หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติ บุคคล สํา คั ญ ของ ไทยในสาขาอาชีพต่าง ๆ
บุคคลสำคัญสาขาอาชีพต่าง ๆ 13/3/53 โพสต์โดย nuntipongsa
คำตอบ
1 จาก 3
พระเจ้าตาก

พระนเรศวร  

เยอะครับบอกไม่หมดหรอกถ้าไล่แต่อดีตถึงปัจจุบัน

แถมประวัติบางคนยังไม่ตรงด้วยซ้ำ  ( เราจะไปรู้ได้ไงอะ ดูจากธาตุC รึจะรู้ - - )



ปล. อิอิ
13/3/53 โพสต์โดย หยกจ้า
2 จาก 3
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบรมนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชวรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ครองราชย์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411
ระยะครองราชย์ 42 ปี
รัชกาลก่อนหน้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลถัดไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดประจำรัชกาล วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ข้อมูลส่วนพระองค์  พระราชสมภพ 20 กันยายน พ.ศ. 2396
วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู
สวรรคต 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453
รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชมารดา สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
พระมเหสี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระราชโอรส/ธิดา 77 พระองค์

 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

เนื้อหา
1 พระราชประวัติ
2 พระราชลัญจกรประจำพระองค์
3 พระมเหสี พระราชินี เจ้าจอม พระราชโอรส และ พระราชธิดา
4 พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
5 การเสียดินแดน
5.1 การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส
5.2 การเสียดินแดนให้อังกฤษ
6 พระราชนิพนธ์
7 ราชตระกูล
8 อ้างอิง
9 ดูเพิ่ม
10 แหล่งข้อมูลอื่น


พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณีนิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ [1] และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า [2]

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า "พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร" ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา [3] โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า[2]

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว"

ในขณะที่กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ปรากฏพระปรมาภิไธยต่างออกไปเล็กน้อย ดังนี้[4]

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ มหามงกุฎราชวรางกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตร โสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินธร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"

เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราช รวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา [5]

พระราชลัญจกรประจำพระองค์

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 5พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 6.8 ซ.ม. โดยมีตรา พระเกี้ยว หรือ พระจุลมงกุฏ ซึ่งประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า 2 ชั้น มีฉัตรบริวารตั้งขนาบทั้ง 2 ข้าง ถัดออกไปจะมีพานแว่นฟ้า 2 ชั้น ทางด้านซ้ายวางสมุดตำรา และทางด้านขวาวางพระแว่นสุริยกานต์เพชร โดยพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นการเจริญรอยจำลองมาจากพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การสร้างพระลัญจกรประจำพระองค์นั้น จะใช้แนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ "จุฬาลงกรณ์" ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับศีรษะ หรือ จุลมงกุฎ ดังนั้น จึงเลือกใช้ พระเกี้ยว หรือ จุลมงกุฎ มาใช้เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ [6] [7]

พระมเหสี พระราชินี เจ้าจอม พระราชโอรส และ พระราชธิดา
ดูบทความหลักที่ พระมเหสี เจ้าจอม พระราชโอรส และ พระราชธิดา ในรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมเหสี และ เจ้าจอม รวมทั้งหมด 92 พระองค์ โดย 36 พระองค์มีพระราชโอรส-ธิดา อีก 56 พระองค์ไม่มี และพระองค์ทรงมีพระราชโอรส-ธิดา รวมทั้งสิ้น 77 พระองค์

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ
ดูบทความหลักที่ เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลที่ 5
พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติการในศาสนาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ

การเสียดินแดน
ดูบทความหลักที่ การเสียดินแดนของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์

ภาพการรบระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ซึ่งนำไปสู่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก
พระบรมราชนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ[แก้] การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410
ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ
ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก
ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม
ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)
ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด
รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร

และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450
การเสียดินแดนให้อังกฤษ
เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 (นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี
พระราชนิพนธ์
ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง[8]

ไกลบ้าน
เงาะป่า
นิทราชาคริต
อาบูหะซัน
พระราชพิธีสิบสองเดือน
กาพย์เห่เรือ
คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา
ตำรากับข้าวฝรั่ง
พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี
โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์
เครดิต- วิกิพีเดีย  Copy มาจากเว็บ
20/3/53 โพสต์โดย AUCHIHA MADARA
3 จาก 3
สายพุทธศาสนา  
พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกทุก ๆ พระองค์
ตอนที่ 1
ธรรมเหนือโลก

หนึ่งเดียวในจักรวาล มนุษย์อาจค้นได้
แต่สิ่งที่เหนือจักรวาล ใคร…ละจะเป็นผู้ค้นพบ
โลกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล
แต่…สิ่งที่อยู่เหนือโลก และจักรวาล คือ ธรรมชาติ
ซึ่งมีอยู่ เป็นอยู่ คู่กับโลกตลอดอนันตกาล
ธรรม ซึ่งเป็นของคู่กันกับโลกย่อมแยกกันไม่ออก
ดังนั้นโลกได้กำเนิดผู้กำเนิดผู้มีบุญบารมีที่จะค้นพบธรรมชาตินี้
โดยอาศัยหลักในการดำเนินคือทางเดิน
ซึ่งมีองค์ประกอบที่ทุกคนจะก้าวไปให้ถึงหลักธรรมชาตินี้
อันได้แก่ ละชั่ว ทำดีโดยอาศัยหนทางที่จะนำพาไปถึงได้
หลักธรรมชาตินี้ต้องอาศัยจิตเป็นผู้นำทางโดยมี ทาน ศีล ภาวนา
เป็นทางเดินเพื่อจะปูพื้น ขัดเกลา เปลี่ยนแปลงจิตเดิมของสัตว์โลก คือ สัตว์ทุกชนิด รวมทั้งมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง หลักการปฏิบัติเพื่อจะเข้าถึงธรรมชาตินี้คือ ทาน ศีล ภาวนา
ทาน คือ การเสียสละ มีเมตตา ไม่เห็นแก่ตัว ให้รักคนอื่นเสมือนรักตนเอง
ศีล คือ เจตนางดเว้นในการทำชั่วทางกายวาจาใจ
ภาวนา คือ การแสวงหาความสงบทางจิต เพื่อเข้าถึงธรรมชาติ

ตอน 2
ประวัติพระหลวงตามหาบัว

ภาคอีสานเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ขาดแคลน
แต่ภาคอีสานก็มีสิ่งทดแทน คือ หลวงตามหาบัว
ท่านได้ถือกำเนิดในดินแดนแห่งนี้ในสกุลโลหิตดี
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2456 ณ หมู่บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี  
มีพี่น้อง 16 คน ท่านเป็นคนที่สอง ครอบครัวมีอาชีพทำนา                  
ท่านมีนิสัยพูดจริงทำจริง รักษาคำสัตย์เสมอชีวิต เมื่ออายุ 21 ปี          
ท่านได้บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ณ วัดโยธานิมิต จังหวัดอุดรธานี
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2477 โดยได้ฉายาว่า ญาณสัมปัญโน
เมื่อบวชเรียน ท่านได้ซาบซึ้งในพระธรรม  จึงได้ปฏิบัตินั่งสมาธิภาวนาอยู่มิขาด                                         จนสอบได้เปรียญ 3 ประโยค พร้อมนักธรรมชั้นเอก
จากนั้นได้มุ่งออกปฏิบัติธรรมในยุคนั้น พระหลวงปู่มั่น เป็นที่เลืองลือว่าเป็นผู้สอนด้านจิตภาวนา
ท่านจึงได้มอบตัวเป็นศิษย์ พระหลวงตาได้ทำตามคำสอนของหลวงปู่มั่นที่ว่า
"ธรรมมีจริง นิพพานมีจริง โลกไม่เที่ยง นิพพานเที่ยง"
ด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวแม้ว่า…จะลำบากเพียงใด
ท่านก็สูไม่มีถอย เป็นก็เป็น ตายก็ตาย
ในที่สุดความอุตสาหะ พากเพียร ฝึกฝนจิตของท่าน
ก็ตัดสินกันลงได้ระหว่างกิเลสกับธรรม จนหมดสงสัย
จากนั้นท่านจึงได้นำธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ออกเผยแพร่
โดยเน้นสงเคราะห์ทางด้านจิตใจ
ในขณะเดียวกัน ท่านได้ให้ความเมตตาสงเคราะห์โลก
ตั้งแต่พุทธศักราช 2499 เป็นต้นมา

ตอนที่ 3
อวกาศของจิต

กิเลส ดึงดูดใจให้ตกต่ำ แต่ธรรม ดึงดูดจิตเข้าสู่ดินแดนอวกาศของจิต ของธรรม
ไม่มีอะไรเทียบค่ากับธรรมได้ เมื่อธรรมกับใจกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว
ความเมตตาย่อมให้ความร่มเย็นต่อโลก ผู้ปฏิบัติจึงต้องยึดหลักเมตตา เสียสละ ให้อภัยซึ่งกันและกัน
ท่านสอนเราว่า “การเสียสละ ให้ทาน แบ่งปันสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน                        
ถือเป็นน้ำใจอันยิ่งใหญ่ แม้จะตายไปแล้ว น้ำใจอันนั้นก็ไม่หมดไป”

กว่า 47 ปี ที่วัดป่าบ้านตาด ผู้คนได้นำจตุปัจจัยไทยทานมาถวายด้วยความศรัทธา เป็นจำนวนมาก ท่านได้นำไปสงเคราะห์โลกในด้านต่าง ๆ เช่น สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน ซื้อเครื่องมือแพทย์ ช่วยเหลือสถานสงเคราะห์ และสนับสนุนด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ท่านกล่าวว่า              
“เงินวัดนี้ เงินเพื่อโลก เราไม่ได้เก็บสำหรับวัดนี้ ใครจะสร้างอะไรให้      
เราไม่เอา ที่อยู่ พออยู่พอไป แต่ทางจงกรมให้เป็นเหวนั่นละ ธรรมเจริญ”      
ท่านได้ย้ำกับพวกเราว่า  “เวลามีชีวิตอยู่นี้ ท่านจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่าง
อันดีงาม และทำด้วยความเมตตาสงสารต่อสัตว์โลก”

ตอนที่ 4
พระหลวงตามหาบัวสงเคราะห์โลก

สภาพของวัดป่าบ้านตาดตั้งแต่เริ่มตั้งวัด เมื่อปี 2499 แม้เวลาผ่านไปยาวนาน
แต่สภาพยังคงเดิม ไม่มีไฟฟ้า อยู่อย่างสมถะเรียบง่าย ผู้คนจำนวนมากได้นำจตุปัจจัยไทยทานมาถวาย
พระหลวงตา ซึ่งท่านได้นำมาสงเคราะห์โลกทั้งหมด โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ
ท่านได้เทศน์โปรดพระ เณร ญาติโยม ตลอดแจกจ่ายหนังสือเทปธรรมะมาตั้งแต่ปี 2514
โดยไม่มีการซื้อขาย นับว่าเป็นงานที่มีคุณประโยชน์ต่อชาวโลก อันประมาณค่าไม่ได้…
”เราช่วยโลกมาตั้งแต่ปี 2499 รวม 47 ปี  ถ้าว่าเป็นพันล้านขึ้นไป เราพอจะฟังได้บ้าง”                                                      
www.luangta.com (19 มิ.ย. 2545)

พระหลวงตามหาบัวได้ช่วยสงเคราะห์โลกนับตั้งแต่ ปี 2499   ถึง ปัจจุบัน( มิ.ย. 2545)
ท่านได้ให้ความช่วยเหลือทั่วประเทศ ดังนี้
- โรงพยาบาล สถานพยาบาล และสถานีอนามัย ประมาณ 152 ล้านบาท
- โรงเรียน และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ประมาณ 82 ล้านบาท
- วัดต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 500 แห่ง ประมาณ 296 ล้านบาท
- สถานสงเคราะห์เด็ก เด็กพิการ ด้อยโอกาส และผู้ยากไร้
ประมาณ 30 ล้านบาท
- สถานสงเคราะห์สัตว์  และสัตว์พิการต่าง ๆ ประมาณ 20 ล้านบาท
- นอกจากนี้ยังช่วยโรงพยาบาล 6 แห่ง และโรงเรียน 1 แห่ง สำหรับประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 31 ล้านบาท
รวมเป็นเงินมากกว่า 600 ล้านบาท
(หกร้อยล้านบาท)
**แต่ที่หาข้อมูลไม่ได้ ยังมีอีกมากมาย
***พระหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด ท่านช่วยสงเคราะห์โลก
ปี 2499 – 2552 นับเป็นเงินหมื่น ๆ ล้าน www.luangta.com

ตอนที่ 5
พระหลวงตามหาบัวช่วยชาติ

ปลายปีพุทธศักราช 2540 พระชรารูปหนึ่งอายุ 84 ปี                        
ดำรงสมณเพศด้วยข้อวัตรอันเคร่งครัด จำพรรษาอยู่ที่กุฏิหลังน้อยกลางป่าเพียงลำพัง
อาพาธ ถ่ายวันละ 7 – 8 ครั้ง จนต้องสร้างเมรุขึ้นไว้ที่หน้าวัด                          
แต่เหตุใด…พระหลวงตารูปนี้จึงตายไม่ได้                                    
เพราะในปีนั้นเองประชาชนคนไทยต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่ารุนแรง
ค่าเงินบาทตกต่ำ คนตกงาน ประเทศติดหนี้สิน                  
พระหลวงตาจึงตัดสินใจว่า  “หากสามารถกู้ชาติกู้แผ่นดินให้เกลับสู่ความร่มเย็น                            
ให้เป็นที่ประดิษฐ์สถานพระพุทธศาสนาสืบไป…ขอให้ยาที่ฉัน ถูกกับโรค   ที่กำลังกำเริบอยู่”
นับว่าคนไทยโชคดีที่อาการอาพาธของท่านได้ทุเลาลง เมื่อท่านเริ่มแข็งแรงขึ้น ท่านจึงได้ประกาศเป็นผู้นำในการทำโครงการผ้าป่าช่วยชาติ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2541 ขณะที่ท่านอายุได้ 85 ปี            
โดยออกเทศน์โปรดประชาชนชาวไทยทั่วประเทศรับบิณฑบาตทองคำ ดอลล่าร์ เข้าสู่คลังหลวง  
เพราะคลังหลวงคือหัวใจของชาติไทย
พระหลวงตาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะออกรับผ้าป่าชาติช่วย
ท่านได้บอกกับทุกคนว่า “แม้เราประสบอุบัติเหตุ กระดูกแขนแตก พิกลพิการเช่นนี้
เรายังไม่รู้สึกห่วงตัวเอง ยิ่งกว่าชาติไทยของเรา
นี่คือ กิจของสงฆ์ สงฆ์ต้องช่วยชาติ ช่วยโลกดั่งพระพุทธเจ้าท่านว่า
มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง”
“ในการช่วยชาติคราวนี้ เราเห็นประโยชน์ทางด้านจิตใจมากกว่าวัตถุ
ทุกข์ยากลำบากเพียงไหน ใกล้ ไกล เราไปทั้งนั้น
ประหนึ่งว่าเป็นเหมือนขอทาน อาภัพวาสนา เที่ยวขอทานประชาชน
ถ้าพูดแบบโลก ๆ เขาพูดกันว่าอย่างนั้น ถ้าพูดอย่างธรรมแล้ว
นี่คือ อำนาจแห่งความเมตตาธรรม อุ้มชาติบ้านเมืองของเรา”                                    
ทุกสิ่งที่พระหลวงตาได้พาปฏิบัตินั้น ทำให้พวกเราต้องย้อนคิดว่า        
พระชรารูปนี้ ท่านกำลังทำอะไร…?
ท่านทำเพื่อใคร…? ทำไมท่านจึงต้องลำบาก…?  เหนื่อยยากถึงเพียงนี้…
แต่เมื่อได้ฟังธรรม จึงได้รู้ว่าท่านพาทำมหากุศลอันยิ่งใหญ่
เพื่อตอบแทนบูชาคุณแผ่นดินไทย
ให้คงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดไป…
15/9/54 โพสต์โดย ชื่นจิต
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ทําอย่างไรให้ดูว่า เขาคือคนสําคัญสําหรับเรา
วิทยาศาสตร์มีความสําคัญอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์
หลักสูตรมีความสําคัญ จำเป็นต่อกการพัฒนาคุณภาพต่อมนุษย์อย่างไร
ผิวหนังมีความสําคัญต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายอย่างไร
วันสําคัญทางพุทธศาสนามมีความสำคัญอย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู