หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
วิธีแก้ท้องเสีย
ยา 28/12/52 โพสต์โดย cdhmhv'glup
คำตอบ
1 จาก 11
แบบธรรมชาติ ทานน้ำชา นะครับ .... โดยส่วนตัวยา อย่ากินเลยครับ  เพราะ ท้องเสียคือการเอาของเสียออก ถ้าพอทนได้ก็บ่อยมันไปเลย
28/12/52 โพสต์โดย pao
2 จาก 11
แนะนำให้ทานอุลตร้าคาร์บอนด์ค่ะ (ร้านขายยามีขายเป็นแผง) เพื่อดูดซับพิษ
ไม่แนะนำให้ทานยาแก้ท้องเสียแบบที่ให้หยุดถ่าย เหมือนกัน และควรจิบน้ำเกลือแร่ หรือถ้าไม่มีก็ละลายเกลือกับน้ำตาลเล็กน้อยก็ได้ค่ะ จะได้ลดอาการเพลียจากการขาดน้ำและเกลือแร่
อีกอย่างนึง ควรหยุดทานอาหารก่อน ให้ลำไส้เค้าได้พักสักหน่อยก่อน ... พอดีขึ้นแล้วก็ค่อยทานอาหารอ่อนๆ นะคะ (แต่ไม่ควรทานนม ไม่ควรทานอาหารรสจัด และอาหารมันๆด้วย)

ยังไงถ้าปวดท้องมากหรือไม่ยอมหยุดถ่ายซักที หรือถ้ามีไข้ด้วย ก็น่าจะไปหาหมอซะหน่อยนะคะ
28/12/52 โพสต์โดย คิตตี้
3 จาก 11
ภาวะท้องเสีย คือ ร่างกาย ได้รับพิษ หรือ สิ่งแปลกปลอม ไม่ควรจะ ทานยา ทานอาหาร สักระยะ และให้ร่างกาย ขับถ่าย ออกมาเอง จน หมด ถ้า เพลีย แนะนำให้ ทานน้ำเกลือแร่ ครับ บางรายทานยา แล้ว ช๊อกนะครับ
เพราะไป ขัดขวางระบบ การทำงานของร่ายกาย
28/12/52 โพสต์โดย ตรีจัง
4 จาก 11
ลักษณะทั่วไป

    ท้องเดิน (ท้องร่วง ท้องเสีย อุจจาระร่วง) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่าย
เหลวมากกว่า วันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว ในทารกที่กินนม
แม่  ปกติอาจถ่ายอุจจาระเหลว ๆ บ่อยครั้งได้ เราไม่ถือว่าเป็นอาการของท้องเดิน แต่ถ้าถ่าย
เป็นน้ำจำนวนมาก และบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็น ก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อย
และมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจ
มีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะในเด็ก
เล็กและคนแก่  นอกจากอาการถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลว หรือถ่ายมีมูกเลือดปนแล้ว อาจมีอาการ
ไข้ ปวดท้อง อาเจียนร่วมด้วยซึ่งสุดแล้วแต่สาเหตุที่เป็น

สาเหตุ

ก. ถ้าเป็นท้องเดินชนิดเฉียบพลัน อาจเกิดจาก

1. การติดเชื้อ ซึ่งพบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่น อาจเกิดจากเชื้อไวรัส (เช่น โรตาไวรัส) บิด ,
ไทฟอยด์ ,อหิวาต์ , มาลาเรีย ,พยาธิบางชนิด (เช่น ไกอาร์เดีย, พยาธิแส้ม้า)
2. สารพิษจากเชื้อโรค โดยการกินพิษของเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอาหาร ซึ่งมักจะพบว่า ในกลุ่ม
คนที่กินอาหารด้วยกัน มีอาการพร้อมกันหลายคน
3.สารเคมี เช่น ตะกั่ว, สารหนู,ไนเทรต, ยาฆ่าแมลง ฯลฯ มักจะทำให้มีอาการอาเจียน ปวด
ท้องรุนแรงและชักร่วมด้วย
4. ยา เช่น ยาถ่าย, ยาลดกรด, ยาปฏิชีวนะ (เตตราไซคลีน, อะม็อกซีซิลลิน, อีริโทรไมซิน),
คอลชิซีน (ยารักษาโรคเกาต์) เป็นต้น
5. พืชพิษ เช่น เห็ดพิษ, กลอย

ข. ถ้าเป็นเรื้อรัง (ถ่ายนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย) อาจเกิดจาก

1. กลุ่มอาการลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า   มักทำให้มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นแรมเดือนแรมปี
โดยที่ร่างกายแข็งแรงดี
2. การติดเชื้อ เช่น บิดอะมีบา , ไกอาร์เดีย, วัณโรคลำไส้, พยาธิแส้ม้า , เอดส์ ฯลฯ
3. โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน , คอพอกเป็นพิษ
4. การขาดเอนไซม์แล็กเทส (lactase) ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแล็กโทส (lactose) ซึ่งมีอยู่ในนมสด
จึงทำให้เกิดอาการท้องเดินหลังดื่มนม
5. ความผิดปกติเกี่ยวกับการดูดซึมของลำไส้ (malabsorption) ทำให้ถ่ายบ่อย อุจจาระมี
ลักษณะเป็นมันลอยน้ำ และมีกลิ่นเหม็นจัด (เนื่องจากไขมันไม่ถูกดูดซึม) และอาจมีอาการ
ของโรคขาดอาหารร่วมด้วย
6. เนื้องอก หรือมะเร็งของลำไส้หรือตับอ่อน
7. ยา เช่น กินยาถ่าย หรือยาลดกรดเป็นประจำก็ทำให้มีอาการท้องเดินเรื้อรังได้
8. อื่น ๆ เช่น หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทำให้การดูดซึมอาหารผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ
ท้องเดินบ่อย หรือภายหลังการฝังแร่รักษามะเร็งปากมดลูก อาจทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ
(colitis) ถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรังได้

การรักษา

         ในที่นี้จะกล่าวถึง หลักการรักษาอาการท้องเดินโดยทั่วไป

1. ควรงดอาหารแข็ง อาหารรสจัด และอาหารที่มีกาก ( เช่น ผัก ผลไม้) ให้กินอาหารอ่อน
หรืออาหารเหลว เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าว น้ำหวานแทน ในทารกให้ดื่มนมแม่ตามปกติ ถ้า
ดื่มนมผงในระยะ 2-4 ชั่วโมงแรก ให้ผสมนมเจือจางลงเท่าตัว แล้วค่อยให้กินนมผสมตาม
ปกติ

2. ให้น้ำเกลือ
    2.1 ผู้ป่วยยังกินได้ ไม่อาเจียนหรืออาเจียนเพียงเล็กน้อย ให้กินสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โดย
ผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ขององค์การเภสัชกรรม   กับน้ำสุกดื่มกินต่างน้ำบ่อย ๆ ครั้งละ 1/2 - 1
ถ้วย (250 มล.) หรือจะใช้น้ำเกลือผสมเองก็ได้ โดยใช้น้ำสุก 1 ขวดแม่โขงกลม (หรือขวดน้ำ
เปล่าใหญ่ คือขนาดประมาณ 750 มล.) ผสมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (25-30 กรัม) และ
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา (1.7 กรัม) หรือจะใช้น้ำอัดลมหรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือ (ใส่เกลือ 1/2 ช้อน
ชาในน้ำอัดลมหรือน้ำข้าว1 ขวดแม่โขง) ก็ได้ ในเด็กเล็ก ในช่วง 4 ชั่วโมงแรก ให้สารละลาย
น้ำตาลเกลือแร่ในปริมาณ 50 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อย) และ
100 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สำหรับภาวะขาดน้ำเห็นได้ชัด)
      2.2 ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนเล็กน้อย แต่ยังพอดื่มน้ำเกลือหรือน้ำข้าวต้มได้ ให้คอยสังเกตว่า
ได้รับน้ำเข้าไปมากกว่าส่วนที่อาเจียนออกหรือไม่ ถ้าอาเจียนออกมามากกว่าส่วนที่ดื่มเข้าไป
ควรให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำแทน

     ผู้ใหญ่ ให้น้ำเกลือชนิด 5% เดกซ์โทรสในนอร์มัลซาไลน์ (5% D/NSS) หรือนอร์มัลชาไลน์
(NSS) 1,000-2,000 มล.ใน 12-24 ชั่วโมง ถ้ามีภาวะขาดน้ำปานกลางหรือรุนแรงในระยะ
1-2 ชั่วโมง ควรให้น้ำเกลือหยดเร็ว ๆ จนกระทั่งชีพจรเต้นช้าลงและแรงขึ้น ความดันกลับคืน
เป็นปกติ จึงค่อยหยดช้าลง
     เด็ก ให้น้ำเกลือขนาด 5% เดกซ์โทรสใน 1/3 นอร์มัลซาไลน์ (5% D/1/3 NSS) ขนาด 100
มล. ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมใน 24 ชั่วโมง ถ้ามีภาวะขาดน้ำรุนแรง ในระยะ 1-2 ชั่วโมงแรก
ให้ขนาด 20 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมใน 1 ชั่วโมง ขณะให้น้ำเกลือ ควรเฝ้าดูอาการอย่าง
ใกล้ชิด และใช้ครื่องฟังตรวจฟังปอดบ่อย ๆ ถ้ามีอาการหน้าบวม หอบตัวเขียว หรือฟังปอดมี
เสียงกรอบแกรบ (crepitation) แสดงว่าให้น้ำเกลือเร็วหรือมากเกินไปควรหยุดน้ำเกลือและ
ฉีดลาซิกส์ 1/2 - 1 หลอด เข้าหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ดีขึ้นให้รีบส่งโรงพยาบาล

3. ยาแก้ท้องเดิน ไม่มีประโยชน์ในการรักษาอาการท้องเดิน และถ้าใช้ผิด ๆ อาจเกิดโทษ
ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากโรคติดเชื้อ ดังนั้นในปัจจุบันจึงไม่
แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเดิน  แต่เน้นที่การให้สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ดังในข้อ 2.1 ให้ได้
เพียงพอ อาการท้องเดินก็จะค่อย ๆ ดีขี้น

4. ยาปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่ไม่ต้องให้ ควรให้เฉพาะรายที่สงสัยเป็นบิด , อหิวาต์  หรือไทฟอยด์  
เท่านั้น

5. ถ้าทราบสาเหตุของท้องเดิน ให้รักษาตามสาเหตุ

6. ควรติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ถ้าถ่ายรุนแรง อาเจียนรุนแรง มีภาวะขาดน้ำมาก
ขึ้น มีภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือช็อก อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยให้น้ำ
เกลือทางหลอดเลือดมาระหว่างทางด้วย อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยดีขึ้น ได้แก่
- ถ่ายและอาเจียนน้อยลง
- ภาวะขาดน้ำลดน้อยลง
- ปัสสาวะออกมากขึ้น
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
- หน้าตาแจ่มใส ลุกนั่ง หรือเดินได้ เด็กเล็กเริ่มวิ่งเล่นได้

7. ในรายที่เป็นเรื้อรัง ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดหรือถ่ายเป็นมูกหรือมูกปน
เลือด หลังเข้านอนกลางคืนต้องตื่นขึ้นถ่ายท้องตอนดึก หรือมีอาการอุจจาระราด (กลั้นไม่อยู่)
ควรแนะนำไปตรวจหาสาเหตุที่โรงพยาบาล ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้อาจให้รักษาตามอาการ

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ ถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่อาจมีอันตรายถึงตายได้ ถ้าให้การรักษาขั้นต้นแล้ว
อาการไม่ดีขึ้น ควรส่งโรงพยาบาล

2. อันตรายที่เกิดจากโรคนี้ คือ การเสียน้ำและเกลือแร่ จึงควรแนะนำให้ประชาชนทั่วไปรู้จัก
ใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ น้ำเกลือ ผสมเอง น้ำอัดลม      หรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือ ดื่มกิน ทันทีที่มี
อาการท้องเดิน จะช่วยป้องกันมิให้อาการรุนแรงได้สิ่งนี้นับเป็น "ยาแก้ท้องเดิน" ที่จำเป็นที่
สุด

3. ในเด็กเล็ก อาการท้องเดินมีความสัมพันธ์กับโรคขาดอาหารอย่างมาก กล่าวคือ ท้องเดิน
บ่อยอาจทำให้ขาดอาหาร และโรคขาดอาหารอาจทำให้ท้องเดินบ่อย จึงควรรักษาทั้ง 2 โรค
นี้อย่างจริงจัง

4. ควรอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึง สาเหตุของโรคท้องเดินในเด็กเล็กว่าไม่ได้เกี่ยวกับการ
ยืดตัวของเด็กดังที่เข้าใจกันทั่วไป แต่เกิดจากการติดเชื้อ ชึ่งสามารถป้องกันได้

การป้องกัน

1. กินอาหารสุกที่ไม่มีแมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาด
2. ล้างมือก่อนเปิบข้าว และหลังถ่ายอุจจาระ
3. ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
4. สำหรับทารก
    - ควรเลี้ยงทารกด้วยนมแม่
    - ถ้าใช้ขวดนมเลี้ยงทารก ควรต้มขวดในน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน
    - ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรค พื้นฐานต่าง ๆ ตามกำหนดเวลาและให้อาหารเสริมแก่ทารก เพื่อ
ให้สุขภาพแข็งแรงและ ไม่เป็นโรคขาดอาหาร

รายละเอียด
      อันตรายจากโรคท้องเดิน คือ การเสียน้ำและเกลือแร่ ดังนั้นควรให้ผู้ป่วยดื่มสารละลายน้ำตาล
เกลือแร่ทันทีตั้งแต่มีอาการ
13/11/53 โพสต์โดย hajak
5 จาก 11
ใช้ฝรั่งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน
วิธีที่ 1 รับประทานสด
- ใช้ส่วนที่เป็นยอดอ่อนๆ 7 ยอด หรือใบเพสลาด 6-8 ใบ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดทีละน้อย ค่อยๆ กลืน แล้วดื่มน้ำตาม ถ้าเคี้ยวทีละมากๆ จะรู้สึกฝาดขม ถ้าเคี้ยวกับเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น
วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะรับประทานทั้งน้ำและเนื้อของใบฝรั่งจนหมด ได้ตัวยาครบถ้วน
- อาจรับประทานผลดิบ ครั้งละ 1-2 ผล โดยเคี้ยวก่อนค่อยกลืนก็ได้
วิธีที่ 2 ต้มดื่ม
- ใช้ใบเพสลาด 5-10 ใบ หรือเปลือกต้นสดๆ 1 ฝ่ามือ ใส่น้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเดือดนาน 5-30 นาที เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ รับประทานครั้งละ ½ - 1 แก้ว วันละ 2 ครั้งรับประทานตามอาการหนักเบา เวลาดื่มเติมเกลือเล็กน้อยทำให้ดื่มง่ายขึ้น

วิธีที่ 3 ชงน้ำร้อนดื่ม
- เอายอดฝรั่ง  7 ยอด หรือใบฝรั่ง 6-10 ใบ ชงกับน้ำเดือด 2 แก้ว ปิดฝาไว้ 15-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ดื่มบ่อย ๆ

วิธีที่ 4 ต้มคั้นเอาน้ำ
- เอาใบฝรั่ง  6-10 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุก 3-5 ช้อนแกง ต้มให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาว เอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยดื่มจนหมด
วิธีที่ 5 บดผงรับประทาน
- ใช้ผลฝรั่งที่เกือบแก่ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½-1ช้อนชา โดยผสมน้ำ วิธีนี้รสชาติดีเด็กดื่มได้ง่าย
11/12/53 โพสต์โดย joe24
6 จาก 11
ดื่มน้ำเกลือแร่โออาร์เอส ที่ชงในน้ำสุกสะอาด
โดยจิบบ่อยๆ จิบทุกครั้งที่ท้องเสียหรืออาเจียน จิบทีละน้อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการอาเจียน
ถ้าหาไม่ได้ ก็น้ำมะพร้าวแทนก็ได้
12/1/54 โพสต์โดย หมอนทอ
7 จาก 11
สารพัดวิธีจริงๆ  ถ่าย 7-8รอบแล้ววันนี้อ่ะ

แต่ตอนนี้หมดแรงหิวด้วย ทำไงดี
2/11/54 โพสต์โดย ไม่ดีพร้อมแต่ไม่เลวแบบเธอละกัน
8 จาก 11
เมื่อก่อนผมกินนมท้องเสีย พออายุ53 กินอาหารอะไรก็ท้องเสีย ถ่ายทั้งวัน(ทุกครึ่ง-1ชม.)แต่อุจจาระไม่เหลวน่ะครับ หาวิธีแก้ไขอยู่นาน ถ้าท้่องเสียไม่ใช้การดื่มนมสดให้กินยาคลู 2 ขวดหลังอาหาร(ถ้าท้องเสียจากดื่มนมห้ามกินยาคลูเด็ดขาด) แต่การกินยาคลูท่านที่ไม่ได้ทำงานและไม่มีเงินเดือนแบบผมคงไม่ไหว ปัจจุบันผมทดสอบจนได้ผลดีคือให้ชงโกโก้ตรานางพยาบาล 2-3 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา กับน้ำร้อนก่อนอาหารเช้า และก่อนนอน ได้ผลดีนมากๆๆประหยัดกว่าดื่มยาคลูมากเลยครับ ยังไงก็ลองกันดูน่ะครับ

อาการท้องเสียของผมที่เนิ่องจากกินอาหารไม่ว่าอาหารถุงหรืออาหารตามสั่ง จากการสังเกตุอาการที่เป็นอยู่เกืิอบ 6 เดือน ผมว่าเกิดจากแพ้มากกว่า ซึ่งสิ่งที่ผมกิน

แล้วไม่เคยแพ้ อย่าง ส้ม(ถ้าเป็นสายน้ำผึ้งกินแล้วท้องไม่เสีย) มะนาว น้ำมันหอย น้ำส้มสายชู ซอสมะเขือเทศ มะเขือเทศลูกเล็ก หลังสุดคือ เครื่องปรุงรสในอาหารสำเร็จรูปและเห็ดหอมจีน ชาเลมอนชนิดผง

ผมทดสอบโดยที่แยกกินทีละตัวเป็นเวลาหลายวันพอกินอาหารที่ไม่ปรุงอะไรอาการท้องเสียก็ไม่เกินขึ้น วิธีแก้ท้องเสียตอนต้นกินผงถ่านอาการหนักกว่าเดิมมาก ก็เลยหันมากินยาตราตกเบ็ดข้างกล่องแนะนำให้กิน

4 เม็ด 3 เวลา ผมต้องกิน 12 เม็ด 3 เวลา (กัดกระเพาะผมแย่เลย)ทดลองกินยาธาตุน้ำขาวตรากระต่าย 2 ช้อนโต๊ะ 3 เวลา แรกๆก็โอ แต่พอเราเริ่มกินอาหารตามปกติ ต้องเพิ่มเป็น 6-9 ซ้อน

โต๊ะ + ยาตกเบ็ต 10 เม็ด วันละ 3 เวลา + น้ำชาตรา 3 ม้า 2 แก้วใหญ่ ไม่หายครับ

สุดท้ายมาจบที่ ยาคลู 2 ขวดหลังอาหารเช้า จนสุดท้ายของสุดท้ายคือ โกโก้ตรานางพญาบาลที่ทำให้ผมใช้เงินน้อยที่สุดผลข้างเคียงน้อยที่สุด

หลังๆมาโกโก้เอาไม่อยู่เหมือนกัน หาหมอๆให้อีโมเดียมมากินก็ดีขึ้นมาก พอหยุดท้องเสียก็กลับมาอีกอีโมเดียมกินติดต่อนานๆก็ไม่ได้ พอดีพี่ชายให้ทำเว็บพอได้เงินมาบ้าง ตอนเช้าผมก็หันมาดื่มยาคู 2 ขวด (ต้องไม่ดื่มนมและเบเกอรี่ทุกชนิดด้วยครับ ไม่งั้นท้องจะเสียหนักกว่าเดิม) หลังจากกินขนมถังแตก 1 ชิ้น(มีแป้งและน้ำตาลามากเป็นอาหารของจุลีนซี) ตามด้วย เอ็ม 150 1 ขวด ผลที่ได้ผมไม่ถ่ายทั้งวันแล้ว อย่างมากแค่ 2 หน ทำให้ผมไปทำธุระได้นอกบ้านได้แล้ว ทดลองไม่ดื่ม เอ็ม 150 การถ่ายอาจ ถึง 4-5 หน ( ปกติไม่ดื่ม 2 อย่างนี้ ครึ่งชั่วโมงถ่ายครั้ง ถ่ายทั้งวันเบื่อมาก) แค่ส่งมาเป็นข้อมูลน่ะครับ
หลังจากการสังเกตุว่าป้ายข้างขวด เอ็ม 150 มีตัวสำคัญที่ใช้ผสมคือ น้ำตาลคลูโคส  และการกินอาหารที่ผสมงาดำบดเป็นผงละเอียดอาการดีขึ้น เลยลองดื่มน้ำเต้าหู้ผมผสมงาดำ 2 เท่าก็ดีขึ้นพอใช้ (น้ำเต้าหู้ที่ซื้อจากตลาดบางเจ้าดื่มแล้วท้องเสีย ทดลองจนมาจบที่ ดีน่างาดำ 2 เท่า) ก็เลยนำทั้ง 3 อย่างผสมกัน คือ
1.น้ำเต้าหู้งาดำ 2 เท่าดีน่าขนาดเล็กชนิดหวาน 1 กล่อง
2.น้ำตาลคลูโคส 1 ช้อนชา
3.งาดำบด 1-3 ช้อนชา
ดื่มตอนเช้าตอนท้องว่างอาการท้องเสียทั้งวันก็ไม่มีอีกแล้ว  ดื่มมา 3 วันแล้ว อาจมีถ่ายอีก 1 ครั้งช่วงบ่าย วันนี้ว่าจะดื่มเพิ่มหลังบ่ายอีกครั้งน่าจะดีขึ้นมาก
18/10/55 โพสต์โดย พิสิษธิ์สิน
9 จาก 11
ให้เอาใบสะแหน่นำมาตำให้ละเอียดนำ้ามตำแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้รับประทานแก้ปวดท้องและท้องเสียได้ชะงักหนักเลย
20/4/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
10 จาก 11
สไปรท์ใส่เกลือ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จาก http://www.unigang.com/Article/11503
15/5/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
11 จาก 11
อ.พญ.มณฑิรา มณีรัตนะพร
      ภาควิชาอายุรศาสตร์
     
      ท้องเสีย คือภาวะที่ผู้ป่วยถ่ายอุจจาระที่เหลวกว่าปกติและถ่ายบ่อยมากกว่าวันละ 3 ครั้ง เป็นปัญหาที่พบบ่อย ที่ไม่ควรมองข้าม
     
      การดูแลตนเองเบื้องต้น ในรายผู้ใหญ่ที่ท้องเสียเฉียบพลัน มักมีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือมีเชื้อโรคเจือปน ทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือในบางราย การรับประทานอาหารที่มีรสจัดก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน
     
      ถ้าอาการท้องเสียมีอาการไม่มาก แนะนำให้ถ่ายอุจจาระออกมาจนหมด หลีกเลี่ยงการรับประทานยาหยุดถ่าย เพราะจะทำให้ของเสียหรือเชื้อโรคจะยังคงสะสมอยู่ในลำไส้ และระหว่างที่มีอาการ แนะนำให้หยุดเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนประกอบ งดอาหารรสจัดและของหมักดอง



      รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มหรือโจ๊ก หากมีอาการถ่ายบ่อยจนร่างกายอ่อนเพลีย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย นอกจากนี้การลดขนาดมื้ออาหารลงในขณะท้องเสีย ก็เป็นการรักษาวิธีหนึ่งซึ่งไม่มีผลเสีย หากร่างกายแข็งแรงดี เพราะจะเป็นการช่วยให้ลำไส้พักและช่วยให้การทำงานกลับเป็นปกติเร็วขึ้น ตรงกันข้ามหากรับประทานเข้าไปมาก อาหารเหล่านั้นจะถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้น้อยหรือไม่ดูดซึมเลย ทำให้ยิ่งรับประทานมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกายมากขึ้นเท่านั้น และจะได้ประโยชน์จากอาหารที่รับประทานเข้าไปน้อย
     
      มีหลายคนสงสัยว่า เมื่อท้องเสียต้องรับประทานคาร์บอนหรือไม่ ความจริงแล้วยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่า รับประทานคาร์บอนแล้วจะช่วยดูดซับสารพิษได้จริง อย่างไรก็ตาม หากจะรับประทานคาร์บอน ควรเว้นระยะห่าง 2 ชั่วโมงจากการรับประทานยาชนิดอื่น เช่น ยาฆ่าเชื้อ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คาร์บอนไปดูดซึมยาดังกล่าว ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง และหลังจากหายท้องเสียแล้ว การรับประทานอาหารซึ่งมีจุลินทรีย์ชนิดดี เช่น โยเกิร์ต หรือผลิตภัณฑ์ที่มีโปรไบโอติก ก็อาจช่วยให้เชื้อต่างๆ ในลำไส้คืนสมดุลได้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือการป้องกัน โดยเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ย่อยง่าย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อีกทั้งดูแลสุขอนามัย เช่น ล้างมือด้วยสบู่หลังเข้าห้องน้ำและก่อนกินอาหาร
     
      สุดท้าย ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้ ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที เช่น อุจจาระมีมูกปน มีกลิ่นเหม็นผิดปกติคล้ายกุ้งเน่า คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง มีไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส อ่อนเพลียมาก หรือมีอาการนานกว่า 48 ชั่วโมง และผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และผู้สูงอายุ ไม่ควรรักษาเอง เพราะถ้าอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


"อย่างที่บอกอย่าไปเชื่อคห.ข้างล่างที่บอกให้กินคาร์บอน เพราะการทำให้หยุดถ่าย ทำให้เชื้อโรคยังอยุ่ในลำไส้ค่ะ"
21/6/56 โพสต์โดย muaylexx
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ท้องเสีย3-4วัน เป็นอาการของโรคอะไร
การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ มีวิธีแก้อย่างไร
ใครมีวิธีแก้ "ประจำประเดือนยังไม่หาย"
ช่วงนี้เจอปัญหาหลายเรื่อง ปวดหัวน่ะ
--ขอวิธีแก้อาการเกร็งหน่อยค่ะไม่ไหวแล้ว--
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู