หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ความรู้เรื่องยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิด แบบเม็ด

ประจำเดือนของผู้หญิงถูกควบคุมด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ซึ่งทำให้เกิดการเจริญของเยื่อบุมดลูก เพื่อเตรียมมดลูกให้เหมาะสมต่อการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสม เมื่อมีเพศสัมพันธ์และเกิดการปฏิสนธิระหว่างตัวอสุจิของเพศชายและไข่ของเพศหญิง ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะเดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกเตรียมไว้อย่างเหมาะสม หากไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวจะหลุดลอกออกมาเป็นระดูหรือประจำเดือน

ฮอร์โมนสังเคราะห์ในยาเม็ดคุมกำเนิดจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยป้องกันการเจริญและการสุกของไข่ทำให้ ไม่มีไข่ตก ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้นเหนียวเชื้ออสุจิจึงไม่สามารถผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกได้ และทำให้ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อตัวไม่เหมาะต่อการเจริญของตัวอ่อน


ประเภทของยาเม็ดคุมกำเนิด

• ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

ยาแต่ละเม็ดมีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นส่วนประกอบ มีทั้งชนิด 21 , 22 และ28 เม็ด ยาชนิด 28 เม็ดนั้น ตัวยา 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีตัวยาฮอร์โมนแต่จะเป็นวิตามินหรือธาตุเหล็ก ยาเม็ดคุมกำเนิดในกลุ่มนี้ยังแบ่งย่อยเป็นอีก 2 ชนิด คือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว ยาทุกเม็ดมีปริมาณตัวยาฮอร์โมนรวมเท่ากัน ปัจจุบันนิยมใช้ชนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนต่ำ ๆ คือ 20-30 ไมโครกรัม ส่วนโปรเจสเตอโรน ที่ใช้มีหลายชนิด

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ ยาเม็ดคุมกำเนิดนี้จะมีปริมาณยาแตกต่างกันเป็นหลายระดับเพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดตามธรรมชาติซึ่งจะมีผลให้อาการข้างเคียงต่าง ๆ ของยาลดลง


• ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีเฉพาะโปรเจสเตอโรน

เป็นยาที่มีฮอร์โมนในขนาดน้อยจัดทำเป็นแผง 28 เม็ดมีตัวยาเหมือนกัน ยานี้มีประโยชน์ ในผู้ที่ไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ แต่ว่าประสิทธิภาพการคุมกำเนิดจะต่ำกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม


ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ ( ยาคุมฉุกเฉิน )

ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบตัวยาฮอร์โมนชนิดเดียวขนาดสูง และชนิดฮอร์โมนรวม แต่เนื่องจากมีฮอร์โมนขนาดสูงมาก จึงมีอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดกลุ่มอื่น ๆ ผู้ใช้จะมี อาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ และ มีอันตรายต่อร่างกายสูง เช่น ยาบางตัวในกลุ่มนี้มีข้อจำกัด ไม่ควรใช้เกินเดือนละ 4 เม็ด ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ

นอกจากนี้จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 75 % เท่านั้น ( ต่ำกว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม ซึ่งจะป้องกันได้ถึง 90-95% ) จึงเหมาะที่จะใช้ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย เช่น สัปดาห์ละครั้ง หรือ ในกรณีถูกข่มขืน



ภาวะที่เป็นข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยา

มะเร็งของอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน และ/หรือ เต้านม

โรคตับ โรคของถุงน้ำดี

มีเลือดออกจากโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ มีระดูน้อย หรือขาดระดู

โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง

ตั้งครรภ์ หรือ สงสัยว่าตั้งครรภ์

ปวดศีรษะบ่อย ปวดศีรษะแบบไมเกรน โรคลมชัก โรคเบาหวาน

อายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปที่อ้วนมาก มีไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่จัด
ข้อมูล | เรื่องเซ็กซ์ | ปัญหาคาใจ | ตั้งครรภ์ | ยา 14/6/55 โพสต์โดย week
คำตอบ
1 จาก 6
ขอบคุณข้อมูลดี ดีค่ะ แต่ย๊าว ยาว อ่านจนลายตา 555++
14/6/55 โพสต์โดย kun-kaw-hom
2 จาก 6
ขอบคุณมากค่ะ นกน้อยขออ่านไว้ประดับความรู้ค่ะ
14/6/55 โพสต์โดย นกน้อยในกรงทอง
3 จาก 6
ขอบคุณข้อมูลดีดีเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาคุมกำเนิดที่ถูกต้องค่ะ
เดี๋ยวเจอคำถามนู๋ท้องไหมคะ จะได้ไปช่วยตอบได้ค่ะ 555

หวัดดียามบ่ายๆ เช่นกันค่ะ น้องสาว ^__^
14/6/55 โพสต์โดย วิริกา
4 จาก 6
เดี๋ยวไม่เกินคืนนี้ ก็มีมาถามอีก ..... ยาคุมกินยังไง ทำแบบที่เล่ามาจะท้องมั้ย
14/6/55 โพสต์โดย chypZa
5 จาก 6
ขอบคุณสาระดี ๆ ที่นำมาแบ่งปันครับน้องสาว
หวัดดีตอนบ่ายจ้า
ว่าแต่...แล้วพี่จะท้องไหมครับ อิอิ
16/6/55 โพสต์โดย อลเวง
6 จาก 6
แบ่งคนอื่นบ้างดิ 555+
21/6/55 โพสต์โดย seetong
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ทานยาเม็ดแรกของออยเลสจะคุมกำเนิดได้เลยไหม
กินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี
ปวดประจำเดือน
เรื่องยาคุมฉุกเฉิน และ ประจำเดือน
ยาคุมฉุกเฉิน
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู