หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติหลวงพ่อชา วัดป่าพง
ต้องการข้อมูลทำรายงานคับ (ละเอียด)
ศาสนา | ปรัชญา 25/1/54 โพสต์โดย o0พุทโธ0o
คำตอบ
1 จาก 1
พอสังเขปดังนี้........ศึกษาเพิ่มเตbมจาก เว็ป Google

ประวัติ หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง    
ชาติภูมิ
     
      พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท) หรือ หลวงพ่อชา หรือ พระอาจารย์ชา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจำนวน 10 คน
     
การศึกษา
     
      หลวงพ่อชา ได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนบ้านก่อ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝ่ทางบวชเรียน ภายหลังเมื่อบวชเรียนแล้วได้เรียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณ์ เรียนมูลกัจจายน์ จนสามารถอ่านแปลภาษาบาลีได้ และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้ชั้นสูงสุดสายนักธรรม คือ สอบได้นักธรรมชั้น เอก
     
ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์
     
      เมื่ออายุ 13 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว โยมบิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสเพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี จึงได้รับอนุญาตให้บรรพชาเป็น สามเณรชา โชติช่วง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีท่านพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจ้าอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานี เป็นอุปัชฌาย์สามเณรชา โชติช่วง ได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยู่ปฏิบัติครูอาจารย์ เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อภารกิจของสามเณรท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แล้วจึงได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นของครอบครัวแบบชาวไร่ชาวนาอีสานทั่วไป
     
      ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในการบวชเรียน จึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องอุปสมทบเป็นพระให้ได้ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและท่านทั้ง 2 ก็อนุญาติแล้วจึงได้ฝากตัวที่วัดก่อในที่ใกล้บ้าน แล้วได้รับอนุญาติให้อุปสมบทได้เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2482 เวลา 13.55 น. ณ พัทธสีมา วัดก่อใน ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี โดยมีพระเถระสำคัญที่ให้การอุปสมบทดังนนี้
     
      พระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชาฌาย์
      พระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
      พระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์
      พระชา สุภทฺโท
     
      ได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดก่อนอก 2 พรรษา
      ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรม ทั้งจากตำรับตำราและจากครูอาจารย์
      จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในสำนักวัดก่อนอกนี้
     
ศึกษาปริยัติธรรมต่างถิ่น
     
      เมื่อพระชา สุภทฺโท สอบนักธรรมตรีได้แล้ว ก็อยากเรียนให้สูงขึ้นเพราะมีจิตใจรักชอบทางธรรมอยู่แล้ว แต่ขาดครูอาจารย์ในการสอนระดับสูงต่อไป นึกถึงภาษิตอีสานที่ว่า
      "บ่ออกจากบ้านบ่ฮู้ฮ่อมทางเทียว บ่เฮียนวิชาห่อนสิมีความฮู้"
     
      ชีวิตช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่า พระชา สุภทฺโท มุ่งเรียนปริยัติธรรมให้สูงสุด จึงทุ่มเทให้การศึกษษทั้งนักธรรมและบาลี และผ่านสำนักต่างๆ มากมายจนในที่สุดก็สอบนักธรรมได้ครบตามหลักสูตร คือ สอบนักธรรมชั้นโทได้ ในสำนักของ พระครูอรรคธรรมวิจารณ์ สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในสำนักวัดบ้านก่อนอกถิ่นเกิด
     
สู่การปฏิบัติธรรม
     
      เสร็จภารกิจการศึกษา ประกอบกับเกิดธรรมสังเวชคราวโยมบิดาเสียชีวิต จึงหันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุดงค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติในสำนักต่างๆ ผ่านอาจารย์ก็มากมาย เช่น หลวงปู่กินรี ,หลวงปู่เถระชาวเขมร,อาจารย์คำดี,พระอาจารย์มั่น
     
      พออินทรีย์แก่กล้าแล้วก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อยๆ โดยยังดำรงสมณเพศเป็นพระมหานิกายอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดได้รับอาราธนาจากโยมมารดาและพี่ชาย เพื่อกลับไปโปรดสัตว์ที่บ้านเกิด เมื่อ พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการสร้างวัดป่าขึ้น ซึ่งเรารู้จักในปัจจุบัน คือ "วัดหนองป่าพง" และท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอด และถึงแก่มรณภาพเมื่อ 16 มกราคม 2535 เวลา 05.30 น. อย่างสงบท่ามกลางธรรมสังเวชของศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศ

ยอดคำสอน
     
      ยอดคำสอน เป็นคำสอน เป็นคติ เป็นปรัชญาสั้นๆ ที่คมลึกซึ้ง ใครได้ฟังแล้วจะเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง และบางครั้งอาจจะถึงกับอุทานออกมาว่า ท่านคิดและกลั่นกรองคำเหล่านี้ออกมาจากจิตได้อย่างไร ถ้าจิตนั้นไม่บริสุทธิ์แจ่มใสเยี่ยงผู้บรรลุธรรม ขอท่านได้สังเกตคำสอนต่อไปนี้.
ธรรมดาๆ
     
      ตามความเป็นจริงแล้ว โลกที่เราอยู่นี้ไม่มีอะไรทำไมใครเลย
      ไม่มีอะไรจะเป็นที่วิตกวิจารย์เลย
      ไม่มีอะไรที่น่าจะร้องไห้หรือหัวเราะ
      เพราะมันเป็นเรื่องอย่างนั้นธรรมดาๆ
      แต่เราพูดธรรมดาได้ แต่มองไม่เห็นธรรมดา
      แต่ถ้าเรารู้ธรรมะสม่ำเสมอ
      ไม่มีอะไรเป็นอะไรแล้ว
      มันเกิดมันดับของมันอยู่อย่างนั้น
      เราก็สงบ
     
การปฏิบัติคืออำนาจ
     
      พระพุทธศาสนาไม่มีอำนาจอะไรเลย
      แม้ก้อนทองคำก็ไม่มีราคา ถ้าเราไม่มารวมกันว่ามันเป็นโลหะที่ดีมีราคา
      ทองคำมันก็ถูกทิ้งเหมือนก้อนตะกั่วเท่านั้นแหละ
      พระพุทธศาสนาตั้งไว้มีอยู่
      แต่ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติ จะไปมีอำนาจอะไรเล่า
      อย่างธรรมะเรื่องขันติมีอยู่
      แต่เราไม่อดทนกัน
      มันจะมีอำนาจอะไรไหม?
     
ชนะตนเอง
     
      ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
      มันก็จะชนะทั้งตัวเองชนะทั้งคนอื่น
      ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น
      ทั้งรส ทั้งโผฎัฐพพะ
      เป็นอันว่าชนะทั้งหมด
     
สุขทุกข์
     
      คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
      ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ
      มันคนละราคากัน
      ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว
      ท่าน จะเห็นว่า
      สุขเวทนา กับทุกขเวทนา
      มันมีราคาเท่าๆ กัน
     
เกิดตาย
     
      เมื่อเราเกิดมาแล้วโยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเอง
      ความแก่กับความตายมันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ
      เหมือนกับต้นไม้ อันหนึ่งต้น อันหนึ่งปลาย
      เมื่อมีโคนมันก็มีปลาย
      เมื่อมีปลายมันก็มีโคน
      ไม่มีโคนปลายก็ไม่มี
      มีปลายก็ต้องมีโคน
      มีแต่ปลายโคนไม่มีก็ไม่ได้
      มันเป็นอย่างนั้น
     
งูเห่า
     
      อารมณ์นี้ก็เหมือนกับงูเห่าที่มีพิษร้ายนั้น
      อารมณ์ที่พอใจก็มีพิษมาก
      อารมณ์ที่ไม่พอใจก็มีพิษมาก
      มันทำให้จิตใจของเราไม่เป็นเสรี
      ทำให้จิตใจไขว้เขวจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า
     
ของจริง
     
      ธรรมของจริงของแท้ที่ทำให้บุคคลเป็นอริยะได้
      มิใช่เพียงศึกษาตามตำรา
      และนึกคิดคาดคะเนเอาเท่านั้น
      แต่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นจริงๆ
      ของจริงจึงจะเป็นของจริงขึ้นมาได้
     
ได้เสีย
     
      ทุกอย่างที่เรามีอยู่เป็นอยู่นั้น
      มันเป็นสักแต่ว่า "อาศัย" เท่านั้น
      ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่ารู้เท่าตามสังขาร
      ที่นี้แม้จะมีอะไรอยู่ก็เหมือนไม่มี
      ได้ก็เหมือนเสีย
      เสียก็เหมือนได้
     
พิการ
     
      เด็กทั้ง 2 พิการ เดินทางได้
      จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้
      แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส)
      จะพาเข้ารกเข้าป่าหรือเปล่า
      คนพิการกายอย่างเด็กนี้ มิได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
      แต่ถ้าคนพิการใจมากๆ
      ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์และสัตว์
      ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว
     
      คนดีอยู่ไหน
      คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ
      ถ้าเราไม่ดีแล้ว
      เราจะอยู่ที่ไหนกับใคร
      มันก็ไม่ดีทั้งนั้น
     
ชีวิต
     
      เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต
      วางวันเสีย ไม่เสียดาย
      ไม่กลัวตาย
      ก็ทำให้เราเกิดความสบาย และเบาใจจริงๆ
26/1/54 โพสต์โดย knighthood
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ประวัติหลวงปู่มั่น ทัตโต วัดโนนเจริญ
อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประวัติโดยย่อ
ประวัติบิดาของ พ.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ
ประวัติวัดป่าท่าทราย
ประวัติหลวงพ่อทองวัดน้ำคอกเก่า
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู