองคู่ที่แปดทำให้มีอาการเวียนศีรษะ
สมรรถภาพการทรงตัวเสื่อม  มีเสียงในหูและอาจทำให้หูหนวก พิษต่อไตทำให้การทำงานของ
ไตเสื่อม  ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวังในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก
4.ริแฟมปิซิน  (Rifampicin)  เป็นยาสำหรับรับประทานมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการทำลายและระงับการเจริญของเชื้อวัณโรค
ดูดซึมได้ดีจากลำไส้ ถูกขับออกทางน้ำดีและปัสสาวะ
ผลเป็นพิษที่สำคัญคือทำให้มีตับอักเสบ    การใช้ยาขนาดสูงแบบเว้นระยะจะทำให้เกิดอาการแบบไข้หวัดใหญ่
เกร็ดเลือดต่ำความดันเลือดต่ำและอันตรายต่อไต

วิธีประเมินผลการรักษา

1. การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค เป็นสิ่งสำคัญที่สุดควรตรวจเสมหะซ้ำเป็นระยะทุก 1-3 เดือน
2.ผู้ป่วยที่การวินิจฉัยแน่นอน การถ่ายรังสี ทรวงอกซ้ำทุกเดือนไม่มีความจำเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรังสี
  ไม่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวกับการดำเนินโรคเท่าการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโณอาจถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้ำทุก
  3-6 เดือน
3. อาการทางคลินิก เช่น ไข้ อาการไอ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดจะหายไปถ้าการรักษาได้ผล
สาเหตุของการรักษาไม่ได้ผล
สาเหตุที่สำคัญได้แก่การที่ผู้ป่วยได้รับยาไม่ถูกต้อง   รับยาไม่สม่ำเสมอไม่ครบตามตามกำหนดเวลาอันสมควร
มีการแพ้ยาเกิดขึ้น นอกจากนี้เกิดจากมีโรคอื่น ร่วมอยู่ด้วยและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เช่นเบาหวาน
พิษสุราเรื้อรัง


ข้อแนะนำ
1. วัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หรือน่ารังเกียจ และเป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยารักษา
   วัณโรคอย่างน้อย 2 ชนิด ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานาน 6-8 เดือน ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่า เมื่อกินยาได้สัก
   2-3 เดือนแล้วอาการดีขึ้นก็นึกว่าหายแล้ว จึงไม่ยอมกินยาต่อ การกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง หรือกินไม่ได้ตาม
   กำหนด มีแต่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาทำให้กลายเป็นวัณโรคเรื้อรังรักษายาก และสิ้นเปลืองเงินทอง
   และเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ ควรไปรับยารักษาตามแพทย์นัด อย่าได้ขาด บางครั้งอาจต้องเอกซเรย์ หรือ
   ตรวจเสมหะซ้ำ ทุก 3-6เดือน
ผู้ป่วยที่อยู่ในเขตชนบท อาจไปรับยาได้ที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในเมือง
อาจไปรับยาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัด และสะดวก (สำหรับ
ผู้ที่ยากจน ไม่มีเงินเสียค่ายา ก็สามารถรับยาได้ฟรีจากสถานบริการของรัฐ)
2. ผู้ป่วยควรงดบุหรี่และเหล้า ควรกินอาหารพวกโปรตีนให้มาก ๆ ควรอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก
   เวลาไอหรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก ควรบ้วนเสมหะลงในกระโถนหรือกระป๋องที่มีน้ำยาทำลาย
   เชื้อ เช่น ไลซอล (Lysol)  แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝังเสีย
3. ในระยะก่อนการรักษา หรือกินยาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก อย่านอนรวมหรืออยู่ใกล้
   ชิดกับคนอื่น ๆ อย่าไอ จามหรือหายใจรดหน้าคนอื่น(แม่ที่เป็นวัณโรคอย่ากอดจูบลูกหรือ ไอ หรือหายใจรด
   หน้าลูก
   ทางที่ดีอย่าให้ลูกดูดนมตัวเอง)เมื่อกินยาได้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว เชื้อจะถูกทำลายและไม่มีการแพร่ให้คนอื่น
   ต่อไป จึงไม่ต้องแยกผู้ป่วยออกอย่างเคร่งครัดเหมือนระยะก่อนการรักษา (เช่น ไม่จำเป็นต้องแยกถ้วย ชาม
   สำรับอาหาร หรือเครื่องใช้ออกต่างหาก)  เมื่อรู้สึกแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ หรือ
   ออกกำลังได้เช่นปกติ
4. ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) ควรไปให้แพทย์ตรวจ หรือ
   เอกซเรย์ปอดให้แน่ใจว่า ติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยหรือไม่ แพทย์อาจให้ยารักษา หรือให้ยาป้องกัน ตามแต่
   จะพิจารณาเห็นสมควร
5. ผู้ที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค (เช่น เป็นไข้เรื้อรัง, เบื่ออาหารและน้ำหนักลด, ไอเป็นเลือดหรือไอนาน
   กว่า 3 สัปดาห์ โดยไม่ทราบสาเหตุ, อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น) ควรให้แพทย์
   ตรวจเช็กร่างกาย ถ้าเป็นโรคนี้จะได้รักษาเสียแต่เนิ่น ๆ เป็นการป้องกันมิให้โรคลุกลามและมิให้แพร่เชื้อ
   ให้ผู้อื่นต่อไป
6. โรคนี้ติดต่อโดยการสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือหายใจรด(เพราะความใกล้ชิด หรืออยู่ในห้อง
   ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกร่วมกับผู้ป่วย)   เป็นสำคัญดังนั้น พยายามอย่าเข้าไปในที่ ๆ อากาศถ่ายเทไม่
   สะดวก เช่น ห้องที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด
7. คนที่ได้รับเชื้อวัณโรค หากร่างกายแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคดี จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้ (ในบ้านเราใน
   ผู้ใหญ่เกือบทุกคน เคยได้รับเชื้อวัณโรคกันแล้ว) แต่เชื้อจะหลบซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เมื่อร่างกายทรุดโทรม    
   เชื้อก็จะกำเริบและกลายเป็นวัณโรคได้ โดยไม่ต้องได้รับเชื้อจากภายนอกมาใหม่ ดังนั้น จึงควรรักษาสุขภาพ
   ให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การละเว้นจากการสูบบุหรี่ หรือดื่ม
   สุราจัด อย่าตรากตรำทำงานหนักเกินควร พักผ่อนให้เพียงพอและอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก

การป้องกัน
การป้องกัน สามารถทำได้โดย
1. ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ในเด็กและบุคคลที่แสดงผลลบต่อการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin test) เพื่อ
   สร้างเสริมภูมิคุ้มกันวัณโรค ในปัจจุบันตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จะทำการฉีดวัคซีนนี้ให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิด
   โดยทั่วไปมักจะฉีดให้เพียงเข็มเดียว
2. ในคนที่สัมผัสโรค โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือทารก แพทย์อาจให้ ไอเอ็นเอชกินป้องกันเป็นเวลา 1 ปี
3. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
17/12/53 โพสต์โดย ครูแก่
2 จาก 6
ง่ายๆ ไอมาก ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะก็ได้ ไอทุกวัน ไอ้เรื้อรัง ไม่ยอมหายสักที
มีไข้ต่ำๆตอนกลางคืน น้ำหนักตัวลด มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนก็เป็นความเสี่ยง เช่น เบาหวาน เอดส์
มีประวัติอยู่กับคนเป็นโรคนี้ หรือสัมผัสใกล้ชิดคนเป็นโรคนี้ ก็เสี่ยง
วิธีการรักษาถึงรู้หมดจะหนักหัวสมองเปล่าๆ เพราะแพทย์เองยังจำรายละเอียดได้ยากเลย
ยาที่มีๆใช้กันอยู่ Isoniazid, Pyrazinamide, Ethambutol,Rifampicin
อันนี้เป็นเว็บที่ใช้อ้างอิงทางการแพทย์
http://emedicine.medscape.com/article/230802-treatment
9/3/54 โพสต์โดย หมอนทอ
3 จาก 6
เพิ่งรู้ว่าเป็น และรับยามาแล้ว1 อาทิตย์ อาการคือ ไอมานานมาก ไปตรวจหมอบอกว่าเป็นหลอดลมอักเสบ เวลาผ่านไป เกือบปี เพิ่งรู้ว่าเป็น เพราะไอ และมีเลือดสดๆออกมา ตอนนี้กินยาห้ามเลือดด้วย
18/2/56 โพสต์โดย Wichada Jantuma
4 จาก 6
ถ้าไม่มีเงินรักษาจะทำยังไงคะ
มีเพื่อนคนนึงเค้าเป็นอยู่แต่ไม่มีเงินรักษา
20/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
5 จาก 6
ดูจากสกู๊ปข่าว เขาว่าใช้สิทธิบัตรทอง ของโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ( 30 บาทรักษาทุกโรค )   รักษาโรควัณโรคได้ครับ
27/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
6 จาก 6
ขอถามหน่อยนะคะ ว่าผู้ที่เป็นวัณโรคเขากินอาหารดิบได้มั้ย อย่างเช่น ชาชิมิ ชูชิ อะไรแบบนี้พอทานได้มั้ยคะ
27/6/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
วันที่ 24 มีนาคม วัน"วัณโรค"โลก ?
โรคปอดติดต่อกันไหม
อาการของโรค วัณโรค เป็นอย่างไรบ้างคะ
รักษาวัณโรคที่ไหนดี
วัณโรค ต่อมใต้สมอง เป็นโรคติดต่อไหม แล้วสามารถรักษาหายได้ไหม
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู