หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ความเป็นมาของกฎหมาย
กฏหมาย 25/6/53 โพสต์โดย การ์ตูนธรรมะเกี่ยวกับยาเสพติด
คำตอบ
1 จาก 2
ที่มาของกฎหมาย
ที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
 1.กฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นระบบที่สืบทอดมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยถูกต้องตามกระบวนการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น
 2.จารีตประเพณี ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณี มาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น การชกมวยบนเวที ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกติกา ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีความผิด หรือแพทย์ที่ตัดแขนตัดขาคนไข้โดยที่คนไข้ยินยอมก็ไม่มีความผิด เป็นต้น เท่าที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องคดีเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งคงจะเป็นเพราะจารีตประเพณีที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย
 3.หลักกฎหมายทั่วไป ในบางครั้งถึงแม้จะมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายจารีตประเพณี มาใช้พิจารณาตัดสินความแล้วก็ตาม แต่ก็อาจไม่เพียงพอครอบคลุมได้ทุกเรื่อง จึงต้องมีการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งประเทศอื่น ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางกฎหมาย ได้ยอมรับกฎหมายนั้นแล้ว มาปรับใช้ในการพิจารณาตัดสินคดีความด้วย เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้รับโอน โจทย์พิสูจน์ไม่ได้ต้องปล่อยตัวจำเลย คดีอย่างเดียวกันต้องพิพากษาตัดสินเหมือนกัน ฯลฯ เป็นต้น
ที่มาของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
  1.จารีตประเพณีถือว่าเป็นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากกฎหมายระบบนี้เกิดจากการนำเอาจารีตประเพณี ซึ่งคนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานาน มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ
  2.คำพิพากษาของศาลจารีตประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้ว ก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลัก หรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆ ไป คำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
  3.กฎหมายลายลักษณ์อักษร ในสมัยต่อ ๆ มาบ้านเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะรอให้จารีตประเพณีเกิดขึ้นย่อมไม่ทันกาลบางครั้งจึงจำเป็นต้องสร้างกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใช้ด้วย
  4.ความเห็นของนักนิติศาสตร์ ระบบกฎหายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังยอมรับความเห็นของนักนิติศาสตร์มาใช้เป็นหลักในการตัดสินคดีความด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษากฎหมายอยู่เสมอ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด มีเหตุผล ความเห็นของนักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสสียงและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ย่อมมีน้ำหนักพอที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการพิจารณาตัดสินความได้
  5.หลักความยุติธรรมหรือมโนธรรมของผู้พิพากษา ในระยะหลังที่บ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป การใช้จารีตประเพณีและคำพิพากษาก่อน ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความอาจไม่ยุติธรรม จึงเกิดศาลระบบใหม่ขึ้น ซึ่งศาลระบบนี้จะไม่ผูกมัดกับจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาของศาลเดิม แต่จะยึดหลักความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีซึ่งเรียกว่ามโนธรรมของผู้พิพากษา(Squity)ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ประเภทของกฎหมาย
   การแบ่งประเภทของกฎหมาย อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้แบ่งว่าจะใช้อะไรเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งอย่างคร่าว ๆ ก่อนโดยแบ่งกฎหมายออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ กฎหมายภายใน ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยองค์กรที่มีอำนาจภายในรัฐหรือประเทศ และกฎหมายภายนอก ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นจากสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ  
               กฎหมายภายใน และกฎหมายภายนอก ยังอาจแบ่งย่อยได้อีกหลายลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
  กฎหมายภายใน แบ่งได้หลายลักษณะตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
  1.ใช้เนื้อหาของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์การแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
  1.1กฎหมายลายลักษณ์อักษร ได้แก่ ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยองค์กรที่มีอำนาจตามกระบวนการนิติบัญญัติ เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น
  1.2กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารีตประเพณีต่าง ๆ ที่นำมาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องที่มาของกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยก็มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรค 2 ว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก้คดีได้ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”
  2.ใช้สภาพบังคับกฎหมายเป็นหลักในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
  2.1กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา ได้แก่ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีโทษตามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ประมวลกฎหมายอาญาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯลฯ เป็นต้น
  2.2กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่งสภาพบังคับทางแพ่งมิได้มีบัญญัติไว้ชัดเจนเหมือนสภาพบังคับทางอาญาแต่ก็อาจสังเกตได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การบังคับชำระหนี้ การชดใช้ค่าเสียหาย หรืออาจสังเกตได้อย่างง่าย ๆ คือ กฎหมายใดที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญา ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
  3.ใช้บทบาทของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
  3.1กฎหมายสารบัญญัติ ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของความผิดโดยทั่วไปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่ จะเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
 3.2กฎหมายวิธีสบัญญัติ ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการที่จะนำกฎหมายสารบัญญัติไปใช้ว่าเมื่อมีการทำผิดบทบัญญัติกฎหมาย จะฟ้องร้องอย่างไร จะพิจารณาตัดสินอย่างไร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายวิธีสบัญญัติก็คือ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการเอาตัวผู้กระทำผิดไปรับสภาพบังคับนั่นเอง เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความในศาลแขวงกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น
  4.ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
  4.1กฎหมายเอกชน ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยที่รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด เป็นต้น
 4.2กฎหมายมหาชนได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐเป็นผู้ปกครองจงต้องมีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความต่าง ๆ เป็นต้น

  กฎหมายภายนอก กฎหมายภายนอก หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
  1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ได้แก่ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐที่จะปฏิบัติต่อกันเมื่อมีความขัดแย้งหรือเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือได้แก่ สนธิสัญญา หรือเกิดจากข้อตกลงทั่วไป ระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐที่เป็นคู่ประเทศภาคีซึ่งให้สัตยาบันร่วมกันแล้วก็ใช้บังคับได้เช่น สนธิสัญญาไปรษณีย์สากล เป็นต้น
   2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ได้แก่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งข้อพิพาทขึ้นจะมีหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาตัดสินคดีความอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เช่น ประเทศไทยเรามี พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับกับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยกับบุคคลที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
   3.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ได้แก่ สนธิสัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาซึ่งประเทศหนึ่งยินยอมหรือรับรองให้ศาลของอีกประเทศหนึ่งมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีและลงโทษบุคคลประเทศของตนที่ไปกระทำความผิดในประเทศนั้นได้ เช่นคนไทยไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วกระทำความผิด ศาลสหรัฐอเมริกาก็พิจารณาตัดสินลงโทษได้หรือบุคคลประเทศหนึ่งกระทำความผิดแล้วหนีไปอีกประเทศหนึ่ง เป็นการยากลำบากที่จะนำตัวมาลงโทษได้ จึงมีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อให้ประเทศที่ผู้กระทำความผิดหนีเข้าไปจับตัวส่งกลับมาลงโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรม ปัจจุบันนี้ประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม และอิตาลี ฯลฯ เป็นต้น

แหล่งข้อมูลhttp://www.bp-smakom.org/
25/6/53 โพสต์โดย ชอบฟิสิกส์คร้าบ
2 จาก 2
วิวัฒนาการ ของกฎหมายสากล

ในการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อรักษาความสงบเรียบ ร้อยในสังคม กฎเกณฑ์นี้เรียกว่า "กฎหมาย" ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามวิวัฒนาการของแต่ละสังคม การพิจารณาถึงวิวัฒนาการของกฎหมายจึงจำต้องกระทำควบคู่ไปกับการพิจารณาถึง วิวัฒนาการของสังคม

ศาสตราจารย์ปรีดี เกษมทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สร้างทฤษฎีกฎหมายสามชั้น หรือกฎหมายสามยุค (อังกฤษ: Three-layered Law Theory) ขึ้นเพื่ออธิบายวิวัฒนาการของกฎหมาย กฎหมายสามชั้นก็คือชั้นของการกำเนิดขึ้นของกฎหมายตามลำดับ ซึ่งได้แก่


ยุค กฎหมายจารีตประเพณี

1. ยุคกฎหมายจารีตประเพณี หรือยุคกฎหมายชาวบ้าน (อังกฤษ: folk law) : ในบุรพกาลอันมนุษย์เริ่มมาสโมสรกันเป็นสังคมนั้น ได้เกิดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมประพฤติการณ์ของสมาชิกในสังคมนั้นโดยปรากฏตัวอยู่ ในรูป "จารีตประเพณี" (อังกฤษ: customary practice)

จารีตประเพณี คือ ประเพณีที่นิยมและประพฤติกันสืบมา ถ้าฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว[1] บางทีก็เรียกว่า "กฎหมายที่ดีของบรรพบุรุษ" (อังกฤษ: The Good Old Law)[17] มีที่มาจากสามัญสำนึกและความสามารถในการจำแนกดีจำแนกชั่วของมนุษย์ จารีตประเพณีเช่นว่านี้เป็นสิ่งที่ใช้ความรู้สึกหรือเหตุผลธรรมดาสามัญ สัมผัสก็เข้าใจเข้าถึงได้ เช่น บิดามารดามีหน้าอภิบาลบุตร บุตรมีหน้าที่อภิบาลบิดามารดาเมื่อยามท่านแก่เฒ่า การลักขโมยของผู้อื่นเป็นการกระทำที่มิชอบ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปคือ จารีตประเพณีนั้นมีองค์ประกอบอยู่สองประการ ดังนี้ 1) มีการกระทำทางกายภาพ กล่าวคือ มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นระยะยาวนานพอสมควร และ 2) มีองค์ประกอบทางจิตใจ กล่าวคือ สมาชิกในสังคมนั้นเห็นพ้องกันว่าเป็นเสมือนกฎหมาย จำเป็นต้องปฏิบัติตาม[18]
[แก้] ยุค กฎหมายของนักกฎหมาย

2. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย (อังกฤษ: jurist law) : ในยุคต่อ ๆ มา สังคมมีความเจริญขึ้น ขยายใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อนขึ้นตามลำดับ เมื่อผู้ใดมาละเมิดกฎหมายที่ปรากฏตัวอยู่ในรูปจารีตประเพณีดังกล่าวนั้น สมาชิกคนอื่น ๆ ของสังคมย่อมมองว่าเป็นผิดเป็นชั่ว ต้องพิจารณาโทษสำหรับผู้ละเมิดนั้นเพื่อมิให้เกิดการกระทำเช่นนั้นอีก ความรู้สึกร่วมเช่นนี้ค่อย ๆ พัฒนาเป็น "กระบวนการยุติธรรม" ขึ้น

กระบวนการยุติธรรมนั้นประกอบด้วยขั้นตอนสองขั้นตอน คือ 1) กระบวนพิจารณา (อังกฤษ: proceedings) เป็นขั้นพิจารณาและตัดสินชึ้ขาดว่าใครผิดใครถูก และ 2) การบังคับคดี (อังกฤษ: execution) เป็นขั้นดำเนินการตามคำตัดสินชี้ขาดนั้น เช่น การลงโทษคนผิด การชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นต้น เมื่อกระบวนการยุติธรรมนี้เกิดขึ้นเป็นประจำสม่ำเสมอก็กลายเป็นการสถาปนา "อำนาจตุลาการ"

อำนาจตุลาการนั้น เมื่อมีการใช้บ่อยขึ้น ๆ ก็เป็นการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อมาใช้แก่กรณีที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นตามกาลสมัยและอันซึ่งจารีต ประเพณีอย่างเดิมไม่อาจใช้ได้ กฎเกณฑ์ใหม่เช่นว่านี้เป็นการเสริมเติมจารีตประเพณีเดิมให้มีรายละเอียด เหมาะสมแก่กาลเวลาและกรณี เรียกว่า "กฎหมายนักกฎหมาย" ดูตัวอย่างกรณีทั้งสามต่อไปนี้

กรณีที่หนึ่ง - นาย ก ล่าสัตว์ได้ตัวหนึ่ง นาย ข เข้ามาแย่ง หากให้ตัดสินทุกคนก็ย่อมตอบได้ว่า นาย ข เป็นฝ่ายผิด โดยไม่จำเป็นต้องไปร่ำเรียนกฎหมายที่ได้ก็รู้ได้ตัดสินได้เช่นนั้นโดยใช้ สามัญสำนึก การใช้เหตุผลเช่นนี้เรียก "การใช้เหตุผลแบบธรรมดาสามัญ" (อังกฤษ: simple natural reasoning)

กรณีที่สอง - นาย ก พยายามฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งแต่ไม่ตาย สัตว์นั้นกระหืดกระหอบหนีเข้าไปตายหลังบ้านนาย ข นาย ก ตามไปได้ ใครจะมีสิทธิเป็นเจ้าของสัตว์นั้น กรณีเช่นนี้หากใช้เหตุผลที่ลึกล้ำขึ้นอีกระดับหนึ่งแยกแยะรายละเอียดของข้อ เท็จจริง ก็จะพบว่านาย ก ควรได้สัตว์นั้น เพราะเป็นฝ่ายลงทุนลงแรงฆ่าและติดตามไปตัว แต่นาย ข อยู่เฉย ๆ มิได้กระทำอันใด ควรหรือจะได้สัตว์นั้น

กรณีที่สาม - นาย ก ยิงสัตว์ตัวหนึ่งแต่เฉียดไป สัตว์นั้นวิ่งหนีไปได้เข้าไปในหลังบ้านนาย ข นาย ข ยิงสัตว์นั้นตายลง นาย ก ติดตามไปได้พบและว่าสัตว์นั้นควรเป็นของตน กรณีเช่นนี้ใครควรจะได้สัตว์นั้น หากผู้ตัดสินมิได้แยกแยะโดยละเอียดตามข้อเท็จจริงก็อาจตัดสินไปตามกรณีที่ สอง แต่หากวิเคราะห์แล้ว นาย ก มิได้ทำให้สัตว์นั้นสูญเสียความสามารถที่จะหนี สัตว์นั้นจึงมีอิสรภาพอยู่ เมื่อนาย ข ยิงสัตว์ที่มีอิสรภาพคือมิได้เป็นสมบัติของผู้ใดได้ ก็ควรจะได้สัตว์นั้นไป

สามกรณีนี้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นตามข้อเท็จจริง ซึ่งในกรณีหลัง ๆ ไม่อาจใช้เหตุผลธรรมดาสามัญมาจัดการได้นัก จึงจำต้องใช้เหตุผลที่เกิดจากความคิดแยกแยะเปรียบเทียบตามแต่กรณี เรียกว่า "การใช้เหตุผลทางกฎหมาย" (อังกฤษ: juristic reasoning) ซึ่งต่อมาการใช้เหตุผลเช่นนี้ก็ได้มีการเปิดสอนฝึกฝนและกลายมาเป็นวิชานิติศาสตร์
[แก้] ยุค กฎหมายบัญญัติ

3. ยุคกฎหมายบัญญัติ ยุคกฎหมายนิติบัญญัติ หรือยุค กฎหมายเทคนิค (อังกฤษ: technical law) : ยุคถัดมา สังคมมีความเจริญรุดหน้าและเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น การดำรงชีวิตมีความสลับซับซ้อนตามไปด้วย จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างปัจจุบันหรือเฉพาะหน้า หรือเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะบางประการ ซึ่งบางทีจารีตประเพณีหรือกฎหมายอย่างเดิมก็มีข้อจำกัดไม่อาจสนองความต้อง การนั้นได้ และบางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับจารีตประเพณีเอาเสียเลย เช่น เรื่องการตัดไม้ มีกำหนดว่าไม้บางประเภทห้ามตัด ไม้บางประเภทจะตัดหรือเคลื่อนย้ายต้องได้รับอนุญาตก่อน ปัญหามีอยู่ว่าทำไมต้องห้ามเช่นนั้น ในเมื่อโบราณก็ตัดก็ทำกัน และการตัดไม้มิใช่เรื่องผิดศีลธรรมอันใดเลย แต่เป็นความจำเป็นในปัจจุบันที่ต้องควบคุมและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ จึงกำหนดเช่นนั้น เป็นต้น

กฎหมายสมัยใหม่เช่นว่านี้มักมีองค์กรประจำทำหน้าที่กลั่นกรองและประกาศ ใช้ เรียกว่า "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งมีกำเนิดแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18
25/6/53 โพสต์โดย PS_Hope
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
กฎหมายธุรกิจคืออะไร
รบกวนกูรูกฎหมายมาตอบหน่อยค่ะ
เมื่อไหร่นักการเมืองจะออกกฎหมายภาษีมรดกสักที
ทำเว็บดูหนังออนไลน์ผิดกฎหมายไหม
"ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด" จริงหรือไม่ ?
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู