หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
เวลานั่งสมาธิแล้ว เกิดปิติ น้ำตาไหล ขนลุกไปทั่วกาย แสดงว่า เป็นฌานหนึ่งหรือไม่
ธรรม 24/8/53 โพสต์โดย newborn
คำตอบ
1 จาก 12
ซึ่งหมายถึง ความเอิบอิ่มใจ อันเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของฌาน เป็นผลที่เกิดขึ้นจากความสงบของจิต ปีตินี้จะเกิดแก่คนทุกคนที่ได้ทำสมาธิ แม้เมื่อจิตเริ่มสงบ ยังไม่ได้สมาธิ ปีติบางอย่างก็เกิดขึ้นแล้ว เช่น มีอาการเหมือนกับมดหรือไรมาไต่บนใบหน้า หรือตัวเบา เป็นต้น ลักษณะของอาการปีติมีมาก เกิดแก่นักปฏิบัติเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง ทั้งนี้เพราะบุญบารมีที่สั่งสมมาไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน และเพราะวิธีปฏิบัติของแต่ละท่านไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อกล่าวโดยสรุป แล้วปีติมี 5 อย่าง คือ

1. ขุททกาปิติ ปิติเล็กน้อย
2. ขณิกาปิติ ปิติชั่วขณะ
3. โอกกันติกาปิติ ปิติเป็นพักๆ
4. อุพเพงคาปิติ ปิติโลดโผน
5. ผรณาปิติ ปิติซาบซ่าน

ขุททกาปิติ ปิติเล็กน้อย

เช่น เกิดขนลุกชูชันขึ้น เกิดน้ำตาไหล บางครั้งก็เกิดขนลุกซู่ทั่วร่างกาย บางทีก็เกิดผมตั้งชูชันขึ้น แต่เกิดนิดหน่อย แล้วก็ดับไป นี้คือลักษณะของขุททกาปิติ ซึ่งเกิดแก่นักปฏิบัติบ่อย แต่ไม่ใช่ทุกท่าน

ขณิกาปิติ ปิติชั่วขณะ

เช่น รู้สึกเสียวแปลบขึ้นตามร่างกายเหมือนสายฟ้าแลบ แต่พักหนึ่งก็ดับไป หรือบางครั้งเกิดคันตามใบหน้าเหมือนมีมดหรือมีไรมาไต่ หรือเหมือนกับมีใยแมงมุมมาพาดบนใบหน้า บางทีเนื้อตัวกระตุก หรือบางทีกระดูกสันหลังกระตุก บางทีเส้นกระตุก ปิติชนิดนี้มักจะบังเกิดแก่นักปฏิบัติทุกท่าน แต่อาการเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง

โอกกันติกาปิติ ปิติเป็นพักๆ

ปิติเช่นนี้จะรู้สึกซู่ซ่าแรงกว่าขณิกาปิติ คือแรงกว่าสายฟ้าแลบ มีอาการเหมือนกับคลื่นกระทบฝั่ง บางทีเหมือนกับคนนั่งเรือไปในมหาสมุทรถูกคลื่น ทำให้รู้สึกโคลงเคลงเหมือนจะล้ม ลักษณะเช่นนี้ ถ้าใครเกิดปิติเช่นนี้ขึ้น บางทีจะรู้สึกรำคาญ เพราะว่าขณะที่เดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่นั้น ตึกทั้งหลังหรือแม้แผ่นดินที่ตนเดินหรือนั่งบางครั้งอยู่จะรู้สึกตะแคง บางท่านเข้าใจว่าปิตินั้นต้องรู้สึกอิ่มใจ แต่นี้ไม่เสมอไป เช่น โอกกันติกาปิตินี้ มักจะรู้เฉยๆมากกว่า แต่ปิติข้อสุดท้าย คือ ผรณาปิติมีความอิ่มใจอย่างเห็นได้ชัด

อุพเพงคาปิติ ปิติโลดโผน

ปิตินี้มีลักษณะทำให้ใจฟู บางทีทำให้การกระทำบางอย่างเกิดขึ้นเว้นจากเจตนาก็มี เช่น เปล่งอุทาน เป็นต้น หรือบางท่านมีตัวลอยขึ้นเหนือพื้น ซึ่งยังปรากฎว่ามีอยู่ในหมู่นักปฏิบัติในปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่าง ประเทศ

ผรณาปิติ ปิติซาบซ่าน

คือ ทำให้รู้สึกซาบซ่านเอิบอิ่มไปทั่วร่างกาย ถ้าใครเคยประสบมาแล้วจะรู้สึกพอใจมาก เพราะรู้สึกซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ปิติประเภทนี้ เป็นปิติโดยองค์ฌานโดยตรง แต่ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ถึงขั้นฌานบางท่าน ก็เกิดปิติชนิดนี้ได้เหมือนกัน

นี้คือลักษณะของปิติ 5 ประการที่เกิดขึ้นแก่ผู้บำเพ็ญสมาธิหรือวิปัสสนา แต่ปิติในองค์ฌานเป็นผรณาปิติ คือ ปิติซาบซ่าน ส่วนอีก 4 ชนิด ย่อมเกิดได้แก่ผู้บำเพ็ญสมาธิและวิปัสสนาทั่วไป แม้จะไม่ได้ฌานก็ได้ และไม่ใช่ปิติในองค์ฌาน
24/8/53 โพสต์โดย ส.ธรรมศิลาไชย
2 จาก 12
เป็นสภาวะธรรมหนึ่ง
ความปิติที่เกิดขึ้น อาการขนลุกย่อมมีได้ค่ะ
ก็ขออนุโมธนาด้วยนะคะ สาธุ.....................
ปิติเิกิดก็ให้จิตรู้ว่าปิติเกิดมองดูมัน อย่าไปหลงกับอารมณ์
แล้วก็นั่งต่อไปค่ะ

ขออนุโมธนาด้วยนะคะ
24/8/53 โพสต์โดย Jurisza
3 จาก 12
คงคล้าย ๆ กับเวลาที่เราทำบุญแล้วรู้สึกอิ่มเอม
มันเกิดขึ้นมาเองน่ะจ้ะ
24/8/53 โพสต์โดย Zinnia
4 จาก 12
มันเป็นแค่ปรากฏการณ์ของนามธรรม.....ไม่ใช่ของจริงของแท้ดอก...
25/8/53 โพสต์โดย xmen
5 จาก 12
เป็นอาการหนึ่งของสภาวธรรมที่เกิดขึ้นค่ะ อนุโมทนาค่ะ
26/8/53 โพสต์โดย Noidiamond
6 จาก 12
เป็นความรู้สึก ถึงแก่นในธรรม
ซึ่ง จิตใต้สำนึกของคนเรา มีอยู่จริง ...
เช่น การไหว้ พ่อหลวง ของเรา ก็จะเป็นอาการเช่นนี้เหมือนกัน..
ถ้าจิต มุ่งมั่น จน จิตลอย.. จะ วิ้ว .. ชั่ว วูบหนึ่ง..  ครับ
26/8/53 โพสต์โดย ชีวิตและจิตวิญญาณกับการสื่อสาร
7 จาก 12
คำตอบของ ส.ธรรมศิลาไชย  ถูกต้องที่สุดแล้ว
เวลานั่งสมาธิแล้ว เกิดน้ำตาไหล ขนลุกไปทั่วกาย   ยังไม่ใช่เป็นองค์ฌาณหรอก  เป็นเพียงปีติเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเท่านั้น  เรียกว่า ขุททกาปีติ  (ใจสงบ  อุคหนิมิตเกิด  อาการนี้ก็เริ่มเป็นแล้ว)
ซึ่งขุททกาปีตินี้แม้ไม่ได้นั่งสมาธิก็สามารถเกิดขึ้นได้ในกรณีต่างๆ  บางครั้งภาษาแบบชาวบ้านๆ  ก็เรียกว่าดีใจอย่างมากแทน  จนถึงขั้นน้ำหูน้าตาไหล  (แต่ไม่ใข่หัวเราะงอหายนะ)  แต่คือดีใจจนข่มใจไม่อยู่ ประมาณนั้น
ดังนั้นขอตอบว่า  "ยังไม่เป็นฌาณหนึ่งครับ"
26/8/53 โพสต์โดย ประมุขอึ้ง
8 จาก 12
หลักธรรมในหนังสือหรือที่ใครบอก เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น
จนกว่าเราจะปฏิบัติ และเกิดปัญญาขึ้นมาเอง เราจะรู้เองว่าโดยธรรมชาติว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ต้องอิงทฤษฎี
27/8/53 โพสต์โดย เด็กวิศวะ
9 จาก 12
องค์ธรรมที่เกิดขึ้นนี้เองที่เป็นเครื่องแสดงภาวะจิตที่เป็นอัปปนาสมาธิ ภาวะจิตที่เป็น อัปปนาสมาธินี้
อาจเรียกได้ว่า ฌาน คือ ภาวะที่จิตสงบประณีต เป็นสมาธิแน่วแน่เหนือกว่าสมาธิ ธรรมดา1
ซึ่งฌานมีหลายระดับ คือ
         1) ฌานในขั้น รูปฌาน มี 4 ระดับ ได้แก่
              1. ปฐมฌาน
              2. ทุติยฌาน
              3. ตติยฌาน
              4. จตุตถฌาน
         2) ฌานในขั้น อรูปฌาน มี 4 ระดับ ได้แก่
              1. อากาสานัญจายตนะ
              2. วิญญาณัญจายตนะ
              3. อากิญจัญญายตนะ
              4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ
         ในรูปฌาน ฌานที่เกิดขึ้นนั้นจะมีองค์ฌานที่เกิดขึ้นตามลำดับดังนี้
         1. ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน 5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
         2. ทุติยฌาน จิตประกอบด้วยองค์ฌาน 3 คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
         3. ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน 2 คือ สุข เอกัคคตา
         4. จตุตฌาน ประกอบด้วยองค์ฌาน 2 คือ อุเบกขา (ความวางเฉย) เอกัคคตา

ซึ่ง ปีติ คือ ความปลาบปลื้มใจ อิ่มเอิบใจในการเพ่งอารมณ์ที่วิตก ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ และประคองจิตให้มั่นอยู่ในอารมณ์นั้นได้ปีติ เป็นผลที่เกิดขึ้นจากความสงบของจิต ปีติอาจเกิดขึ้นได้แก่คนที่ทำสมาธิ แม้เมื่อจิต เริ่มสงบ ยังไม่ได้สมาธิ ในอรรถกถา ท่านแยกประเภทของปีติเป็น 5 ประเภท
          1. ขุททกาปีติ คือ ปีติเล็กน้อย ได้แก่ ความยินดีที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย บางครั้งก็เกิดขนลุกซู่ทั่วร่างกาย บางทีก็เกิดผมตั้งชูชันขึ้น บางครั้งน้ำตาไหล แต่เกิดนิดหน่อยแล้วก็ดับไป
          2. ขณิกาปีติ คือ ปีติชั่วขณะ ได้แก่ ความยินดีที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ทำให้รู้สึกแปลบขึ้นตามร่างกายเหมือนฟ้าแลบ แต่เพียงพักเดียวก็ดับไป บางครั้งเกิดคันตามใบหน้าเหมือนมีมดหรือมีไรมาไต่ บางทีเนื้อตัวกระตุก เป็นต้น
          3. โอกกันติกาปีติ คือ ปีติเป็นพักๆ ได้แก่ ความยินดีที่ทำให้อิ่มเอิบใจเป็นพักๆ รู้สึกซู่ลงมา ในกายเหมือนคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง บางทีเหมือนกับคนที่นั่งเรือไปในมหาสมุทรถูกคลื่น ทำให้รู้สึกโคลงเคลง เหมือนจะล้ม เป็นต้น
         4. อุพเพงคาปีติ คือ ปีติโลดลอย ได้แก่ ความยินดีที่ทำให้รู้สึกโลดลอย แสดงอาการบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทานออกมา เป็นต้น หรือบางท่านมีตัวลอยขึ้นเหนือพื้น ซึ่งปรากฏว่ามีอยู่ในหมู่นักปฏิบัติทั้งในไทยและต่างประเทศ
         5. ผรณาปีติ คือ ปีติซาบซ่าน ได้แก่ ความยินดีที่ทำให้รู้สึกซาบซ่านไปทั่วร่างกาย ปีติตัวสุดท้ายเป็นปีติที่ท่านหมายถึงในองค์ฌาน
         ปีติทั้ง 5 ประการนี้ มักเกิดขึ้นแก่ผู้เจริญสมาธิ โดยปีติที่เกิดขึ้นในองค์ฌานเป็นผรณาปีติ ส่วนปีติ อีก 4 ชนิดที่เหลือย่อมเกิดขึ้นได้แก่ผู้เจริญสมาธิทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้ฌานก็ตามปีติ ขจัดพยาบาทนิวรณ์ คือ ความที่จิตคิดมุ่งมาดปรารถนาร้ายต่อผู้อื่น ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่คิด ผูกพยาบาทคิดร้ายผู้อื่น แต่จะเกิดเป็นความรู้สึกรักและปรารถนาดีกับทุกๆ คน
1/9/53 โพสต์โดย Sky noi
10 จาก 12
ผมไม่เคยปฏิบัติ จริงๆจังนานที่ ทำไมถึงเกิดปิติ ปวดแขนน้ำตาไหลร้องไห้ หัวใจเต็นรัว ตัวสั่นครับ
เวลาอยู่ในสถาที่ ศักดิ์สิทธิ ครับ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยครับ
22/9/55 โพสต์โดย โต้งครับ
11 จาก 12
เขาเรียกว่าปิติหรือป่าวครับ
22/9/55 โพสต์โดย โต้งครับ
12 จาก 12
วิปัสสนูปกิเลส
21/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
มีใครนั่งสมาธิถึงระดับไหนแล้วบ้างคะ ..เราเคยไปนั่งสมาธิแล้วถึงขั้นที่น้ำตาไหลร้องไห้ออกมาเลยค่ะ
ปิติ ขนลุกซู่ซ่า
ผู้ฝึกสอน
ปิตืในกรรมฐาน
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู