หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
1แรงม้าเท่ากับกี่ cc ในรถยนต์
ยานยนต์ 20/5/53 โพสต์โดย rutchee
คำตอบ
1 จาก 17
ทั้งสองคำถาม...

เข้าไปศึกษาดูในเว็บข้างล่างนี่ครับ...
20/5/53 โพสต์โดย Winyu444
2 จาก 17
คำถามแปลกๆ แรงม้า น่าจะเทียบกับ แรงด้วยกันเช่น นิวตัน
cc เป็นหน่วยของปริมาตร คือ ลูกบาศก์เซนติเมตร
20/5/53 โพสต์โดย เด็กวิศวะ
3 จาก 17
แรงคือ หน่วยวัด “พลัง” ความเร็วต่อรอบ
cc คือ ความจุของกระบอกสูบ ต่อการจุดระเบิดลูกสูบหนึ่งครั้ง

น่าใช่ ^^
20/5/53 โพสต์โดย yukyik
4 จาก 17
1 แรงม้า = 746 watt (กำลังไฟฟ้า) น่ะ
20/5/53 โพสต์โดย ช่างไฟเทวดา
5 จาก 17
คนละเทอมเลยครับ
แรงม้า เทอมของ แรง พลังงาน
CC (Cubic Centrimetre ; ลูกบาศก์เซนติเมตร)  เทอมของ ปริมาตร ครับ

แต่ 2 เทอมสามารถรวมกันได้ โดย อัตราการกินน้ำมัน นะ
เช่น 1 แรงม้า กินน้ำมัน กี่CC
21/5/53 โพสต์โดย LordHades
6 จาก 17
ไม่น่าเกี่ยวกันครับ

คนละประเด็นครับ

บางเครื่องยนต์ ซีซีน้อยแต่แรงม้าเยอะครับ ขึ้นอยู่กับเทคนิค
24/6/53 โพสต์โดย lnWGuRuBangKok
7 จาก 17
ตัวอย่างเช่น

บิ้กเอ็ม เครื่อง 2500 ซีซี 90 แรงม้า

อแวนซ่า เครื่อง 1500 ซีซี 109 แรงม้า
24/6/53 โพสต์โดย lnWGuRuBangKok
8 จาก 17
ฟามแรงของรถยนต์ไม่สามารถสรุปได้ที่ ค่าความจุของกระบอกรวมกันจนได้ค่า cc. หรือว่าแรงม้าที่เกิดขึ้นในขณะนั้นหรอครับ

ความหมายของ cc. ก็คือ ค่าความจุของกระบอกสูบแต่ละกระบอกมารวมกัน ก็จะได้ค่า cc. เช่น กระบอกสูบมีความจุกระบอกละ 396.5cc. จำนวน 4 กระบอกสูบ ก็จะมีค่า cc. รวมที่ 1586cc. เรียกง่ายๆก็คือ 1600cc. แต่ถ้ามีปริมาณ 2000cc. ขึ้นไปมักจะใช้เครื่อง 6 สูบ ซึ่งจะแยกย่อยออกเป็นเครื่องเรียงแนวตรงและเครื่องแบบV  ในการวัดคุณภาพจะต้องดูถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ขณะนั้นควบคู่ไปด้วย  ง่ายๆเลยก็คือของใหม่ย่อมดีกว่าของเก่าอยู่แล้วแหละครับ  เพราะจะเป็นเกี่ยวกับการพัฒนาในเรื่องระบบการทำงานย่อยในเรื่องของการจ่ายน้ำมันและประสิทธิภาพในการจุดระเบิด  ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาอีกนิดหน่อยถ้าต้องการศึกษานะครับ (อย่างเช่นเครื่อง J ความจุ 2500cc. แบ่งย่อยได้อีก 5 รุ่นคือ ฝาขาว/ฝาดำ/vvti/ge/gte ซึ่งความแรงต่างกัน)

แรงม้า(ตามความเข้าใจของผมนะครับ)คือกำลังอัตราการเร่งของเครื่องยนต์  ซึ่งต้องบวกลบกับน้ำหนักของรถแล้วจึงจะได้ค่าแรงม้า  พูดง่ายๆก็คือค่าแรงม้าบอกถึงความแรงของรถยนต์  แรงม้าต่อให้เยอะมากๆๆๆๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชนะเสมอไปนะครับ  จะต้องดูหลายๆองค์ประกอบด้วย เช่น น้ำหนักของรถยนต์ในขณะนั้น,แรงเสียดทานที่เกิดขึ้น,ความจุ+กำลังของเครื่องยนต์  * สมมุติว่า รถยนต์เครื่องโรตารี่(1300cc) อัดไปสัก 500 แรงม้ามีคนนั่งไปด้วย 3 คนจุของอีก 100 กิโลกรัม คงไม่อาจสู้กับรถเครื่อง 2JZ(3000cc) กำลังม้าสัก 350 แรงม้าที่บรรจุจำนวน 3 คนและของอีก 100 กิโลกรัมได้

ผมขอแสดงฟามเห็นในรถที่จะซื้อใหม่แล้วกันนะครับ เพราะว่า ปริมาณความจุน้อยกว่าสามารถสร้างกำลังได้แทบจะเท่ากับรถที่ปริมาณมากกว่าเลยทีเดียว  แถมยังประหยัดน้ำมันได้มากกว่าอีกด้วย  และรถอายุตั้งแต่ก่อนปี 2000 ผมคิดว่าเรื่องซีลกับประเก็นนี่คงได้เวลาเปลี่ยนยกเซ็ตแล้วแหละ  แล้วก็โมดิฟลายเครื่องซะเลยก็ดีนะครับ เพราะว่าอายุขนาดนี้คงต้องจับอาบน้ำซะหน่อยและ
17/9/53 โพสต์โดย canon17539
9 จาก 17
cc (ซีซี)คือปริมาตร  ว่าด้วย คือพื้นที่ ที่ก๊าซหรืออากาศอาศัยอยู่ภายในรูปทรงปริมตารทรงกระบอกที่ยังไม่มีแรงอะไรมากระทำ ซึงก๊าซหรืออากาศที่อาศัยอยู่ภายในรูปทรงกระบอกจะมีหน่วยเป็นปริมาตรใดๆก็คือ ซีซี ดังนั้นถ้ามีแรงจากภายนอกมากระทำให้ก๊าซหรืออากาศที่อาศัยอยู่ภายในภาชณะรูปทรงกระบอกเคลื่อนที่ ก็จะได้  "แรง" จะเห็นว่าจะต้องมีแรงภายนอกมากระทำเสมอ ดังนั้นจะอยู่กับผู้ออกแบบว่าจะใช้อะไรมาเป็นตัวกำเินิดแรงภายนอก เช่น น้ำแรงระเบิด จากเชื่อเผลิง น้ำมัน ก๊าซ ต่างๆ หรือแรงจากไฟฟ้า DC AC  เมื่อได้แรงเราจึงนำมาคับปลิ้งกับอุปกรณ์กล  เราจึงได้ยินว่า  กี่แรงม้าที่เท่านั้นเท่านี้รอบ
ดังนั้นผมจึงตอบว่าขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบว่าจะให้ 1 cc (ซีซี) เท่ากับกี่แรงม้า ในรถยนต์แต่ละรุ่นจึงมีแรงม้าไม่เท่ากัน ถึงแม้ว่า cc จะเท่ากันก็ตาม อนึ่ง คุณเชื่อหรือไม่ว่า  ถ้าเอา ซีโฟ มาออกแบบต้นพลังงาน ใน 1 cc จะได้แรงม้ามหาสาน 555++  ถ้ามีเสือสูบที่ทนได้อ่ะน่ะ
27/9/53 โพสต์โดย guetuy
10 จาก 17
ผมคิดว่ามันคนละหน่วยกันนะครับ คงจะเที่ยบกันไม่ได้ คือแรงม้าเป็นหน่วยของกำลัง ส่วน CC.เป็นหน่วยของปริมาตรน่ะครับ
11/10/53 โพสต์โดย หมอเสธ.
11 จาก 17
มันคงตอบไม่ได้เรื่องว่า1CCในปริมาณของเครื่องยนต์จะได้แรงม้าเท่าไร แต่คงจะต้องมีสิ่งที่ต้องสัมพันธ์กันระหว่างปริมาณของปริมาณของกระบอกสูบแต่ละสูบมีเท่าไร เช่น เครื่องยนต์สูบเดียวมีขนาดลูกสูบ 50มม.และมีระยชัก60มม.และอัตราส่วนกำลัง10:1คงจะตอบได้ว่าอัตราเร่งดีกว่าเพราะระยะชักที่วัดได้นั้นมุมข้อเหวี่ยงจากจุดศูนย์กลางมากกว่า ยิ่งกว้างยิ่งอัตราเร่งดีและสัมพันธ์กับอัตรากำลังที่ถึง10ส่วน จึงได้แรงบิดที่มากกว่าส่วนแรงม้าอาจจะน้อยกว่าแรงบิด แต่เวลาทำความเร็วสูงสุดนั้นทำได้เรื่อยๆจนกว่าจะรีดกำลังออกมาได้สูงสุดขึ้นอยู่กับอัตราทดเกียร์ด้วยแต่รอบจะขึ้นช้ามาก ดังนั้นถ้าจะแข่งแรงการจับเวลาคงจะทำเวลาได้ไม่ดี แต่การบรรทุกของนั้นจะทำได้มาก ต่อให้น้ำหนักของผู้โดยสารถึง100กก. รถก็สามารถวิ่งได้โดยไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน
31/7/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
12 จาก 17
168 แรงม้าเท่ากับกี่ CC ในรถยนต์
9/9/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
13 จาก 17
เป็นงัยหล่ะครับหัวทู้จะถามให้รู้แจ้งต้องไป ถามพันทิพครับไม่งั้นก็บอร์ดรักรถครับ มาถามในGuruก็เหมือนมีตัวช่วยหาGoogleเพิ่มเท่านั้นแหล่ะครับโพสพันทิพไม่ถึงครึ่งชั่วโมงได้คำตอบแน่นอนครับ
***
ตามที่ผมเรียนมา มันเอาไปเทียบกับกำลังไฟ หน่วย watt ....1 kW = 1.341... แรงม้า (เลขไม่ชัวนะครับมันอยู่ในเครื่องคิดเลข)
ผมเดาว่าที่ถามคงเรื่องเครื่องยนต์ ในใบนั้นมันจะมีบอกครับ ว่าเครื่องรถยนต์รุ่นนี้ ให้กำลังมากสุดเท่าไหร่ ที่ความเร็วรอบเท่าไหร่
ให้ใช้ กำลังมากสุดมาเป็น ตัวคำนวณหาแรงม้า

ส่วนที่หัวทู้ถามมาว่า กี่ CC (คำตอบคือไม่ตายตัว) เครื่องยนต์ 4 สูบ 8 สูบ twin cam  vtec doch/soch  i-vtec
การออกแบบลูกเบี้ยว(CAMs) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายน้ำมัน หัวฉีด สมัยนี้มีหลายทิศทาง จำนวนลูกสูบ องศาเครื่องของรถแต่ละรุ่น

ที่อธิบายมาข้างบนทำให้เห็นตัวแปรหลายตัวที่สัมพันธ์กับความจุกระบอกสูบ ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะใช้แรงม้ามาหา CC
เพราะการหาแรงม้าหรือกำลังเครื่องยนต์  ทำใน Lab ไม่สามารถคำนวณเพียวๆแบบที่เราืำทำ ข้องนอกได้
เมื่อ....เห็นความแตกต่างของการออกแบบ ชิ้นส่วนที่ได้บอกไป มันจะทำให้เกิดแรง ที่แตกต่างกัน รอบต่อเวลา ที่แตกต่างกันมากมาย
จึงไม่มีความจำเป็นที่จะ ใช้ ค่าแรงม้า มาหา CC เพราะ CC เป็นค่าที่ได้มาตั้งแต่การบวนการผลิตเครื่องยนต์แล้ว
และรถทุกคันบนโลกคันเปิดเผย ข้อมูลตัวนี้จึงไม่จำเป็นต้องหาครับ

อยากรู้แบบคร่าวๆ อ่านด้านล่าง
.........สูบเยอะให้กำลังที่มากกว่าเครื่องทำงานหนักกว่า เทน้ำมันทิ้งได้มากกว่า -0-
จะมีค่า CCต่อแรงม้าที่มากกว่า พวก 4 สูบทั่วไป

**CCต่อแรงม้า(ไม่ใช่หารกันน่ะ หมายความว่า CC ที่คุณอยากจะหาที่มาจากการใช้แรงม้าเป็นตัวตั้งต้น)
18/9/55 โพสต์โดย -OK
14 จาก 17
ก็พอหาได้ครับ แต่จะหารูปของ 1ccจะได้กี่แรงม้า
คือ  มันอยู่ที่  ใช้เชื้อเพลิงอะไร ที่แรงอัดเท่าไหร่ ให้ความร้อนที่กี่องศา แล้วเอามาหาพลังงานจากสภาพการระเบิดของเชื้อเพลิง ซึ่งในทางทฤษฎีจะคิดว่าเชื้อเพลิงจะปลดปล่อยรังสีออกมาหมดในรูปของอินฟาเรด แต่ทางปฎิบัติจะต้องหาพลังงานที่สูญเสียไป การหาจะต้องอยู่ในสภาวะปิดทางเคมี
อยู่ที่เชื้อเพลิงด้วยนะครับ เพราะเชื้อเพลิงแต่ละตัวจะมีพันธะต่างกัน อัตราในการเกิดปฎิกิริยาที่ต่างกัน พลังงานที่ปล่อยออกมาจะต่างกัน เช่น ไนโตร กับ น้ำมันดีเซล   สุดท้ายจะนำค่าพลังงานคำนวนกลับได้แรงม้า จะหาก็ลำบากหน่อยครับ
8/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
15 จาก 17
เครื่องยนต์150 cc.ให้แรงม้าเท่าครับ น้ำหนักโดยรวม 80 kg.
9/6/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
16 จาก 17
2 หัว ดีกว่า หัวเดียวครับ คนไทย ไม่ทิ้งกัน
13/2/57 โพสต์โดย Palin Ya
17 จาก 17
แรงบิดคืออะไร

แรงบิดคือ แรงบิดตัวของแกนหมุนใดๆ มีหน่วยวัดได้หลายแบบ แต่ที่นิยมก็มี 3 แบบ คือ

ฟุต-ปอนด์ : โดยตัวเลขที่บอกจะเป็นความยาวของรัศมีการหมุน ที่มีแรงผลัก 1 ปอนด์
นิวตัน-เมตร : โดยตัวเลขที่บอกจะเป็นแรงผลักในหน่วย นิวตัน ที่รัศมีการหมุน 1 เมตร
กิโลกรัม-เมตร : โดยตัวเลขที่บอกจะเป็นแรงผลักในหน่วย กิโลกรัม ที่รัศมีการหมุน 1 เมตร

ทั้งสามระบบการวัดแรงบิด มีความสัมพันธ์กันดังนี้……..

1 ฟุต-ปอนด์ = 0.737265 นิวตัน-เมตร
1 กิโลกรัม-เมตร = 9.8 นิวตัน-เมตร

อยากจะเปลี่ยนอะไรเป็นอะไรก็ คูณหารกันเข้าไปกันเองนะครับ
ตัวอย่าง – เครื่องยนต์ A มีแรงบิดสูงสุด = 20.0 กิโลกรัม-เมตร = 196 นิวตัน-เมตร = 144.5 ฟุต-ปอนด์

แรงม้าคืออะไร

แรงม้าคือ หน่วยวัด “พลัง” ของเครื่องยนต์ที่ได้จากการทำงานของ “แรงบิด” ที่ความเร็วรอบใดๆ ต่อหน่วยเวลา
มีรากเง้าการคำนวณมาจากสูตร “งาน” (จูล) = “แรง” คูณด้วย “ระยะทาง” >>> W = F x S
และ “พลังงาน” P คือ “งานต่อหน่วยเวลา” มีชื่อว่าเรียกว่า วัตต์ (Watt) หรือ จูลต่อวินาที >>> P = W/วินาที
หรือเท่ากับ “’งาน” คูณด้วย “ความเร็วเมตรต่อวินาที" >>> P = W x v
โดยที่ ………. 1 แรงม้า = 746 วัตต์

ความสัมพันธ์ระหว่าง แรงม้า กะ แรงบิด
เรา สามารถคำนวณหา “แรงม้า” จาก “แรงบิด” หรือ คำนวณ “แรงบิด” จาก “แรงม้า” ได้เสมอ ถ้าเรารู้ค่าของตัวใดตัวหนึ่ง ที่ความเร็วรอบเครื่องขณะใดขณะหนึ่ง

ด้วยสูตรการคำนวณค่าแรงม้าที่ให้มาข้างต้น เราสามารถสร้างสูตรสำเร็จในการคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่าง แรงม้า และ แรงบิด ได้ดังนี้ (ค่าแรงบิดที่ใช้สูตรการคำนวณมีหน่วยเป็น… กิโลกรัม-เมตร.)

คำนวณ แรงม้า จาก แรงบิด : แรงม้า = รอบต่อนาที X แรงบิด X 0.001376
คำนวณ แรงบิด จาก แรงม้า : แรงบิด = แรงม้า / (รอบต่อนาที X 0.001376)

ดังนั้น จากข้อมูลของเครื่องยนต์ที่เรามักจะเห็นจากสเป็คในโบชัวร์โฆษณารถ เราก็จะสามารถคำนวณต่อได้ว่า

ที่แรงบิดสูงสุดนั้น มีกี่แรงม้า หรือ ที่แรงม้าสูงสุดนั้น มีแรงบิดเท่าไหร่

ข้อมูล เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถคำนวณหาค่าอัตราทดเกียร์ เฟืองท้าย และ ขนาดล้อ ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รถที่มีสมรรถนะตามต้องการ ทั้ง อัตราเร่ง และ ความเร็วสูงสุด ทั้งนี้เราจะต้องรู้น้ำหนักรถ และ ค่าอากาศพลศาสตร์ ของรถด้วยนะครับ

ตัวอย่างการคำนวณ

ตัวอย่างที่ 1
เครื่องยนต์ A มีแรงบิดสูงสุด 20.0 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที มีแรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงม้า ที่แรงบิดสูงสุด ได้จาก : 3,600 X 20.0 X 0.001376 = 99.072 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงบิด ที่แรงม้าสูงสุด ได้จาก : 150 / (6,000 X 0.001376) = 18.168 กิโลกรัม-เมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที

ตัวอย่างที่ 2
เครื่องยนต์ B มีแรงบิดสูงสุด 20.0 กิโลกรัม-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที มีแรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงม้า ที่แรงบิดสูงสุด ได้จาก : 4,500 X 20.0 X 0.001376 = 123.84 แรงม้า ที่ 4,500 รอบต่อนาที
คำนวณหา แรงบิด ที่แรงม้าสูงสุด ได้จาก : 150 / (6,500 X 0.001376) = 16.771 กิโลกรัม-เมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที

จาก ตัวอย่างการคำนวณของ เครื่องยนต์ A และ B เราจะเห็นได้ว่า แม้ทั้งคู่จะมี “แรงบิด” และ “แรงม้า” สูงสุด เท่ากัน แต่เครื่องยนต์ A จะได้อัตราเร่งที่ดีกว่าทั้งต้นและปลาย ที่อัตราทดของระบบการส่งกำลังเดียวกัน และ ถ้าจะให้เครื่องยนต์ B มีสมรรถนะเท่ากับเครื่อง A บนตัวถังเดียวกัน อาจจำเป็นต้องใช้ชุดเกียร์ที่มีอัตราทดชิดกันมากกว่า และอาจต้องมีจำนวนเกียร์มากกว่าด้วย นอกจากนี้ เครื่องยนต์ A ก็มีโอกาสประหยัดน้ำมันกว่า ถ้ามีความจุของเครื่องยนต์เท่าๆ กัน เพราะว่า เครื่องยนต์ A ดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องยนต์ B จากลักษณะ แรงบิด และ แรงม้า ที่เครื่อง A ได้มาอยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปนะครับ แต่มีโอกาสเป็นไปตามนี้สูงมาก

การทดเกียร์ในรถยนต์ทำเพื่ออะไร

การทดเกียร์มีจุดประสงค์ 2 ประการคือ

หนึ่ง เพื่อให้สามารถควบคุมความเร็วรถได้อย่างเหมะสมตามรอบเครื่องยนต์
สอง เพื่อให้สามารถสร้างอัตตราเร่งของรถได้ด้วยการทำให้แรงบิดของเพลาขับสูงกว่าแรงที่รถต้องการในแต่ละช่วงความเร็ว

ประการ ที่หนึ่ง นั้นคงไม่ต้องอธิบายมาก แต่อยากจะบอกให้หายสงสัยว่า ทำไมรถที่เครื่องแรงมากๆๆๆๆๆ เช่น รถสปอร์ต 300-500 แรงม้า ยังคงต้องมีเกียร์ หนึ่ง ที่มีอัตราทดพอๆ กับรถจ่ายตลาดที่มีแรงม้าแค่ปริ่มๆ 100 แรงม้า ถามว่ารถที่แรงมากๆ ออกเกียร์ สอง ได้มั๊ย ก็ตอบว่า อาจได้ครับ แต่ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร รถยนต์ต้องออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง เสมอไม่ว่าจะเป็นคันไหน และถ้าไม่มีครัช เครื่องยนต์ก็ต้องเริ่มหมุนจาก 0 รอบต่อนาทีเหมือนกัน และไม่ว่าเครื่องจะมีแรงเท่าไหร่ ถ้าเครื่องหมุน 0 รอบต่อนาที ก็มีแรงเท่ากับ 0 เหมือนกันทุกเครื่องยนต์ ดังนั้น คุณต้องการเกียร์ หนึ่ง ที่มีอัตราทดมาก ไม่ได้ไว้เพื่อให้มีแรงอย่างเดียว แต่เพื่อความเหมาะสมต่อการเลี้ยงรอบเครื่องในการออกตัว ส่วนการทดในเกียร์ต่อๆ ไปก็เพื่อให้เครื่องได้ทำงานในรอบเครื่องยนต์ที่ให้การตอบสนองเหมาะสมต่อการ ใช้งานที่ดีที่สุดนั่นเอง

ประการที่สอง อันนี้สำคัญ เพราะว่าการที่รถจะมีความเร็วคงที่อยู่ได้ หรือสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นได้นั้น แรงบิดที่เพลาขับต้องมีเหลือมากกว่าแรงที่รถต้องการ ยิ่งความแตกต่างของแรงบิดที่เพลาขับมากกว่าแรงบิดที่รถต้องการมากเท่าใด รถก็จะยิ่งมีอัตราเร่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่แรงที่รถต้องการเมื่อความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ คือแรงต้านของอากาศที่มีสมการอยู่ในรูปของ ความเร็วยกกำลังสอง ทำให้แรงต้านนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการเพิ่มของความเร็วของรถ และบังเอิญว่า แรงบิด ของรถก็มักจะลดลงเมื่อรอบเครื่องยนต์พ้นรอบแรงบิดสูงสุดไป การทดเกียร์ จึงเป็นการเพิ่มแรงบิดของเพลาขับให้มากกว่าแรงที่รถต้องการตลอดช่วงการไต่หา ความเร็วสูงสุด

การทดเกียร์นี้จะเพิ่มเฉพาะ แรงบิด โดยที่ แรงม้า จะยังคงเท่าเดิมเสมอ
ตัวอย่าง การทดเกียร์ที่อัตรา 2 : 1 ของเครื่องยนต์ A ในตัวอย่างที่ 1 เมื่อเครื่องยนต์หมุนที่ 3,600 รอบต่อนาที เพลาจะหมุน 1,800 รอบต่อนาที แต่เพลาจะมีแรงบิดเป็น 40.0 กิโลกรัม-เมตร และเมื่อคำนวณแรงม้าของแรงบิด 40.0 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,800 รอบต่อนาที ก็จะได้ 99.072 แรงม้าเท่าเดิม ถ้าเราไม่ทดเกียร์เลย ปล่อยให้เพลาขับหมุนเท่าข้อเหวี่ยง เมื่อเพลาขับหมุน 1,800 รอบต่อนาที ก็จะมีแรงบิดน้อยกว่า 20 กิโลกรัม-เมตร เสียอีก ซึ่งถ้าสมมุตว่า ความเร็วรถขณะที่เพลาหมุน 1,800 รอบนั้นต้องการ แรงบิด 20 กิโลกรัมเมตร รถคันนี้ก็จะไม่สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้ และจะลดความเร็วลงด้วย

เครื่องยนต์ที่ดีควรเป็นอย่างไร

อันดับ แรกเลยก็คือ ต้องมีประสิทธิภาพ ในการเปลี่ยนน้ำมันออกมาเป็นแรงม้าให้ได้มากที่สุด ตรงนี้เราไม่ต้องสนใจเรื่องแรงบิด เพราะเราใช้การทดเกียร์เพิ่มแรงบิดได้ แต่เราไม่สามารถทดเกียร์ใดๆ เพื่อเพิ่มแรงม้าได้
ประสิทธิภาพของเครื่อง ยนต์ตรงนี้ เป็นสิ่งที่คุณหาไม่ได้ใน สเป็ค จากโบชัวร์ ใดๆ และคงไม่มีบริษัทใดกล้าให้ข้อมูลตรงนี้แก่ลูกค้า หรือแม้กระทั่ง ตัวแทนจำหน่ายรถ เพราะว่าถ้าหากมีข้อมูลตรงนี้ อาจทำให้การแข่งขันในตลาดรถวุ่นวายกว่านี้ได้

หลายๆ คนไปผูก อัตราการกินน้ำมัน กับ ขนาดความจุของเครื่องยนต์ ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการตัดสินใจเลือกขนาดเครื่องยนต์เพื่อความ ประหยัด (ขนาดและน้ำหนักรถ แน่นอนกว่า รถยิ่งหนักยิ่งเปลือง) แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องยนต์ความจุมากรุ่นใหม่ๆ และมีเทคโนโลยีสูง มักมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์เล็กๆ แต่มีเทคโนโลยีต่ำกว่า ซึ่งถ้าจะคิดถึงอัตราสิ้นเปลืองเพื่อการเปรียบเทียบกันจริงๆ แล้ว ข้อมูลเพียงแค่ ขนาดความจุ แรงม้าสูงสุด หรือ แรงบิดสูงสุด ของเครื่องยนต์ นั้น ไม่เพียงพอต่อการฟันธง ดังนั้นส่วนใหญ่ก็ได้แต่เดาๆ เอา ไม่ว่าจะเป็นเซียนใดๆ ก็ต้องนั่งเทียนเอาถ้ามีข้อมูลเพียงเท่านี้

สิ่ง ที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์กว่า การให้ตัวเลข แรงม้า และ แรงบิดสูงสุด ก็คือ กราฟที่แสดงค่าแรงม้า และ/หรือ แรงบิด ของเครื่องยนต์ ตลอดช่วงรอบการทำงาน ที่เราไม่จำเป็นต้องได้กราฟของ ทั้งคู่ เพราะว่า เราสามารถคำนวณได้เองจากข้อมูลอันใดอันหนึ่ง จากกราฟ เราก็อาจจะพอบอกได้คร่าวๆ ว่า เครื่องยนต์ตัวไหนดี กว่า ตัวไหน ซึ่งสิ่งที่เราต้องการก็คือ ค่าแรงบิดที่ได้ออกมามากที่รอบต่ำ และมีช่วงห่างของรอบแรงบิดสูงสุดกับแรงม้าสูงสุดมากๆ เข้าไว้ เพื่อเป็นการบอกว่า เครื่องยนต์มีแรงบิดออกมาให้ใช้งานได้ในรอบความเร็วที่กว้าง ไม่ใช่ ขึ้นเร็วลงเร็ว ซึ่งจากความรู้ในเรื่อง แรงม้า และ แรงบิด เราก็พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า เครื่องยนต์ A ในตัวอย่างที่ 1 อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องยนต์ B เพราะว่าทำงานที่รอบต่ำกว่า และมีช่วงแรงบิดในการใช้งานกว้างกว่า (แสดงว่าเครื่องยนต์สามารถทำงานในสภาวะที่สมบูรณ์ครอบคลุมในย่านรอบความเร็ว ที่กว้างกว่า มีพื้นที่ใต้กราฟที่มากกว่า)

อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ที่มีแรงม้ามากกว่าเครื่องอื่นๆ ในขนาดความจุเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์เทอร์โบ กับ ไม่โบ ที่ความจุเดียวกัน เครื่องเทอร์โบมักให้แรงมากกว่าทั้งนี้เพราะว่า เผาน้ำมันไปมากกว่า ซึ่งการได้แรงม้าเพิ่มขึ้นมาอีก 50% อาจต้องเผาน้ำมันมากขึ้นเกินกว่า 50% ซึ่งก็แปลว่าเครื่องมีประสิทธิภาพต่ำลง อย่างไรก็ตาม การรีดแรงม้า จากความจุน้อยๆ ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่สำหรับการแข่งขันระดับ F1 นั้น การเพิ่มแรงม้าขึ้นด้วยการกินน้ำมันเท่าเดิม ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่า

อยู่ที่ว่าคุณต้องการ “ประหยัด” หรือ “แรง” หรือ ทั้งสองอย่าง ในที่นี้ทำให้ “แรง” ง่ายที่สุด ยากขึ้นอีกหน่อยก็เรื่อง “ความประหยัด” ยากที่สุดก็คือ “ประหยัดด้วย แรงด้วย” นี่แหละครับ
13/2/57 โพสต์โดย Palin Ya
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ม้าหนึ่งตัว ถ้าเทียบเป็นแรงม้ารถยนต์ ได้กี่แรงม้าครับ
200 VAC 3 PHASS 17 KVA เท่ากับ กี่แรงม้า
มอเตอร์ 75kw เท่ากับ กี่แรงม้าคับ หาสูตรให้หน่อยคับ
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเบนซิน รถยนต์ขนาด 15000cc.
สูตรคำนวน แรงม้า เครื่องยนต์
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู