หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
เบรค ABS ทำงานอย่างไร ให้ผลดี ผลต่างอย่างไรกับการไม่ใช้ ABS ในขณะที่เหยียบเบรค?
ยานยนต์ 21/12/52 โพสต์โดย นะชา ลีติ
คำตอบ
1 จาก 1
เก็บมาฝากค่ะ

============================================
".. เทคโนโลยี ABS ที่ควรทราบ

ผลิตรถยนต์ล้วนมีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพระบบเบรกพื้นฐานอยู่เสมอ เพื่อหยุดการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการเพิ่มแรงม้า เช่น ดิสก์เบรกที่ระบายความร้อนได้ดี ผ้าเบรกเนื้อเยี่ยม ฯลฯ

ไม่ว่าจะมีการพัฒนาระบบเบรกพื้นฐานให้เหนือชั้นขึ้นเพียงใด ก็ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ คือ เบรกแล้วเกิดอาการล้อล็อก-หยุดหมุน ในขณะที่ตัวรถยนต์ยังเคลื่อนที่อยู่ เช่น เมื่อมีการเบรกกะทันหันอย่างรวดเร็วรุนแรง หรือการเบรกบนเส้นทางลื่น เมื่อล้อล็อกก็จะส่งผลให้พวงมาลัยไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ตามปกติ หรือรถยนต์ปัดเป๋-หมุนคว้างได้



แม้ผู้ขับมือดีจะมีแนวทางแก้ไขสถานการณ์ด้วยตัวเอง โดยการตั้งสติกดเบรกหนักพอประมาณแล้วปล่อย ย้ำซ้ำๆ ถี่ๆ ไม่กดแช่เพื่อไม่ให้ล้อล็อก แต่ในการขับจริงทำได้ยาก เพราะอาจขาดการตั้งสติ คิดไม่ทัน หรือย้ำได้แต่ไม่ถี่พอ

- ABS-Antilock Braking System
เป็นระบบที่ถูกพัฒนาเสริมเข้ามา แต่ไม่ใช่เมื่อมีเอบีเอสแล้วไม่ต้องมีระบบเบรกพื้นฐาน จะเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ หน้าดิสก์-หลังดรัม หรือดรัม 4 ล้อ ก็ยังต้องมีอยู่

เอบีเอสทำหน้าที่ลดและเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกสลับกันถี่ๆ เพื่อป้องกันล้อล็อกเมื่อต้องเบรกฉุกเฉินเหนือกว่าการควบคุมของมนุษย์ คือ แม่นยำและมีความถี่มากกว่า มีการจับ-ปล่อยผ้าเบรกสลับกันหลายครั้งต่อวินาที โดยผู้ขับมีหน้าที่กดแป้นเบรกแช่ไว้เท่านั้น

สาเหตุที่ต้องป้องกันล้อล็อก
เพราะต้องการให้พวงมาลัยยังสามารถบังคับทิศทางได้ขณะเบรกกะทันหัน ไม่ใช่เบรกแล้วไถลไปตามแรงส่งของการเคลื่อนที่อย่างไร้การควบคุมทิศทาง และป้องกันไม่ให้รถยนต์ปัดเป๋-หมุนคว้าง

เปรียบเทียบถึงรถยนต์ที่แล่นบนพื้นน้ำแข็งที่ลื่นมาก แล้วมีการกดเบรกอย่างเร็ว-แรง ล้อจะหยุดหมุน-ล็อก ในขณะที่ตัวรถยนต์ยังลื่นไถลต่อตามแรงของการเคลื่อนที่หรือแรงเหวี่ยง โดยพวงมาลัยแทบจะไร้ประโยชน์ เพราะถึงจะหักเลี้ยวไปทางซ้าย แต่ถ้ารถยนต์มีแรงส่งไถลไปทางขวา ก็จะไม่สามารถควบคุมทิศทางให้ไปทางซ้ายตามที่ต้องการได้

ส่วนการเบรกตามปกติที่ไม่กะทันหันหรือเส้นทางไม่ลื่น เอบีเอสก็ไม่ได้ทำงานควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก ยังใช้ประสิทธิภาพของระบบเบรกพื้นฐานเป็นหลัก

สถานการณ์ใดบ้างที่ต้องการเอบีเอส
ในประเทศที่มีหิมะตกหรือพื้นเส้นทางเคลือบไปด้วยน้ำแข็ง เอบีเอสมีโอกาสได้ทำงานบ่อย ส่วนในประเทศแถบร้อนทั่วไป เอบีเอสก็มีโอกาสได้ทำงานพอสมควร เช่น การเบรกบนถนนเรียบแต่เปียกไปด้วยน้ำ ทางโค้ง ฝุ่นทราย รวมถึงถนนเรียบแห้งสะอาด แต่มีการเบรกกะทันหันอย่างรวดเร็วรุนแรง ทว่าไม่ค่อยมีใครมองถึงประโยชน์ของเอบีเอส

ในการเบรก ขณะที่แต่ละล้อสัมผัสผิวเส้นทางที่มีความลื่นต่างกัน เช่น การหลบลงไหล่ทางแค่ 2 ล้อ ซึ่งมี 2 ล้อด้านขวาอยู่บนถนน แต่อีก 2 ล้อด้านซ้ายอยู่บนไหล่ทางผิวกรวดทราย ถ้าเบรกแรงๆ แล้วรถยนต์อาจหมุนคว้างได้ เพราะล้อด้านหนึ่งล็อก แต่อีกด้านยังหมุนอยู่

หากนึกภาพการเบรกเมื่อแต่ละล้อสัมผัสผิวเส้นทางที่ลื่นต่างกันไม่ออก มีตัวอย่างชัดเจนจากการทดสอบรถยนต์ในต่างประเทศ ในสนามทดสอบมีการปูกระเบื้องผิวลื่นมากเป็นแถบยาว แทรกไว้บนด้านหนึ่งของผิวคอนกรีตที่มีความฝืดตามปกติ แล้วมีการฉีดน้ำพรมอยู่ตลอด

เริ่มจากการขับรถยนต์ที่ไม่มีเอบีเอส ให้ 2 ล้อด้านซ้ายแล่นบนกระเบื้องเปียก และอีก 2 ล้อด้านขวาแล่นบนผิวคอนกรีต เมื่อกดเบรกอย่างแรง รถยนต์จะหมุนคว้างในทันที เพราะ 2 ล้อด้านที่อยู่บนกระเบื้องเปียกจะล็อกหยุดหมุนอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อทดสอบด้วยรถยนต์ที่มีเอบีเอส ก็สามารถเบรกได้และตัวรถยนต์ยังตรงเส้นทางอยู่ ส่วนบนเส้นทางวิบาก เช่น ลูกรัง ฝุ่นทราย เอบีเอสก็ช่วยได้ดีเมื่อต้องเบรกแรงๆหรือกะทันหัน

เปรียบเทียบลักษณะการทำงานของเอบีเอสและระยะในการเบรกให้เข้าใจง่ายๆ คือ เหมือนคนใส่รองเท้าพื้นยางเรียบ

ถ้าวิ่งเร็วๆ บนคอนกรีต แล้วมี 2 วิธีในการหยุด คือ 1. เสมือนไม่มีเอบีเอส หยุดซอยเท้าทันที พื้นรองเท้าก็จะครูดไปกับคอนกรีตไม่ไกล แล้วก็หยุดสนิท กับ 2. กระทำเสมือนมีเอบีเอส ค่อยๆ ลดความเร็วในการซอยเท้าก่อนที่จะหยุดสนิท แม้พื้นรองเท้าจะไม่ครูดไปกับคอนกรีต แต่ก็จะไม่ได้ระยะหยุดสั้นกว่าการหยุดแบบหยุดซอยเท้าในทันที

หากคนวิ่งบนลานน้ำแข็งแล้วใช้ 2 วิธีในการหยุดเหมือนเดิม คือ 1. เสมือนไม่มีเอบีเอส หยุดซอยเท้าในทันที พื้นรองเท้าก็จะครูดไปกับผิวน้ำแข็งเป็นระยะทางไกลกว่าจะหยุดสนิท ทั้งยังลื่นไถลปัดเป๋ไร้ทิศทาง กับ 2. กระทำเสมือนมีเอบีเอส ค่อยๆ ลดความเร็วในการซอยเท้าลงก่อนที่จะหยุดสนิท พื้นรองเท้าจะไม่ครูดไปกับผิวน้ำแข็ง ไม่ลื่นไถล และไม่ปัดเป๋ แล้วก็จะได้ระยะหยุดสั้นกว่าการหยุดแบบหยุดซอยเท้าในทันที

ระบบและชิ้นส่วน
เอบีเอสมีพื้นฐานการทำงานจากการทำงานของ 3 หน่วยหลัก (แต่มีเกิน 3 ชิ้นในรถยนต์ 1 คัน) คือ ใช้ หน่วยควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก (หน่วยควบคุมไฮดรอลิก-HYDRAULIC CONTROL UNIT) ทำงานเฉพาะเมื่อมีการเบรกในสถานการณ์ข้างต้น โดยติดตั้งคั่นอยู่ระหว่างท่อน้ำมันเบรกหลังออกมาจากแม่ปั๊มเบรกตัวบน ก่อนส่งเข้าสู่กระบอกเบรกทั้ง 4 ล้อ แทนที่จะปล่อยให้น้ำมันเบรกส่งแรงดันไปเต็มที่เมื่อมีการเบรกอย่างรุนแรง-กะทันหัน โดยจะทั้งลดและเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกสลับกันถี่ๆ ด้วยการควบคุมและสั่งงานจาก หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ELECTRONIC CONTROL UNIT) ซึ่งรับสัญญาณจาก เซ็นเซอร์ (PULSE SENSOR) บริเวณแกนล้อหรือเพลากลาง ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับการหมุนของล้อ

เอบีเอสมีการทำงานบางส่วนตลอดการขับรถยนต์ แต่บางส่วนทำงานแค่บางครั้งคือ มีการส่งสัญญาณจากเซ็นเซอร์ไปยังหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์อยู่ตลอดเวลา เพื่อประมวลผลว่าในตอนนั้นหน่วยควบคุมไฮดรอลิกควรจะมีการทำงานลด-เพิ่มแรงดันของน้ำมันเบรกสลับกันถี่ๆ เพื่อคลายแรงกดของผ้าเบรกลงเพื่อป้องกันล้อล็อกหรือไม่ ถ้าล้อใดจะมีการล็อก หน่วยควบคุมไฮดรอลิกที่รับคำสั่งจากหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จึงจะทำงานลด-เพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก

โดยหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จะมีการตรวจสอบความผิดปกติของทั้งระบบอยู่ตลอดเวลา ด้วยการแสดงไฟสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัด ซึ่งจะสว่างขึ้นหลังการบิดกุญแจก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ในช่วงแรก และดับลงหลังจากสว่างแล้วประมาณ 5 วินาที และจะดับตลอดการขับ

ถ้าขณะขับรถยนต์แล้วมีไฟเอบีเอสสว่างขึ้น แสดงว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดของเอบีเอสบกพร่อง แต่มักยังมีระบบเบรกพื้นฐานใช้งานตามปกติ ให้ใช้งานรถยนต์ด้วยความระมัดระวัง และควรนำรถยนต์เข้ารับการซ่อมแซม โดยการบกพร่องนั้นมีหลายระดับ ไม่ใช่ต้องเสียหรือต้องเปลี่ยนทั้งระบบเสมอไป บางครั้งแค่เซ็นเซอร์บางตัวเสียหรือสกปรก ไฟเตือนเอบีเอสก็สว่างขึ้นได้

แชนเนล เซ็นเซอร์
นอกจากพื้นฐานของเอบีเอสที่ต้องมี 3 หน่วยหลัก คือ หน่วยควบคุมไฮดรอลิก หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และเซ็นเซอร์ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก เช่น ต้องมีวาล์วช่วยกระจายแรงดันน้ำมันเบรก หรือต้องมีวงจรการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกอย่างไร คือ มีกี่ แชนเนล (CHANNEL) และมีกี่ เซ็นเซอร์ ในรถยนต์ 1 คัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีไม่น้อยกว่า 3 แชนเนล 3 เซ็นเซอร์ คือ มี 2 ล้อหน้าทำงานอิสระแยกกัน เป็น 2 แชนเนล 2 เซ็นเซอร์ แล้วค่อยเลือกกำหนดว่าจะรวมแชนเนลกันหรืออิสระในล้อคู่หลังอีก 1 แชนเนล 1 เซ็นเซอร์ หรืออีก 2 แชนเนล 2 เซ็นเซอร์

แชนเนล คือ วงจรของน้ำมันเบรก หมายถึงการมีท่อต่อเชื่อมน้ำมันเบรกไหลเป็นท่อหรือวงจรเดียวกัน ถือเป็น 1 แชนเนล เมื่อลดแรงดันก็จะลดพร้อมกัน ถ้าเพิ่มก็เพิ่มพร้อมกัน เช่น ถ้าเป็นแชนเนลเดียวกัน ก็มีการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกพร้อมกันในล้อซ้าย-ขวา ไม่ว่ากำลังจะเกิดการล็อกในล้อหนึ่งล้อใด ก็จะมีการลดหรือเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกทั้ง 2 ล้อพร้อมกัน ทั้งที่ล้ออีกข้างไม่เสี่ยงต่อการล็อก ระยะเบรกจึงอาจจะยาวขึ้นกว่าการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเฉพาะล้อที่กำลังจะเกิดการล็อก ดังนั้นถ้าแยกแชนเนลกันอย่างอิสระย่อมดีกว่า

เอบีเอสส่วนใหญ่เป็นแบบ 3 หรือ 4 แชนเนล โดยมีการแยกล้อหน้าซ้าย-ขวา เป็น 2 แชนเนล คือ ข้างละ 1 แชนเนลอิสระจากกัน เพราะระบบเบรกล้อหน้าต้องรับภาระมากกว่าจากการถ่ายเทน้ำหนักลงสู่ด้านหน้าเมื่อมีการเบรก จึงควรมีการควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกแยกจากกัน ล้อไหนกำลังจะล็อก ก็ควรควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเฉพาะล้อนั้น ส่วนใหญ่ในล้อคู่หน้าจึงมี 2 แชนเนลแยกอิสระจากกันเป็นพื้นฐาน แล้วค่อยไปเลือกกำหนดจำนวนแชนเนลในล้อคู่หลัง

เมื่อมีการเบรก รถยนต์จะถ่ายน้ำหนักลงด้านหน้า ระบบเบรกในล้อคู่หลังจึงรับภาระน้อยกว่าล้อคู่หน้า การควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกจึงสามารถออกแบบได้ 2 ลักษณะ คือ 2 ล้อหลังรวมเป็นแชนเนลเดียวกัน จะลดหรือเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกพร้อมกัน รวมเป็นรถยนต์ 1 คัน 3 แชนเนล หรืออิสระแยกกันในล้อคู่หลัง รวมเป็นรถยนต์ 1 คัน 4 แชนเนล

โดยรวมแล้วเอบีเอสแบบ 4 แชนเนล มีประสิทธิภาพเหนือกว่าแบบ 3 แชนเนล

เซ็นเซอร์ คือ อุปกรณ์จับสัญญาณตรวจสอบการหมุนที่ติดตั้งบริเวณแกนล้อ โดยติดตั้งด้านหลังของชุดเบรก (หรือเพลากลาง) แล้วส่งสัญญาณต่อเนื่องไปยังหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี 3-4 เซ็นเซอร์ต่อรถยนต์ 1 คัน ส่วนใหญ่แยกอิสระ 2 เซ็นเซอร์สำหรับล้อคู่หน้า แล้วค่อยไปเลือกกำหนดว่าล้อคู่หลังควรมี 1 หรือ 2 เซ็นเซอร์ต่อ 2 ล้อ ถ้ามีเซ็นเซอร์ละล้อ ก็มีลักษณะการติดตั้งคล้ายกับเซ็นเซอร์ของล้อหน้า คืออิสระจากกันและติดตั้งหลังชุดดุมล้อ

แต่ถ้ามีเพียง 1 เซ็นเซอร์ต่อ 2 ล้อหลัง ก็มักจะเป็นในกรณีของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ต้องมีเพลากลาง โดยใช้เซ็นเซอร์จับสัญญาณจากเพลากลาง ไม่ใช่ที่แต่ละล้อ ซึ่งการส่งสัญญาณไปยังหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ย่อมไม่อิสระเท่ากับการมีเซ็นเซอร์ 1 ตัวในแต่ละล้อ เพราะถ้ามีแค่ 1 เซ็นเซอร์ในล้อคู่หลัง ก็จะต้องควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเป็นแบบรวมแชนเนลกันในล้อคู่หลังด้วย เพราะหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์จะไม่สามารถทราบได้เลยว่า ล้อหลังด้านไหนกำลังจะล็อก และควรควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกเฉพาะในล้อด้านไหน

เอบีเอสยังเสริมการทำงานของระบบอื่นได้ด้วย
นอกจากจะป้องกันการล็อกของล้อ ยังมีผู้ผลิตรถยนต์บางรายนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบอื่น เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล-ระบบป้องกันการหมุนฟรีของล้อในการออกตัวบนเส้นทางลื่น หรือบนทางโค้ง โดยใช้ส่วนหนึ่งของเอบีเอสร่วมในการทำงาน

แทร็คชั่นคอนโทรลบางระบบ จะนำสัญญาณจากเซ็นเซอร์ของเอบีเอสแต่ละตัวมาร่วมประมวลผลในหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ของระบบแทร็คชั่นคอนโทรลว่า แม้ไม่มีการเบรก แต่ถ้ามีล้อใดหมุนเร็วกว่าล้ออีกข้างมากผิดปกติ ก็จะสั่งงานไปยังหน่วยควบคุมไฮดรอลิกของเอบีเอสให้กดผ้าเบรกเพื่อลดความเร็วในการหมุนเฉพาะล้อนั้นอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ล้อนั้นหมุนฟรี พร้อมลดรอบการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อป้องกันผ้าเบรกไหม้ และชะลอการหมุนของล้อได้ดี แล้วค่อยคลายการกดของผ้าเบรกเมื่อเข้าสู่สภาพปกติ

เช่น เมื่อเข้าโค้งเลี้ยวซ้ายแล้วล้อด้านขวาหมุนเร็วเกินปกติ เสี่ยงต่อการลื่นไถลหมุนคว้างท้ายปัดไปทางขวา ระบบแทร็คชั่นคอนโทรลก็จะสั่งงานผ่านเอบีเอสให้เฉพาะล้อนั้นมีการเบรก พร้อมกับลดรอบของเครื่องยนต์ เมื่อเข้าสู่สภาพปกติระบบจึงจะตัดการทำงาน

การใช้ต้องเรียนรู้
เมื่อเอบีเอสทำงาน จะมีการลดและเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกสลับกันถี่ๆ หลายครั้งต่อวินาที และอาจเกิดการตอบสนองสะท้อนส่งมาที่แป้นเบรก-เท้าขวา ในลักษณะสั่นและถี่ตามจังหวะของแรงดันน้ำมันเบรก รวมถึงอาจมีเสียงกึงๆ เป็นจังหวะดังขึ้นมาบ้าง จึงไม่ควรตกใจหากต้องเบรกอย่างกะทันหันหรือรุนแรงแล้วเอบีเอสทำงาน

แม้รถยนต์ที่มีเอบีเอสช่วยให้สามารถเบรกอย่างกะทันหันและป้องกันล้อล็อกได้ดี แต่ก็ยังต้องใช้การบังคับพวงมาลัยร่วมด้วยเสมอ ถ้ากดแป้นเบรกอย่างเต็มที่แล้วรถยนต์ยังไม่น่าจะหยุดในระยะปลอดภัยได้ ผู้ขับก็ต้องหาทางหลบหลีกควบคู่กันไปด้วย โดยไม่ต้องคลายแรงกดแป้นเบรกเลย เพราะถ้าคลายแรงกด เอบีเอสอาจจะตัดการทำงานและมีผลให้ล้อล็อก

ผู้ขับมือดีที่คุ้นเคยกับการย้ำเบรกถี่ๆเมื่อต้องเบรกอย่างกะทันหันโดยไม่มีเอบีเอส ถ้าเปลี่ยนมาขับรถยนต์ที่ติดตั้งเอบีเอสควรเปลี่ยนลักษณะการเบรกใหม่ เพราะการย้ำเบรกถี่ๆ เอง เอบีเอสจะตัดการทำงานและไม่สามารถป้องกันล้อล็อกได้

ความก้าวหน้าในการพัฒนาเอบีเอส
มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมักมุ่งไปที่การลดต้นทุนหรือเพิ่มความทนทาน ส่วนในด้านประสิทธิภาพนั้นค่อนข้างลงตัวอยู่แล้ว ไม่มีอะไรมาก แค่พัฒนาให้มีการกด-คลายแรงดันน้ำมันเบรกให้ถี่ที่สุดอย่างแม่นยำและเหมาะสมเท่านั้น

เมื่อมีการลดต้นทุนได้สำเร็จ จนปัจจุบันมีราคาทั้งระบบไม่กี่หมื่นบาทต่อการติดตั้งในรถยนต์ 1 คัน จึงมีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดเจนว่าในอนาคตจะมีการติดตั้งเอบีเอสเป็นมาตรฐานในรถยนต์นั่งและปิกอัพเกือบทุกระดับ เพราะถึงแม้ไม่ได้มีการทำงานควบคุมแรงดันน้ำมันเบรกทุกครั้งที่มีการเบรก แต่การมีเอบีเอสย่อมดีกว่าไม่มี ถ้ามีโอกาสเลือกซื้อรถยนต์รุ่นที่มีเอบีเอสในราคาไม่แพงกว่ากันมาก ก็ไม่ควรพลาด

การดูแล และอายุการใช้งาน
ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ไม่มีเอบีเอส ก็แค่ตรวจดูระดับน้ำมันเบรก การรั่วซึม และเติมให้ได้ระดับ ถ้าไฟเตือนสว่างและดับตามปกติก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก ทุก 1-2 ปี ถ้าไม่มีอาการใดผิดปกติ อาจนำรถยนต์ยกขึ้นแล้วให้ช่างใช้ลมเป่าไล่ฝุ่นออกจากเฟืองและเซ็นเซอร์จับสัญญาณการหมุนของล้อ..."

http://www.rodthai.com/tips/t65.html
21/12/52 โพสต์โดย ตั้ว เสื้อผ้าคนอ้วน
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ABS ทำงานแต่ทำไมรถ ยังลื่นไปอีกครับ
การทำงานของ ระบบเบรค ABS
Ducati Monter 795 ABS
เซ็นเซอร์abs ของมาสด้า ราคาเท่าไร
ฝากไว้สำหรับใครที่จะไปรับรถ เดี๋ยวเป็นแบบนี้
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู