หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ทำไมคนเราต้องตาย ตายแล้วไปไหน ใครเป็นผู้กำหนด
ศาสนา | ปรัชญา 17/9/51 โพสต์โดย afiq
คำตอบ
1 จาก 68
ตายแล้วเกิดเลยครับ
17/9/51 โพสต์โดย wetstorm
2 จาก 68
เรื่อง "ตายแล้วไปไหน" เป็นปัญหาที่น่าคิดและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค้นคิดกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ? ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า ? นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ? วิญญาณหรือจิตมีจริงหรือเปล่า ? ผีมีหรือไม่ ? คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่จะนำมาชี้แจงให้ทราบในที่นี้
    เดิมทีเดียว แม้ผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่า ตายแล้วจะมีการเกิดอีก แม้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง แต่ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่นั่นเอง เพราะเป็นเพียงพบหลักฐานในตำราเท่านั้น เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน และได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งได้เดินทางรอนแรมไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศหลายแห่ง ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้น ในที่สุด ก็ต้องยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า คนเราตายแล้วต้องไปตามกรรมของตน แต่ที่ว่าไปไหนนั้น ยังให้คำตอบชี้ชัดลงไปแน่นอนยังไม่ได้ เพราะแล้วแต่กรรมที่ทำไว้จะเสกสรรให้เป็นไป พระพุทธศาสนาเชื่อถือในสังสารวัฏ - การเวียนว่ายตายเกิด และถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้น นับชาติไม่ถ้วน และเกิดในภพภูมิที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามกฏแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว ถ้ายังมีกิเลส อันเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่ตราบใด ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต มีความสุข ประเสริฐ และสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยไว้ตามสภาพที่มันเป็น ปล่อยให้สกปรกเศร้าหมองเพราะถูกกิเลสจับ นอกจากจะก่อความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและสังคมในชาตินี้แล้ว ยังจะให้ภพชาติต่ำทรามลงไป ต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนมากในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย
    หากจะมีใครถามว่า "ที่ว่าคนเราตายนั้น ร่างกายตาย หรือจิตตาย หรือว่าตายทั้งสองอย่าง" ขอตอบว่า "ตายเฉพาะร่างกายเท่านั้น จิตหาได้ตายไปเหมือนกับร่างกายนั้นไม่ แต่ไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ซึ่งส่งบุคคลเราไปเกิดในภพชาตินั้น ๆ เปรียบเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ โดยที่เจ้าของไม่ได้เป็นอันตราย อยากจะถามว่า "เมื่อเรือนถูกไฟไหม้เสียแล้ว เจ้าของเรือนจะไปอยู่ที่ไหน" ขอตอบว่า "เขาจะต้องหาที่แห่งใหม่อยู่ ตามที่เขาจะสามารถหาอยู่ได้ กล่าวคือ ถ้าผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถดี หรือเป็นคนมีเงินทองอยู่มาก หรือมีญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลืออยุ่ เขาก็อาจสร้างบ้านใหม่ได้ดี หรือไปอาศัยญาติพี่น้องอยู่ แต่ถ้าผู้นั้นไร้ความสามารถ ยากจน หมดเนื้อประดาตัว ซ้ำไร้ญาติขาดมิตร เขาก็ย่อมไปหาที่อยู่ตามยถากรรมของเขา ข้อนี้ฉันใด คนเราที่ตายไปจากโลกนี้แล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อร่างกายเดิมใช้การมิได้แล้ว ก็ย่อมไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ตามพลังแห่งกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ ถ้าเขาทำกรรมดีไว้มาก คือพัฒนาอบรมจิตตนเองได้มากแล้ว ก็ย่อมไปบังเกิดในที่ดี มีความสุข ถ้าเขาทำความดีไว้น้อย แต่ทำความชั่วไว้มาก คือยังด้อยในด้านพัฒนาจิตใจของตนอยู่ เขาก็ย่อมไปเกิดในที่มีความทุกข์ตามยถากรรมของตน.
17/9/51 โพสต์โดย sutop
3 จาก 68
ตายแล้วไปวัดครับ แน่นอนสมัยนี้ เผาครับ
ฝังก็ได้ คงไม่มีใครกำหนดนะ มันเป็น ธรรมะ อยู่แล้ว
(ธรรมชาตินะ)
17/9/51 โพสต์โดย น้องวุฒิน่ารัก
4 จาก 68
ตายตามธรรมชาติหรือตายโหง การตายโหงจะอธิบายง่ายกว่า การตายโหงคือการตายก่อนที่ชะตาจะกำหนด เช่น ไฟไหม้ตาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้งานได้ต่อไป ตายด้วยอุบัติเหติกูเช่นกัน วิญญาณซึ่งเป็นส่วนขับเคลื่อนร่างกายไม่สามารถใช้งานร่างกายนั้นได้ ก็จะร่อนเล่ย์กลายเป้นสัมพเวสี ที่ตอบได้เพราะเคยเห็น วิญญาณประเภทนี้ ส่วนวิญญาณที่ตายตามอายุไขนั้นก็เช่นกันร่างกายใช้งานไม่ได้ แต่วิญญาณถึงกำหนดไปยังภพภูมิใหม่ อาจไปอยู่นอกจักรวาล บางคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์เวลาเขาพบเขาไม่เรียกวิญญาณเดี่ยวเสียฟอร์มเขาเรียกว่ามนุษย์ต่างมิติ คืออยู่ในมิติอื่นนอกจักรวาล อินฟินิตี้ไงครับ
17/9/51 โพสต์โดย พนักงานตรวจแรงงาน
5 จาก 68
ทำไมคนเราต้องตาย - เป็นธรรมดาของธรรมชาติครับ เพราะเป็นวัตถุที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นั่นแสดงว่าสักวันหนึ่ง เราก็ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ช้าบ้าง เร็วบ้าง ตามแต่เหตุปัจจัย

ตายแล้วไปไหน - อันนี้ตัวผู้ตอบยังไม่เคยตายคงตอบให้ไม่ได้ แต่จากการศึกษาจากผู้ที่ได้ประกาศความจริงอันพิูสูจน์ได้ไว้หลายข้อ อันได้แก่ พระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้กล่าวไว้ว่า ความตายไม่มี ร่างกายเราเสื่อมสลาย หายไป เป็นเพียงแค่ สิ่งที่ธาุตุรวมกันอยู่ ได้แตกสลายแยกกันไป เหลือเพียวงดวงจิตของเรา ซึ่งท่องไป ตามเหตุ ตามกรรม ต่างวาระครับ ส่วนเรื่องไปที่ไหนนี่ คงต้องแล้วแต่ว่าจะเอาของใครมาตอบ อย่างคริสต์ ตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้า นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตายแล้วจบสิ้น พระุุุพุทธเจ้าบอกว่าตายแล้วไม่มี พราหมณ์บอกว่าตายแล้วลงนรกหรือไปสวรรค์ เป็นต้น

ใครเป็นผู้กำหนด - ธรรมชาติเป็นผู้กำหนดครับ ตอบเพียงเท่านี้เป็นสิ้นสุดครับ เพราะหากต้องการถามต่อไปอีกว่า ธรรมชาติคืออะไร ใครเป็นผู้กำหนดธรรมชาติ ก็จะกลายเป็นคำถามยืดยาวไม่สิ้นสุด เพราะระดับความรู้เรายังไม่ถึง เหมือนให้อธิบายรสชาติหวานด้วยคำพูดครับ ... ไม่ใช่ว่าไม่มีใครรู้ แต่มันอยู่นอกเหนือจินตานาการของเรา ผู้ยังไม่เคยพบด้วยตนเอง
17/9/51 โพสต์โดย TheGU
6 จาก 68
มันเป็นกฎของธรรมชาติค่ะ  (ตามหลักธรรมะ)
17/9/51 โพสต์โดย onwa
7 จาก 68
ไม่มีสิ่งใดอยู่ถาวร มีการเสื่อมเสมอ คุณลองดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมีสิ่งใดบ้างที่ไม่มีการบุบสลาย
*ให้คุณศึกษาธรรม ของศาสนาใดก็ได้ ทุกศาสนาจะกล่าวถึงการสูญสิ้น เพราะผมไม่ทราบว่าคุณศึกษาศานาพุทธหรือไม่? ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ท่านได้ตรัสไว้ในปัจจฉิมโอวาท ก่อนพระองค์ท่านจะปรินิพพานว่า " ท่านทั้งหลาย ทุกสิ่งย่อมมีการสิ้นสลาย ให้ท่านทั้งหลายยังกิจทั้งปวงด้วยความไม่ประมาทเถิด เมื่อเหตุดับ ผลย่อมดับ" ซึ่งหมายถึงว่า ทุกอย่าง ทุกสิ่ง ต้องดับ ต้องสลาย ถ้ามีชีวิต ต้องตาย แต่ในระหว่างที่มีอยู่ ให้กระทำการใดๆ อย่างมีสติ และผลลัพธ์ที่ได้มาจากการกระทำ เมื่อหยุดการกระทำ ผลลัพธ์ก็ไม่ได้รับ....ไม่ทราบว่าพอเข้าใจไหมครับ ? ผมพิมพ์และอธิบายไม่เก่งครับ
17/9/51 โพสต์โดย piyongpang
8 จาก 68
มีเกิดมีดับตามกฎแห่งกรรมค่ะ
17/9/51 โพสต์โดย kungems
9 จาก 68
ตามที่ได้ อ่านหนังสือมา พระพุทธเจ้า กล่าวว่า ตายแล้วเกิดทันที จะไม่มีเรื่องเวลาหลังตายเกิดขึ้น เรื่องของวิญญาณหลังตายไม่มีอยู่จริง  เพราะตาย แล้วเกิดทันที คะ
17/9/51 โพสต์โดย กะแปง
10 จาก 68
ไปวัดค่ะ  คิดว่าตายแล้วคงดับสูนค่ะคงไม่ได้ไปไหน เกิดแก่เจ็บตายคงเป็นเรื่องธรรมดาแต่ว่าน่ากลัว
17/9/51 โพสต์โดย ssss
11 จาก 68
ผมว่าอยู่ที่ว่าตอนมีชีวิตน่าจะทำให้ดีที่สุดดีกว่านะครับ
เพราะคงไม่มีใครรู้ได้ว่าตายไปจะอยู่ที่ใหน ลำบากแค่ใหน ต้องเป็นอย่างไร ฯลฯ
แค่ตอนนี้เราทำดี เราก็สูขใจ นอนหลับแล้ว จริงมะครับ
17/9/51 โพสต์โดย น้องวุฒิน่ารัก
12 จาก 68
ที่ต้องตายเพราะมีเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่ตาย ตายแล้วไปตามกรรม ลองค้นดูเคยตอบไปแล้ว ใครเป็นผู้กำหนดกรรมเป็นผู้กำหนด

นิดหนึ่ง ธรรมอันใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้บอกว่าสิ่งนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ที่ไม่ใชก็อย่ากล่าวว่าสิ่งนี้เป็นพุทธวจน บาปหนักนะ
17/9/51 โพสต์โดย Unknow
13 จาก 68
ตายแล้วไปใหนขอแสดงความเห็นว่าเมื่อคนเราตามแล้วเราไม่รู้ว่าจะไปใหนเพราะเราดินทางเองไม่ได้จะมีญาติและคนที่รู้จักพาเราไป
17/9/51 โพสต์โดย อั๋น
14 จาก 68
ทำไมคนเราต้องตาย....คำถามนี้ควรถามหลังได้คำตอบที่ว่า...

*ทำไมคนเราต้องเกิด??*

ตายแล้วไปไหน  ใครเป็นผู้กำหนด....ชีวิตมันเป็นของคนแต่ละคน

คนๆนั้นจะกำหนดเอง...ด้วยการกระทำ











มั้ง
20/9/51 โพสต์โดย m0m_m0m
15 จาก 68
ถ้าเราไม่ตาย... แล้วชีวิต มันจะไปมีความหมายอะไรล่ะคะ ^^

ก็ในเมื่อ คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ คุณค่า และ ประสบการณ์การดำเนินชีวิตในรูปแบบของ "มนุษย์" ^^

----

ตอบสั้นๆเลยนะจ้ะ ^^ ตายแล้วไป >>> ไปไหนก็ได้ ^^ ที่อยากไป... แล้วแต่เรา

ใครกำหนด *-*?? >>> ไม่มีจ้ะ ^^ ตัวเรา กำหนดเอง หมดเลยจ้ะ

เหอๆๆ ^^
7/7/52 โพสต์โดย mamboo
16 จาก 68
ธรรมชาติกำหนดครับ ตายเเล้วเกิดใหม่ เรื่อยๆ
15/8/52 โพสต์โดย fukutia
17 จาก 68
ไปหาหนังสือ จิตจักรวาลซีรี่ส์ มาอ่านนะครับ
19/8/52 โพสต์โดย Attraction Marketing
18 จาก 68
ตายแล้วไม่ได้ไปไหน แต่เปลี่ยนรูป มันก็อยู่ที่เดิม ตรงจิตนี่ละ แต่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ใครเป็นคนกำหนด
จิตเป็นครรณ์ ที่กำหนดให้เราเกิดเป็นอะไร เมื่อไรที่เราทันจิต แล้วเห็นจิต เราก็กำหนดได้ครับ หรืออาจ ไม่ได้กำหนด ว่าต้องเกิดอีก ครับกำหนด
24/8/52 โพสต์โดย metakunnung
19 จาก 68
อ่าน
                ไบเบิล      สิ
26/9/52 โพสต์โดย NEIL
20 จาก 68
มนุษย์เรา คือ สิ่งที่ถูกสร้าง

ตายแล้วก็กลับไปหา ผู้สร้าง ครับ (ผมเรียกพระองค์ว่าอัลลอฮ)

แต่จะกลับไปในสภาพไหนนั้น อยู่บน ศรัทธา แต่การปฏิบัติของคนนั้น

...หากอัลลอฮไม่มีจริง ท่านกับเราตายไป เสมอตัว
...หากอัลลอฮมีจริง ท่านขาดทุน เรากำไร
9/11/52 โพสต์โดย Adnan
21 จาก 68
อันนี้ก็ไม่มีใครรู้เหรอค่ะ แต่ถ้าอยากรู้ต้องถามคนตายแล้วมั้งค่ะ
26/11/52 โพสต์โดย jan9
22 จาก 68
ลองตายดูสิ ถึงจะรู้
13/12/52 โพสต์โดย tete
23 จาก 68
ตายแล้วไปไหน ?  ตอบว่าไปวัด เอาไปเผา หรือไม่ก็ไปสุสาน เอาไปฝัง  จะสนใจทำไมว่าตายแล้วไปไหน
มาสนใจว่าอยู่แล้วจะทำอะไรดีกว่าไหม เรานี่แหละเป็นคนกำหนด โชคดีที่ยังมีลมหายใจ อยากทำอะไรก็รีบๆซะ
17/12/52 โพสต์โดย L0TUS
24 จาก 68
ตายเพราะบุญและกรรม....แล้วแต่จิตว่าเราจะต้องไปไหน....จิตเป็นผู้กำหนด....
23/12/52 โพสต์โดย Mz
25 จาก 68
เป็นไปตามกรรม ที่ได้กระทำเอาไว้
25/12/52 โพสต์โดย SMART BRAIN
26 จาก 68
ก็น่าจะไปวัดละมั้ง
3/1/53 โพสต์โดย art god.com
27 จาก 68
ผู้กำหนดคือตัวเราเองครับ เลือกที่จะทำความดีได้ และเลือกที่จะทำความชั่วได้  ถ้าทำกรรมดีก็ได้ไปสวรรค์ (แต่ถ้าไปสวรรค์แล้วก็มีข้อเสียนะครับ ข้อเสียคือ รอกินบุณเก่าที่เราทำมา พอเราหมดบุญก็ต้องไปนรก<ถ้ามีกรรมชั่วนะครับ>หรือไม่ก็ไปยังโลกมนุษย์ และแต่ว่าจะไปภพไหนครับ) ถ้าทำกรรมชั่วก็ได้ไปอบายภูมิครับ (อันนี้ผมอธิบายตามทางศาสนาพุทธนะครับ ก็ที่ผมอธิบายมา ผมฟังมาจากพระครับ)
4/1/53 โพสต์โดย Maxx_Maxx
28 จาก 68
ตายแล้ว ก็กลับสู่ ความว่างปล่าว ละมั้งครับ
ใน death note ว่าไว้งั้น



ความตาย คือความเสมอภาค
6/1/53 โพสต์โดย whizwiz
29 จาก 68
ตายเพราะหมดอายุไข ตายแล้วไปนรกกับสวรรค์ บาปและบุญที่เราสั่งสมเป็นผู้กำหนด
www.dmc.tv
7/1/53 โพสต์โดย อสูรโลกันต์
30 จาก 68
อยากรู้ต้องปฏิบัติครับ
9/1/53 โพสต์โดย TATHATA
31 จาก 68
ตายแล้วก็รอวันตัดสิน บาปที่ทำมาทั้งหมดเราก็ต้องชดใช้โดยการรับโทษ เมื่อรับโทษหมดแล้วก็เข้าสู่สรวงสวรรค์

แต่ดูเหมือนคุณคนที่ถามน่ะ จะรู้คำตอบอยู่แล้วนะคะ
13/1/53 โพสต์โดย Marino
32 จาก 68
เราเกิดมาเพื่อใช้กรรม และสร้างกรรม

ตายแล้วก็ไปอยู่อีกภพหนึ่งหรืออีกมิติหนึ่ง
12/2/53 โพสต์โดย DHT_THAILAND
33 จาก 68
ผมเคยได้ยินจากพระท่านเคยเทศน์ว่า คนเราตายไปแล้วจะไปในภูมิทั้ง 7 กล่าวคือ
1) มนุษย์ภูมิ เพราะเหตุมาจากการให้ทาน รักษาศีล หรือ หมดจาการชดใช้กรรมในอบายภูมิ หรือ หมดบุญจากสวรรค์ และพรหมโลก
2)สวรรค์ภูมิ มี 16 ชั้น เพราะเหตุการให้ทานรักษาศีล 5 ,8,10 และ 227 เป็นต้น
3)พรหมโลกภูมิ เพราะเหตุ ตอนเป็นมนุษย์ได้ปฏิบัติธรรมได้ชาญสมาบัติ8เป็นต้น
4)นรกภูมิ เพราะเหตุตอนเป็นมนุษย์สร้างกรรมชั่ว อาทิผิดศีลเป็นอาจิณ โดยเฉพาะข้อกาเม เป็นต้น
5)อสูรกายภูมิ เพราะเหตุตอนเป็นมนุษย์เคยสร้างกรรมชั่วเป็นอย่างมาก เป็นต้น
6)เปรตภูมิ เพราะเหตุตอนเป็นมนุษย์เคยสร้างกรรมหนัก อาทิเช่น ตบตี-ดุด่าบิดามารดา(ด้วยโทสะจริต) หรือช่อโกงของสงฆ์  หรือของส่วนรวม เป็นต้น
7)สัตว์เดรัจฉานภูมิ อันเป็นภูมิเดียวกับภูมิมนุษย์ของเรานี่แหละ เหตุสร้างกรรมชั่ว ตอนที่เป็นมนุษย์ หรือหมดจากการชดใช้กรรมในนรกภูมิมาแล้ว แต่ยังไม่หมดกรรม หรือเคยเป็นสัตว์เดรฉานมาแล้วแต่ยังไม่หมดกรรมก็กับมาเกิดในภูมินี้อีก
       สรุปแล้วการสร้างกรรมดี(บารมี) หรือกรรมชั่ว จะทำได้ในเฉพาะตอนเป็นมนุษย์นี้เท่านั้น หากใครมีสัมมาสติ ก็จะสามารถเลือกภูมิที่จะไปเกิดได้ โดย การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้ผ่องใส อย่างน้อยก็จะไม่เกิดในอบาย ส่วนคนที่มัวเมาในกิเลสตัณหาและทำแต่กรรมชั่ว สิ่งที่หวังได้คืออบายภูมิ
       ส่วนการอุทิศผลบุญนั้น ผู้ที่จะได้รับโดยตรงก็คือ เปรตภูมิ เท่านั้นดังคำที่กล่าวว่า  &quot; อุทิศส่วนให้กับเปตรชนที่ล่วงลับไปแล้ว  &quot;เป็นต้น  แต่ถ้าถามว่าแล้วผลบุญส่งไปให้ญาติผู้ตายไม่ได้รับเพราะไปเกิดในภูมิอื่นๆ ผลบุญอันนั้นจะไปไหน ท่านตอบว่าผลบุญอันนั้นจะย้อนกลับมาสู่ผู้อุทิศเอง
       นี่เป็นเพียงความจำและความเข้าใจของผมที่ได้ยินได้ฟังมา หากผิดพลาดบางประการกราบขออภัยท่านผู้อ่านทั้งหลายด้วย และโปรดแก้ไขหรือชี้แจงจะเป็นพระคุณยิ่ง

http://www.archive.org/download/bhudDaPicKu/01intromanbook.wma
22/2/53 โพสต์โดย xswd
34 จาก 68
คน...ตายแล้วไม่ได้ไหนเลย ตายตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นแหละ คนอื่นต่างหากที่เอาไป
2/3/53 โพสต์โดย ramasoon
35 จาก 68
ความเห็นของเรานะ  ชีวิตของเรานั้นเปรียบเหมือนกฏของพระไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วนเวียนอยู่แบบนี้ในวัฎสงสาร
ทุกภพทุกชาติไป  
ตายแล้วไปไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าณ.ขณะจิตที่วิญญาณ(จิต)ดับไปนั้น จิตของเรามีสติหรือไม่ ถ้าตายไปด้วยสติ
ก็จะไปสู่ภพภูมิที่ดี แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมาประมวลกรรมทั้งหมดที่คุณได้กระทำตั้งแต่เกิดถึงณ.ขณะที่สิ้นลมไป คุณได้
ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วมากน้อยอย่างไรบ้าง กรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากมันจะประมวลผลเหมือนคอมพิวเตอร์ และ
ก็ส่งผลให้คุณไปเกิดตามแต่กรรมที่ได้กระทำมา อย่างเช่น ถ้าตั้งแต่คุณเกิดมาทำแต่ความดี รักษาศีลครบ ไม่สร้าง
ความเดือนร้อนให้กับผู้อื่น หรือเบียดเบียนผู้อื่น ดำเนินชีวิตโดยยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า ตัวคุณเองก็น่าจะประเมิน
ได้ว่าคุณจะไปเกิดดีหรือไม่ ถ้าทำความชั่วมามาก ตัวคุณเองก็น่าจะประเมินได้ว่าคุณจะไปเกิดดีหรือไม่อีกเช่นกัน
ใครเป็นผู้กำหนดน่ะเหรอ ก็ตัวเราไงคะเป็นผู้กำหนด หรือเลือกว่าคุณจะไปเกิดในที่ที่ดีหรือไม่ดี จากการกระทำ(กรรม)
ของคุณเช่นกัน
4/3/53 โพสต์โดย lovelykitty
36 จาก 68
ตายแล้วจิตวิญญาณออกจากร่างไปแบบไม่รู้ทิศทาง
ถ้าคนที่ไม่มีกิเลศจะรู้ว่าตายแล้วและจะรู้ว่าไปไหน
แต่ถ้าคนมีกิเลศหรืออวิชชาจะไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน
และจะอยู่ในห้วงภวังค์ของอวิชชาหาที่ออกไม่ได้
เหมือนกับเราฝันเราไม่สามารถควบคุมความฝันได้
แต่ตื่นจากฝันได้เพราะเรามีรูปนามหรือร่างกาย
แต่ถ้าตายแล้วเราไม่มีรูปนามหรือร่างกายที่จะให้จิตวิญญาณอยู่ได้
จิตวิญญาณก็จะไปแต่ผู้เดียว ไม่มีรูปร่าง
ไม่มีจุดหมาย เวียนไปเรื่อย ๆ จนหมดอำนาจการเดินทางของจิตวิญญาณ
แล้วกับมาเกิดใหม่เพื่ออาศัยอยู่ใน รูปนาม หรือร่างกายใหม่
แต่จะอยู่ในสถานที่แห่งใด ภพใด ภูมิใด แล้วแต่วิบากกรรมที่ทำ
ที่เคยอยู่อาศัยใน รูปนามเก่า
และจะวนไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
ที่สิ้นสุดการเดินทางของจิตวิญญาณ คือหมดจากอวิชชา
หรือหมดจากกิเลศเท่านั้น
15/3/53 โพสต์โดย karinliving
37 จาก 68
ไม่รู้ซิคับ
เพราะผมยังไม่เคยตายคับ 555555
21/3/53 โพสต์โดย spider-man
38 จาก 68
อยากได้เมลของ sutop จะได้มั้ย เพราะเป็นคำตอบที่อยากค้นหาเพิ่มคะ  เป็นคำสอนที่ดีและเป็นคนที่สอนเก่งอ่านแล้วเข้าใจ
28/3/53 โพสต์โดย ครูใจดี
39 จาก 68
ตายแล้วดับสูญ    อาจเป็นเช่นนั้น
ชาติหน้าอาจมี      แต่ใครจะรู้
มันมิใช่เรา         ในชาติเดิมนี้
ตายแล้วก็เหลือ    เพียงชื่อนะเออ
13/4/53 โพสต์โดย vatphuket
40 จาก 68
ต้องลองตายดูครับ เพราะอันนี้ตอบไม่ได้จริงๆ ถึงแม้จะมีคำกล่าวอ้างว่าตายแล้วไปโน่นไปนี่ ไปนั่น แต่มันไม่มีอะไรพิสูจน์ออกมาให้เห็นได้เป็นจริง
24/5/53 โพสต์โดย Sinsae
41 จาก 68
เรื่องตายไม่มีใครสามารถกำหนดได้หรอก
ถ้าคนเราไม่ตายเลยป่านนี้คนก็ล้นโลกแล้วล่ะค่ะ
25/5/53 โพสต์โดย น้ำเต้าฮู้
42 จาก 68
ตายแล้วไปไหนพอดีเลยเราไม่เคยตายเลยอยากรู้ก่อน 2012(ก่อนตาย 555+)
29/5/53 โพสต์โดย kenta art
43 จาก 68
ความจริงเราไม่ได้ตาย เพียงแต่เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่สภาพหนึ่งแค่นั้นเอง  การที่สังขารหมดสภาพไม่ได้หมายว่าเราตาย ทุกสิ่งบนโลกใบนี้...ไม่เฉพาะเราที่เปลี่ยนสภาพ ดูรอบๆตัวเราให้ดี รถใช้มา 5 ปีมันก็เก่า สีก็สีด ปรกติมั๊ย
7/7/53 โพสต์โดย ชัยกฤต
44 จาก 68
ตายแล้วก็ไปตามกรรมที่ตนได้ทำไว้นะครับจะพูดว่าตายแล้วไปลงนรกขึ้นสวรรค์อย่างเดียวไม่ได้ครับต้องบอกว่าตายแล้วสูญก็มี(ไปนิพพาน)ไปสวรรค์ก็มีไปนรกก็มีเป็นมนุษย์อีกก็มีเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีเป็นเปรตอสุรกายก็มีเป็นเทวดาก็มีจะเป็นอากาศเทวดาหรือรุกเทวดา(เทวดาบนพื้นดิน)ก็มีและไม่ว่าจะทำกรรมดีหรือชั่วก็ตามย่อมมีภพที่รองรับอยู่แล้วไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่ได้เกิดอีกไม่ว่ากรรมที่ทำนั้นจะพิลึกกึกกือขนาดใหนก็ตามอาจจะไปเป็นมนุษย์ที่โลกอื่นสัตว์นรกหรือเทวดาที่โลกอื่นก็ได้แล้วแต่กรรม(ยกเว้นจะหมดกิเลศแล้วไม่เกิดอีก) มนุษย์จะทำกรรมที่ดีหรือชั่วก็ตามย่อมจะปรุงภพไปด้วยในตัวในการกระทำนั้นถ้าไม่ทำเหตุแห่งการมีภพอีกก็จะไม่มีภภพอีกเหมือนกัน
19/7/53 โพสต์โดย maha
45 จาก 68
พยามทำความดีให้มากๆนะครับจะได้ไม่เดือดร้อนเป็นทุกข์ทีหลังอย่างไปเกิดเป็นเปรตนี่ก็ถ้าเป็นเปรตชั้นต่ำละมีความทุกข์น้องๆนรกเลยทีเดียวเปรตมีหลายชนิดมากกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีกนะแต่สัตว์นรกนั้นมีความทุกข์ชนิดที่ว่าจะหาความทุกข์ไดในโลกมาเปรียบเทียบได้ยากมากโดยเฉพาะในมหานรกตกทีนึงยาวนานมากแต่แค่ยมโลกก็มีความทุกข์จนในโลกมนุษย์เปรียบไม่ได้แล้วก็อย่ากล่าวใยไปถึงมหานรกเล่า(ยมโลกที่มียมมบาลมารับตัวไปนั่นแหละเพราะจิตที่ทำความชั่วแบบละหุโทษแล้วจิตนึกถึงความดีกับชั่วไม่ออกอาจจะมีดีกับชั่วมากกว่าก็ได้มากกว่ากันนิดๆนะยมบาลเลยต้องรับไปถามว่าทำอะไรไว้มั่งตอนเป็นมนุษย์โกหกไม่ได้นะครับเพราะเขามีหลักฐานจากการบันทึก(ก็จิตนั่นละบันทึก)การกระทำของเราไว้ทุกอย่างถ้าเป็นความชั่วระดับที่มหานรกไม่ต้องมีไครรับไปครับมันไปของมันเอง
19/7/53 โพสต์โดย maha
46 จาก 68
ผมไม่รู้หรอกว่าตายแล้วไปไหนแต่ผมอยากให้นรกสรววค์มีจริงเพราะได้ลงโทษพวกคนบาปช้าคนเราไม่มีทางรู้ว่าเราจะตายเมื่อไรถ้าถึงคาดแล้วก็คงจะตายความตายไม่ว่าเราจะทำยังไงเราก็ต้องตายอยู่ดีเพราะเรามิอาจหนีความตายได้เลยแต่เวลาเรามีชีวิตอยู่ควรทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
20/7/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
47 จาก 68
ตายแล้วไปไหนไม่มีใครรู้หรอกแต่ที่รู้เห็นไม่ต้องจินตนาการคือท่าไม่อยากเกิด มนุษย์ก็ไม่ต้องผสมพันธ์กัน หรือท่าไม่อยากตาย ก็ไม่ต้องเกิดมาเป็นคน
หรือท่าไม่อยากสร้างเวรสร้างกรรมกันต่อไปแบบไม่มีที่สิ้นสุดเราก็จบสิ่งต่างๆที่เราเช่นอยู่คนเดียวไปจนแก่ตายไม่ต้องมีลูกเมียให้มาสืบเชื้อสายสร้างเวรกรรมกันไม่รู้จักจบจักสิ้นให้มันสิ้นสุดที่ตัวเราเองนี่ละดีที่สุด
30/7/53 โพสต์โดย manman2006
48 จาก 68
ผมว่ามีโลกอีกโลกหนึ่งน๊
16/9/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
49 จาก 68
แล้วเรื่อง นรก-สวรรค์ ล่ะ
ถ้าจะพูดว่า ทำบุญเยอะ ๆ จะได้ขึ้นสวรรค์ แล้วถ้าทำบาปจะตกนรก
เลยสงสัยว่า "ชาติที่แล้ว" ถ้าเราทำบาปไว้เยอะ งั้นก่อนจะมาเกิดเราก็คง "ตกนรก"  มาก่อนแล้วสิ มันก็ต้องเป็นการชดใช้การทำบาปของเราให้หมดไปแล้วไม่ใช่เหรอ งั้นมันก็ต้องนับเริ่มจาก "ศูนย์" ตอนเราเกิดมาเป็นคนอีกในตอนนี้ไม่ใช่เหรอ
เหมือนกับคนที่ "ชาติที่แล้ว" เขาทำบุญไว้เยอะก็จะได้ขึ้นสวรรค์ไปเสวยผลบุญใช่ไหม แล้วถ้าใช้หมด หรือ "หมดบุญ" เขาก็จะเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนเราอีก โดยเริ่มต้นจาก "ศูนย์" เหมือนกัน
ถ้างั้นเราก็น่าจะเกิดมาเท่าเทียมกันกับคนอื่นๆ ไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงต้องมีความแตกต่าง คนนั้นรวย คนนี้จน
คนนั้นเป็นทหาร คนนี้เป็นโจรวางระเบิด

หรือพอเราตกนรกหรือขึ้นสวรรค์เสร็จ บาป-บุญของเราเท่ากับศูนย์แล้ว ระบบทำการของนรกจะทำการ Random ให้ทุกคนไปเิกิดในที่ต่าง ๆ งั้นเหรอ

หรือว่า นรก-สวรรค์ ไม่มีจริง พอเราตายบุ๊บ เราไปเกิดต่อเลยรึไง ใครทำบุญมากระบบจะตรวจสอบไปเกิดเป็นคนรวย ๆ ใครทำบาปมากอย่างโจรใต้ ก็ไปเกิดเป็นขอทาน เงี้ยเหรอ

คาใจมากมาย
4/11/53 โพสต์โดย lowzone
50 จาก 68
เราก็เคยคิดนะ

ว่าตายแล้วไปไหน

ทีนี้เห็นเค้าชอบพูดกันว่า

ไปสู่ที่ชอบๆ

ไอ้เราก็เลยคิดว่า

ถ้าตายแล้วจะไปสิงสถิตย์

ในร้านเกมส์ได้ป่ะ

ก็ที่ชอบๆอ่ะ
23/11/53 โพสต์โดย -ling-noi-0-
51 จาก 68
เพราะร่างกายและจิตใจของเรานี้มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นอมตะ

มันเป็นเพียง"สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง" หรือสร้างขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อตายแล้วจิตใจก็เหมือนไฟที่ดับหายไป

ผู้กำหนดก็คือ กฎของธรรมชาติ โดยใช้หลักเหตุปัจจัยตามกฎอิทัปปัจจบตา

ลองศึกษารายละเอียดจากเว็บนี้ดู

---------------------------------------------------
ขอเชิญปัญญาชนคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย ศึกษาพุทธศาสนาดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

อันเป็นหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทเจ้า ที่ยังไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพียนมาก่อน

ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์  ที่มีเหตุผล  พิสูจน์ได้  ไม่มีความงมงาย และไม่มีใครจะโต้แย้งด้วยเหตุผลได้

ที่ทุกคนสามารถจะ "เข้าใจ" และ "เห็นแจ้ง" ได้  หรือศึกษาแล้วทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมได้

ที่เว็บ  "ฉันคืออะไร?"   www.whatami.net  -  เว็บไซต์สำหรับบุคคลอัจฉริยะ
28/11/53 โพสต์โดย whatami.net
52 จาก 68
ทำไมคนเราต้องตาย ?

มันเป็นสัจจธรรมของมนุษย์

ตายแล้วไปไหน ?

ร่างกาย ก็เปลี่ยนสภาพกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ดวงจิต ก็ยังคงอยู่ไม่ดับสูญ

ใครเป็นผู้กำหนด ?

ตัวของเราเอง
ถ้าเราทำกรรมชั่ว ก็ไปที่ประตูใหญ่
ถ้าเราทำกรรมดี   ก็ไปที่ประตูเล็ก
ถ้าไปอยากเข้าประตูเล็ก ประตูใหญ่ ก็ "ตื่นแจ้ง"
27/12/53 โพสต์โดย AUTAI
53 จาก 68
คนเราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุดเมื่อพวกพี่น้องปู่ย่าตายายเราไม่อยู่แล้ววันนั้นเราจะรู้สึกเสียดาย  เพราะทำพลาดพลั้งอะไรไปแล้วไม่สามารถย้อนไปได้
3/1/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
54 จาก 68
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีอายุขัย
ถึงเวลาก็ต้องตาย

ตายแล้วไปไหนเองไม่ได้
ต้องมีผู้พาไป

แต่คนถาม
สงสัยไปเกิดใหม่แล้ว
ไม่มาปิดกระทู้แน่ๆ เลย
1/2/54 โพสต์โดย maddog
55 จาก 68
ฉันเคยกับตัวเองมาค่ะ   ตอนนั้นฉันผ่าคลอด ฉันไม่ยอมฟื้น  อยาก กลับแต่หาทางออกไม่ใด้ และขนาดที่วิ่งหาทางออกอยู่นั้นมันมีเส้นเล็กๆ และมีแยกเยอะมากวิ่งไปทางไหนก็ออกไม่ใด้  ระว่างที่วิ่งหาทางออกอยู่นั้น ใด้ยีนเสียงผู้ชายเสียงใหญ่ๆๆๆมากๆๆๆๆ พูดเสียงแบบยานๆๆๆๆว่า   จงทำแต่ความดีเท่านั้น  คนเรามีครั้งหนึ่งในชีวิตว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตายเพียง 1 ครั้งแต่ไม่รู้ว่าเราจะตายอย่างไร   จงทำแต่ความดีเท่านั้น   และ เค้าก็ปล่อยฉันมาฉันมองไม่เห็นอะไรเลยรู้สึกตัวเองมันเท่าหิ้งห้อยที่ลอยไปมาไม่มีตัวตนแต่มีความรู้สึกในหัวจัยคิดแต่ถึงคนที่เรารักเท่านั้นมันมืดจริงๆ
2/2/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
56 จาก 68
อ่านซักนิด เพื่อน ความเข้าใจ ที่กระจ่าง

ถามให้คิด...สะกิดใจ
สู่เจ้ามิได้ใคร่ครวญดูบ้างหรือ ?

ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม

บทความต่อไปนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะเตือนสติผู้ที่ยังปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้สร้างที่แท้จริง หรือ เราจะเรียกว่า พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงก็ได้ โดยมีความหวังว่าพี่น้องมุสลิมท่านใดที่มีเพื่อนชาวต่างศาสนิกบทความนี้อาจจะเป็นประโยชน์แก่เขาได้ ก็ขอนำบทความนี้ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อเป็นก้าวแรกในการสะกิดจิตสำนึกเบื้องลึกของเขาผู้นั้น อิสลามสอนเอาไว้ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาโดยมีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงอยู่ตั้งแต่เกิดแล้ว แต่เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมต่างๆที่อยู่รอบตัวเขาทำให้เขาผู้นั้นมีความคิดความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่นกลายเป็นผู้ที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงไป และบางรายปากก็กล่าวว่า ไม่เชื่อในพระเจ้า หรือพระผู้สร้างที่แท้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็กราบไหว้บูชาสิ่งต่างๆสารพัด ไม่ว่าจะเป็น ผีสางนางไม้ รูปปั้นต่างๆ หรือไม่ก็ ต้นไม้ ทั้งนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยถูกฝังความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงมาในตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้มนุษย์ที่หลอกตัวเองก็เลยปฏิเสธ พระผู้เป็นเจ้า หรือพระผู้สร้างที่แท้จริง และหันไปเคารพบูชา พระเจ้าที่จอมปลอมทั้งหลาย ซึ่งภาษาอาหรับใช้คำว่า ตอฆูต ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะไม่เรียกสิ่งนั้นว่าพระเจ้าแต่หลีกเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่นเพื่อปลอบใจตัวเองและหลอกตัวเอง แต่ในจิตสำนึกลึกๆแล้วเขาก็ไม่อาจที่จะหลอกตัวเองได้ เมื่อพูดถึงเรื่องที่ว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ก็ทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า ถ้าคุณเอาเด็กที่เกิดมาใหม่ไปเลี้ยงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ โดยไม่ให้ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือวัฒนธรรม และไม่ให้เด็กคนนั้นเห็นหรือพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใดทั้งสิ้นเมื่อเขาโตมา เมื่อถึงเวลาก็เอาข้าวเอาน้ำไปให้ แน่นอนที่สุดเด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาในสภาพที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียว โดยไม่ต้องมีใครไปสั่งสอนหรือบอกกล่าวเขาเลย เพียงแต่ว่าเขาจะเรียก พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงผู้นั้นโดยใช้ชื่อเรียกว่าอะไรเท่านั้นเอง  แต่ที่สำคัญก็คือ เด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาโดยเชื่อถึงการมีอยู่ของพระผู้สร้างหรือพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง โดยไม่ต้องมีใครไปสั่งสอน
มนุษย์เติบโตมาพร้อมด้วยสติปัญญาและเหตุผลที่จะเป็นเครื่องช่วยตัดสินในกิจการงานต่างๆทั้งที่มีความสำคัญและไม่สำคัญ มนุษย์มีความแตกต่างไปจากสัตว์ตรงที่มนุษย์รู้จักใช้สติปัญญาและเหตุผล ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา จนถึงเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์เราจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา ไม่คิดเรื่องโน้นก็เรื่องนี้ แม้เมื่อเราหยุดพักจากการทำงานหนักที่เหน็ดเหนื่อยแล้วก็ตาม แต่กระนั้นความคิดของเราก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่จะคิดหยุดพักบ้าง แต่มันก็ยังคง คิดไปต่างๆนาๆ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อบอกว่ามนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ คุณรู้ไหมครับว่า เมื่อ หนึ่งพันปี หรือ หนึ่งหมื่นปีที่แล้ว นกอาศัยอยู่ที่ไหนกัน ?คุณก็จะตอบว่า อยู่ในรังหรือบนต้นไม้  และในปัจจุบันนี้ล่ะครับ นกที่ว่านี้ อาศัยอยู่ที่ไหน ?...  และคุณรู้ไหมครับว่าเมื่อ หนึ่งพันปี หรือ หนึ่งหมื่นปีที่แล้ว มนุษย์ อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ? และในปัจจุบันนี้ มนุษย์อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ?  คงตอบและคิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับ  ย้อนกลับไปที่เรื่องความคิดของมนุษย์   มนุษย์ผู้ที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาคิดสิ่งนั้นสิ่งนี้  เคยที่จะได้คิดอย่างไม่หลอกตัวเองบ้างไหมว่า มนุษย์ทั้งหลายร่วมทั้งตัวเขาเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้อย่างไร และเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร ตายแล้วจะไปไหน ใครเป็นผู้สร้างเขามา  ร่วมทั้งสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขาที่เขาเห็นมันอยู่ทุกวันจนเคยชิน เช่น โลกที่เขาอาศัยอยู่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ร่วมทั้งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล อันหาขอบเขตมิได้ และที่สำคัญที่สุด นั่นคือตัวของเขาเอง ใครกันเหล่าที่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้รวมทั้งตัวของเขาขึ้นมา  อิสลามได้สอนให้มนุษย์ ให้ใช้สติปัญญาและเหตุผลที่มีอยู่กับเขาอย่างไม่หลอกตัวเอง โดยสอนให้มนุษย์ได้คิดและใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้และพยายามที่จะแสวงหาคำตอบ จากแหล่งที่เชื่อถือได้  ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีโองการสั้นๆโองการหนึ่งได้ถามเราเอาไว้ให้ได้คิดใคร่ครวญว่า :


“ พวกเจ้าเห็นสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งออกมา (อสุจิ) แล้วมิใช่หรือ?  พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมา หรือว่าเราเป็นผู้สร้าง ”
[ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 56 โองการที่ 58-59]
         
           ท่านเคยเห็นน้ำอสุจิที่ท่านหลั่งออกมาไหมครับ ? ถามว่าในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  แต่ถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมที่สามารถออกมาประกาศว่าตนเองสามารถที่จะสร้างหรือผลิตน้ำอสุจิของมนุษย์ขึ้นมาเองได้ …มีไหมครับ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่ สามารถสร้างหรือผลิตรังไข่ของเพศหญิงขึ้นมาได้ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างครับที่ สามารถสร้างหรือผลิตลูกอัณฑะขึ้นมาองได้…มีไหมครับ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถผลิต โปรตีนโมเลกุลขึ้นมาสักตัวหนึ่งได้ อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชีวิตที่จะขาดเสียมิได้เป็นอันขาด มีไหมครับ?  นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเซลล์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า โปรตีนโมเลกุลหลายร้อยเท่า  ถ้าคนเรียนวิชาชีววิทยาจะรู้ดีในเรื่องนี้…ถามว่ามนุษย์สร้างมนุษย์ด้วยกันเองขึ้นมาได้ไหม แม้ว่าปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก อย่างที่เราได้เห็นอยู่แล้วก็ตาม แต่กระนั้น มีมนุษย์หรือนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถสร้างสิ่งเพียงไม่กี่สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ มีไหมครับ ? เมื่อ 50ปีที่แล้ว หรือ 100 ที่แล้ว  หรือเมื่อ 500 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเจริญก้าวหน้าอะไรเลย เพราะฉะนั้นเลิกพูดไปได้เลย เพราะตอนนั้นเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้อยู่ไหนเลย ก็ในเมื่อมนุษย์ยังสร้างหรือผลิตแม้แต่อสุจิตัวเดียวขึ้นมาก็ยังไม่ได้ หรือแม้แต่มดตัวเล็กๆเพียงตัวเดียวมนุษย์ก็ไม่มีความสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาและเหตุผลน่าจะถามตัวเองก็คือ :
แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร?  บางคนก็จะตอบมาในทำนองว่า เกิดมาจากเชื้ออสุจิ ถ้าเช่นนั้นก็ถามต่อไปสิว่า แล้วตัวท่านนี้เกิดมาจากน้ำอสุจิของใครครับ…? ท่านก็จะตอบว่า เกิดมาจากน้ำอสุจิของพ่อของท่าน ก็ถามต่อไปว่าและพ่อของท่านสร้างหรือผลิตน้ำอสุจิขึ้นมาเองได้หรือไม่หรือมีความสามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้หรือไม่…? ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ถามต่อไปว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ พ่อท่านเกิดมาจากน้ำอสุจิของใครอีกทีครับ…? ท่านก็จะตอบว่า ของพ่อ ของพ่อของท่านนั้นก็คือ ปู่  ก็ขอถามเพื่อย้ำอีกว่ามนุษย์สามารถที่จะผลิตน้ำอสุจิหรือบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้ไหม…? ก็ในเมื่อมนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะให้บังเกิดตัวเขาขึ้นมาเองได้ และก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างหรือผลิตน้ำอสุจิขึ้นมาได้  ถ้าเช่นนั้นมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ? และใครกันที่เป็นผู้สร้างที่แท้จริงที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา ?
ยกตัวอย่างเช่น มีเลขที่ 1-100  ตัวท่านเป็นเลขที่ 100 เกิดมาจากน้ำอสุจิของเลขที่ 99 เลขที่ 99 ก็เกิดมาจากน้ำอสุจิของเลขที่ 98 และเลขที่ 98  ก็เกิดมาจากน้ำอสุจิของเลขที่ 97 ถามว่าถ้าไม่มีเลขที่ 50 จะมีเลขที่ 100 ได้ไหมครับ? จะมีเลขที่ 99 ได้ไหมครับ? และจะมีเลขที่ 98ได้ไหมครับ? ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน  ก็ในเมื่อมนุษย์สร้างมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้และก็ยังไม่สามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไรกัน ใครกันเป็นผู้ที่ สร้างมนุษย์ ขึ้นมา ? ขอถามท่านสักนิดว่า ท่านคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม ที่พายุโทนาโดที่ได้พัดผ่านเข้ามายังกองเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุมกันอยู่และสามารถทำให้เกิดเป็นเครื่องบินโบอิง 747 ขึ้นมาได้จากเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุมกันอยู่นั้น ท่านคิดว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ ? แน่นอนผู้ที่มีสติปัญญาไม่ต้องใช้เวลาคิดนานเลยที่ จะตอบคำถามนี้ และท่านรู้ไหมครับว่าความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาเองโดย ”ธรรมชาติ” ที่บางคนชอบใช้คำนี้กันเพื่อหลอกตัวเองและเป็นการหาทางออกให้แก่ตัวเองอย่างง่ายๆและเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง หรือการที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาโดยความบังเอิญ นั้นยิ่งมีความเป็นไปไม่ได้หลายร้อยหลายพันเท่าเมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่องเครื่องบินโบอิง 747 ที่ยกมาให้ดูข้างต้นเสียอีก นี่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบเอาไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง
(Hoyle on Evolution," Nature, vol. 294, November 12, 1981, p. 105)

           อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่ามนุษย์หลายๆคนที่ชอบหลอกตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามเช่นนี้ ดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ก็จะพูดออกไปโดยไม่ยั้งคิดเพื่อหาทางออกให้แก่ตัวเอง โดยกล่าวว่า “ ธรรมชาติ” ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า “ ธรรมชาติ” ที่เขาพูดออกมานี้คืออะไรกัน มีลักษณะอย่างไร เมื่อถึงจุดนี้ผมขอให้ท่านผู้อ่านได้ใช้สติปัญญาคิดดูอีกสักนิดหนึ่ง ถ้าผมจะถามท่านว่า เป็นไปได้ไหมถ้าผมจะพูดว่า” ปล่อยให้ อิฐ หิน ปูน ทราย มันอยู่อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็คงจะสร้างตัวเองเป็นบ้าน ขึ้นมาตามธรรมชาติได้”  แน่นอนถ้าเป็นเช่นนี้ แม้ให้รอเป็นพันเป็นหมื่นปี ก็ไม่มีวันที่  อิฐ หิน ปูน ทราย เหล่านั้นจะมารวมตัวกัน ตาม “ธรรมชาติ” และทำให้เกิดเป็นบ้านขึ้นมาได้ แต่สติปัญญาของมนุษย์บ่งบอกว่า มันจะเป็นบ้านขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อ มีผู้ใดผู้หนึ่งที่มีสติปัญญาและความรอบรู้ นำ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล่านี้มาประกอบกันเป็นบ้านหรือเป็นอาคารขึ้นมา และแน่นอนอย่างที่สุดว่าร่างกายมนุษย์เรานี้มีอวัยวะต่างๆที่มีระบบการทำงานที่ซับซ้อนมากไปกว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่หลายร้อยหลายพันเท่านัก และเป็นไปได้ไหมล่ะครับที่ส่วนประกอบต่างๆของคอมพิวเตอร์เหล่านั้น จะมารวมตัวกันขึ้นมาเองตามธรรมชาติจนกลายเป็น คอมพิวเตอร์สมัยใหม่อันมีระบบการทำงานที่ซับซ้อน เป็นไปได้ไหมครับ ที่สิ่งเหล่านี้รวมทั้งโปรแกรมต่างๆที่ติดมากับคอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดยที่ไม่มีผู้ที่ใส่โปรแกรมให้กับมันและสร้างมันขึ้นมา ?
ได้มีการคำนวณความเป็นไปได้ที่โปรตีนทั้ง 200 ชนิดที่พบในแบคทีเรียเพียงตัวเดียว ที่จะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยไม่มีผู้สร้างและผู้ควบคุมมันให้เกิดขึ้น  ความเป็นไปได้ก็คือ 1 ตามด้วยศูนย์ 40,000 ตัว นั้นคือไม่มีความเป็นไปได้เลยแม้แต่น้อย เพราะในทางคณิตศาสตร์แล้ว ถ้า 1 ตามด้วยศูนย์ 50 ตัว ก็ถือว่า ไม่มีความเป็นไปได้แล้ว และนี่ ศูนย์มีถึง 40,000 ตัว ก็ยิ่งไม่ต้องพูดเลย ตัวอย่างที่ยกมาให้ดู เป็นเพียง เชื้อแบคทีเรียที่มีระบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อนอไรมากเมื่อเทียบกันกับมนุษย์  และคุณรู้หรือไม่ว่า ในเซลล์ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์เรานี้ มี โปรตีนมากถึง 200,000 ชนิด ผู้มีสติปัญญาคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าใครกันที่เป็นผู้ทรงควบคุมจัดการบริหารสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นมาเองโดยความบังเอิญ หรือเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างที่ผู้หลอกตัวเองชอบใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาทางออกให้แก่ตนเอง เมื่อต้องประสบกับคำถามเช่นนี้
(Robert Shapiro, Origins: A Sceptics Guide to the Creation of Life on Earth, New York, Summit Books, 1986. p.127)

ฉันใดก็ฉันนั้น ในเมื่อมนุษย์ไม่สามารถบังเกิดตัวของเขาขึ้นมาเองได้ นั้นก็หมายความว่า ตัวเขาไม่อาจที่จะเป็นผู้สร้างที่แท้จริงได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมา และแน่นอนที่สุดสิ่งถูกสร้างหรือผู้ที่ถูกสร้างนั้นก็ย่อมที่จะต้องมีจุดเริ่มต้น ถ้าจะถามว่า ตัวคุณและตัวผม รวมทั้งมนุษย์ทั้งหมดโลกที่มีอยู่ในตอนนี้ เมื่อ 200 ปีที่แล้วเราอยู่ที่ไหนกัน ? เราตอบไม่ได้แน่ว่าเราอยู่ที่ไหนกัน แต่ถ้าถามว่า ตัวคุณและตัวผมมีจุดเริ่มต้นขึ้นมาบนโลกเมื่อไหร่ คุณและผมก็จะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดี  เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่า มนุษย์เรามีจุดเริ่มต้น และแน่นอนว่า สิ่งที่มีจุดเริ่มต้นจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะมันไม่สามารถที่จะบังเกิดตัวของมันเองขึ้นมาได้ เราทุกคนบังเกิดมาจากความไม่มีมาสู่ความมีอยู่  ยกตัวอย่างเช่น บ้านที่เราอาศัยอยู่ ประกอบไปด้วย อิฐ หิน ปูนทราย  ถ้าเราเอา หินมาวางไว้กองหนึ่ง เอา ปูนมาวางไว้อีกกองหนึ่ง เอา ทรายมาวางอีกกองหนึ่ง และก็เอา อิฐมาวางเอาไว้อีกกองหนึ่ง  ถามว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ของทั้งสี่สิ่งนี้ จะมาร่วมตัวกันเองจนกลายเป็นบ้านขึ้นมา ? แน่นอนมนุษย์ผู้มีสติปัญญาย่อมตอบว่า เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ถามว่าถ้าเราวางของทั้งสี่อย่างนี้เอาไว้ และอีกห้าสิบปีเรากลับมาดูใหม่ ถามว่า ของทั้งสี่อย่างนั้นคือ  อิฐ หิน ปูนทราย จะเป็นอย่างไร ? แน่นอนมันก็จะคงอยู่ในสภาพเดิม มันถูกกองเอาไว้อย่างไร มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น  นั้นก็สรุปได้ว่า บ้านที่เราอาศัยอยู่นี้ จะต้องมีผู้สร้างเพราะมันสร้างตัวเองขึ้นมาไม่ได้ และเมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา มันก็เป็นสิ่งที่มีจุดเริ่มต้น  และในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างก็จะต้องมีผู้ที่สร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอน  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราไม่คิดที่จะย้อนกลับมาดูตัวเราบ้างหรือ ว่า เราผู้เป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่มีจุดเริ่มต้น และเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา และใครกันที่เป็นผู้ ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา ? และสร้างมาทำไมกัน ? ตายแล้วเราจะไปไหน?  ผู้ที่สร้างเราขึ้นมาเขาสร้างเรามาทำไม เขาสร้างเราแล้วก็ให้เราตายไปเล่นๆอย่างนั้นหรือโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย?  และผู้ที่จะตอบคำถามต่างๆเหล่าได้ดีที่สุดก็คือ ผู้ที่สร้างเราขึ้นมานั้นเอง ผู้ซึ่งเป็นอยู่และไม่ตาย เมื่อพูดถึงจุดนี้ก็มีสิ่งที่เราควรที่จะรับรู้ไว้เป็นความรู้เสริมว่า เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งที่ไม่มีชีวิตจะสามารถให้กำเนิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่อง อิฐ หินปูน ทรายมาให้ดูแล้ว เป็นไปได้ไหมที่อิฐ หินปูน ทรายซึ่งตัวมันเองเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต มันจะสามารถให้กำเนิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีชีวิตขึ้นมาได้ หรือมันจะสามารถให้กำเนิดสิ่งที่ไม่มีชีวิตด้วยกันเองเช่นบ้านขึ้นมาได้ เป็นไปได้หรือ?  เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาจึงเป็นผู้ที่เป็นอยู่และไม่ตาย และในขณะเดียวกันตัวเราเองนั้นมีจุดเริ่มต้น และก็จะต้องมีจุดจบด้วยกันทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นตัวเราจึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นผู้ที่จะมาตอบคำถามเหล่านั้นได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านไม่คิดที่จะคิดใช้สติปัญญาที่ท่านมีอยู่ในการแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญต่อชีวิตท่านเหล่านี้บ้างหรือ? ท่านคิดหรือว่า ผู้ที่เขาได้สร้างท่านขึ้นมา เขาจะสร้างท่านขึ้นมาอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ไร้แก่นสาร …ท่านคิดอย่างนั้นหรือ?ท่านคิดว่า ตายแล้วก็สุดกันแค่นั้นจบกันเพียงแค่นี้หรือ ?  มันจะไม่เป็นการหลอกตัวเองไปหน่อยหรือที่จะคิดเช่นนั้น? ท่านหลอกตัวเองและหาทางออกให้แก่ตัวเองเพียงแค่คิดปลอบใจตัวเองแบบง่ายๆอย่างนี้หรือ?  แต่กระนั้นถ้าท่านยอมรับแล้วว่าจะต้องมีผู้สร้างอย่างแน่นอน แล้วท่านไม่สนใจบ้างหรือที่จะถามคำถามต่อไปว่า แล้วเขาสร้างเรามาทำไมกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ? และถ้าท่านต้องการที่จะรู้คำตอบ คำถามที่ท่านต้องถามตัวเองต่อไปอีกก็คือ
“ แล้วจะไปหาคำตอบที่แท้จริงได้ที่ไหนกัน?”

อิสลามซึ่งมีคัมภีร์อัลกุรอานเป็นทางนำแห่งการดำเนินชีวิตและคัมภีร์อัลกุรอานนี้ก็ยังสามารถยืนยันและพิสูจน์ตัวของมันเองได้ว่า มันไม่สามารถถูกเขียนขึ้นมาโดยมนุษย์ผู้ถูกสร้างได้ ขอย้ำว่าคัมภีร์อัลกุรอานนี้สามารถพิสูจน์และยืนยันในตัวของมันเองได้ว่า ไม่สามารถถูกเขียนขึ้นมาโดยมนุษย์คนใดคนหนึ่งได้อย่างแน่นอน อยากรู้ไหมล่ะครับว่าทำไม ? และคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่านี้มาจากไหน และบอกอะไรเอาไว้ ? ถ้าคุณต้องการรู้ และสนใจที่จะแบ่งความคิดของคุณมาคิดในด้านนี้บ้างเผื่อว่าชีวิตคุณจะได้ดีขึ้น และมีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอน เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จของคุณต่อไปทั้งชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้และชีวิตหลังความตาย ก็หารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ danish8484@yahoo.com    


ก่อนจากกันขอถามคำถามให้ท่านได้ใช้ความคิดออกกำลังสมองกันสักเล็กน้อยว่า :

1. สมมุติว่า มีเครื่องจักรกลที่ไม่เคยมีใครได้เห็นและรู้จักมาก่อนได้ถูกนำมาวางไว้ต่อหน้าท่าน ผมถามท่านว่าใครจะเป็นผู้ที่สามารถที่จะบอกถึงวิธีการทำงานของเครื่องจักรกลนี้ได้ดีที่สุดและถูกต้อง ?

2. สมมุติว่า เครื่องจักรกลที่ว่านี้ได้ถูกนำมาวางไว้ต่อหน้าท่าน และในขณะเดียวกันก็มีคนอยู่สี่คน โดยที่ทั้งสี่คนนี้ต่างคนต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้ที่ได้สร้าง เครื่องจักรกลนี้ขึ้นมา ผมถามคุณว่า คุณจะรู้ได้อย่างไรหรือพิสูจน์ได้อย่างไรว่า ในทั้งสี่คนนี้ ใครเป็นผู้ที่ได้สร้างเครื่องจักรกลนี้มาตัวจริง?          

3.สมมุติว่ามีคัมภีร์อยู่สี่เล่ม คัมภีร์เล่มที่หนึ่ง สอง สาม ได้พิสูจน์ตัวของมันเองแล้วว่าได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปจากเดิมจนไม่อาจรู้ได้ว่าคัมภีร์เล่มนี้จริงๆแล้วได้กล่าวอะไรเอาไว้ และได้บอกหรือได้สอนอะไรเอาไว้บ้างและนอกจากนั้นคัมภีร์เล่มที่ หนึ่ง สอง สาม นี้ก็ยังมีข้อที่ขัดแย้งกันในตัวเองและขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่ และก็ยังมีสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงหลายๆอย่างด้วยกัน และบางเล่มก็มีหลักคำสอนที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้แล้วหรือถ้าจะปฏิบัติกันจริงๆก็จะต้องสละโลก และบางเล่มก็มีหลักคำสอนที่หละหลวมเกินไป นี้คือสภาพของคัมภีร์สามเล่มแรก  แต่มีคัมภีร์เล่มที่ สี่อยู่เล่มเดียวที่ยังคงความบริสุทธ์ ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลยแม้แต่น้อยและคัมภีร์เล่มที่สี่นี้ก็มีจุดเด่นตรงที่ว่า ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆของมนุษย์ที่มีอยู่ในสังคมโดยเฉพาะปัญหาด้าน ศีลธรรมเอาไว้อย่างชัดเจน และคัมภีร์เล่มที่สี่นี้ก็ ยังมีหลักคำสอนที่ไม่ขัดแย้งกันในตัวเอง และเป็นหลักคำสอนที่ไม่ขัดต่อธรรมชาติของความเป็นมนุษย์อีกด้วยและมนุษย์ทุกรุ่นทุกวัยก็สามารถปฏิบัติตามหลักคำสอนนี้ได้ และคัมภีร์เล่มนี้ก็ไม่แบ่งแยกระหว่างทางโลกและทางธรรมหากแต่ว่าทั้งสองจะต้องดำเนินไปด้วยกันแบบควบคู่กันไปจึงจะสมบูรณ์ได้ และก็ยังเป็นคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัยทุกสถานที่และทุกเวลาไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็แล้วแต่ คัมภีร์เล่มนี้ก็ยังสามารถที่จะนำมาใช้ได้เป็นอย่างดีทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมโดยส่วนรวม อีกทั้งบอกให้มนุษย์รู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงที่เขาได้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ และเมื่อเขาตายแล้วเขาจะไปไหนมีสภาพเป็นอย่างไร รวมทั้งบอกเอาไว้อย่างครบถ้วนว่าอะไรดีอะไรชั่ว และที่สำคัญผู้ที่ได้นำคัมภีร์เล่มที่สี่ที่ว่านี้มาเขาก็บอกด้วยว่าเขาได้รับคัมภีร์นี้มาอีกทีหนึ่ง โดยได้รับมาจากผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาที่แท้จริง และได้บอกยืนยันเอาไว้อย่างไม่คลุมเคลืออีกด้วยว่า ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามคัมภีร์เล่มนี้ เขาผู้นั้นจะต้องประสพกับความขาดทุนและความขาดทุนอย่างแน่นอนเมื่อเขาได้ตายไป ในกรณีเช่นนี้ ท่านจะรีบเชื่อคำกล่าวทั้งหมดของเขาผู้ที่ได้นำคัมภีร์นี้มาหรือไม่ ? ถ้าท่านยังไม่ปักใจเชื่อก่อน แล้วท่านจะพิสูจน์เขาผู้นี้ได้อย่างไรว่า เขาพูดจริงหรือพูดเท็จและขอถามท่านว่าถ้าท่านจะต้องเลือกเชื่อและปฏิบัติตามคัมภีร์เล่มใดเล่มหนึ่งจากทั้งสี่เล่มนี้ ท่านจะเลือกเล่มไหน ? และคำถามข้อที่สุดท้าย ก็คือ

4. ถ้ามีคัมภีร์อยู่เล่มหนึ่งซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 1400 กว่าปี และในคัมภีร์เล่มนี้ได้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ถูกกล่าวเอาไว้ อย่างมากมายโดยไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่ข้อเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการตัวอ่อนของทารก หรือวิชาดาราศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์ในด้านแขนงอื่นๆอีกมากมาย  และข้อมูลที่ถูกกล่าวเอาไว้นี้ก็ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะมีใครไปล่วงรู้ได้เมื่อ 1400 กว่าปีที่แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะ เมื่อ 1400 ปีที่แล้วนั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆยังไม่มีความเจริญเลย อุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีเช่นกัน และข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์เล่มนี้ก็เป็นข้อมูลสมัยใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบและจะรู้ได้ก็โดยจะต้องอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กว่าจะรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ก็ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการค้นคว้าวิจัยเป็นเวลานานกว่าจะรู้ข้อเท็จจริงในสาขาใดสาขาหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ได้  ท่านจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่ว่ามานี้ ?
           แต่ก่อนที่จะตอบคำถามข้อนี้เรามาเรียนรู้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์กันก่อนที่เรียกว่า ทฤษฏีความเป็นไปได้ ( Theory Of Probability) เพื่อที่จะมีส่วนช่วยในการตอบคำถามข้อนี้ และเป็นที่รู้กันว่าคณิตศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่แน่นอนและตายตัวที่สุด เรามาเข้าเรื่องกันเลย สมมติว่า ผมทอยเหรียญ 1 ครั้งแล้วให้คุณทาย ว่าหัวหรือก้อย เปอร์เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกนั้นมี 50 % และถ้าผมทอยเหรียญเป็นครั้งที่ 2 แล้วให้คุณทายอีก เปอร์เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกก็มี 50 %เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูกทั้งสองครั้งนั้น มีความเป็นไปได้ 25%  และครั้งที่ 3 ผมไม่ใช้เหรียญแต่ใช้ลูกเต๋าแทน ซึ่งมี หกด้าน ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูก เมื่อผมทอยลูกเต๋า ก็คือ 16.666…%  แต่ความเป็นไปได้ที่ คุณจะทายถูกทั้งสามครั้ง นั่นก็คือทอยเหรียญสองครั้ง ทอยลูกเต๋าอีกหนึ่งครั้ง ความเป็นไปได้ก็คือ 4.16666667% แต่ถ้าผมทอยลูกเต๋าเป็นครั้งที่สอง ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูกก็คือ 16.666…% อีกเช่นกัน แต่ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูกทั้งหมดสี่ครั้ง นั้นคือ ทอยเหรียญ สองครั้ง และทอยลูกเต๋าอีกสองครั้ง ความเป็นไปได้ก็ 0.69444…% ความเป็นไปได้มีน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเขียนให้ดูง่ายๆทางคณิตศาสตร์ก็คือ 1/2x1/2x 1/6x1/6= 144 และเอา 100 หารด้วย 144 ก็จะได้เป็นเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ที่จะเดาถูกทั้งหมดสี่ครั้งภายในคราวเดียวกัน  นี่คือตัวอย่างที่ยกมาให้ดูในกรณีที่มีตัวเลือกให้เดา แต่ถ้าผมให้คุณเดาอะไรบางอย่างที่ไม่มีตัวเลือกที่แน่นอนให้ เช่น ก.,ข,ค,ง หรือ 1,2,3,4, หรือ a,b,c,d   เช่นผมให้คุณเดาว่า แผ่น ซีดี ที่อยู่ในมือผมนี้มีอะไรอยู่ จะมีความเป็นไปได้ไหมครับที่คุณจะเดาได้อย่างถูกต้องว่าแผ่น ซีดี นี้มีอะไรอยู่ข้างใน ?  มาถึงตอนนี้ขอให้คุณย้อนกลับไปตอบคำถามที่เกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่กล่าวมาได้แล้วครับ ว่าคุณจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่ว่ามานี้
ด้วยกับสติปัญญาและด้วยกับเหตุผลที่ท่านมีอยู่ ผมเชื่อว่าคุณคงจะตอบคำถามทั้งหมดได้อย่างถูกต้องนะครับ

[ หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดขึ้นมาโดยไม่มีผู้ใดให้บังเกิด ? หรือว่าพวกเขาเป็นผู้ให้บังเกิดตนเองได้? หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน? เปล่าเลยเพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก ]
[คำแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่52 โองการที่ 35-36]

[ มนุษย์คิดหรือว่าเขาจะถูกปล่อยไว้โดยไร้จุดหมายกระนั้นหรือ? แล้วเขาได้เคยเป็นเพียงหยดหนึ่งจากน้ำอสุจิที่ถูกหลั่งออกมามิใช่หรือ? แล้วเขาได้เคยเป็นก้อนเลือดก้อนหนึ่งและพระองค์ทรงบังเกิดแล้วก็ทรงทำให้สัดส่วนสมบูรณ์ และพระองค์ทรงบันดาลให้เขาเป็นคู่เป็นเพศชายและเพศหญิง ดังนั้นพระองค์ผู้ทรงอานุภาพบันดาลสิ่งนั้น จะไม่ทรงอานุภาพที่จะทำให้คนตายมีชีวิตขึ้นมาอีกกระนั้นหรือ? ]
[คำแปลคัมภีร์อัลกุรอาน 75:36-40]

[ โอ้มนุษย์เอ๋ย อะไรเล่าที่ล่อลวงเจ้า (ให้หันห่าง) จากพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงเกื้อกูล ผู้ทรงบังเกิดเจ้า แล้วทรงทำให้เจ้าสมบูรณ์ แล้วก็ทรงทำให้เจ้าสมส่วน ]
[ คำแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 82 โองการที่  6-7]
13/2/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
57 จาก 68
ไม่รู้ว่าจะมีคนเป็นอย่างผมหรือไม่  แต่ทุกครั้งที่ผมถามตัวเองว่า  เกิดมาทำไม  แล้วตายแล้วไปไหน  แล้วจะได้เกิดมาใหม่หรือป่าว  และถ้าได้เกิดจะได้เกิดมาครอบครัวเดิมมั้ย  ได้เจอพ่อแม่พี่น้องเพื่อนๆๆเหมือนเดิมรึป่าว  พอคิดเส็ดมันเหมือนจะอาเจียน  เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อก  และก้อร้องไห้ออกมาเอง  ไม่รู้ว่าผมเป็นคนเดียวรึป่าวอ่ะ
16/3/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
58 จาก 68
(อ่านเล่นๆเหมือนนิยายนะ)
*ขอพูดแนวทางความคิดนี้นะความจริงส่วนตัวมีหลายความคิด ย้ำ เป็นเพียงแนวความคิดของผมในอีกหลายแนวทาง*
 คุณเชื่อหรอศาสนาบอกว่าตายไปนรกสวรรค์นิพานไปอยู่กับเทพหรือพระอะไรต่างๆนาๆแล้วแต่ศาสนาที่ต่างกันไป
แล้วเรื่องที่ตามแต่ละศาสนาบอกคุณ คุณเคยเห็นไหม คุณจินตานาการตามไปเองรึเปล่า คุณถูกปลูกฝังมาตลอดชีวิต คนรอบข้างคุณก็เหมือนกัน
กลุ่มคนบางประเทศก็มี กลุ่มความคิดแตกต่างกัน บางศาสนาก็แตกต่างกันไปคนละทางแต่ที่บอกให้เป็นคนดี ก็ต้อง  ใช่ดิถ้าสอนให้ชั่วก็อยู่กันไม่ได้หรอก
ก็ต้องสอนให้ตัวเราอยู่ดีมีสุข แต่ไอ้ตัวเราเนี่ยคนอื่นเขาก็มีเหมือนกันต้องอยู่ดีมีสุขเพราะคนอื่นก็ต้องเรียกตัวเองว่าตัวเราเหมือนกัน
ไม่ใช่เราสุขคนอื่นทุกข์แบบนั้นคงไม่ใช่คงเป็นกลุ่มลัทธิหรืออันธพาลมากกว่าเอาแต่ประโยชน์เฉพาะกลุ่มในอดีตมีมากมายสุดท้ายก็ไม่รอด
เพราะบนโลกมีคนหลายคนและพวกนี้คงไม่สามารถก่อเกิดศาสนาได้เพราะศาสนาจะเกิดอธิบายง่ายๆต้องทุกคนอยู่ดีมีสุขไม่ใช่สุขเฉพาะกลุ่มอีกกลุ่มแมร่งทุกข์
อย่างนั้นก็ต้องโดนกำจัดอย่างที่บอก จึงมีหลักความคิดที่ให้คนสุขร่วมกันทุกคนจึงสอนให้ทุกคนทำดีจะได้สุขๆทั่วกัน แต่โลกอะนะกว้างนะแหล่งอารยธรรม
แต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป แต่ยังมันก็ต้องมีหลักเดียวกันอยู่แล้วในจิตใจของมนุษย์หน่ะคือเราอยากมีความสุขแต่คนอื่นก็ต้องคิดเหมือนเราใช่ไหม
ดังนั้นเราไปทำร้าย(ทำร้ายในทีนี้หมายถึงเช่น ข่มขืน โขมอยของ อื่นๆ)คนอื่นทำให้เราสุขใจแล้วทำให้อีกฝ่ายทุกข์มันก็ไม่ใช่ดิแบบนี้มันก็ทุกข์คนนู้นสุขคนนี้
ไปเรื่อยสลับไปสลับมา จึงต้องเกิดหลักยึดเหนี่ยวคำพูดคำสอนกุศโลบายต่างๆก่อเกิดเป็นศาสนาศาสนาใดก็แล้วแต่อารยธรรมที่เกิด(ศึกษาเพิ่มเติมได้ตามอารยธรรมต่างๆในโลก)
ถ้าลองคิดดู มันก็เหมือนเรื่องแต่งนะขนาดเดอะลอดออฟเดอะริง แฮรี่พอตเตอร์ ยังแต่งได้แล้วคิดดูนับประสาอะไรที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ในสมัยยุคนู้นนน มนุษย์ยังใหม่ๆ ยังไม่ค่อยรู้อะไรเล่าให้ลูกหลานมาเรื่อยๆผ่านมาเป็นพันๆปีหน่ะมันก็ต้องหยั่งรากลึกลงในจิตวิญญาณกันหละตามที่บอกถึงอะไรๆมันจะต่างกันตามแหล่งสภาพแวดล้อมแต่
ตัวจิตวิญาญาณความเป็นมนุษย์มันต้องคล้ายกันหล่ะไม่ใช่คนนี้กินอยู่รอดคนนี้ไม่กินอยู่รอดไม่ได้ดิต้องกินเหมือนกันถึงจะรอด   ทำอะไรๆจุดสูงสุดของมันต้องหวังความสุข(ความหมายของความสุขคือความสุข)

ย้ำอีกเป็นเพียงแนวความคิด
30/3/54 โพสต์โดย Pat.
59 จาก 68
บางคน ... เชื่อ... ในสิ่งที่เห็น
บางคนสอนว่า ... อย่าเชื่อ .... ในสิ่งที่เห็น
แต่ก็ยังมีบางคน ... ดันเชื่อ...ในสิ่งที่ ..." มองไม่เห็น "

เชื่อเถอะว่า.....
พระเจ้า... ไม่มีอยู่จริง
ความยุติธรรม ... ไม่มีอยู่จริง
ความรัก ... ไม่มีอยู่จริง
ประชาธิปไตย ... ไม่มีอยู่จริง
เพราะ...ไม่เคยเห็นเลยจริงๆ กับอายุหลัก 5

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็น...สมมติ
เพื่อ...ผลประโยชน์ ของผู้นำมาใช้... ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

กฏหมาย เขียนขึ้นเพื่อปกป้อง "ผลประโยชน์" (ของคนใช้กฏหมาย)
ศาสนา เป็นความสับสนอันมหึมาที่สุดในโลก (สอนให้ทำดี แต่ชอบก่อสงคราม)
ความรัก คือคำลวงของคนที่ต้องการสมประสงค์ในเรื่องเพศ (เท่านั้นจริงๆ)
ประชาธิปไตย คือเครื่องมือหาเสียงของคนที่กระสันในอำนาจ (คนอื่นไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เลย)

คิดเป็นการบ้านแล้วกัน สำหรับสงกรานต์ 2554 :)
13/4/54 โพสต์โดย แม็กกี้
60 จาก 68
ก็ว่ากันไป แม่ผมตายไปแล้ว 5 ปี  ไปไหนไม่รู้อะ แม่ไม่เคยกลับมาบอก
แต่จะสนใจไปทำไม  ว่าตายแล้วไปไหน  ถึงเวลาก็รู้เอง
ถ้ากลัว  อย่างที่เค้าว่ากัน  ก็ ทำความดี สิ  ถ้าไม่กลัว ก็ทำชั่วเข้าไป
วันนึง เมื่อเราตาย เราก็รู้เองแหละ
ศาสนา พุทธ  เค้าไม่เคยสอนให้งมงาย
พระพุทธองค์  ก็ ไม่เคยสอน ให้เชื่ออะไรง่าย  ให้ เราหัดคิด หัดวิเคราะห์ และ ค้นหา
แต่ คนไทย เนาะ เชื่อๆๆๆๆๆ เชื่อ เพราะ คนนั้น บอก  ไม่ได้เชื่อ เพราะ พิสูจน์ได้ว่าจริง  แต่เชื่อ เพราะ นายคนนั้น ท่านนั้น เป็นคนบอก  
อยากรู้นักว่า ที่เล่ากันเป็น ฉากๆ ว่า นรก มีอย่างนั้น สวรรค์มีอย่างนี้  สมมุติ ว่าเราตกนรก  แค้ามีการแบ่ง นรกตามศาสนา มั้ย อะ
อันนี้ เป็น ศาสนานึง อีกอันเป็น ของอีกอันนึง
เลอะเทอะ อะ
อย่างที่ว่า ไม่ต้องสนใจ ว่าตายแล้วไปไหน
สนใจแค่ว่า มีชีวิตอยู่อย่างไร ให้เป็นประโยชน์ ก็ พอ
6/7/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
61 จาก 68
ขอบคุณครับ
26/7/54 โพสต์โดย ครูซ่าส์ปราบขาโจ๋
62 จาก 68
เรื่องตายแล้วเกิดเกดิแล้วตายเป็นเรื่องเฉพาะตัวนะครับพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนไห้เชื่อเลยเสียทีเดียวแต่สอนไห้พิสูทธิ์ก่อนนะครับทั้งหลักคำสอนและภาคปฎิบัติว่าเป็นจริงหนือเปล่าทุกคนสามารถปฎิบัติพิสูทธิ์ได้ครับแต่ต้องทำด้วยความจริงใจและเคารพอย่างแท้จริง แม้ว่าคนที่ไม่ยังไม่ตายจะพูดว่าตายแล้วสูญบ้าง(พวกนี้เชื่อว่าการกระทำไม่มีผลสาปสูญ)บางพวกเชื่อว่าตายแล้วไปเป็นสัมภเวสีบ้าง(ความจริงสัมภเวสีเป็นเปรตชนิดหนึ่ง)ไปนรกบ้างไปสวรรค์บ้างกลับมาเป็นมนุษย์บ้างเป็นเทวดาเป็นสัตว์นรกเป็นเปรตอสุรกายสัตว์เดรัจฉานบ้าง    ความเป็นจริงภพชาตินั้นมีแน่นอนครับไครอยากรู้ต้องไปปฎิบัติธรรมเอา(ถ้าคุณไม่เชื่อผู้รู้) แล้วทำไมศาสนาพุทธนั้นสอนไห้เราไม่กลับมาเกิดอีกละ เพราะว่าเกิดอีกก็มีทุกข์อีกครับพระพุทธศาสนาสอนเรื่องการดับทุกข์ครับ  เพราะถ้าเราเกิดอีกก็จะมีทุกข์อยู่ร่ำไปเป็นสัตว์นรกก็ทุกข์มากหน่อย  เป็นมนุษย์นี่ถือว่าเป็นสุขคติภูมินะนี่ก็ยังมีทุกข์จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการกระทำที่เคยไปทำให้ไครเขาทุกข์ไว้นั่นแหละครับจะมากน้อยก็แล้วแต่เจตนา  กรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์หรือเป็นสุกข์ที่ให้ผลกับเราอยู่นั้น กรรมที่เราชดใช้หมดแล้วก็ไม่ให้ผลอีกแต่ก็มีจะกรรมใหม่ที่เรากระทำมาไหม่หลังกรรมเก่าให้ผลแทนที่กรรมเก่าที่ให้ผลหมดไปไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ แม้ว่าเป็นพรห์มแล้วเป็นสุขมากหน่อย ก็ยังเป็นทุกข์อีกเพราะพรห์มบางรูปตายแล้วจากการเป็นพรห์มก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกเลยทีเดียวบางรูปมาเกิดเป็นมนุษย์ก็มีและเป็นไปตามการกระทำที่ได้ทำไว้ทุกประการเหมือนมนุษย์นั้นแหละ ส่วนมากปฎิเสธเรื่องจิตทั้งๆที่จิตนั้นอยู่กับกายนี้ตลอดจนกว่ากายนี้จะเป็นที่อยู่ให้จิตอีกไม่ได้(ตาย)จิตก็จะหาที่อยู่ใหม่ตามสิ่งที่จิตชอบ(แล้วแต่ชอบดีหรือว่าชั่วหรือว่ากลางๆ) ไม่ว่าจิตเราจะมีความชอบพิลึกกึกือมากแค่ไหนนะครับย่อมมีภพที่รองรับแห่งการกระทำตามจิตที่ชอบนั้นอยู่แล้ว   ไครเคยทำกับข้าว เพื่อทานเองหรือเปล่าละครับคุณปรุงอะไรไปไส่อะไร ลงไปน้ำตาลน้ำปลาเกลือมะนาวพริก หรือก๋วยเตี๋ยวนั่นเราไส่ปรุงอะไรลงไปเราก็จะได้รสนั้นไส่หลายอย่างก็ได้คละเคล้ากันไป การที่เราปรุงเช่นก่วยเตี๋ยวแล้วกันนะ ระหว่างที่เราปรุงเราจะได้กลิ่นบ้างนั่นเปรียบเหมือนผลการกระทำบางอย่างที่เราได้รับไนปัจจุบันเพราะการกระทำบางอย่างในปัจจุบันกระทำแล้วเกิดผลเลยก็มี ส่วนเวลาที่เราลงมือทานนั้นเปรียบเหมือนผลที่เราจะได้รับในอนาคต(ภพหน้าหรือว่าชาตินี้แหละแต่เป็นกาลข้างหน้า)รสจะเปรียวหวานมันเค็มถูกใจแค่ไหนก็แล้วแต่เราปรุงมาแหละครับ    และก็หากเรายังวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้เราก็จะเกิดเป้นมนุษย์บ้างสัตว์นรกบ้างเป็นเทวดาบ้างเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้างเป็นเปรตฯเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยไปครับไม่มีสิ้นสุดหากเราไม่นิพพาน
4/9/54 โพสต์โดย maha
63 จาก 68
ส่วนผมตายแล้วเอาไปเผาครับ
15/9/54 โพสต์โดย tappitak nakho
64 จาก 68
เป็นการควบคุมประชากรที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ถ้าไม่มีการตาย ประชากรจะล้นโลก
การตายเป้นสิ่งที่ทุกคนกลัวมาตั้งนานแล้วละ ตายแล้ว ถ้าตายโดยสมองไม่ตาย
จะเห็นภาพตั้งแต่เกิดจนตาย ฉายอีกรอบ เพื่ออะไรใครจะไปรุ้ ไม่แน่
อาจจะมีเทคโนโลยี Inception ทำให้เด็กที่เพิ่งเกิดใช้เครื่องนี้ เมื่อตายก็จะกลับสู้โลกแห่งความจริง
เพื่อให้มนุย์ฉลาด ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้
ที่ถามว่า ใครเป็นคนกำหนด
ตอบว่า ใครจะไปรู้
13/4/55 โพสต์โดย DarkDragon013
65 จาก 68
นรกขุมที่5
คืนนั้นกลับจากงาน ก็ล้มตัวลงนอน เกิดอาการเคลิ้มๆไป วูบ ตัวเองไปยืนอยู่ที่ประตูมังกรด้านข้างประตูมีเหมือนมังกรหินพันอยู่2ตัวทั้งสองด้าน เงียบสงัดคลึ้มๆประตูแบบ2บานพับปิด สูงใหญ่มากๆตัวเรานิดเดียวเอง มองขึ้นไปจนสุดด้านบน ทันใดนั้น หัวมังกรหินสีขาว ใหญ่มาก ด้านนึงวูบอ้าปากอันใหญ่เข้ามาฉกตัวผม แว๊ปเดียวตัวผมก็มายืนด้านในประตูโดยที่ไม่ได้เปิดประตู มันแว๊ปเข้ามาหลังโดนมังกรฉก พอเข้ามาด้านใน คนละอย่างกับด้านนอกโดยสิ้นเชิง ด้านในเหมือนมีงานวัด มีมหรสพมากมายผู้คนเดินกันขวักไขว่ ไฟฟ้า หลากสี ละโยงละยาง มีร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลูกชิ้นปิ้ง ร้านไก่ย่าง ร้านหมูสะเต๊ะ มีร้านผลไม้ เหมือนขายของงานวัดในเมืองมนุษย์นี่แหละครับ ดูคึกคักดี ช่วงนี้รู้สึกตื่นเต้นมากๆ มองไปรอบๆ เห็น ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน หนังกลางแปลง ดนตรี มีนักร้องกำลังร้องเพลง เป็นเหมือนงานวัดที่ใหญ่มากๆ มีเสียงดัง มีกลิ่นหอมของอาหาร มีร้านขายเสื้อผ้า ของเล่น เหมือนกับเมืองมนุษย์เป๊ะเลยมีบ้านตึกด้านข้างงานมากมายมีซอยระหว่างตึกมีถนนแบ่งเป็นโซนๆเหมือนเมืองมนุษย์เลยมีควันไฟ ตลบ จากการย่าง หมูเห็ดเป็ดไก่ มีกลิ่นหอมยั่วยวน น้ำลายสอ บางคนก็ยืนกิน นั่งกิน บางคนก็ดูหนัง ดูลิเก ขึ้นชิงช้าสรรค์ก็มี บางคนแต่งตัวสวย บางคนเหมือนขอทาน ผมก็เดินดูไปตามทางเรื่อยๆอย่างเพลิดเพลิน เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ผมมองไปที่มุมตึกด้านซ้ายมือผมเป็นซอยเล็กๆมืดๆด้านซ้ายมือผม ผมเจอคนๆนึงเดินเข้ามาทักผมซึ่งผมจำได้ดีเพราะเค้าคือพ่อผมที่ได้ตายไปหลายสิบปีแล้ว เอ้าวิรัติ มาได้ยังไงเนี๊ยท่านทัก ท่านใส่กางเกงขาสั้น เสื้อลายดอกแต่ที่ปลายชายเสื้อขาดรุ่งริ่ง เดินนำหน้าผม ท่านก็เริ่มเล่าให้ฟังว่าคนที่นี่ ไม่ได้ใช้ตังค์ แต่ใช้บุญกุศลที่เคยทำในเมืองมนุษย์ก่อนที่จะตาย ในการดำรงชีวิตที่นี่   ผมสังเกตุดูรอบๆตัว คนไหนแต่งตัวดีใส่ทองใส่เพชรมีลูกน้องเดินตามจะกินจะเอาอะไร ก็กินก็เอามาใส่มาใช้ได้เลย เหมือนเค้าเอาบุญจ่ายกัน คนที่ขายของก็หยิบยืนให้โดยที่ก็ไม่เห็นมีสตางค์จ่ายแต่ก็ให้ของสิ่งนั้นไปใช้ไปกินอย่างง่ายดายกลับกันคนแต่งตัวมอซอ จะกินอะไรจะเอาอะไร ไม่มีใครเขาให้กิน แม้แต่ลิเก หรือหนังกลางแปลง ก็ไม่อาจหันหน้าหรือเงยหน้าไปดูได้ต้องก้มหน้า รอเค้าโยนเค้าทิ้งจึงวิ่งแย่งเก็บกิน จากคนมากมาย ที่กรูเข้ามาแย่งด้วยความหิวโหย ดูแล้วสังเวชใจแต่คนที่ทำบุญมาเยอะเค้ามีเก้าอี้นั่งอย่างดีดูหนัง ลิเก รอบตัวมีแต่ของกินของใช้มากมายล้นเหลือคณาดูยิ้มแย้มมีความสุข สรุปแล้วเค้าใช้บุญเก่า ซื้อความสุข  จากของกินเสื้อผ้า มหรสพ อื่นๆด้วยบุญอย่างเดียวคนมีบุญน้อย ก็เหมือนคนจน คนมีบุญมากก็เหมือนคนรวยผมเห็น บางคนโยนเศษอาหารจากที่เหลือกินมาให้บนพื้นดิน คนมากมายแต่งตัวมอซอ แย่งอาหาร กินอย่างคนหิวโหย ดูทุเรศ บางครั้งแย่งจากปากสุนัขก็มี คนบุญน้อยเห็นเค้าย่างไก่ ก็ไม่สามารถไปหยิบไก่เค้ามากินได้ แต่คนบุญมาก จะเอาอะไรก็ได้แต่ต้องใช้ก่อนกินก่อนเหลือเศษ จึงจะโยนสิ่งนั้นลงพื้น คนบุญน้อยแต่ถือว่ายังพอมีบุญแย่งมากินได้ แต่คนบุญน้อยบางคน แม้แต่กระดูกไก่บนพื้นดินก็ยังไม่อาจกินได้ มองดูเค้ากินน้ำลายไหล ท้องร้องโจ๊กๆน้ำตาไหล ดูแล้วทรมานมากๆครับสงสารเลย แววตาละห้อยด้วยความวิงวอน ผอมเหลือแต่กระดูกพ่อผมก็เล่าไป ส่วนสายตาผมก็สังเกตุพ่อไปด้วย พ่อผมน่าจะอยู่เป็นคนชั้นระดับกลางในที่นี้ เห็นชายเสื้อพ่อขาดเป็นริ้ว แต่ก็ยังดูใหม่สดใส สะอาด พ่อผมคนนี้ไม่อาจจะหันหน้าดู หนังดูลิเกได้เลย คงจะบุญน้อยไป ไม่พอที่จะดูหนัง พอได้กินไปวันๆ ก็คงยังลำบากอยู่ผมสังเกตุและคิดไป พ่อก็เล่าและเดินไปเรื่อยๆนำหน้าผมไป สักครู่ พ่อผมก็บอกว่าเดี๋ยวจะพาไปหาคนคนหนึ่งซึ่งผมรู้จักเป็นอย่างดีพ่อไปหยุดยืนหลังคนคนหนึ่งซึ่งนั่งบนโต๊ะข้างโต๊ะมีไข่ต้มปลอกแล้ว กระมังใหญ่เค้ากำลังกินไข่อย่างช้าๆซึ่งดูแล้วผมว่าเค้าจะเบื่อไข่มากแต่ก็ต้องกิน เค้ากำลังดูหนังกลางแปลงอยู่ พ่อผมเรียกเค้า เค้าหันหน้ามาผมตกใจ เค้าคือพ่อเลี้ยงผมอีกคนที่ตายไปไม่กี่เดือนมานี้เอง เค้าตกใจเหมือนกันที่เห็นผม เค้า คิดว่าผมตายแล้ว เค้าถามว่ามาได้ยังไงกัน ผมเจอพ่อจริงกับพ่อเลี้ยงที่ตายห่างกันเป็นสิบปีมาอยู่ด้วยกันพ่อเลี้ยงผมจะดูดีกว่าพ่อจริงๆผม เหมือนมีบุญเยอะกว่าหน่อยนึง แต่จะแบ่งบุญให้กันไม่ได้ของใครของมัน ผมก็คุยกับพ่อทั้งสองไปมา จำไม่ได้มากนัก ผมมองไข่ต้มข้างตัวพ่อเลี้ยงปลอกแล้วขาวเป็นร้อยๆลูกพลันก็นึกขึ้นได้ ตอนที่พ่อจริงๆผมตาย พ่อเลี้ยงมาช่วยงานศพพ่อจริงๆ ได้จัดอาหารถวายพระจะไม่ทันเพล จึงได้เหมาไข่พะโล้แม่ค้าตลาดหลายหม้อวันนั้นพระฉันท์ไข่พะโล้ เป็นอาหารหลักเลยบุญอันนั้นจึงทำให้พ่อเลี้ยงผมมีไข่อยู่ข้างๆแต่ก็มีแต่ไข่ พ่อเลี้ยงพูดว่าที่หลังอย่ามาที่นี่อีกไม่ดีซักพักผมก็ถามพ่อเลี้ยงว่า ที่นี่ที่ไหนครับพ่อ พ่อผมบอกชัดเจนจนทุกวันนี้จำไม่ลืม ที่นี่คือ นรกขุมที่5 ลูก กลับไปซะ แค่นั้นแหละ ผมลืมตาโพล่งทันที เหงื่อแตก ในห้องนอน ผมกลับมาโลกมนุษย์แล้ว อ๋อนรกขุมที่5เป็นอย่างนี้เองตอนเช้าผมไปทำบุญ ให้กับพ่อทั้งสอง เอาเสื้อผ้าไปบริจาค แล้วอุทิศให้กับพ่อ ขอสาบานว่าเรื่องนี้คือเรื่องจริงครับ อาจจะขาดเกินผิดเพี้ยนไปบ้างเพราะนานมาแล้ว แต่ก็ประมาณนี้ครับ!!!
23/6/55 โพสต์โดย โอ ระยอง
66 จาก 68
แต่ละศาสนาไม่เหมือนกันครับ ของผมนับถือศาสนาอิสลามอย่างแรกคือต้องเชื่อว่ามีพระเจ้า พระเจ้าสร้างเรามาเพื่อให้เคารพพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์และไม่มีใครสามารถนึกถึงรูปร่างของพระองค์ได้ พระองค์ผู้ทรงเมตตา พระองค์ทรงยุติธรรม พระองค์ทรงรอบรู้ ใครที่เคารพพระองค์ พระองค์จะมอบสวรรค์ให้เป็นสิ่งตอบแทน โลกนี้เป็นโลกแห่งการทดสอบที่พระเจ้าสร้างขึ้นไว้ชั่วคราวเท่านั้น ศาสนามีหลายศาสนาแต่มีแค่1ที่ถูกต้อง ตายไปแล้วเราจะไปอยู่อีกที่ๆนึง ที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ เพื่อเป็นการสอบสวน และจะมีภาพประกอบตั้งแต่เราเกิดจนถึงตาย และในวันนั้นเราจะอับอายกับสิ่งที่เราทำไว้ในโลกนี้ เพราะจะมีคนและญินทุกๆสมัยเห็นเหตุการ์ณที่เราทำเอาไว้ในโลกนี้  ตายไปและวิญญานจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว ที่คุณเรียกกันว่าผีนั้นมันคือพวก ญิน ที่พระเจ้าสร้างมาก่อนมนุษย์ และอยู่ปะปนในโลกนี้ด้วย ญินเป็นมวลบอบบางและมีจำนวนมากกว่ามนุษย์ และญินสามารถแปลงร่างเป็น สัตว์ หรือ คน ได้ ส่วนมากจะแปลงเป็นคนที่ตายไปแล้วมาให้มนุษย์เห็น ยิ่งทำให้มนุษย์เข้าใจผิดไปกันใหญ่ และสารถเข้าฝัน หรือ เข้าร่างมนุษย์ได้ ญินก็มีทั้งดีและไม่ดีเหมือนมนุษย์นี่แหล่ะ มนุษย์บางคนเลี้ยงญินหาข้อมูลของมนุษย์ ซึ่งมันเป็นสิ่งไม่ดี ญินมีความว่องไวและรวดเร็วสูง ญินถูกสร้างเพื่อให้เคารพพระเจ้าเช่นเดียวกันกับมนุษย์ ) ถ้าคนที่ตายไปแล้วยังอยู่ในโลกนี้ป่านนี้คงวุ่นวายอ่ะครับลองคิดดู หวังว่ามันจะเป็นความรู้สำหรับคนที่สนใจนะครับ ขอบคุณครับ ^ ^
7/7/55 โพสต์โดย Arunbirok
67 จาก 68
ตายแล้วไปไหน

http://dhammasawasde.blogspot.com/2013/05/blog-post_7370.html
23/6/56 โพสต์โดย Boygaan
68 จาก 68
จิต กับ กรรม
12/11/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ตายแล้วไปไหน ?
ทำไมคนเราถึงแก่
เรื่องแปลกของชะตากรรม
ใครเป็นผู้กำหนดชตาชีวิตของเราคะ
คิดว่าถ้าแกนนำ นปช. ตาย จะตกนรกไหม
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู