หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
การทำงานของสมองมนุษย์เป็นอย่างไรครับ
การทำงานของสมองมนุษย์เป็นอย่างไรครับ และวิธีที่จะทำให้สมองจำสิ่งต่างๆได้มากขึ้นทำอย่างไรครับ
ความรู้ทั่วไป | วิทยาศาสตร์ 19/2/52 โพสต์โดย Spiritidea
คำตอบ
1 จาก 8
: มันสมองของวิเศษในตัวของท่าน
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์รณชัย คงสกนธ์ : ผู้รวบรวมและเรียบเรียง

บางทีท่านอาจจะบ่นว่า หัว (คือสมอง) ของท่านไม่ดีสู้คนอื่นไม่ได้
หรือคงเคยพูดว่า วันนี้ทำงานมาก จนหัว (หัวสมอง) เพลียเห็นจะต้องพักเสียที
มีแต่การทดลองทางการแพทย์และจิตวิทยา บอกว่าที่คิดอย่างนี้คิดผิดทั้งนั้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อ ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเคษในตัวท่าน

1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น

คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลง
เข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง
เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์
ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไร ก็พบว่าไม่จริง
สมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ
ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)
ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียน
เปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย

อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ
สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน
เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน
ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่า
ท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน
และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น



2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด

สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ
สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัว
แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)
สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)
แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแส
ไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่

อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ
นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน
โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ
ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อย
แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย
เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่าย
เท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆ
มักจะฉลาดกว่าคนอื่น

แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ

นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง
มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงาน
ไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมี
ไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,
เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ
คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้

4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน

ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้
สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้
แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน
การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว
ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรค
หรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้
ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้
เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น

5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ

สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อ
ตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น
ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ
ความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น
มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ
กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง
ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจหรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา
หรือความยากลำบากต่างๆ
กำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น

6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์

ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า
จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ
และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง
แต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้
มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วน
และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว
จิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต
อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ
เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล


จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้น
ก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่
มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน
แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้
เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น
มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำ

นักจิตวิทยากล่าวว่า
หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้
อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่
เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง
ถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด
เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง
19/2/52 โพสต์โดย sam2551
2 จาก 8
๏~* 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ *~๏
โดย วนิษา  เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกายเคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1.     จิบน้ำบ่อย ๆ  (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2.     กินไขมันดี  (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3.     นั่งสมาธิวันละ 12 นาที  (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4.     ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5.     หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟืนซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6.     เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7.     ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8.     เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9.     ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
19/2/52 โพสต์โดย sam2551
3 จาก 8
ก็สั่งงานจากสมองส่งต่อไปยังประสาทและสั่งต่อไปยังอวัยวะในร่างกายให้ตอบสนองต่อความต้องการค่ะ
แต่จะมีอวัยวะบางส่วนจะทำงานโดยอัตโนมัติ  คือ  สมองไม่สั่งก็ทำงานอยู่แล้ว เช่น หัวใจ กระเพาะอาหาร
ไต ฯลฯ ค่ะ ถ้าถูกผิดยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ
19/2/52 โพสต์โดย -oน้ojเนEo-
4 จาก 8
สมองซีกซ้ายและซีกขวา

สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา
จิตสำนึก จิตใต้สำนึก
การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา ควบคุมระบบประสาท
เป็นแหล่งพัฒนาพลังจิต เก็บข้อมูลความจำ
ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วยความสามารถ
อย่างจิตสำนึก เก็บข้อมูลเหตุการณ์ประสบการณ์
มีความคิดและอารมณ์เชิงสร้างสรรค์
สมองทั้งสองซีกหรือสองด้านนี้  ต่างก็จะสื่อสารติดต่อสัมพันธ์กันอยู่เสมอ  ผสมผสานความคิดแหละเหตุผลที่เป็นไปตามความคิดและอารมณ์  แต่ก็จะเน้นได้ ณ ด้านใดด้านหนึ่งด้วยเช่นกัน
นักคณิตศาสตร์ใช้สมองด้านซ้าย    ส่วนจิตรกรหรือนักศิลปะใช้สมองด้านขวา
บุคคลที่ใช้ชื่อว่าเป็น  “อัจฉริยะ” รู้วิธีใช้สมองทั้งสองซีกให้ผสมผสานกันได้อย่างสมดุล
 จิตสำนึกทำหน้าที่อะไร?
จิตสำนึกทำหน้าที่ตัดสินใจในทุกเรื่อง  ทำหน้าที่รับข้อมูลต่าง ๆ ที่ เรารับเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5  จาก หู ตา จมูก  ลิ้น และทางกาย  โดยที่จะรับหรือไม่รับ หรือจะเห็นด้วยหรือไม่ รวมถึงการให้คำแนะนำ
จิตใต้สำนึกทำหน้าที่อะไร?  
ทำหน้าที่ของร่างกายทั้งหมดอย่างอัตโนมัติ   เช่น  การเต้นของหัวใจ  ความดันเลือด  การย่อมและระบบต่อมไร้ท่อ  (endocrine systems) เก็บความจำทั้งหมด  (พฤติกรรมหรือนิสัยต่าง ๆที่แสดงออกมาอย่างอัตโนมัติ)  แสดงออกมาทางคำพูด  แสดงออกมาทางกิริยาทางกาย  อย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมได้
Chart ดังต่อไปนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นในหน้าของสมองทั้งสองซีก
จิตสำนึก จิตใต้สำนึก
วิเคราะห์ และประเมินการรับรู้ ตัดสินใจปฏิเสธหรือ ยอมรับ ปฏิบัติการโดยปราศจากคำถามการวิเคราะห์หรือตัดสินใจ
มีกระบวนการของข้อมูลอย่างเป็นลำดับดำเนินการกับปัญหาครั้งละเรื่อง สามารถปฏิบัติได้ครั้งละมาก ๆการทำหน้าที่ของอวัยวะทั้งหมด
มีความจำสั้น มีความจำยาวนาน
เป็นที่ตั้งของกำลังใจ อำนาจจิต เป็นที่ตั้งของนิสัย
เข้าใจอารมณ์ขัน  คำพูดเสียดสีเหน็บแนม ปฏิเสธ เข้าใจตามตัวอักษร ไม่เข้าใจอารมณ์ขัน คำเสียดสีเหน็บแนม ปฏิเสธ
คิดช้าที่จะก่อการชั่วร้าย คิดเร็ว และเที่ยงตรง
มีความอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ นิ่งเฉยต่อความรู้หรือสิ่งใหม่
มีความเห็นตนสำคัญกว่าผู้อื่น เป็นนักอนุรักษ์ที่สงบนิ่ง
อดีต – ปัจจุบัน – อนาคต มีกรอบของเวลาเป็นหนึ่ง, ขณะนี้
มีตรรกวิทยา มีเหตุผล เป็นแหล่งอารมณ์ การตัดสินใจ
มีสติ ไร้สติ
มีพลังอำนาจน้อย มีพลังอำนาจมาก

คุณเป็นผู้ที่ใช้สมองซีกซ้ายหรือซีกขวามาก ทดสอบง่าย ๆ
ลองทดสอบดูดังนี้...

ยกมือทั้งสองขึ้นในท่าพนมที่หน้าอก   แล้วเอานิ้วประสานกัน เมื่อนิ้วมือประสานกันแล้ว  ดูที่ตำแหน่งหัวแม่มือทั้งสอง ถ้าหัวแม่มือซ้ายอยู่บน  แสดงว่าคุณเป็นคนใช้สมองด้านขวามากกว่า  และถ้า หัวแม่มือขวาอยู่บนหัวแม่มือซ้าย  คุณเป็นคนใช้สมองด้านซ้ายมากกว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น   ก็เพราะว่า  สมองด้านขวาคุมร่างกายด้านซ้าย  และสมองด้านซ้าย  คุมร่างกายด้านขวา
19/2/52 โพสต์โดย sam2551
5 จาก 8
สมองมีหน้าที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความรู้สึกทั้งหมด และควบคุมการทำงานของร่างกาย
     สมองของคนเรามี 2 ซีก คือ ซีกซ้ายและซีกขวา ในสมองแต่ละส่วนจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป การทำงานของสมองนั้น สมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา โดยทำหน้าที่ในส่วนของการตัดสินใจ การใช้เหตุผล ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย โดยทำหน้าที่ในส่วนของการสร้างสรรค์       ความสามารถของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกันนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการฝึกฝน การเรียนรู้ และการพัฒนาของสมองทั้งสองซีกในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน
     การที่คนเรามีความถนัดไม่เหมือนกัน อาจเกิดจากการเจริญเติบโตของสมองทั้งสองซีกไม่เท่ากัน บางคนจึงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องคำนวณ แต่บางคนก็เชี่ยวชาญในการเต้น ความสามารถที่แตกต่างกันเหล่านี้ อาจเนื่องมาจากการพัฒนาของสมองไม่เท่ากันก็ได้
    แม้สมองจะทำงานต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองทั้ง 2 ซีก จะทำงานเชื่อมโยงไปพร้อมกัน ในแทบทุกกิจกรรมทางการคิด โดยการคิดสลับกันไปมา ในการควบคุมการเคลื่อนไหว การพูด การรับรส สมองทั้ง 2 ซีกของร่างกายจะทำงานไปพร้อม ๆ กันและ จะประสานงานกันเป็นอย่างดี ดังนั้นสมองทั้งสองซีก จะต้องทำงานคู่กันเสมอ แม้ว่าบางช่วงสมองซีกใดซีกหนึ่งจะทำงานมากกว่าก็ตาม
19/2/52 โพสต์โดย BABORCLUB
6 จาก 8
ถ้าเราตั้งใจว่าจะจำแล้ว เราก็จะไม่ลืมสิ่งที่ต้องการจะจำ
19/2/52 โพสต์โดย arree
7 จาก 8
เสริมๆๆๆ

นอกจากนี้การกินอาหารที่มีขมิ้นเป็นส่วนประกอบ

ก็มีส่วนช่วยในเรื่องของความจำได้เช่นกันคะ

เดี๋ยวเอาเรื่องขมิ้นมาแชร์ให้อีกที่

ปล.ขอตัวไปอ่านหนังสือนะคะ
19/2/52 โพสต์โดย namida
8 จาก 8
จิตใต้สำนึกเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆครับ
สมอง..เป็นสิ่งซับซ้อนในตัวของมันเอง..
20/2/52 โพสต์โดย จ๊าบจ๊าบ
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
มาฝึกสมองกัน
การออกกำลังการมีผลต่อพัฒนาการของมนุษย์อย่างไร
สมองใช่ "สั่ง" . . .ส่วนไหนของ "ร่างกาย" ก้อได้
........มาดูกันว่า.....ผู้หญิงวัยไหน?.....ต้องรีบดูแล...........
นึกถึง...เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาในหัวสมอง
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู