หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ความเป็นมาของระบบราชการไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์ 1/10/51 โพสต์โดย ooykom
คำตอบ
1 จาก 4
ไม่ว่าอดีตถึงปัจจุบันระบบราชการก็เหมือนเดิมไม่เหมือนไป
1/10/51 โพสต์โดย FUTOI
2 จาก 4
ราชการมีมานานแล้วแต่เริ่มเป็นระบบตั้งแต่ที่ รัชกาลที่ 5 ส่ง โอรส ธิดาได้เรียนศาสตร์แขนงต่างต่างจากชาติที่เจริญแล้ว กลับมาจึงตั้งกรมกองเป็นระบบราชการ ผู้จัดตั้งก็เป็นเจ้าฟ้าผู้สำเร้จวิชาที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหล่านั้น ระบบราชการจึงถือกำเนิดในรัชกาลที่ 5 แต่ระบบการเมืองเกิดในสมัยรัชการที่ 7 ถือว่ายังเยาว์วัยและอ่อนแอกว่ามาก อำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศจึงยังอยู่ในระบบราชการ
1/10/51 โพสต์โดย พนักงานตรวจแรงงาน
3 จาก 4
ความเป็นมาของระบบราชการไทย
         - ระบบราชการไทยมีกำเนิดมาเมื่อใดเป็นเรื่องที่ยากจะกำหนด

         - นับตั้งแต่มีการปกครองประเทศมาถึงปัจจุบัน ระบบราชการได้เป็นกลไกหนึงในการปกป้องอธิปไตย ปกป้องสถานะอำนาจของผู้นำ เผชิญภัยคุกคามจากภายนอก รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จัดระเบียบสังคม และริเริ่มผลักดันให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

         - ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นองค์อธิปัตย์ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดพระองค์เดียวก็ตาม ใช่ว่าการปฏิรูประบบราชการจะเป็นไปโดยสะดวกง่ายดาย

         - เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ระบบราชการไทยซึ่งเป็นเครื่องมือการปกครองส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ได้กลายมาเป็นเครืองมือสาธารณะ

         - นับตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ระบบราชการไทยได้ขยายตัวจนเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังคนประมาณสองล้านคน และมีหน่วยงานระดับต่างๆจำนวนมากมายกระจายอยู่ทั่วไป

ลักษณะทั่วไปของระบบราชการไทย

ระบบราชการไทยมีบทบาทและภารกิจครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ
บทบาทและภารกิจของระบบราชการไทยตั้งแต่อดีตจนถึงการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
1/10/51 โพสต์โดย หวานใจ
4 จาก 4
หากย้อนไปตรวจสอบประวัติความเป็นมาของระบบราชการไทยใน อดีต 600 - 700 ปี ที่ผ่านมา ระบบราชการไทยตั้งอยู่บนปรัชญาการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระ มหากษัตริย์ทรงปกครองพระราชอาณาจักร เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือประชาชน ทรงพระราชอาญาสิทธิ์ และใช้อำนาจเด็ดขาดเป็นหลักการปกครอง พระมหากษัตริย์ของไทยดูแลปกครองราษฎร แบบบิดาปกครองบุตร ข้าราชการคือ ข้าราชบริพาร ที่ถวายตัวต่อพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ก็เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ ระบอบราชการของไทย ก็คือ ระบอบรวมศูนย์อำนาจหรือระบอบอำมาตยาธิปไตย
ระบอบอำมาตยาธิปไตย เกิดจากวิวัฒนาการด้านการปกครองบ้านเมืองของพระเจ้าแผ่นดินไทยแต่โบราณที่ อยู่ภายใต้ 2 หลักการ คือ พระราชอาญาสิทธิ์ของพระเจ้าแผ่นดิน กับ การบังคับให้ชายฉกรรจ์ต้องเป็นทหาร ช่วยรักษาบ้านเมือง เป็นผู้ทำงานให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน ต่อมาเรียกกันว่า "ข้าราชการ" และจะมีศักดินาเป็น "ยศ" "ราชทินนาม" และ "ตำแหน่ง" ในสมัยโบราณก็ยึดเอาทหารเป็นหลัก ในการรับราชการ ต่อมาก็แยกออกเป็นฝ่ายพลเรือนอีกฝ่ายหนึ่ง
ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยาได้แบ่งงานราชการเป็น 4 กระทรวง คือ เวียง วัง คลัง นา มีเสนาบดี 2 ตำแหน่ง ให้ทหารเป็น สมุหพระกลาโหม พลเรือนเป็นสมุหนายก และต่อมามีการปฏิรูปการปกครองอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดระบบราชการเป็น 12 กระทรวง และมีระบบการจัดการปกครองหัวเมืองในส่วนภูมิภาคด้วย
เหตุผลที่ต้องปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ สรุปได้ 2 ประการ คือ
1. เกิดจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส และการที่ประเทศไทยต้องทำศึกสงครามกับบางประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเวลายาวนานนับร้อยปี มีการขยายอาณาเขตและเสียอาณาเขต ตามผลแห่งสงครามแต่ละครั้ง หากชนะก็ขยายอาณาเขตออกไป มีเมืองประเทศราช เข้ามาสวามิภักดิ์ ในการบริหารราชการของไทยที่ผ่านมายังขาดหลักวิชาการและกุศโลบาย ให้ประเทศมีความเข้มแข็ง ประกอบกับ 2 มหาอำนาจตะวันตกออกมาล่าอาณานิคมรอบๆ ประเทศไทย ทำให้หลายหัวเมืองต้องตกอยู่ใต้การยึดครองของอังกฤษและฝรั่งเศส นับเป็นแรงกดดันจากภายนอกที่รุนแรง ชี้เป็นชี้ตายให้กับประเทศชาติ
2.เกิดปัญหาเกี่ยวกับเอกภาพของชาติในการปกครองบ้านเมือง ที่รัฐบาลกลางไม่สามารถ ควบคุม ปกครอง ดูแลประเทศราชต่างๆ แม้แต่เมืองที่ไม่ใช่ประเทศราช ก็ยังแบ่งการปกครองเป็นเมืองชั้นในและราชธานี กับหัวเมืองชั้นนอก การปกครองทั้ง 2 หัวเมือง ก็อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเสนาบดีถึง 3 กระทรวง ขึ้นกับสมุหนายก ว่าราชการกระทรวงมหาดไทย ส่วนหนึ่ง ขึ้นกับสมุหพระกลาโหม ว่าราชการกระทรวงกลาโหมส่วนหนึ่ง และขึ้นกับโกษาธิบดี ผู้บังคับบัญชาการท่าอีกส่วนหนึ่ง
นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาความล้าหลังในการปกครองประเทศและความคับแค้นของ ประชาชน กล่าวคือ 3 กระทรวงการปกครอง ได้แก่ มหาดไทย กลาโหม พระคลังมหาสมบัติ มีมานานกว่า 300 กว่าปี แต่ละกระทรวงต้องทำงานหลายอย่าง สับสน อลหม่าน เช่น การบำรุงความสุขของประชาชน การภาษีอากร การศาสนา การศึกษา การศาล ที่แต่ละกระทรวง ต้องทำเหมือนๆ กันหมด ไม่มีมาตรฐาน
ด้านการคมนาคม ไปสู่หัวเมืองในภูมิภาคต่างๆ ขณะนั้น ก็ยังไม่ดี ความผาสุกของประชาชนที่จะได้รับอยู่ที่การปฏิบัติของเจ้าเมืองแต่ละคน เจ้าเมืองไม่ดี ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อน และไม่อาจร้องทุกข์กับพระมหากษัตริย์ในส่วนกลางได้ ประชาชนไม่ได้รับความร่มเย็นพอ เมืองที่เจ้าเมืองไม่เข้มแข็งก็จะเกิดเหตุการณ์ผู้ร้ายชุกชุม ประกอบกับรัฐไม่อาจเก็บรายได้ของแผ่นดินด้วยตนเองได้ มอบให้เอกชนรับผูกขาดไปทำ เกิดการรั่วไหล ราษฎรเดือดร้อนจากการค้ากำไรของผู้ผูกขาด ทำให้หัวเมืองยากจน เมื่ออารยธรรรมตะวันตกไหลบ่าเข้ามา จึงเกิดแรงกดดันให้ต้องรีบปฏิรูปการปกครองบ้านเมือง การปฏิรูปการปกครองที่สำคัญในสมัยรัชการที่ 5 คือ การปรับปรุงให้มีกระทรวงแบบตะวันตก 12 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กรมยุทธนาธิการ กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ และกระทรวงมุรธาธิการ ต่อมามีการโอนงานปกครองหัวเมืองทั้งหมดมาไว้กับกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักในการปกครองหัวเมือง ทำหน้าที่ป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยให้ประชาชน บำรุงและส่งเสริมความเป็นอยู่ราษฎร ประสานงานด้านการปกครองในส่วนภูมิภาคคือ ทำงานแทนกระทรวงต่างๆ ที่ยังไม่พร้อมจะบริการราชการในส่วนภูมิภาคได้ นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทย ยังได้จัดรูปแบบการปกครองในส่วนภูมิภาค ออกเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ลงไปตามลำดับ กระทรวงมหาดไทยจึงเป็นกระทวงทางการปกครองที่สำคัญของประเทศ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ในการรวมหัวเมืองต่างๆ เข้ามาแล้ว จัดรูปแบบการปกครองขึ้นเสียใหม่ เป็นการรวบรวมหัวเมืองและประเทศราชทั้งหลายให้เข้ามาเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวกัน และได้วางระเบียบแบบแผนการปกครอง ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็ยังทรงคำนึงถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม พื้นเมือง ที่ยังแตกต่างกันอยู่มาก จึงได้มีการจัดระเบียบการปกครองเป็นพิเศษไว้ชั่วคราว คือ
1.จัดการปกครองมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ หรือมณฑลพายัพขึ้น ให้มีข้าหลวงใหญ่ ข้าหลวงรองอีก 5 ตำแหน่ง คือข้าหลวงยุติธรรม ข้าหลวงสรรพากร ข้าหลวงคลัง ข้าหลวงการโยธา ข้าหลวงป่าไม้ ปกครองดูแล
2.จัดการปกครองในบริเวณ 7 หัวเมืองอิสลามปักษ์ใต้ อันได้แก่ เมืองตานี เมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี เมืองยะลา เมืองรามันห์ เมืองระแงะ ทั้ง 7 หัวเมือง จะมีหน่วยราชการปกครองเมืองของตนเอง เรียกกองบัญชาการเมือง ประกอบด้วย พระยาเมือง ยกกระบัตรเมือง ปลัดเมือง ผู้ช่วยราชการเมือง ทั้ง 7 หัวเมือง อยู่ภายใต้ "ข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณ"
3.จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมือง ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญ ตามแนวทางของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก
นอกจากจะมีการปฏิรูปการบริหารราชการกระทรวง ตามแบบตะวันตก การจัดระเบียบการปกครองหัวเมือง ยังได้มีการยกเลิก "ระบบกินเมือง"
"ระบบกินเมือง" คือ ระบบการปกครองซึ่งผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง ที่ไม่ได้รับเงินเดือน หรือ ค่าเลี้ยงดู จากรัฐบาล มิได้มีการเลือกจากหลักความรู้ ความสามารถ แต่เลือกจาก ความเป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในเมืองนั้นๆ
เมื่อเลิกระบบกินเมืองแล้ว ก็เปลี่ยนฐานะจากข้าราชการปกครองทั้งหมด มาเป็น "ข้าราชการพลเรือน" เลือกให้เข้ารับราชการด้วยหลักความรู้ ความสามารถ มีการจัดตั้ง "โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการ" ขึ้นในกระทรวงมหาดไทย 2 แห่ง คือ โรงเรียนฝึกหัดราชการอำเภอ ที่มณฑลอยุธยา กับ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน
เท่าที่กล่าวมาคือวิวัฒนาการของระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งได้รับการวางรากฐานและพัฒนาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้รับการพัฒนาเข้มแข็งขึ้นมา เพราะความจำเป็นในการปกครองหัวเมืองและการบริหารราชการสมัยดั้งเดิมยังไม่มี ประสิทธิภาพ จนต้องพัฒนาปรับปรุง เพื่อ "รัฐชาติ" ที่มีเอกภาพในบูรณาภาพแห่งดินแดนขึ้น เป็น"พระราชอาณาจักร" อันหนึ่งอันเดียว ภายใต้ปรัชญาการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
การจัดการปกครองภายใต้ร่มพระมหาเศวตฉัตรของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักร ไทย ได้มีการแบ่งซอยพื้นที่การปกครองจนไปสู่มณฑล เมือง หรือจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน อำนาจทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับส่วนกลางทั้งหมด และระบบราชการพลเรือนก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจากการปฏิรูปการบริหารและการ ปกครองสมัยนี้นั่นเอง ด้วยพัฒนามาจากระบบ "กินเมือง" ที่ใช้บุคลากรผู้กว้างขวางมีอิทธิพลในแต่ละเมือง "ข้าราชการปกครอง"ที่เปลี่ยนเป็น "ข้าราชการพลเรือน" มีรากฐานความคิด ค่านิยม ปทัสถาน การปกครอง การบริหารราชการ ของระบบราชการไทย จึงเคยชินกับ "การรวมศูนย์อำนาจ" เข้าสู่ส่วนกลาง
ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ลดพระราชอำนาจสถาบันกษัตริย์ลงมา แม้จะอ้างว่าเป็นการนำระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้ามาใช้ คณะราษฎรก็มิได้ปรับเปลี่ยน ทัศนคติ ปทัสถาน ค่านิยม ของการจัดการปกครอง การบริหาร ราชการของประเทศ และของข้าราชการ ให้เข้าสู่ ทัศนคติ วัฒนธรรม ค่านิยม ที่สอดคล้อง สนับสนุน ให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะข้าราชการเอง เป็นผู้ปฏิวัติ ยึดอำนาจ จากพระมหากษัตริย์ มาเป็นของพวกตนเอง จึงมองไม่เห็นความจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ความคิด ปทัสถาน ของพวกตน ทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยยังแข็งแกร่ง และหยั่งรากลึกมากยิ่งขึ้น
ต่อมาก็มีการปฏิวัติยึดอำนาจ แย่งอำนาจในหมู่ข้าราชการด้วยกันเอง อำนาจเปลี่ยนมือจากราชการกลุ่มหนึ่ง ไปสู่ราชการอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ทุกรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจ หรือแม้บางชุดจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระบอบอำมาตยาธิปไตยอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ กลับเป็นสถาบันเดียวที่ได้ปรับวัฒนธรรมการใช้อำนาจไปอย่างรวดเร็ว จนสถาบันพรรคการเมือง นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชน ตามไม่ทัน

บทความ ประมวล รุจนเสรี
1/10/51 โพสต์โดย น้องวุฒิน่ารัก
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ระบบราชการมีการบริหารงานในปัจจุบันเป็นอย่างไร
เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่เราต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วอนาคตก็จะดีเอง
อดีต.........ปัจจุบัน
ปัจจุบันสำคัญที่สุด
‎"อดีต" ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ "ปัจจุบัน" น่ะสำคัญกว่า
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู