หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติความเป็นมาฟ้อนเล็บ
วัฒนธรรม | ประวัติศาสตร์ 30/5/53 โพสต์โดย บาร์
คำตอบ
1 จาก 7
ฟ้อนเล็บ

           ภาคเหนือของประเทศไทยมีสภาพดินฟ้าอากาศค่อนข้างหนาวอากาศสดชื่นไม่แห้งแล้ง  ฉะนั้นคนในภาคเหนือจึงมีนิสัยเยือกเย็น  ศิลปะที่แสดงออกมาจึงมีลีลาค่อนข้างช้าอ่อนช้อยงดงามอยู่ในตัวเอง  ประณีตในท่ารำ อันได้แก่ประเภทฟ้อนต่าง  ๆ  ตลอดถึงการแต่งกายอันเป็นสัญลักษณ์ของหญิงชาวเหนือ   เมื่อพูดถึงฟ้อนคนไทยทุกคนจะต้องรู้จักและนึกภาพได้ทันที  นับว่าฟ้อนเป็นตัวแทนของศิลปะภาคเหนือได้ดียิ่ง
             ฟ้อนเล็บ หรือเรียกกันว่าฟ้อนครัวทาน ฟ้อนเมืองบ้าง ฟ้อนเล็บบ้าง   ทั้ง 3 ชื่อนี้เป็นการ ฟ้อนชนิดเดียวกัน แต่เรียกไปตามสถานการณ์ของการฟ้อน เช่น การฟ้อนครัวทาน คือการฟ้อนนำขบวนแห่ของชาวบ้านที่จัดขึ้นเรียกว่า  ครัวทาน”  ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอัฐบริขาร (ตั้งแต่ไม้กวาด หม้อน้ำยา และเงินทอง) เพราะประเพณีทางเหนือนั้นเมื่อพ้นการทำนาแล้วชาว บ้านก็จะมุ่งทำบุญมีการบูรณะวัด เป็นต้น ถ้าหมู่บ้านใดบูรณะวัดเรียบร้อยแล้ว ก็นิยมบอกบุญไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ก็ให้มาช่วยทำบุญฉลอง  เช่นฉลองโบสถ์ วิหาร เป็นต้น จึงเรียกว่าฟ้อนครัวทาน หรือฟ้อนเมือง  สมัยโบราณจะหาดูได้ยาก ถ้าจะดูการฟ้อนที่สวยงามและมีลีลาอันอ่อนช้อยต้องเป็นฟ้อนของคุ้มเจ้าหลวง เพราะผู้ฟ้อนส่วนมากล้วนแต่ฝึกหัดมาอย่างดี  ใช้แสดงประกอบพิธีเฉพาะในงานสำคัญในพระราชฐานเท่านั้น   ผู้ฟ้อนโดยมากล้วนแต่เป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในทั้งสิ้น
               การฟ้อนครั้งสำคัญก็เมื่อคราวพระราชชายา เจ้าดารารัศมี  ได้ทรงฝึกหัดเจ้านายและหญิงสาวฝ่ายในฟ้อนถวายรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7  คราวเสด็จประภาสภาคเหนือ  เมื่อ พ.ศ. 2469  โดยครูนาศิลป์ของกรมศิลปากรได้ฝึกหัดจำไว้ ภายหายหลังจึงได้นำสอนและมีการฝึกหัดสืบต่อมา
เช่นเป็นการฟ้อนรำชนิดหนึ่งของไทยชาวเหนือ ตามลักษณะของผู้ฟ้อน ซึ่งแต่งตัวแบบไทยชาวเหนือ แล้วสวมเล็บยาวทุกคน  โดยผู้ฟ้อนสวมเล็บยาวทุกนิ้วเว้นนิ้วหัวแม่มือ แบบฉบับการฟ้อนที่ดีได้รักษากันไว้เป็นแบบแผนกันในคุ้มเจ้าหลวง  จึงเป็นศิลปะที่ไม่สู้จะได้ชมกันบ่อยนัก  การฟ้อนชนิดนี้ได้มาเป็น ที่รู้จักแพร่หลายในกรุงเทพฯ คราวงานสมโภชน์พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯช้างเผือกในรัชกาลที่  7  เมื่อ พ.ศ. 2470
                  ต่อมาการฟ้อนแบบนี้ก็ซบเซาไปพักหนึ่ง ไม่ค่อยจะได้ดูกันบ่อยนัก มีอยู่บ้างที่หัดฟ้อนกันขึ้นเป็นครั้งคราว แต่การฟ้อนและลีลาต่าง ๆ  ไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรที่แน่นอน ทั้งนี้แล้วแต่ครูผู้ฝึกจะดำเนินการสอนแบบไหน ทั้งท่าทางและจังหวะการฟ้อน ฉะนั้นการฟ้อนในระยะนี้จึงแหตกต่างกันอออกไป ในปี พ.ศ. 2474 เจ้าหญิงบัวทิพย์ ณ เชียงใหม่ ธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ท่านเป็นผู้รักศิลปะทางนี้มาก จึงได้รวบรวมเด็กหญิงในคุ้มให้ครูหลวงเป็นผู้ฝึกหัดในแบบต่าง ๆ ทั้งนี้  เจ้าแก้วนวรัฐ ก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จึงประทานให้หม่อมแส ซึ่งเป็นหม่อมของท่านและมีความรู้เชี่ยวชาญในศิลปะการฟ้อน เป็นผู้ควบคุมการฝึกหัด ในระยะนี้ต้องใช้เวลาทั้งปรับปรุงท่าทาง เครื่องแต่งกายและดนตรี เพื่อความเหมาะสมเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นแบบอย่างที่เชื่อถือได้ ในระหว่างการฝึกอบรมนี้ ก็ได้มีการจัดการแสดงต้อนรับแขกเมือง และให้ประชาชนชมอยู่เสมอ  เมื่อเจ้าแก้วนวรัฐได้พิราลัย   (ตาย) ไป แล้ว การฟ้อนรำเหล่านี้จึงชะงักไป แต่ก็มีอยู่บ้างตามโรงเรียนต่าง ๆ และวัดแทบทุกวัด
                     ต่อมาประมาณปี    พ.ศ. 2503  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จประภาสจังหวัดเชียงใหม่   บรรดา ครู   นักศึกษา ตลอดจนวัดต่าง ๆ ได้พากันฟื้นฟูการฟ้อนขึ้นอีกเพื่อเป็นการรับเสด็จฯ และต้อนรับพระราชอาคันตุกะที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับความสนพระทัยและสนใจจากพระราชอาคันตุกะเป็นอันมาก      ปัจจุบันการฟ้อนชนิดนี้มีอยู่ตามวัดต่าง ๆ และในหมู่นักเรียน นักศึกษา  เพราะถือว่าเป็นวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นที่ต้องสงวนและรักษาไว้  แต่ลีลาการฟ้อนเป็นไปตามครูผู้สอนไม่ได้ยึดถืออะไรเป็นหลักที่แน่นอน
                     ผู้แสดง  แต่ละชุดของแต่ละหมู่บ้าน  จะใช้จำนวนคนแตกต่างกันไปบ้าง  แต่ที่นิยมกันมากคือ  จำนวน 4 คู่ หรือ 8 คน และจะไม่เกิน 16 คน แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่าเกิน  16 คน ไม่ได้ ข้อสำคัญต้องเป็นจำนวนคู่
                      การแต่งกาย  จะแต่งกายแบบไทยชาวภาค เหนือสมัยโบราณ  นุ่งผ้าซิ่นมีเชิงลายขวาง เสื้อคอกลมแขนยาว และห่มผ้าสไบเฉียงทับ เกล้าผมมวยสูงทัดดอกไม้และห้อยอุบะ และสวมเล็บยาวทั้ง 8 นิ้ว เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือ การแต่งกายสมัยก่อน ถ้าเป็นฟ้อนธรรมดาของแต่ละหมู่บ้าน การแต่งกายจะเป็น 2 ลักษณะคือ
๑.     ใส่ เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอวรูด  ไม่ห่มผ้า ผ้าซิ่นจะเป็นแบบลายขวาง ต่อเอวดำตีนดำ  (ตีน คือเชิงผ้าของผ้าซิ่น )
๒.     ใส่ เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอวปล่อย ห่มผ้า ใส่สร้อย ผ้าซิ่นให้ใช้ผ้าตีนจก หรือผ้าทอ (การแต่งกายในข้อนี้ จะใช้แต่งในงานใหญ่และในคุ้มเจ้านาย)การแต่งกายจะเหมือน กันทั้งหมดหรือเหมือนกันเฉพาะคู่ก็ได้
30/5/53 โพสต์โดย katek
2 จาก 7
วงดนตรี

วง ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน เรียกว่าวง  “ ตึ่งโนง “  ประกอบด้วย
๑.     กลอง หลวงต่อมาใช้กลองแอว
๒.     ปี่แน   2    เลา  คือ แนน้อยและแนหลวง
๓.     ฉาบ ใหญ่
๔.     ตะโลด โป๊ด
๕.     ฆ้อง ใหญ่
เวลาดนตรีบรรเลงเสี่ยปี่ดังไพเราะเยือกเย็นมาก ท่วงทำนองเชื่องช้าเสียงกลองจะดีดังขัดเสียงปี่ ดัง  ตะ ตึ่ง นง ตึ่ง ตัก ถ่ง  อย่าง นี้เรื่อยไป ส่วนช่างฟ้อนก็จะฟ้อนอย่างช้า ๆ ไปตามลีลาของเพลง

              การฟ้อนมี 7 จังหวะ และแบ่งท่ารำออกเป็น  4 ชุด คือ
                               ชุดที่ 1  ประกอบด้วยท่า
-          ท่าจีบ หลัง (ยูงฟ้อนหาง) บังสุริยา – วันทาบัวบาน-กังหัน ร่อน
                                ชุดที่ 2  ประกอบด้วยท่า
-          ท่าจีบ หลัง- ตระเวนเวหา-ชักระบี่สี่ท่า –พระรถโดยสาร  - ผาลาเพียงไหล่  - บัวชูฝัก – กังหันร่อน
                       ชุดที่ 3 ประกอบด้วยท่า
-          ท่าจีบ หลัง – พายเรือ – บัวชูฝักแปลง  - พิสมัยเรียงหมอน – กังหันร่อน
                       ชุดที่ 4  ประกอบด้วยท่า
-          ท่าจีบ หลัง – พรหมสี่หน้า – พิสมัยเรียงหมอนแปลง – ตากปีก – จีบ หลังวันทา
                การฟ้อนในแต่ละชุดหมายความว่า เริ่มตั้งแต่ท่ารำชุดที่ 1  พอจบก็ต่อท่ารำชุดที่ 2 และฟ้อนไปจนจบชุดที่ 5 แต่บางครั้งก็อาจจะฟ้อนไม่ครบท่าทั้ง 5 ชุดก็ได้  โดยอาจฟ้อนตั้งแต่ท่าชุดที่ 1 – 3  หรือ 1 – 4 ก็ได้  เพื่อให้เหมาะสมกับเวลา หรือสลับท่าอย่างไร ก็แล้วแต่ครูผู้ฝึกหรือช่างฟ้อนจะพิจารณาเอาเอง

                 เพลงร้อง  อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ถ้ามีบทร้องก็จะให้บทนี้
                    ตี้ปาโม่ปา ฮ้าซั่งโชยา โอมองโละ
                    เลเปี้ยง มะลันโซ มโหรา
                    ก้มแจ้  ปีปา  ตระแน
                    ป๊านปาน  โต้เว  เห..
                    เต๊ เต โล่ทา อ่าเต เตโล่ทา
                    คิดแต่โซว โลวลั่นเปียว
                    เอโส เอ ตั่ง โม่ลา
                    ตั๋วจะต้องมีความฮู้เอาไว้                             พี่มานพจะมาเป็นคู่ ถ้าไม่มีความรู้น้องก็ไม่เอา
                     หน้าดำกะหลวก  ถ้าใจ่ก๋านบ่ได้                  มาเป็นสามี สมัยปัจจุบันนี้น้องบัวตองกลัว
                     แล้วไผจะเอาอ้ายมานอนโตย                      ไม่มีความรู้ติดตัวแต่งงานกันไม่ได้ พ่อแม่ของ
                     น้อยมานพจะมาเป๋นกู่                                   น้องจึงไม่พอใจ กลัวว่าจะเอกันไปใช้เปล่า ๆ
                     ถ้าบ่หมีความฮู้ข้าเจ้าตึงบ่เอาเป็นผัว              กลัวจะอายไปถึงพี่น้อง
                     สมัยนี้อี่บัวตองตึงกั๋ว                                       บ่มีความฮู้ติดตั๋วเอากั๋นตึงบ่ได้
                     ป่อแม่ข้าเจ้าตึงบ่อเปิงใจ๋                                 กั๋วเอาของไปซุบบาตาย  กั๋วอับ กั๋วอายไปแผวผี๋
                     แผวน้อง                                                             จิ่มแหล่        


ที่มา
กองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าจังหวัด ลำปาง (แม่เมาะ)
www.maemoh.org
30/5/53 โพสต์โดย katek
3 จาก 7
ฟ้อนเล็บ แต่เดิมเรียก "ฟ้อนเล็บ" ด้วยเห็นว่าเป็นการฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของ "คนเมือง" ซึ่งหมายถึงคนในถิ่นล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน และเนื่องจากการเป็นการแสดงที่มักปรากฏ ในขบวนแห่ครัวทานของวัดจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ฟ้อนแห่ครัวทาน" ต่อมามีการสวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง 8 นิ้ว (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) จึงได้ชื่อว่า "ฟ้อนเล็บ"



ท่าฟ้อน
การฟ้อนชนิดนี้มีมาแต่ดั้งเดิม คณะศรัทธาของแต่ละวัดมักมีครูฝึกสืบทอดต่อกันมา เมื่อถึงฤดูกาลที่จะมีงานปอยหลวง ซึ่งเป็นงานฉลองศาสนสถาน มักมีการฝึกซ้อม เด็กสาวในหมู่บ้านเพื่อแสดงในงานดังกล่าวเสมอ โดยที่รูปแบบกระบวนและลีลาท่าฟ้อนไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ละครูหรือแต่ละวัดอาจแตกต่างกันไป ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้มีการปรับปรุงและประดิษฐ์ท่าฟ้อนให้ดูอ่อนช้อยงดงามยิ่งขึ้น และบุคคล ผู้หนึ่งซึ่งเคยได้รับการถ่ายทอดจากคุ้มเจ้าหลวงได้แก่ ครูสัมพันธ์ โชตนา

ในโอกาสที่ครูสัมพันธ์ได้เข้าไปถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนชนิดนี้แก่วิทยาลัย นาฏศิลปเชียงใหม่ ท่านได้กำหนดท่าฟ้อนไว้ 17 ท่าดังนี้
1. จีบส่งหลัง                      2. กลางอัมพร                         3. บิดบัวบาน
4. จีบสูงส่งหลัง                   5. บัวชูฝัก                              6. สะบัดจีบ
7. กราย                            8. ผาลาเพียงไหล่                    9. สอดสร้อย
10. ยอดตอง                      11. กินนรรำ                         12. พรหมสี่หน้า
13. กระต่ายต้องแร้ว            14. หย่อนมือ                        15. จีบคู่งอแขน
16. ตากปีก                        17. วันทาบัวบาน
ท่ารำต่าง ๆ ดังกล่าว อาจมีการเพิ่มท่า ตัดตอน หรือลำดับท่าก่อนหลังตามที่ครูจะกำหนด



เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายแต่เดิมจะนุ่งผ้าซิ่น สวมเสื้อแขนยาวทรงกระบอกคอกลม หรือคอจีนผ่าอก เกล้าผมมวยโดยขมวดมวยด้านท้ายทอย ทัดดอกไม้ประเภทดอกเอื้อง จำปา กระดังงา หางหงส์ หรือลีลาวดี สวมเล็บทั้งแปดนิ้ว ต่อมามีการ ดัดแปลงให้สวยงามโดยประดับลูกไม้ หรือระบายที่คอเสื้อ ห่มสไบเฉียงจากบ่าซ้ายไปเอวขวาทับด้วยสังวาล ติดเข็มกลัด  สวมกำไลข้อมือ กำไลเท้า เกล้าผมแบบญี่ปุ่น ทัดดอกไม้หรืออาจเพิ่มอุบะห้อยเพื่อความสวยงาม



เพลงที่ใช้บรรเลง

สำหรับเพลงที่ใช้บรรเลง ก็แล้วแต่ผู้เป่าแนจะกำหนดอาจใช้เพลงแหย่ง เพลงเชียงแสน เพลงหริภุญชัยหรือลาวเสี่ยงเทียน แต่ส่วนใหญ่จะใช้เพลงแหย่งเพราะช่างฟ้อนคุ้นกับเพลงนี้มากกว่าเพลงอื่น



โอกาสที่แสดง
เดิมจะฟ้อนในงานฉลองสมโภช เพื่อนำขบวนทานหรือเป็นมหรสพในงาน ปัจจุบันมีการแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม จึงมีปรากฏให้เห็นตามโรงแรม ห้องอาหารโดยทั่วไป

อนึ่งการฟ้อนในลักษณะเดียวกันนี้ ถ้าถอดเล็บออกและขณะที่ฟ้อนก็ถือเทียนไปด้วย เรียกว่า "ฟ้อนเทียน" การฟ้อนโดยลักษณาการนี้มีความเป็นมาว่าในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีการแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินฯ เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2469 ในงานถวายพระกระยาหารค่ำ ณ พลับพลาที่ประทับ งานนี้พระราชชายาฯ ทรงให้ช่างฟ้อนเล็บถอดเล็บทองเหลืองออก แล้วให้ถือเทียนทั้งสองมือ เวลาออกไปฟ้อนก็จุดเทียนให้สว่าง การฟ้อนครั้งนั้นสวยงามเป็นที่ประทับใจ จึงเป็นต้นเหตุว่า หากมีการฟ้อนชนิดนี้ถ้าเป็นเวลากลางวันให้สวมเล็บแต่ถ้าเป็นกลางคืนให้ถือ เทียน และการที่ฟ้อนเทียนนี่เองเป็นเหตุให้ใช้เพลง "ลาวเสี่ยงเทียน" ประกอบการฟ้อน



ความเป็นเอกลักษณ์

หากจะถามถึงความเป็นเอกลักษณ์ของฟ้อนเล็บแล้ว ถ้าจะตอบว่าคือท่าฟ้อน และการแต่งกายยังตอบไม่ได้ เต็มคำเพราะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ค่อนข้างมาก หรือตอบว่าอยู่ที่เล็บก็ยังไม่ใช่เพราะการรำมโนราห์ ของภาคใต้ก็สวมเล็บ การฟ้อนผู้ไทของ จังหวัดสกลนครก็สวมเล็บเช่นกัน แม้จะมีพู่ไหมพรมสีแดงตรงปลายเล็บก็ตาม และคำตอบที่น่าจะใกล้เคียงได้แก่ เครื่องดนตรีและเพลงประกอบการฟ้อน และที่น่าจะถูกต้องมากที่สุด เห็นจะได้แก่ ภาพรวมทั้งหมด เพราะใครพบเห็นฟ้อนชนิดนี้ที่ไหน ก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นฟ้อนเล็บ ซึ่งเป็นการแสดงที่อ่อนช้อยงดงาม ตามแบบฉบับของคนเมืองชาวล้านนาโดยแท้
26/10/54 โพสต์โดย 6_6
4 จาก 7
สรุปการฟ้อนเล็บ
9/12/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
5 จาก 7
ประวัติการฟ้อนเทียน
22/1/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
6 จาก 7
ลักษณะท่าทางของการแสดงฟ้อนเล็บ
4/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
7 จาก 7
ฟ้อนเล็บอยู่ในพากใด
4/3/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ประวัติความเป็นมาของเรือมก็วลจองได
meทำยังไงเล็บถึงจะยาวเร็ว
ผู้ชายแท้ แท้ มีความสามารถในการทาเล็บมั้ย?
ทำไมต้องมีเล็บมือ
จังหวะนาฏศิลป์ไทยมีอะไรบ้าง
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู