หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
กรดกับด่างต่างกันอย่างไร
กรดคืออะไ ด่างคืออะไร เทียบเคียงสิ่งที่เกิดธรรมชาติ วิธีใช้ วิธีลด เพิ่ม ทำลาย
ทั้งสองชนิดมีประโยชน์และโทษอย่างไร
วิทยาศาสตร์ 7/9/51 โพสต์โดย monkiesyah
คำตอบ
1 จาก 12
เอานิยมทั่วไปก่อนนะครับ

กรดคือสารที่ให้โปรตอนหรือ Hydrogen ion (H+) ส่วนด่าง คือสารที่รับ Proton ดังนั้นจากปฏิกิริยา
โดยทั่วไปคือ


การเคลื่อนตัวจาก HA ไป B- เราจึงเรียก HA ว่าเป็นกรด เพราะมันให้ H+ ส่วน B- เป็นด่าง แต่เนื่องจากปฏิกิริยาเคมี เป็นปฏิกิริยาย้อนกลับซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อได้กรดใหม่ (HB) และด่างใหม่ (A-) เกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้นจึงเรียก HA (ตัวให้ H+) และ A- (ด่างเมื่อ H+ ถูกให้ไป) ว่าเป็นคู่กรด-ด่าง (Acid-conjugate base pair) ส่วน HB กับ B- ก็เป็นคู่กรด-ด่าง
อีกคู่หนึ่ง

อย่างไรก็ตามน้ำสามารถเป็นได้ทั้งกรดและด่างดังตัวอย่างปฏิกิริยาต่อไปนี้




จากสมการที่1 น้ำเป็นด่างเพราะรับ H+ จาก HCl แต่ในปฏิกิริยาของ CO32- กับ H2O ในสมการที่ 2 น้ำจะเป็นกรดเพราะเป็นตัวให้ H+ สารเคมีที่สามารถเป็นได้ทั้งกรดและด่างเช่นนี้ (เช่น HCO3- และ H2O) เรียกว่า Ampholytes จากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้น้ำแตกตัวอัตโนมัติ นั่นคือ



ค่าคงที่ของสมดุลปฏิกิริยาคือ



แต่เนื่องจาก [H2O] = 1 ในสารละลายเจือจาง เราเขียนสมการโดยไม่คำนึงถึงผลของความแรงอิออนจะได้ว่า



เรายังเขียนสมการการแตกตัวอัตโนมัติของน้ำอีกแบบหนึ่งคือ



โดยที่เราเรียกH3O+ ว่าhydrated proton หรือ Hydronium ion ซึ่งมีค่าคงที่สมดุลคือ



เมื่อ [H2O] = 1 และไม่คิดความแรงอิออน จะได้ว่า



ที่อุณหภูมิ 25° ซ. น้ำจะมีค่า Kw = 1x10-14

ปฏิกิริยากรด-ด่าง (Acid-base Reaction)

ปฏิกิริยากรด-ด่าง มีความสำคัญอย่างยิ่งในงานวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมทางน้ำ โดยปรกติสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจำดำรงชีพโดยอาศัยน้ำที่มีสภาพเป็นกลาง (pH ประมาณ 7) และถ้าสภาพของน้ำดังกล่าวแปรเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นกรดหรือด่าง สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่ได้ขึ้นอยู่กับความแรงของสภาพกรด/ด่างและความทนทานของส่งมีชีวิตแต่ละชนิด ในขณะเดียวกันสภาพกรด/ด่าง ของน้ำก็มีผลต่อการละลายของโลหะต่างๆในน้ำอีกด้วย ปฏิกิริยากรด-ด่าง จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปใช้ในการคำนวณเรื่องปฏิกิริยาก่อตะกอนและปฏิกิริยา Oxidation-reduction
7/9/51 โพสต์โดย hero
2 จาก 12
เปรียบเทียบสิ่งที่เกิดในธรรมชาติ ในที่นี้ของเปรียบเทียบกับอาหาร เพราะเจอกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวันนะครับ
การแบ่งกลุ่มอาหารตามความเป็นกรด - ด่าง

         ค่าความเป็นกรด - ด่างของอาหารที่จะ บรรจุในภาชนะ มีความสำคัญต่อการแปรรูปอาหารด้วยความร้อนสูง ทั้งนี้ เพราะค่าความเป็น กรด - ด่างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอุณหภูมิในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ในกรรมวิธีผลิตอาหาร กระป๋อง ความเป็นกรด - ด่าง ในอาหารวัดได้  โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า พี เอช มิเตอร์ (pH me- ter) ซึ่งมีช่วงตั้งแต่ ๐ - ๑๔ คือ ถ้าความเป็นกรด ในอาหารสูงมาก ค่า พี เอช = ๐ แต่ถ้าความเป็น ด่างในอาหารสูงมาก ค่า พี เอช = ๑๔ หรือ ถ้า อาหารเป็นกลาง ไม่เป็นกรดหรือเป็นด่าง ค่า พี เอช = ๗ นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารได้แบ่งกลุ่มอาหารที่บรรจุในภาชนะที่ ปิดสนิทเป็นกลุ่มใหญ่  ๆ ๒ กลุ่มคือ
          ๑. กลุ่มอาหารที่เป็นกรด (acid foods) คือ อาหารที่มีค่า พี เอช ต่ำกว่า ๔.๕ ส่วนมากเป็นพวกผลไม้ เช่น สับปะรด ส้ม หรือผักที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ กระเจี๊ยบแดง เป็นต้น อุณหภูมิที่ใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ คือ ๑๐๐ °ซ.ทั้งนี้เพราะจุลินทรีย์ที่เจริญและขยายพันธุ์ได้ในอาหารที่เป็นกรด เป็นชนิดที่ไม่ทนความร้อน
          ๒. กลุ่มอาหารที่เป็นกรดต่ำ (low acid foods) คือ อาหารที่มีค่า พี เอช ๔.๕ หรือสูงกว่า ส่วนมากจะเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์  และผักต่าง  ๆ  เช่น เนื้อ หมู ปลา ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น อุณหภูมิที่ใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ คือ ๑๑๖ °ซ. หรือ ๑๒๑ °ซ. ทั้งนี้แล้วแต่ส่วนประกอบและคุณลักษณะของอาหารที่บรรจุในกระป๋อง
7/9/51 โพสต์โดย hero
3 จาก 12
วิธีเก็บ
ตอบเป็นหลักการทั่วไปว่า กรดและด่างไม่ควรเก็บไว้ด้วยกัน การเก็บแยก ต้องกันการหกรั่วที่ทั้งสองจะไหลมาปนกันได้ เช่น มีอะไรกั้น มีถาดรองรับ ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ให้มันมาหกปนกันได้ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาที่เกิดเมื่อมันผสมกัน แล้วแต่ความเข้มข้นและปริมาณ
7/9/51 โพสต์โดย hero
4 จาก 12
วิธีใช้ผมจะเน้นเรื่องการปรับน้ำที่เป็นกลางให้เป็นกรดอ่อน ๆ นะครับ (pH = 7 ให้เป็น pH = 5) เพราะฉะนั้นผมจะเน้นเรื่องของกรด

กรด (Acid) สามารถแบ่งได้หลายประเภทตามแหล่งกำเนิด ดังนี้ครับ (เรามักเรียกชื่อกรดแบบทับศัพท์โดยส่วนใหญ่ลงท้ายเสียง –ic หรือ อิก เช่นไฮโดรคลอริก ฟอร์มิก บอริก บางตัวอาจจะลงท้ายด้วย – ous หรือ อัส เช่นไนตรัส ซัลฟูรัส เป็นต้น)

1. กรดอินทรีย์ (Organic Acid) เป็นกรดที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต ก็คือจากพืชและสัตว์ กรดพวกนี้ มีส่วนที่แสดงความเป็นกรดหรือเป็นตัวปล่อย ไฮดดรเจนอิออน ก็คือส่วน ที่เรียกว่ากลุ่ม คาบอกซี่ลิก (Carooxylic Group, -COOH คือมีC คาร์บอน 1 ตัว, O ออกซิเจน 2 ตัวและ H ไฮโดรเจน 1 ตัว) เช่น กรดฟอร์มิกหรือที่เรียกว่ากรดมด , กรดอะมิโน ที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีน, กรดน้ำส้มหรือกรดอะซิติก รวมทั้งกรดไขมันต่างๆด้วยครับ

2. กรดแร่ หรือกรดอะนินทรีย์ (Inorganic Acid) เป็นกรดที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิต มีสองกลุ่มย่อยๆ

2.1 กลุ่มัไฮโดรแอซิด (Hydro Acid) เป้นกรดที่มีไฮดรเจนอิออน H+ กับธาตุอื่นๆ อีก 1 ตัว เช่น กรดไฮโดรคลอริก (HCl สัญลักษณ์แบบนี้ก็ประกอบด้วย H คือ ไฮโดรเจนรวตัวกับ Cl ย่อมาจาก คลอรีน ครับ)

2.2 กรดออกซี่ (Oxy Acid) เป็นกรดที่ประกอบด้วยธาตุ 3 ตัวเป็น ส่วนใหญ่ คือมี H ไอโดรเจน และ O ออกซิเจนและธาตุอื่น อีก1 ตัว เช่น กรดซัลฟูริก (H2SO4 คือมี H ไฮโดรเจน 2 ตัว, S ซัลเฟอร์ 1 ตัว และ Oออกซิเจน 4 ตัว), กรดไนตริก (HNO3 คือมี H ไฮโดรเจน 1 ตัว, N ไนโตรเจน 1 ตัว และ O ออกซิเจน 3 ตัว))
7/9/51 โพสต์โดย hero
5 จาก 12
กรดเป็นสารบริสุทธิ์ประเภทสารประกอบที่มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ
  เมื่อนำไปละลายน้ำจะแตกตัวให้ไฮโดรเจนอิออน (H+) ออกมามีสมบัติทางเคมี
  ตรงกันข้ามกับเบสและทำปฏิกิริยากับเบสได้เกลือกับน้ำ ซึ่งเป็นการสะเทิน
  หรือทำให้สมบัติของกรดและเบสหมดไปกลายเป็นเกลือซึ่งมีสมบัติต่างไปจากเดิม
  ถ้าจำแนกประเภทของกรดตามแหล่งกำเนิดเราสามารถจำแนกกรดได้ 2 ประเภทคือ    กรดอินทรีย์และกรดอนินทรีย์หรือกรดแร่    กรดแร่ส่วนใหญ่รับประทานไม่ได้เพราะมีสมบัติกัดกร่อนรุนแรงถูกผิวหนังจะเกิดการระคายเนื้อเหงือ
                                               
        เบสเป็นสารที่ละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออนออกมาเมื่อทำปฏิกิริยากับกรด
  ได้เกลือกับน้ำหรือได้เกลืออย่างเดียว เบสเป็นสารที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย    แต่ถ้านำไปใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
3/10/52 โพสต์โดย disco 2
6 จาก 12
ด่างกับเบสก็อันเดียวกันนั่นเเหละ
3/10/52 โพสต์โดย disco 2
7 จาก 12
และการที่สีรถมีรอยด่างเกิดจากสาเหตุใดได้บ้างค่ะ ?
23/12/52 โพสต์โดย A.C.C.AUTO CAR
8 จาก 12
ดีค่ะลืมเกือบหมดแล้ว ได้ทบทวนค่ะ ขอบคุณค่ะ
20/3/53 โพสต์โดย Annie M
9 จาก 12
กรดเป็นปมจาร 555
18/11/53 โพสต์โดย เด็กมะรุ
10 จาก 12
นอกจากโซเดียมไฮดรอกไซด์แล้ว ยังมีสารจากธรรมชาติประเภทไหนที่ทำหน้าที่เป็นด่างได้ คือเห็นหลายคนใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ มาทำสบู่กัน เลยอยากจะลองหาอะไรจากธรรมชาติมาเป็นใช้แทน นอกจากถ่านไม้กับโซดาไฟ
25/2/54 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
11 จาก 12
ครงที่เขียนไม่เหมือนกัน
27/3/54 โพสต์โดย คะแนนใจ
12 จาก 12
เปรียบเทียบสิ่งที่เกิดในธรรมชาติ ในที่นี้ของเปรียบเทียบกับอาหาร เพราะเจอกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวันนะครับ
การแบ่งกลุ่มอาหารตามความเป็นกรด - ด่าง

         ค่าความเป็นกรด - ด่างของอาหารที่จะ บรรจุในภาชนะ มีความสำคัญต่อการแปรรูปอาหารด้วยความร้อนสูง ทั้งนี้ เพราะค่าความเป็น กรด - ด่างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอุณหภูมิในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ในกรรมวิธีผลิตอาหาร กระป๋อง ความเป็นกรด - ด่าง ในอาหารวัดได้  โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า พี เอช มิเตอร์ (pH me- ter) ซึ่งมีช่วงตั้งแต่ ๐ - ๑๔ คือ ถ้าความเป็นกรด ในอาหารสูงมาก ค่า พี เอช = ๐ แต่ถ้าความเป็น ด่างในอาหารสูงมาก ค่า พี เอช = ๑๔ หรือ ถ้า อาหารเป็นกลาง ไม่เป็นกรดหรือเป็นด่าง ค่า พี เอช = ๗ นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารได้แบ่งกลุ่มอาหารที่บรรจุในภาชนะที่ ปิดสนิทเป็นกลุ่มใหญ่  ๆ ๒ กลุ่มคือ
          ๑. กลุ่มอาหารที่เป็นกรด (acid foods) คือ อาหารที่มีค่า พี เอช ต่ำกว่า ๔.๕ ส่วนมากเป็นพวกผลไม้ เช่น สับปะรด ส้ม หรือผักที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ กระเจี๊ยบแดง เป็นต้น อุณหภูมิที่ใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ คือ ๑๐๐ °ซ.ทั้งนี้เพราะจุลินทรีย์ที่เจริญและขยายพันธุ์ได้ในอาหารที่เป็นกรด เป็นชนิดที่ไม่ทนความร้อน
          ๒. กลุ่มอาหารที่เป็นกรดต่ำ (low acid foods) คือ อาหารที่มีค่า พี เอช ๔.๕ หรือสูงกว่า ส่วนมากจะเป็นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์  และผักต่าง  ๆ  เช่น เนื้อ หมู ปลา ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น อุณหภูมิที่ใช้ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ คือ ๑๑๖ °ซ. หรือ ๑๒๑ °ซ. ทั้งนี้แล้วแต่ส่วนประกอบและคุณลักษณะของอาหารที่บรรจุในกระป๋อง
19/9/55 โพสต์โดย รัชชานนท์ แสงดอกไม้
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
อยารบรอยด่างดำทั่วตัวมีใครแนะนำได้บ้าง
กรดไหลย้อน จะรู้ได้ไงว่าหายแล้ว
อยากทราบประวัติของต้นข่าด่างค่ะ ใครรู้บ้างค่ะ
น้ำมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร
อยากทราบว่ากลีเซอรอล + ด่างทับทิม เกิดปฺฏิกริยาอย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู