หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ขอประวัติท่านนบี อาดัม อิดริซ นุฮ ฮุด ซอและ
ขอประวัติท่านนบี อาดัม อิดริซ นุฮ ฮุด ซอและ
ขอขอบคุณ
ทีวี | ของสะสม | วัฒนธรรม | ข้อมูล | คนดัง 6/12/52 โพสต์โดย คนครับ
คำตอบ
1 จาก 7
นบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม

ก่อนที่โลกนี้จะมีมนุษย์ ในสวนสวรรค์อันเป็นส่วนหนึ่งแห่งอาณาจักรของอัลลอฮฺ ( ซ.บ. )วันหนึ่ง อัลลอฮฺ ( ซ.บ. )ได้ทรงกล่าวแก่บรรดามลาอิกะฮฺ ซึ่งเป็นบริวารรับใช้พระองค์ว่า “ ฉันจะสร้างตัวแทน ( เคาะลีฟะฮ ฺ) คนหนึ่งขึ้นมาบนหน้าแผ่นดิน ”
มลาอิก๊ะฮฺได้ถามว่า “ พระองค์จะทรงสร้างผู้ก่อความเสียหายและผู้หลั่งเลือดขึ้นมาในหน้าแผ่นดินกระนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่พวกเราทั้งหลายก็แซ่ซ้องสรรเสริญ และสดุดีความบริสุทธิ์ของพระองค์อยู่ตลอดเวลาแล้ว ? ”
อัลลอฮฺ จึงได้ทรงกล่าวว่า “ ฉันรู้ในสิ่งที่พวกเจ้าทั้งหลายไม่รู้ ”
หลังจากนั้น อัลลอฮฺได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากดินตามที่พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ และพระองค์ได้ทรงเป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในดินที่พระองค์ทรงใช้สร้างมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์คนแรกจึงเกิดขึ้นมีนามว่า อาดัม  หลังจากนั้น อัลลอฮฺ ( ซ.บ.)ก็ได้ทรงสร้างคู่ครองให้แก่อาดัมซึ่งมีนามว่า ฮาวา
เมื่ออาดัมถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงสอนอาดัมให้รู้ชื่อของทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการมีชีวิต และต่อการเป็นตัวแทนบนหน้าแผ่นดินตามที่พระองค์ทรงเจตนา อาดัมจึงมีความรู้มากมาย หลังจากนั้นอัลลอฮฺได้ทรงหันไปยังมลาอิก๊ะฮฺ และกล่าวว่า “ ทีนี้พวกเจ้าจงบอกถึงชื่อของสิ่งต่าง ๆ ให้เราได้รู้หน่อยซิ ถ้าหากว่าพวกเจ้าแน่จริง "
มลาอิกะฮฺ จึงตอบว่า “ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ เราไม่มีความรู้ใด ๆ เว้นแต่เท่าที่พระองค์ทรงสอนพวกเราเท่านั้น แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาสามารถ ”
อัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) จึงได้ทรงมีบัญชาแก่อาดัมว่า “ อาดัมเอ๋ย ทีนี้เจ้าจงบอกชื่อของสิ่งเหล่านี้ให้แก่พวกเขาซิ ”
เมื่ออาดัมบอกชื่อของสิ่งที่อัลลอฮฺได้มีบัญชาแล้ว พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า “ ฉันมิได้บอกสูเจ้าหรือว่าฉันรู้เรื่องสิ่งเร้นลับของชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินดียิ่งกว่าใคร และรู้ดีถึงสิ่งที่เจ้าเปิดเผยและที่เจ้าปิดบัง ”
หลังจากนั้น อัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ทรงหันไปยังมลาอิก๊ะฮฺ และมีบัญชาว่า “ พวกเจ้าทั้งหลายจงกราบอาดัม ”
มลาอิกะฮฺทั้งหมดทำตามที่อัลลอฮฺบัญชาแต่โดยดี ยกเว้นอิบลีสซึ่งไม่ยอมทำตามบัญชาของพระองค์
อัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) จึงทรงถามว่า “ อิบลีส อะไรที่ทำให้สูเจ้าไม่ยอมกราบอาดัมที่ฉันสร้างมากับมือทั้งสองของฉัน เจ้าหยิ่งทะนง หรือสูเจ้าคิดว่าตัวเองสูงส่ง ? ”
อิบลีส จึงตอบว่า “ ฉันดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟ แต่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน พระองค์จะให้ฉันกราบผู้ที่ถูกสร้างมาจากดินกระนั้นหรือ ? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อัลลอฮฺจึงทรงมีบัญชาว่า “ ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงออกไปจากสวนสวรรค์ และเจ้าไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะมาเป็นผู้โอหังในสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นเจ้าจงออกไปเสียจากที่นี่ แท้จริงแล้วเจ้าจะเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ถูกสาปแช่งและผู้ได้รับความอัปยศ ฉันจะสาปแช่งเจ้าไปจนกระทั่งวันแห่งการพิพากษา ”
พอรู้ว่าอัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ทรงกริ้ว อิบลีสจึงได้วิงวอนขอต่อพระองค์ว่า “ โอ้พระเจ้าของฉัน ขอพระองค์ได้ทรงผ่อนผันเวลาให้แก่ฉันไปจนกระทั่งวันที่มนุษย์ถูกทำให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งด้วยเถิด ”
“ ก็ได้ ฉันจะผ่อนผันเวลาให้แก่เจ้าจนถึงวันที่ได้ถูกนัดหมายไว้ ” อัลลอฮ ฺ( ซ.บ. ) ได้ตอบแก่มัน
อิบลีส จึงกล่าวว่า “ โอ้ผู้ทรงมหากรุณาธิคุณ คอยดูเถิด ฉันจะหลอกลวงลูกหลานทั้งหมดของอาดัม ยกเว้นบ่าวของพระองค์บางคนซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ ”
อัลลอฮฺ ( ซ.บ. )  จึงได้ทรงกล่าวว่า “ จำไว้ นี่คือความจริง และฉันพูดจริง คอยดู ฉันจะทำให้นรกเต็มไปด้วยพวกเจ้า และบรรดามนุษย์ที่ปฏิบัติตามเจ้า ”
อิบลีส กล่าวว่า “ ก็เพราะพระองค์ทรงทำให้ฉันหลงผิด ดังนั้นฉันสาบานว่า ฉันจะนั่งซุ่มคอยพวกเขาตามทางที่เที่ยงตรงของพระองค์ แล้วฉันจะจู่โจมพวกเขาจากทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านหลัง ด้านขวาหรือด้านซ้าย แล้วพระองค์ จะพบว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาเป็นผู้ไม่กตัญญู ”
“ เอาเถิด แต่เจ้าจะไม่มีอำนาจเหนือบ่าวของฉันบางคนที่ฉันจะคุ้มครองเขาไป เจ้าออกไปจากที่นี่ได้แล้ว นรกจะเป็นรางวัลสำหรับเจ้าและผู้ที่ตามเจ้า ” อัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ทรงกล่าวกับอิบลีส
หลังจากนั้น อัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ได้ทรงหันไปหาอาดัมและฮาวา และกล่าวว่า “ อาดัมเอ๋ย อิบลีสคือศัตรูของเจ้าและภรรยาของเจ้า ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้มันทำให้เจ้าทั้งสองต้องถูกขับไล่ออกจากสวนสวรรค์ และต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก เพราะในสวนสวรรค์มีสิ่งที่ทำให้เจ้าไม่ต้องหิวโหยไม่ต้องเปลือยกาย ไม่ต้องกระหายน้ำและไม่ต้องตากแดด เจ้ากับคู่ครองของเจ้าจงอยู่ในสวนสวรรค์แห่งนี้ตามสบาย เจ้าทั้งสองจะกินอะไรก็ได้ตามใจเจ้า แต่จงอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้ มิเช่นนั้นแล้ว เจ้าจะเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ทำผิด ”
อาดัมและฮาวาอยู่กินในสวนสวรรค์อย่างมีความสุขมาเป็นเวลานาน แล้ววันหนึ่ง มารร้ายอิบลีสก็ได้ใช้วิธีการกระซิบในหัวใจของอาดัมและฮาวา เพื่อที่มันจะเปิดเผยสิ่งพึงละอายที่คนทั้งสองปิดบังไว้ต่อกัน มันได้กล่าวแก่คนทั้งสองว่า “ พระเจ้าของท่านทั้งสองห้ามท่านมิให้เข้าใกล้ต้นไม้นี้ ก็เพราะพระองค์ทรงเกรงว่าท่านทั้งสองจะกลายเป็นมลาอิกะฮฺ หรือท่านทั้งสองจะกลายเป็นผู้มีชีวิตนิรันดร์ เชื่อฉันเถอะ ฉันหวังดีต่อท่านทั้งสองจริง ๆ เอาไหม ฉันจะนำเจ้าไปยังต้นไม้ที่ทำให้ชีวิตเป็นอมตะ ? ”
อาดัมและฮาวาหลงเชื่อคำล่อลวงของอิบลีส ดังนั้น ทั้งสองจึงลองเข้าใกล้ต้นไม้ที่อัลลอฮฺได้ทรงสั่งห้ามไว้และลองลิ้มรสผลไม้ ทันใดนั้นสิ่งพึงละอายของคนทั้งสองก็ถูกเปิดเผยต่อกัน อาดัมและฮาวาต่างรีบหาใบไม้ใกล้ ๆ นั้นมาปกปิดสิ่งพึงสงวนของตัวเองให้พ้นจากความละอาย
หลังจากนั้น อัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ได้ทรงเรียกอาดัมและฮาวาออกมา และทรงกล่าวว่า “ ฉันมิได้ห้ามเจ้าทั้งสองเข้าใกล้ต้นไม้นี้และเตือนเจ้าทั้งสองว่ามารร้ายเป็นศัตรูที่ชัดเจนของเจ้ากระนั้นหรือ ? ”
ทั้งสองจึงกล่าวว่า “ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา เรากระทำความผิดต่อตัวเราเองไปแล้ว ถ้าหากพระองค์ไม่ทรงให้อภัยแก่เราและทรงเมตตาต่อเราแล้ว เราจะต้องเป็นผู้หายนะอย่างแน่นอน ”
เมื่ออาดัมสำนึกผิด พระองค์จึงทรงรับการสำนึกผิดของเขา เพราะพระองค์คือผู้ทรงให้อภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ
หลังจากนั้น อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวแก่ทั้งสองว่า “ จงลงไปจากที่นี่เสีย เจ้ากับอิบลีสจะเป็นศัตรูต่อกันและกัน แผ่นดินจะเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับเจ้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเจ้าจะได้รับปัจจัยยังชีพต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ณ ที่นั้น เจ้าจะมีชีวิต และ ณ ที่นั้น เจ้าจะตาย และ ณ ที่นั้นอีกเช่นกันที่เจ้าจะถูกนำออกมา หลังจากนี้แล้ว ถ้ามีแนวทางจากฉันมายังเจ้า แล้วผู้ใดปฏิบัติตามแนวทางของฉัน พวกเขาก็จะไม่ต้องหวาดกลัว แต่ผู้ใดปฏิเสธแนวทางของฉันแล้ว พวกเขาก็จะได้อยู่ในนรก ”
หลังจากที่ลงมาอยู่บนโลกแห่งนี้แล้ว อาดัมและฮาวาก็มีลูกหลานมากมายแพร่ขยายไปยังทุกส่วนของโลก และทั้งสองก็ได้กลายเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ชาติทุกเผ่าพันธุ์มาจนทุกวันนี้ และตราบใดที่ยังไม่ถึงวันสิ้นโลก ลูกหลานของท่านก็ยังคงถูกอิบลีสมารร้ายล่อลวงอยู่ ดังนั้นหลังจากสมัยของอาดัม อัลลอฮฺจึงได้ส่งนบีต่าง ๆ มายังลูกหลานทุกกลุ่มของอาดัมให้มาบอกถึงวิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันตัวเองมิให้ถูกมารร้ายชัยฎอนล่อลวงไปลงนรก
5/4/53 โพสต์โดย ฮัสบิยัลลอฮฺ
2 จาก 7
1. เชื้อสายของนบีอิดรีส อะลัยฮิสสลาม

   อิดรีส เป็นบุตรของ ยาริด  บุตร มะฮลาอีล บุตร กีนาน  บุตร อะนูช  บุตร  ชีต  บุตร  อาดัม อะลัยฮิสสลาม

ในคัมภีร์เตารอต ได้ระบุชื่อ ของนบีอิดรีส อะลัยฮิสสลาม เป็นภาษาอิบรีย์ว่า “خنوخ “ คุนูค  แปลเป็นภาษาอาหรับว่า “(أخنوخ = อัคนูค)

   อัลลอฮฺได้กล่าวเกี่ยวกับนบีอิดรีสว่า


وَاذْكُرْ فِي الْكِتَابِ إِدْرِيسَ إِنَّهُ كَانَ صِدِّيقاً نَبِيّاً

  ความว่า "และจงกล่าวถึงเรื่องอิดรีสที่อยู่ในคัมภีร์ แท้จริงเขาเป็นผู้ซื่อสัตย์ในฐานะนบี" (มัรยัม : 56)


 وَرَفَعْنَاهُ مَكَاناً عَلِيّا

  "และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง" (มัรยัม : 57)

   นักตัฟซีรอธิบายว่า อิดรีสคือปู่ของนุห์ อะลัยฮิสสลาม ได้รับแต่ตั้งให้เป็นนะบีหลังจากอาดัม เป็นคนแรกที่ใช้ปากกาเขียนและสวมอาภรณ์ที่เย็บด้วยผ้า เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาใช้หนังสำหรับประดับกาย

 2. ทัศนะของนักตัฟสีร เกี่ยวกับอายะฮที่ว่า


 وَرَفَعْنَاهُ مَكَاناً عَلِيّا


 "และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง" (มัรยัม : 57)


   อิบนุกะษีร (ขออัลลอฮ เมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า


وَقَالَ اِبْن أَبِي نَجِيح عَنْ مُجَاهِد فِي قَوْله " وَرَفَعْنَاهُ مَكَانًا عَلِيًّا " قَالَ إِدْرِيس رُفِعَ وَلَمْ يَمُتْ كَمَا رُفِعَ عِيسَى وَقَالَ سُفْيَان عَنْ مَنْصُور عَنْ مُجَاهِد " وَرَفَعْنَاهُ مَكَانًا عَلِيًّا " قَالَ السَّمَاء الرَّابِعَة وَقَالَ الْعَوْفِيّ عَنْ اِبْن عَبَّاس " وَرَفَعْنَاهُ مَكَانًا عَلِيًّا " قَالَ رُفِعَ إِلَى السَّمَاء السَّادِسَة فَمَاتَ بِهَا وَهَكَذَا قَالَ الضَّحَّاك بْن مُزَاحِم وَقَالَ الْحَسَن وَغَيْره فِي قَوْله " وَرَفَعْنَاهُ مَكَانًا عَلِيًّا " قَالَ الْجَنَّة

   “อิบนุอบีนะฮีหฺ  รายงานจาก มุญาฮิด  ในคำตรัสของอัลลอฮที่ว่า “และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง” ว่าเขา(มุญาฮิด)กล่าวว่า “ อิดรีส ถูกยกขึ้น(ไปยังเบื้องบน) ยังไม่ตาย เช่นเดียวกับ อีซา” และซุฟยาน ได้รายงานจาก มันศูร จากมุญาฮิด เกี่ยวกับอายะฮที่ว่า “และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง” เขา(มุญาฮิด)กล่าวว่า “ (อิดริส ถูกยกไปยัง)ฟากฟ้าชั้นที่สี่”

   และอัลเอาฟา รายงานจาก อิบนิอับบาส เกี่ยกับอายะฮที่ว่า “และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง”  ว่าเขา(อิบนิอับบาส)กล่าวว่า “เขา(อิดรีส)ถูกยกขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่หก แล้วได้เสียชีวิตที่นั่น และในทำนองนี้ อัฏเฎาหาก บิน มุซาหิมได้กล่าวเอาไว้  และอัลหะซันและอื่นจากเขา ได้กล่าวเกี่ยวกับคำตรัสของอัลลอฮที่ว่า “และเราได้เทิดเกียรติเขาซึ่งตำแหน่งอันสูงส่ง” โดยเขากล่าวว่า (อีดริสถูกยกไปยัง)สวรรค์”
– ดูตัฟสีรอิบนิกะษีร อรรถาธิบายอายะฮที่ 57 ซูเราะฮมัรยัม


 ปรากฏในหะดิษเศาะเฮียะรายงานโดยบุคอรีและมุสลิม เกี่ยวกับหะดิษอัลเมียะรอจญ์ว่า รซูลลุลลอฮ ศอ็ลลัลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าว่า


ثم صعد بي - أي جبريل – حتى أتى السماء الرابعة فاستفتح، قيل: من هذا؟ قال: جبريل، قيل: ومن معك؟ قال: محمد، قيل: وقد أُرسل إليه؟ قال: نعم، قيل: مرحباً به فنعم المجيء جاء. ففُتح
إليه؟ قال: نعم، قيل: مرحباً به فنعم المجيء جاء. ففُتح. فلما خلصتُ فإذا إدريس، فقال: هذا إدريس فسلِّم عليه، فسلّمت عليه، فردّ ثم قال: مرحباً بالأخ الصالح والنبي الصالح              

   หลังจากนั้นญิบรีลได้นำฉันขึ้นไป จนกระทั่งถึงฟากฟ้าชั้นที่สี่ และเขา(ญิบรีล)ได้ขอให้เปิดประตู จึงมีผู้กล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นใคร? เขากล่าวว่า “คือ ญิบรีล” และมีผู้กล่าวว่า “ผู้ที่มาพร้อมกับท่านเป็นใคร? เขากล่าวตอบว่า เขาคือ มุหัมหมัด” มีผู้ถามว่า เขาได้ถูกส่งมา(เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นรอซูล)หรือ? เขากล่าวว่า “ครับ” มีผู้กล่าวว่า “ยินดีต้อนรับ  ผู้มาเยือนที่ประเสริฐ แล้วมัน(ประตูฟากฟ้า)ได้ถูกเปิดแล้ว

   เมื่อฉันได้พ้นเข้ามาแล้ว ทันใดนั้น อิดริส ก็ปรากฏตัว แล้วเขา(ญิบรีล)กล่าวว่า “นี้คืออิดริส” แล้วเขา(ญิบรีล)และฉันได้กล่าวสลามแก่เขาและเขาได้ตอบรับสลามพร้อมกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับพี่น้องผู้ทรงคุณธรรมและศาสดาผู้ทรงคุณธรรม “


   3. ส่วนหนึ่งจากคำตักเตือนที่เป็นคติพจน์ของนบีอิดรีส อะลัยฮิสสลาม


          3.1 ที่แหวนของนบีอิดรีส อะลัยฮิสสลาม มีบันทึกว่า

     الصبر مع الإيمان يورث الظفر


     "ความอดทน พร้อมกับการศรัทธานั้น จะได้รับมรดกแห่งความสำเร็จ"

           3.2  ที่เข็มขัดของท่านมีบันทึกไว้ว่า


                        السعيد من نظر إلى نفسه وشفاعته عند ربه أعماله الصالحة


                    ผู้ที่โชคดี คือ ผู้ที่พิจารณาตนเอง และการช่วยเหลือของเขา ณ พระเจ้าของเขาคือ บรรดาการงานของเขาที่ดี


        3.3  และคติพจน์อื่นๆของท่านนบีอิดรีส เช่น                      


        من أراد بلوغ العلم والعمل الصالح فليترك من يده أداة الجهل وسىء العمل


            ผู้ใดประสงค์จะเข้าถึงความรู้และการประกอบการงานที่ดี เขาจงทิ้งเครื่องมือของความโง่เขลาจากมือของเขาและการกระทำที่ชั่ว


                  لا تحلفوا بالله كاذبين


          พวกท่านอย่าสาบานเท็จ ด้วยพระนามของอัลลอฮ


                     إذا دعوتم الله فأخلصوا النية وكذا الصيام والصلوات فافعلوا


   เมื่อพวกท่านขอดุอาต่ออัลลอฮ พวกท่านจงมีความบริสุทธิ์ใจนการเจตนา และการถือศีลอดและการละหมาดก็ในทำนองเดียวกัน พวกท่านจงทำเถิด”


                     حب الدنيا وحب الآخرة لا يجتمعان في قلب أبد


            การรักโลกนี้และรักโลกหน้า จะไม่รวมอยู่ในหัวใจเดียวกันตลอดไป


-  ดู เซอญะเราะฮอัมบิยา ของ อบูบักร อัลอัชอะรีย เล่ม 1 หน้า 32-38
5/4/53 โพสต์โดย ฮัสบิยัลลอฮฺ
3 จาก 7
1. ต้นตระกูลของนบีนุฮ  อะลัยฮิสสลาม  มีดังนี้        

- อาดัม อะลัยฮิสสลาม
- ชีต    อะลัยฮิสสลาม
- อะนูช
- กีนาน
- มะฮลาอีล
- ยารีด
- อิดรีส อะลัยฮิสสลาม
- มะตูชาลิหฺ
- ลามัก
- นุหฺ  อะลัยฮิสสลาม

       2. ทำไมอัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จึงส่งนบีนุฮ อะลัยฮิสสลาม ให้มาตักเตือนกลุ่มชนของเขา เพราะก่อนที่นบีนุหฺ  อะลัยฮิสสลาม ถูกกำเนิดมา มีบุคคล 5 คน ที่เป็นคนที่มีคุณธรรม ประชาชนให้การเคารพนับถือ มีชื่อว่า    

    1. วัดดฺ      
    2.  สุวาอฺ      
    3.  ยะฆูษ        
    4. ยะอู๊ก        
    5.  นัซรฺ      

  รายงานจากอิบนุอับบัส (ร.ฎ) ว่า

   كان بين آدم ونوح عشرة قرون كلهم على الإسلام

 ปรากฏว่าระหว่างอาดัมและนุฮ สิบ ศตวรรษ  พวกเขาทั้งหมด (ยึดมั่น)อยู่บนศาสนาอิสลาม - บุคอรี            

         ต่อมาเมื่อ บุคคลทั้งห้าได้เสียชีวิต ประชาชนก็ได้ทำรูปปั้นเพื่อเป็นที่ระลึก แล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป คนรุ่นต่อมาได้ กราบไหว้บูชารูปปั้นดังกล่าว อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจึง ส่งนบี นุหฺ อะลัยฮิสสลาม  ให้มาตักเตือนพวกเขา ให้พวกเขากลับมาเคารพภักดีต่ออัลลอฮ แต่เพียงผู้เดียว

  อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสว่า

 لَقَدْ أَرْسَلْنَا نُوحًا إِلَى قَوْمِهِ فَقَالَ يَا قَوْمِ اعْبُدُوا اللَّهَ مَا لَكُمْ مِنْ إِلَهٍ غَيْرُهُ إِنِّي أَخَافُ عَلَيْكُمْ عَذَابَ يَوْمٍ عَظِيمٍ

  "และแท้จริงเราได้ส่งนูฮ์ไปยังประชาชาติของเขา แล้วเขาได้กล่าวว่า โอ้ประชาชาติของฉันจงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิดไม่มีผู้ได้รับการเคารพสักการะใด ๆ สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์ แท้จริงฉันกลัวการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่จะประสบแก่พวกท่าน" – อัลอะอฺรอฟ/ 59

  แต่พวกเขาไม่เชื่อฟัง นบีนุฮ  แต่กลับตักเตือนซึ่งกันและกันเพื่อไม่ให้ละทิ้งการบูชารูปปั้นดังกล่าวว่า

 وَقَالُوا لا تَذَرُنَّ آلِهَتَكُمْ وَلا تَذَرُنَّ وَدًّا وَلا سُوَاعًا وَلا يَغُوثَ وَيَعُوقَ وَنَسْرًا                                                                                                        
    "และพวกเขาได้กล่าวว่า พวกท่านอย่าได้ทอดทิ้งพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่านเป็นอันขาด พวกท่านอย่าได้ทอดทิ้งวัดดฺ และสุวาอฺ และยะฆูษ และยะอู๊ก และนัซรฺ เป็นอันขาด" – นุห/23

   3. นะบีนูหฺได้รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่อันยาวนานแด่พระเจ้าของเขา ด้วยการวาดภาพของการเหนื่อยยากอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

  อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสว่า

   قَالَ رَبِّ إِنِّي دَعَوْتُ قَوْمِي لَيْلًا وَنَهَارًا


"เขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้เรียกร้องเชิญชวนหมู่ชนของข้าพระองค์ทั้งกลางคืนและกลางวัน"

   فَلَمْ يَزِدْهُمْ دُعَائِي إِلَّا فِرَارًا

 "แต่การเรียกร้องเชิญชวนของข้าพระองค์มิได้เพิ่มพูนสิ่งใดแก่เขานอกจากการหลบหนี"  

  وَإِنِّي كُلَّمَا دَعَوْتُهُمْ لِتَغْفِرَ لَهُمْ جَعَلُوا أَصَابِعَهُمْ فِي آذَانِهِمْ وَاسْتَغْشَوْا ثِيَابَهُمْ وَأَصَرُّوا وَاسْتَكْبَرُوا اسْتِكْبَارًا

 "และแท้จริงทุกครั้งที่ข้าพระองค์เรียกร้องเชิญชวนพวกเขาเพื่อที่พระองค์ท่านจะได้อภัยโทษให้แก่พวกเขา พวกเขาก็เอานิ้วมืออุดรูหูของพวกเขา และเอาเสื้อผ้าของพวกเขาคลุมโปง และพวกเขายังดื้อรั้น และหยิ่งยะโสด้วยความจองหอง   - ซูเราะฮนูฮ 5-7

   4. ระยะเวลาที่นบีนุฮ อะลัยฮอิสสลาม ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาแก่กลุมชนของเขา  

      وَلَقَدْ أَرْسَلْنَا نُوحًا إِلَى قَوْمِهِ فَلَبِثَ فِيهِمْ أَلْفَ سَنَةٍ إِلا خَمْسِينَ عَامًا فَأَخَذَهُمْ الطُّوفَانُ وَهُمْ ظَالِمُونَ

  "และโดยแน่นอนเราได้ส่งนูห์ไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี (950 ปี) ดังนั้นอุทกภัยได้คร่าพวกเขาขณะที่พวกเขาเป็นผู้อธรรม" - อังกะบูต/14  

   5. อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มีบัญชา ให้นบีนุฮ อะลัยฮิสสลามสร้างเรือ  

وَأُوحِيَ إِلَى نُوحٍ أَنَّهُ لَن يُؤْمِنَ مِن قَوْمِكَ إِلاَّ مَن قَدْ آمَنَ فَلاَ تَبْتَئِسْ بِمَا كَانُواْ يَفْعَلُونَ

และได้มีวะหยูแก่นุฮว่า “แท้จริงจะไม่มีผู้ใดจากหมู่ชนของเจ้าศรัทธา เว้นแต่ผู้ที่ได้ศรัทธาแล้ว ดังนั้น เจ้าอย่าเศร้าหมองในสิ่งที่พวกเขากระทำ"

       وَاصْنَعِ الْفُلْكَ بِأَعْيُنِنَا وَوَحْيِنَا وَلاَ تُخَاطِبْنِي فِي الَّذِينَ ظَلَمُواْ إِنَّهُم مُّغْرَقُونَ

 "และจ้าจงสร้างเรือต่อหน้าเราและตามคำบัญชาของเรา และอย่ามาดูดกับข้า ถึงบรรดาผู้อธรรม แท้จริงพวกเขาจะถูกจมน้ำตาย" -  ฮูด / 36-37

   6. อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา สอนดุอาแก่นบีนุฮ เมื่อเวลาจะขึ้นเรือ

     وَقَالَ ارْكَبُواْ فِيهَا بِسْمِ اللّهِ مَجْرَاهَا وَمُرْسَاهَا إِنَّ رَبِّي لَغَفُورٌ رَّحِيمٌ

    และเขากล่าวว่า “พวกท่านจงลงในเรือด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ทั้งในยามแล่นของมันและในยามจอดของมัน แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ" -  ฮูด /41

 7. บุตรนบีนุฮ อะลัยฮิสสลาม  

   ลูกของนบีนูห์ ซึ่งมีกันอยู่ 5 คน คนหนึ่งตายไปกับน้ำท่วม ชื่อ ยาม( يام ) ที่อะฮฺลุลกิตาบเรียกว่า กันอฺาน( كنعان ) อีกคนชื่อ อฺาบิร( عابر ) เป็นผู้หญิง นี่ก็ตายไปก่อนน้ำลด(หรือบางกระแสบอกว่าตายไปกับน้ำท่วมด้วย) อีก 3 คนที่เหลือรอดมาได้แก่ ซาม ฮาม และ ยาฟิษ
 
 - ซาม ( سام ) เป็นต้นตระกูลอรับ ฟาริซี และโรม
 - ฮาม ( حام ) เป็นต้นตระกูล กิบฏี(อียิปต์) ซูดาน(นิโกร) และเบอร์เบอร์(กลุ่มคอเคซอยด์แถบอัฟริกาตอนเหนือ)
 - ยาฟิษ ( يافث ) เป็นต้นตระกูล เตอร์ก เศาะกฺอลิบะฮฺ(ชนเผ่าสลาฟ) กับยะอฺญูจญ์และมะอ์ญูจญ์    
 
 อิบนุอัลอะษีร กล่าวว่า

والصحيح أن جميع أهل الأرض هم من ولد نوح لقوله تعالى‏:‏ ‏(‏وجعلنا ذريته هم الباقين‏)‏ ‏(‏الصافات‏:‏ 77‏)‏ فجميع الناس من ولد سام وحام ويافث أولاد نوح فسام أبو العرب وفارس والروم‏وحام أبو السودان ويافث أبو الترك ويأجوج ومأجوج والفرنج والقبط

   และที่ถูกต้อง แท้จริงบรรดาชาวแผ่นดินทั้งหมด(หมายถึงมนุษย์ทั้งหมดที่อยู่ในหน้าแผ่นดินหลังจากน้ำท่วมจนถึง ปัจจุบัน)  พวกเขามาจากลูกของนุฮ ดังคำตรัสของอัลลอฮ  ว่า(และเราได้ให้ลูกหลานของเขายังคงมีชีวิตเหลืออยู่- ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟฟาต/77)

   ดังนั้น มนุษย์ทั้งหมด มา จากลูก ของ ซาม,หาม และยาฟิษ ซึ่งเป็นบุตรของนุหฺ และ ซามเป็นบรรพบุรุษของอาหรับ ,เปอร์เซีย และโรมัน, ฮาม เป็นบรรพบุรุษของชนชาติซูดาน(นิโกร) และ ยาฟิษ เป็น บรรพบุรุษของชนชาติ ตุรกี(เตอร์ก),ยะอฺญูจญ์และมะอ์ญูจญ์ ,ฝรั่งและกิบฏีย์ – ดู ตาริคอบีอัลฟิดาอฺ   เรื่อง  ذكر آدم وبنيه إلى نوح
5/4/53 โพสต์โดย ฮัสบิยัลลอฮฺ
4 จาก 7
asan บันทึก "โดย อะสัน หมัดอะดั้ม

    อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ส่ง ฮูด อะลัยฮิสสลาม มายังเผ่าอาหรับที่ได้สูญพันธ์ไปแล้วคือเผ่าอาดซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก  อาด  บุตร  เอาศ์  บุตร อิรอม  บุตร ซาม  บุตร  นุฮ  อะลัยฮิสสลาม  

 อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

   كَذَّبَتْ عَادٌ الْمُرْسَلِينَ *

 หมู่ชนของอ๊าดได้ปฏิเสธบรรดาร่อซูล

 إِذْ قَالَ لَهُمْ أَخُوهُمْ هُودٌ أَلا تَتَّقُونَ *

 ขณะที่พี่น้องคนหนึ่งของพวกเขาคือฮูดได้กล่าวแก่พวกเขาว่า โอ้พวกท่านไม่ยำเกรงบ้างหรือ

   إِنِّي لَكُمْ رَسُولٌ أَمِينٌ *

 แท้จริงฉันคือ ร่อซูลผู้ซื่อสัตย์สำหรับพวกท่าน

 فَاتَّقُوا اللَّهَ وَأَطِيعُونِ *

 ดังนั้นพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮ์ และเชื่อฟังฉัน


وَمَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ مِنْ أَجْرٍ إِنْ أَجْرِي إِلا عَلَى رَبِّ الْعَالَمِينَ

 และฉันมิได้ขอค่าตอบแทนในการนี้จากพวกท่าน  แท้จริง ค่าตอบแทนของฉันมิได้มาจากผู้ใดนอกจากพระเจ้าแห่งสากลโลก

- อัชชุอารออ์  123- 127

 ต้นตระกูลของ ฮูด  อะลัยฮิสสลาม

1.       ฮูด  อะลัยฮิสสลาม

2.        บุตร อับดุลลอฮ

3.       บุตร  เราะบาหฺ  

4.       บุตร อัลคุลูด

5.       บุตร อาด  

6.       บุตร เอาศฺ

7.        บุตร อิรอม

8.       บุตร ซาม

9.        บุตร นุฮ อะลัยฮิสสลาม

   ได้ระบุในหะดิษเศาะเฮียะ บันทึกโดยอิบนุหิบบาน จากอบีซัรริน ซึ่งเป็นหะดิษสืบไปถึงท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า

  وأربعةٌ من العرب: هود وصالح وشعيب ونبيّك محمد

และสีท่าน(จากจำนวนรอซูล 25 ท่านนั้น) มาจากชนชาติอาหรับ คือ ฮูด,ศอลิห์,ชุอัยบฺ และนบีของท่าน ,มุหัมหมัด”

 เผ่าอาด อยู่ที่ใหน

      อัลกุรอ่านระบุว่า ชนเผ่าอาด อาศัยอยู่ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ แต่ไม่ได้ระบุสถานที่เป็นการเฉพาะ และบรรดานักประวัติศาสตร์ระบุว่า เป็นสถานที่ที่อยู่ระหว่างประเทศเยเมนและโอมาน และสถานที่นั้น เป็นเมืองใหญ่ในสมัยนั้น มีชื่อว่า “อิรอม” อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

وَاذْكُرْ أَخَا عَادٍ إِذْ أَنْذَرَ قَوْمَهُ بِالْأَحْقَافِ وَقَدْ خَلَتِ النُّذُرُ مِنْ بَيْنِ يَدَيْهِ وَمِنْ خَلْفِهِ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا اللَّهَ إِنِّي أَخَافُ عَلَيْكُمْ عَذَابَ يَوْمٍ عَظِيمٍ

  "จงรำลึกถึง (ฮูด) พี่น้องคนหนึ่งของพวกอ๊าด ขณะที่เขากล่าวเตือนหมู่ชนของเขาที่เนินเขาอัลอะฮฺก๊อฟ และแน่นอน บรรดาผู้ตักเตือน (ร่อซูล) ก่อนหน้าเขาและภายหลังเขา (ได้กล่าวตักเตือนว่า) พวกท่านอย่าเคารพอิบาดะฮฺผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ แท้จริงฉันกลัวแทนพวกท่านถึงการลงโทษแห่งวันอันยิ่งใหญ่" – อัลอะหกอฟ /21

 อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า


(أَلَمْ تَرَ كَيْفَ فَعَلَ رَبُّكَ بِعَادٍ{6}

 เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระเจ้าของเจ้ากระทำต่อพวกอ๊าดอย่างไร ?


إِرَمَ ذَاتِ الْعِمَادِ {7}

 (แห่ง) อิร็อม พวกมีเสาหินสูงตะหง่าน


 الَّتِي لَمْ يُخْلَقْ مِثْلُهَا فِي الْبِلَادِ {8}

 ซึ่งเยี่ยงนั้นมิได้ถูกสร้างตามหัวเมืองต่าง ๆ– อัลฟัจรฺ/6-8

 วาระสุดท้ายของนบีนุฮ อะลัยฮิสสลาม    

عاش ( 464) سنه دفن شرقي حضرموت علي بعد مرحلتين منتريم في كثيب
احمر عند راسه سمرة

  นบี ฮูด อะลัยฮิสสลาม มีชีวิตอยู่  464   ปี  ถูกฝังทางด้านตะวันออกของเมือง หะเฎาะรุเมาต์ (จังหวัดหนึ่งของประเทศเยเมน) ห่างจากเมืองตะรีม(Tarim) สองมัรหะละฮ  ในเนินทรายสีแดง ที่ศีรษะ เป็นเนินทรายสีน้ำตาล

- ฟัตหุ้ลเกาะดีร เล่ม 2 หน้า 219

...............

والله أعلم بالصواب
5/4/53 โพสต์โดย ฮัสบิยัลลอฮฺ
5 จาก 7
ประวัติ นะบี ซอและห์


        ชาวอาดที่ทรงพลัง หยิ่งทะนงโอหัง ประสบกับความเสียหาย ยับเยินหลังจาก ลมพายุกระหน่ำลงมาอย่างแรง หลังจากที่กลุ่มคนเหล่านี้สูญหายหมดไปแล้ว จึงเกิดประชาชนใหม่ขึ้นมาชื่อว่า “ ษะมูด ”

         พวกนี้อาศัยในที่แห่งหนึ่งชื่อว่า "ฮิจญ์ร" ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง ฮิญาซ กับ ชาม จนถึง วาดิลกุรอ  บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นบริเวณที่ ชุ่มชื่นด้วยน้ำตลอดทั้งปี  พื้นที่เกษตรของพวกเขามีความอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม มีผลไม้ไม่เคยขาดตลอดปี พวกเขาจมปลักอยู่ในความสุขสำราญ ผลผลิตทางการเกษตร มีมากมายจนกินไม่หมดตลอดปี   พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านที่ ใหญ่โต คฤหาสน์ที่สูง สร้างจากหินอย่างสวยงาม  ภูเขา ถ้ำ พวกเขาขุด เพื่อทำบ้านที่อยู่อาศัย และ สลักหิน ที่อยู่อาศัยของพวกเขาอย่างสวยงดงาม   โดยมีห้องเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย มีห้องโถงอย่างกว้างขวาง ลานหินของพวกเขา ปลูกหญ้า  และ ต้นไม้เขียวขจี และช่างร่มรื่นแน่แท้ ภูเขา และ ถ้ำ พวกเขาสร้างมาเป็นที่พำพัก ในช่วงฤดูหนาว  ส่วนในช่วงฤดูร้อน พวกเขาจะออกมาอาศัยในบริเวณที่ราบ โดยสรุปแล้วพวกเขามีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย และแล้วเวลาก็ผ่านไป รุ่นแล้วรุ่นแล้ว พวกเขามีชีวิตอยู่ในความสุขสบาย ทรัพย์สินของพวกเขามีมากมาย แทบจะใช้ไม่หมด ด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขามากมายนั้น จึงทำให้พวกเขาหลงลืมจากการรำลึกถึงอัลลอฮ หลงลืมความสัจจริง พวกเขาสร้างเจว็ดแล้วกราบไหว้บูชา
 ขณะที่ ชาวษะมูด จมอยู่ท่ามความหลงอยู่นั้น อัลลอฮ์ได้ส่งรอซูลท่านหนึ่งมา เพื่อนำพาพวกเขาให้หลุดพ้นจากความหลงและนำไปสู่ความสูงส่ง รอซูลท่านนั้นชื่อว่า ซอและห์ เป็น บุตรของอาบิด   ซอและห์ เป็นชายหนุ่ม ที่มีนิสัยใจคอที่งดงาม ซื่อสัตย์สุจริต แต่มีฐานะยากจน เขารู้สึกกลุ้มใจ ที่เห็นประชาชนกราบไหว้และบูชารูปปั้น รู้สึกผิดหวัง ที่พวกเขามักจะกระทำความโหดเหี้ยม  พูดจามดเท็จ และกระทำทารุณแก่ผู้ที่อ่อนแอกว่า ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจที่จะอยู่เงียบๆ คนเดียว เพื่อตัวเขาจะได้ห่างไกลจากการกระทำชั่วร้าย ความลุ่มหลง  และแล้วเขาจึงเดินทางไปอยู่ท้ายหมู่บ้าน เพื่อหาความสงบทางจิตใจ และประกอบอิบาดะห์ต่ออัลลอฮ์


          หลังจากเขาประกอบอิบาดะห์อยู่สักระยะหนึ่ง เขาได้รับการแต่งตั้ง จากอัลลอฮ์ ให้เป็นนบี สำหรับประชาชาติของเขา  พระองค์ได้สั่งให้ นบีซอและห์ ออกไปเพื่อเชิญชวนประชาชนให้มีความศรัทธาต่ออัลลอฮ์ในความจริงและความสูงส่งของพระองค์ ทันทีที่ได้รับคำบัญชาจากอัลลอฮ นบีซอและห์จึงออกไปเชิญชวนประชาชนโดยกล่าวว่า

“ โอ้ประชาชาติของข้า ! แท้จริงแล้ว ข้าได้รับการบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า  ให้เชิญชวนพวกท่านกระทำอิบาดะห์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียว ”

หลังจากที่ประชาชนได้ฟังคำเชิญชวนของท่านแล้ว พวกเขาจึงฉงนสงสัย จึงเอ่ยถามว่า

“ ผู้ใดเล่ามีบัญชาเจ้าให้มาหาพวกเรา โอ้ซอและห์ ? ”

ซอและห์จึงตอบว่า  “ อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าของข้าได้บัญชาให้มาบอกแก่พวกเจ้า  เพื่อละทิ้งความหลง และนำพวกเจ้าไปสู่หนทางที่เที่ยงแท้ ”

หลังจากที่ฟังคำตอบของนบีซอและห์แล้ว พวกเขาจึงหัวเราะเยาะชอบใจ บางส่วนจึงพูดว่า

“ โอ้ซอและห์ มันอีกนานที่เราจะตามเจ้า ทางที่ดีเจ้าจงกลับไปทำ อิบาดะห์ที่พักของเจ้าจะดีกว่า ”

         ประชาชนไม่ยอมฟังคำเชิญชวนของนบีซอและห์ พวกเขายังคงทำตามอารมณ์ของพวกเขา ในการกราบไหว้รูปปั้น และยังคงทำความชั่วเช่นเดิม แต่ในฐานะเป็นรอซูล คนหนึ่ง ท่านจึงเป็นคนที่มีความสงบเยือกเย็นอดทน  และยังคงออกไปเชิญชวนประชาชาติของท่านอย่างสม่ำเสมอ ที่ไหนที่พวกเขารวมตัวกัน ท่านก็จะไปเชิญชวนเสมอ

         “ โอ้ประชาชาติของข้า ! พวกเจ้าจะต้องกราบไหว้อัลลอฮ์ จงละทิ้งจากการกราบไหว้บูชาเจว็ด  พวกเจ้าจะกราบไหว้สิ่งอื่นไม่ได้นอกจากพระองค์ผู้เดียว จงรำลึกถึงความโปรดปรานทั้งหลาย ที่พระองค์ประทานให้แก่พวกเจ้า พวกเจ้ามีชีวิตอย่างสุขสบาย กระทั่งสามารถสร้างคฤหาสน์ที่สวยงามตระการตา ความโปรดปรานทั้งหลายนั้นมาจากพระองค์  พวกเจ้าจะต้องขออภัยโทษต่อพระองค์ในความผิดทุกอย่างที่กระทำไป ”
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี นบีซอและห์ มิเคยเบื่อหน่ายที่จะเชิญชวนประชาชาติของท่าน ให้กระทำความภักดีต่ออัลลอฮ ในบรรดาพวกเขานั้น มีบางส่วนที่เชื่อถือในคำเชิญชวนของ นบีซอและห์ จากนั้นพวกเขาจึงร่วมกันเชิญชวนประชาชนให้กราบไหว้อัลลอฮ และละทิ้งการบูชารูป โดยส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนยากคนจน คนมีฐานะ ต่ำต้อยที่ยอมรับคำเชิญชวนของท่านอย่างเต็มใจ แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ คนรวย และคนที่มีชื่อเสียง ต่างคัดค้านถึงที่สุด ด้วยความเย่อหยิ่งพวกเขาพูดว่า

“ โอ้ซอและห์ ! เจ้าจะมาให้พวกเราละทิ้งการกราบไหว้บูชารูปนั้น ทั้ง ๆ ที่ปู่ย่าตายายเรากระทำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ”

นบีซอและห์จึงพูดว่า “ รูปปั้นที่พวกเจ้าอุปโลกน์ให้เป็นพระเจ้านั้นไม่สามารถทำอะไรใด ๆ แก่พวกเจ้าได้หรอก มันไม่สามารถให้คุณประโยชน์แก่พวกเจ้า  และไม่สามารถให้โทษแก่พวกเจ้าได้เช่นกันด้วย  แล้วพวกเจ้ากราบไหว้มันได้อย่างไร พวกเจ้าไม่ได้คิดบ้างดอกหรือ ?

พวกที่ปฏิเสธก็ยังคงดื้อดึง แต่ผู้ที่ได้รับทางนำ กลับยอมรับอย่างง่ายดาย พวกที่ปฏิเสธจึงพูดว่า

“ แต่ก่อนนั้นพวกเราเคารพเจ้าว่าเป็นคนดี แต่บัดนี้เรารู้สึกผิดหวังเหลือเกิน กับจุดยืนที่โง่เง่าของเจ้า เราจะละทิ้งพระเจ้าที่ปู่ย่าตายายของเรากราบไหว้บูชาดอกหรือ หรือว่าเจ้าบ้าไปแล้วกระมัง โอซอและห์ ”

ซอและห์จึงพูดว่า “ ท่านทั้งหลาย ! ข้าไม่ได้บ้า ข้าเชิญชวนพวกท่านไปสู่หนทางที่เที่ยงธรรม คือพวกท่านทั้งหลายจงกราบไหว้อัลลอฮ  ทำไมเล่าพวกเจ้ายังคงชักช้าอยู่อีกหล่ะ ทั้ง ๆ ที่คนฉลาดคนอื่น ๆ เขาเชื่อใน อัลลอฮและตามฉันแล้ว ”

หลังจากที่พวกเขาเห็นว่า คนที่ตามนบีซอและห์ยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พวกเขาพูดกันว่า

“ ใช่ ! สมาชิกของ ซอและห์ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น พวกเขาได้ละทิ้ง บรรดาพระเจ้าของเรา  หากเราไม่ทำอะไรสักอย่างแล้ว ศาสนาของเราต้องเสียงหายแน่นอน ”

บางคนพูดว่า“ อิทธิพลของซอและห์นับวันยิ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชน ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น  หากเรายังปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินอยู่ล่ะก็ ทำให้พวกเราย่ำแย่แน่ ”

บางส่วนพูดว่า “ ซอและห์เขาแกล้งหามวลชน เพราะเขาอยากจะมีชื่อเสียง เขาเป็นคนพูดจามดเท็จ ”

          มีคำพูดและข้อเสนอมากมายที่ถูกเสนอขึ้นมา พวกเขามีมติร่วมกันที่จะคัดค้าน นบีซอและห์ อย่างถึงที่สุด  นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมื่อใดที่พวกเขาพบกับสมาชิกของ นบีซอห์และห์  ที่พยายามจะเชิญชวนพวกเขา

พวกเขาจึงพูดว่า “ ทำไมมันช่างง่ายดายเหลือเกินที่ทำให้พวกเจ้าต้องตามซอและห์ ? ”

สหายของนบีซอและห์ จึงตอบว่า “ เพราะซอและห์เขาเชิญชวนพวกเราไปสู่สัจธรรม และ ห้ามพวกเราจากการกระทำที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ”

พวกเขาจึงพูดเย้ยหยัน“ พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ซอและห์นั้นเป็นตัวแทนจากอัลลอฮ์ ”

บรรดาผู้ศรัทธา จึงตอบว่า “ ใช่แล้ว ! เขาเป็นตัวแทนของอัลลอฮ์ เราศรัทธาในตัวเขา ”

พวกผู้ปฏิเสธจึงพูดว่า

“ เราจะไม่เชื่อเด็ดขาดกับสิ่งที่พวกเจ้าศรัทธา พวกเจ้าคิดหรือ  ทุกคำพูดที่ซอและห์พูดออกมานั้น เป็นความจริงทุกประการ ? เป็นไปได้หรือที่เขาพูดว่า มีพระเจ้าที่ชุบชีวิตใหม่ หลังจากที่เราตายไป  พระองค์จะทรงตอบแทนการกระทำทุกอย่างของเรา   ทำดีก็จะตอบแทนด้วยความดี   ทำชั่วก็จะตอบแทนด้วยความชั่ว พวกเจ้าอย่าได้เชื่อเลย กับคำพูดของเขา หลังจากตายไป เราจะไม่มีชีวิตอีกแล้ว ซอและห์เขาเป็นบ้าไปแล้ว ”

         นบีซอและห์ ยังคงออกไปเชิญชวนประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าท่านจะถูกเย้ยหยัน เกลียดชัง และถูกดุด่าว่าร้ายปานใดก็ตาม    แต่ท่านก็ยังคงเชิญชวนอย่างไม่ลดละ  ครั้งหนึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ได้ให้ข้อเสนอพิเศษ

โดยพูดว่า “ โอ้ ! ซอและห์ เจ้าต้องการตำแหน่งบ้างไหม เกียรติยศและศักดิ์ศรีหรือความร่ำรวย ? ”

นบีซอและตอบอย่างชัดแจ้งว่า “ ข้าเชิญชวนพวกเจ้าสู่อัลลอฮ์ ” มิใช่เพื่อตำแหน่งหรือเกียรติยศและศักดิ์ศรีหรอก ”

แต่หลังจากตำแหน่งดังกล่าวไม่เป็นผล พวกเขาจึงใส่ร้ายป้ายสีโดยพูดว่า

“ ที่แท้เจ้านี่เป็นพวกมายากล เจ้าก็เป็นมนุษย์ เหมือนพวกเรา  หากเจ้าเป็นตัวแทนจากพระเจ้าจริง ๆ แล้ว ไหนล่ะหลักฐาน ! ”

นบีซอและห์จึงถามว่า “ เจ้าต้องการหลักฐานอะไรที่จะให้ข้าแสดงให้รู้ว่า ข้าเป็นตัวแทนของอัลลอฮจริง ? ”

พวกเขาจึงพูดว่า “ จงทำอูฐตัวใหญ่ตัวหนึ่งให้มีขนสีแดง มีขอบตาสีดำ และ มีน้ำหนักที่ประชาชนในเมืองนี้กินแล้วไม่รู้จักหมด ”

ซอและห์จึงพูดว่า “ ได้ ตกลง ข้าจะขอจากอัลลอฮ์ ให้เห็นชอบกับคำขอของพวกเจ้า ”

        เพื่อให้ได้ตามคำขอของประชาชาติของท่าน นบี ซอและห์ จึงขอดุอาจากอัลลอฮ์  เพื่อให้พระองค์ทรงประทานอูฐตามที่พวกเขาต้องการ  อัลลอฮ์ แจ้งให้ นบีซอและห์ บอกให้ประชาชนมารวมตัวกัน ที่บริเวณโขดหินขนาดใหญ่  บริเวณชานเมือง หลังจากนั้น พวกเขาต่างคน ต่างก็เดินไปที่บริเวณโขดหินดังกล่าว  หลังจากที่พวกเขาเดินมาถึงบริเวณดังกล่าวไม่นาน  ทันใดนั้นมีอูฐตัวหนึ่งออกมาจากก้อนหิน ต่อหน้าพวกเขา พวกเขาต่างคนก็ตะลึงงันอย่างไม่เชื่อสายตา

ในบรรดาพวกเขาจึงอุทานว่า

“ จริงหรือ ที่อูฐตัวนั้น นำมาโดย นบี ซอและห์ จากพระเจ้าของเขา ให้มาเป็นหลักฐาน ? จริงหรือซอและเป็นตัวแทนของพระเจ้า ? ”

เมื่อพวกเขาได้เห็นเหตุการณ์ ผิดธรรมชาติเช่นนี้ จึงมีจำนวนหลายคนที่ศรัทธา  แต่พวกเขาส่วนใหญ่ยังคงปฏิเสธและพูดว่า “ ซอและห์เป็นนักเล่นกลที่เยี่ยมยอด ”

นบี ซอและห์ จึงพูดว่า

“ นี่แหล่ะอูฐของพระเจ้าประทานมา เพื่อเป็นหลักฐานแก่พวกเจ้า  ปล่อยให้มันกินตามความพอใจของมัน  พวกเจ้าจงอย่าได้รบกวนหรือทำร้ายมัน  จงปล่อยให้มันดื่มน้ำเป็นเวลาหนึ่งวัน และพวกเจ้าหนึ่งวันสลับกัน หากพวกเจ้ารบกวนมันแล้ว จงคอยอาเพศจากพระเจ้าจะลงมายังพวกเจ้า ”

        ประชาชน ต่างคนต่างก็พูดคุยกัน ในเรื่องอูฐ อย่างไม่ขาดสาย  พวกเขาปล่อยให้มันมีชีวิตอย่างอิสระ พวกเขาตระเตรียมน้ำ ให้หนึ่งวันสำหรับอูฐ และ หนึ่งวันสำหรับชาวษะมูด คนยากคนจนต่างกันก็มีความสุขที่ได้ดื่มนมจากอูฐ อย่างอิ่มหนำสำราญใจ

คนหนึ่งจากพวกเขาพูดว่า

“ ใช่แล้ว ซอและห์เป็นตัวแทนของอัลลอฮ เขาสามารถประจักษ์พยาน  เพื่อบ่งบอกถึงความจริงทั้งหมด เราไม่สามารถหักล้างเหตุผลของเขาได้ ”

        สมาชิกของ นบีซอและห์ นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผู้ที่ร่ำรวยมีความอิจฉาต่อ  นบีซอและห์ ที่เห็นสมาชิกของเขา  เพิ่มมากขึ้นทุกวัน นับวันเขายิ่งได้รับเกียรติจากสมาชิกของเขา

พวกเขาจึงหารือกันว่า “ เราปล่อยให้ซอและห์มีอิทธิพลเช่นนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เราต้องหาวิธีกำจัดเขา ”

         บรรดาแกนนำของพวกบูชาเจว็ดได้แก่ ซุมา บินอัมร์ บินลาบิด กับบาบ  และช่างมีชื่อว่า รอบบาน บินสะก็อร และพรรคพวกออกมาพบกันประชาชนโดยพูดว่า

“ พวกเจ้าดูสิ อูฐตัวนั้นได้มาสร้างความวุ่นวายแก่พวกเจ้าแล้ว สัตว์เลี้ยงของพวกเจ้าวิ่งหนีเข้าป่า ปล่อยให้อูฐของ ซอและห์ เที่ยวกินอย่างอิสระ ทำไมพวกเจ้าไม่คิดทำอะไรบ้างหล่ะ ? ”

สมุนของพวกเขาพูดว่า“ จริงตามที่ท่านพูด สัตว์เลี้ยงของเราผอมแห้งไปหมดแล้ว แล้วอะไรล่ะที่เราต้องทำต่อไป ? ”

พวกที่คอยยุแหย่นั้นเสนอข้อคิดว่า “ ต้องฆ่าสัตว์ตัวนั้นเสีย ”

พวกเขาจึงถามพลัน“ แล้วเราจะฆ่าอูฐของพระเจ้าได้อย่างไรหล่ะ ฆ่ามันไปแล้วผลของมันย่อมไม่ดีแน่ ”

         อัลลอฮ์ทรงประทานวะฮีย์มายัง นบีซอและห์ แจ้งให้ทราบถึงแผนการณ์ของประชาชาติของท่าน จากนั้นท่านจึงไปหาประชาชาติของท่านเพื่อให้การตักเตือน

“ โอ้ประชาชาติของข้า ! พวกเจ้า จงอย่าได้ทำตามอารมณ์ของตัวเอง อีกหน่อยพวกเจ้าจะต้องเสียใจ  จงขออภัยโทษจากอัลลอฮ หวังว่าพระองค์จะโปรดปรานพวกเจ้า ”

ผู้ศรัทธาจึงตอบว่า “ เราจะไม่รบกวนหรือทำร้ายอูฐตัวนั้นแน่นอนโอ้นบีซอและห์ ”

นบีซอและห์จึงอธิบายว่า “ มีคนที่คอยยุแหย่ให้ฆ่ามัน อีกหน่อยจะมีคนที่จะฆ่ามัน คนผู้นั้นมีผิวลายๆ ”

บรรดาผู้ศรัทธาให้สัญญาว่าจะคอยดูแลมันเป็นอย่างดี และจะจัดการกับผู้ใดที่มาฆ่าอูฐตัวนั้น ”
ทารกที่มีผิวเป็นลายๆ ได้ถือกำเนิดในตระกูลนักรบชาวอ๊าดที่แข็งแกร่ง ทันที่ออกจากครรภ์มารดา   หมอตำแยอุทานขึ้นว่า “ เด็กคนนี้แหละที่ซอและห์เคยเล่าไว้ ” ทารกที่มีผิวเป็นลายๆ นั้นถูกตั้งชื่อว่า กุดูร ประชาชนไม่กล้าเปิดปากที่พูดคุยเรื่อง  เด็กแปลกคนนี้ ต่างคนก็เอาแต่กระซิบกันเท่านั้น  ไม่กล้าพูดคุยอย่างเปิดเผย เพราะกลัวปู่ทั้งสองคนของเขา เพราะคนทั้งสองเป็นนักรบที่เหี้ยมโหด และได้รับเกียรติจากสังคม  หลายปีผ่านไป เด็กนั้นได้เติบโตเป็นชายหนุ่มที่มีร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นมัดๆ มีนิสัยที่โหดเหี้ยม  ไม่มีผู้ใดเลยที่กล้าต่อกรกับเขา เขามีชีวิตอย่างอิสระและได้รับการยกย่องจากประชาชน  ทุกการกระทำของเขา ไม่มีผู้ใดเลย ที่กล้าขัดขวางและห้ามปราม เพื่อนๆ อีกจำนวนแปดคนที่ไล่เลี่ยของเขา ก็มีนิสัยใจคอเหมือนกับเขา ไม่มีผิด พวกเขาเป็นที่หวาดกลัว และ เกรงขามของประชาชน  ครอบครัวของคนเหล่านี้มักจะคอยยุแหย่ให้ทำร้าย นบีซอและห์ และ สหายอยู่ตลอดเวลา เลือดหนุ่มของเขาพุ่งกระฉูด อยากจะทำความชั่วตลอดเวลา ภายใต้การนำของชายหนุ่มผู้นี้ จึงได้จัดชุดไล่ล่าอูฐ ด้วยความรู้สึกทระนง

ชายหนุ่มทั้งแปดคนจึงตัดสินใจว่า

“ เราจะปล่อยให้อูฐของซอและห์อยู่อย่างสบายต่อไปไม่ได้อีกแล้ว  เราจะต้องช่วยกันฆ่าอูฐของซอและห์พร้อมๆ กัน ”

หนึ่งในจำนวนพวกเขาพูดว่า “ ญาติพี่น้องของซอและห์จะต้องล้างแค้นพวกเราแน่ ”

เพื่อนอีกคนหนึ่งพูดว่า “ เรื่องนั้นง่ายนิดเดียว เราก็ลงมือฆ่าในเวลากลางคืน เราฆ่าอูฐมันก่อน จากนั้นเราค่อยจัดการกับซอและห์ ”

          ชายหนุ่มทั้งแปดคน ยิ่งมีความมั่นใจสูงขึ้น บิดามารดาของพวกเขาบางส่วนได้ตักเตือนว่า อย่าได้ฆ่าอูฐตัวนั้นเลย  แต่บัดนี้ดูแล้วแทบจะไม่มีผลอีกต่อไป ไม่มีผู้ใดที่สามารถหักห้ามความตั้งใจของพวกเขาเลย พวกเขาวางแผนว่า  ผู้ใดจะเป็นคนลงมือฆ่าอูฐ ?  พวกเขาถามกันเอง แม้ว่าเป็นชายหนุ่มที่ทรงพลัง และมีความมั่นใจในความสามารถสูง  แต่ความกลัวก็ยิ่งเข้ามาสะกิดหัวใจ ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจในครั้งนี้

เหล่าสตรีของพวกเขาจึง พูดท้าทายว่า “ ไม่มีบ้างหรือนักรบของพวกเราที่กล้าฆ่าอูฐตัวนั้น ? เร็ว กำจัดอูฐ และ ซอและห์ให้สิ้นซากไป พวกเราจะคอยให้กำลังใจ ”

         ขณะที่เขากำลังสนทนาอยู่นั้น มีสตรีผู้หนึ่งลุกขึ้น  เขาเป็นสตรีที่มีความคลั่งไคล้กับการกราบไหว้บูชาเจว็ด  เขาเดินเข้ามาใกล้กับกุดัร บิน ซาลิฟ หัวหน้ากลุ่ม

พลางพูดว่า “ โอ้กุดัรบุตรของข้า , บุตรสาวคนสุดท้องที่มีความงดงามของแม่นั้น  แม่จะยกให้เจ้า หากเจ้ายอมที่จะฆ่าอูฐตัวนั้น ”

ทิ่ริมฝีปากของกุดัรปรากฏรอยยิ้ม เขาจึงพูดว่า “ แม่เอ๋ย ! ลูกพร้อมที่จะออกไปฆ่าซอและห์และอูฐของมัน ”

         หญิงแก่ผู้นั้นยิ้มร่าเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่มผู้นั้น หญิงแก่ผู้นี้เป็นคนที่มีจิตใจเคียดแค้น  กระทั่งเขายอมที่จะยกให้ลูกสาวของตัวเองให้เผื่อปกป้องเจว็ดของพวกเขา  ทันใดนั้นมีหญิงหม้ายคนหนึ่ง ชื่อว่า โซดุก ลุกขึ้นพูดกับลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ชื่อว่า มุสัดดะ เพื่อนของกุดัรว่า “ พี่จ๋า น้องและทรัพย์สินทั้งหมดของน้องจะยกให้เป็นของพี่ทั้งหมด หากพี่ยอมที่จะฆ่าอูฐตัวนั้น ”

มุสัดดะ จึงพูดว่า “ เพื่อน้อง พี่ยอมที่จะฆ่าอูฐตัวนั้น ”

         ผู้หญิงจำนวนหลายคนที่ออกมาอย่างเปี่ยมด้วยความหวัง   โดยได้เดิมพัน ด้วยตัวและทรัพย์สินของพวกเขา  หวังเพื่อปกป้องเจว็ดที่พวกเขากราบไหว้บูชา แต่เมื่อบรรดาชายฉกรรจ์ได้มองไปยังสาวสวยเหล่านั้นแล้ว  ทำให้พวกเขายิ่งมีกำลังใจและแล้วในที่สุดพวกเขา จึงตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่จะฆ่าอูฐที่มาทำความยุ่งยากแก่พวกเขา

         วันที่พวกเขากำหนดที่จะลงมือฆ่าอูฐก็มาถึง บรรดาชายฉกรรจ์ได้เตรีมพร้อม  เพื่อฆ่าอูฐตัวใหญ่ผิดปกติตัวนั้น  แต่ด้วยคนจำนวนมากที่มามุงดูและให้กำลังใจ จึงทำให้ชายฉกรรจ์เหล่านั้นไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป เสียงร้องโห่ดังสนั่น  พวกเขาออกไปหาอูฐตัวนั้น ประชาชนจำนวนมากโห่ร้องให้กำลังใจพวกเขา กุดัรเดินนำหน้าชายฉกรรจ์อย่างทระนง  พร้อมคันธนูที่พาดบ่า

         ขณะนั้นอูฐกำลังดื่มน้ำ นักรบเหล่านั้นก้าวอย่างเข้มแข็ง พวกเขาได้เข้าไปห้อมล้อมอูฐตัวนั้น คนหนึ่งในจำนวนนั้นก้าวออกมา เพื่อจะฆ่าอูฐ    แต่ทันใดนั้นชายฉกรรจ์ผู้นั้นเกิดอาการสั่นเทา หน้าซีด และแขนขาของเขาสั่นเทา คันธนูในมือหล่นลงมากับพื้นและเขาต้องถอยหลัง

“ เชอะ ไอ้ขี้ขลาดตาขาว !"

         เพื่อนอีกคนพูดออก  พลันตัวเองก็ก้าวออกมาอย่างกล้าหาญ เขาพกคันธนูพร้อมที่จะปล่อยลูกธนูออกไปฆ่าอูฐอย่างคล่องแคล่ว แต่ทันใดนั้น  ตัวเขาสั่นและข้อทุกส่วนของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ คันธนูของเขาหล่นจากมือ และเขาต้องถอยหลังอีกเช่นกัน  ประชาชนที่ดูเหตุการณ์นั้นต้องฉงนสงสัยเป็นอย่างมาก เพื่อนอีกหลายคนรู้สึกโกรธ  ทันใดนั้น มุสัดดะ จึงก้าวออกมา เขายิงธนูไปสู่เป้าหมายทันที ส่วนกุดัร ก็ยิ่งธนูซ้ำอีก ลูกธนูพุ่งออกไปถูกที่ขาของอูฐและล้มลงไปกับพื้น  ทันทีอูฐร้องครวญอย่างเจ็บสาหัส เมื่อได้ทีแล้ว กูดัรจึงรีบตระครุบ และ เชื่อดอูฐที่กำลังดิ้นทุรนทุราย  ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างก็ดีใจและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของพวกเขาที่ฆ่าอูฐได้

ในบรรดาพวกเขาพูดออกมาเย้ยหยัน“ ไหนล่ะซอและห์ เรียกเขามา ให้เขาเอาอาเพศตามที่เขาได้สัญญาไว้ ! ”

อูฐตัวนั้นมีลูกอยู่ตัวหนึ่ง ทันทีที่แม่ของมันล้มลง มันจึงกระโดดวิ่งหนีไปทางภูเขา และ บรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้นจึงรีบวิ่งเพื่อจับมัน

         เรื่องราวการฆ่าอูฐตัวนั้นมาถึงหูของนบีซอและห์ ท่านจึงออกไปพบกับประชาชนของเขา คนแก่จำนวนหนึ่งได้มาหา นบีซอและห์และพูดว่า “ ทำอย่างไรได้ , พวกเราไม่รู้ว่าเด็กพวกนั้นได้จัดการกับอูฐตัวนั้นไปแล้ว ”

นบีซอและห์ตอบว่า “ จงจับลูกอูฐและเลี้ยงมันให้ดี หวังว่าโทษที่อัลลอฮจะลงโทษแก่พวกเจ้าจะได้เบาบางลง ”

ประชาชนส่วนหนึ่งพยายามที่จะปกป้องลูกอูฐตัวนั้น แต่พวกชายฉกรรจ์ที่ชั่วร้ายได้ฆ่ามันไปแล้ว

ทันทีที่ นบีซอและห์ ทราบ จึงพูดว่า

“ พวกเจ้าจงมีความสุขสำราญเป็นเวลาสามวัน , นั้นเป็นสัญญาที่ชัดแจ้ง ในจำนวนสามวันนั้น  วันหนึ่งสีหน้าของพวกเขาจะซีดเซียว วันที่สองหน้าพวกเขาจะแดงก่ำ และ  วันที่สามใบหน้าจะดำคล้ำ และหลังจากนั้นไปโทษทัณฑ์ของอัลลอฮจะลงมายังพวกเจ้า ”

         จากนั้น นบีซอและห์ได้เดินทางออกไป บรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้นโห่ร้องอย่างสะใจ !บรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างดีอกดีใจ พวกเขาช่วยกันแบกลูกอูฐไปไว้ใกล้ ๆ กับแม่อูฐจากนั้นพวกเขาก็แล่หนัง และสับ เนื้ออูฐ อย่าเมามัน

หนึ่งในบรรดาพวกเขาพูดว่า “ เอะ ! ซอและห์ช่างเก่งเหลือเกินที่คาดการณ์ว่าอาเพศจะประสบกับพวกเราอีกสามวันข้างหน้า ”

บางคนพูดว่า “ บัดนี้อูฐของเขาก็ถูกฆ่าแล้ว ไหนล่ะ อำนาจของเขา ? ”

        พวกเขาพูดเย้ยหยัน นบีซอและห์ มากมาย จากนั้นพวกเขาได้วางแผนจะเอาชีวิต นบีซอและห์  โดยวางแผนที่จะเดินทางไกล แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังซุ่มเพื่อจะหาโอกาส ฆ่า นบี ซอและห์ และ ครอบครัว ก่อนที่พวกเขาจะออกไป ซุ่ม จึงพูดว่า

“ จงคอยดูแผนของเราต่อไป ! อีกไม่นาน ซอและห์ และ ครอบครัว จะต้องตายด้วยฝีมือของเรา เขาจะต้องมีสภาพอย่างอูฐของเขา ”

        ขณะที่พวกเขากำลังดักซุ่มในหลืบหินที่เป็นช่องสลับซับซ้อนอยู่ไม่ไกล จากศาลเจว็ดของพวกเขานั้น  ทันใดนั้นก้อนหินขนาดมหึมาก็ ถล่มลงมาทับพวกเขาตายอนาถ โดยไม่ทันที่พวกเขาจะทำอะไร วันรุ่งขึ้นประชาชนที่รู้ถึงแผนฆ่าซอและห์ พวกเขาจึงออกไป เพื่อจะไปดูศพของ นบีซอและห์ และ ครอบครัวของเขา แต่พวกเขาต้องตกใจอย่างที่สุด เมื่อศพที่พวกเขาพบเห็นนั้นมิใช่เป็น  ศพของนบีซอและห์ แต่กลับเป็นศพของชายฉกรรจ์ ในวันนั้นใบหน้าของผู้ปฏิเสธชีดเซียว เสมือนถูกทาด้วยขมิ้น ต่างคนต่างสงสัยเมื่อเห็นใบหน้าของเพื่อน

พวกเขาถามกันเอง “ จริงตามคำเตือนของซอและห์หรือ ?! เราจะประสบกับอะไรอีกสามวันข้างหน้า ”

        พวกเขาเอาแต่นั่งกลุ้มใจทั้งวัน คำถามมากมายที่ผุดอยู่ในหัวสมองของพวกเขา  ต่างก็รู้สึกผิดหวัง บ้างก็ร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้น  บ้างก็ร้องไห้นึกถึงอาเพศที่จะเกิดกับตัวเอง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว หนึ่งวันผ่านไป พวกเขาเศร้าใจเสียใจอย่างเหลือคณา วันที่สองก็เยือนมา ใบหน้าของพวกเขา  จากสีเหลืองซีดเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ จิตใจของพวกเขายิ่งตีบขึ้น ลูกตาบวม แต่การร้องไห้ของเขา  ไม่ผลอะไรอีกต่อไปแล้ว มันสายเกินแก้ นอกจากแต่คอยวินาทีแห่งการตัดสินเท่านั้น

        วันที่สองผ่านไป วันที่สามก็เยือนมาอีก สีหน้าของเขาดำคล้ำอย่างกระทันหันเสมือนเป็น ตอตะโก ดวงตาของพวกเขาลุกวาวอย่างเหลือคณา จากนั้นพายุโหมกระหน่ำ ฟ้าผ่าอย่างบ้าคลั่ง  ทันใดนั้นเสียงกระหื่มทั่วทุกหัวระแหง ชาวษะมูดที่หยิ่งทะนงนั้นไม่สามารถไหวเคลื่อน  ได้อีกต่อไปแล้ว ต่างคนต่างล้มลงเสมือนท่อนไม้ถูกพายุถาโถมจมล้มไม่เคลื่อนไหว   บ้านและที่อาศัยรวมทั้งคฤหาสห์ที่ใหญ่โตมโหฬารของพวกเขาพังทลายยับเยิน

         นบีซอและห์และบรรดาสาวกของท่านทุกคนปลอดภัยจากเหตุการณ์ที่น่าสะพึงกลัว  ครั้งนั้น ท่านได้หันมามองประชาชาติของท่านที่สลายไปนั้น  และได้กล่าวว่า

“ โอ้ประชาชาติของฉัน ! ฉันได้ตักเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า หากพวกเจ้ายังไม่เชื่อฟัง  และคงอยู่ในความหลงผิดแล้ว พวกเจ้าจะไม่มีวันปลอดภัย ในความฟุ่มเฟือย และ   ความสำราญได้เลย ฉันได้บอก ให้พวกเจ้าภักดีต่ออัลลอฮ  แต่แล้วพวกเจ้าก็ยังกระด้าง และยังคงกระทำอธรรมบนหน้าแผ่นดินอีก "

“ โอ้ประชาชาติของฉัน ! แท้จริงแล้วฉันได้ส่งสาส์นของพระผู้เป็นเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว พร้อมยังได้ให้คำตักเตือนต่างๆ นานา  แต่แล้วพวกเจ้าก็กลับเกลียดชังผู้ที่คอยให้คำตักเตือนพวกเจ้า ! ”

         หลักจากที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้ล่มสลายไปพร้อมกับบ้านเมืองของเขาแล้ว นบีซอและห์  พร้อมกับผู้ติดตามท่าน จึงได้โยกย้ายไปอาศัยในบริเวณที่แห่งหนึ่งชื่อว่า อัล - รามัลละห์  ในปาเลสไตน์ พวกเขาอพยพไปเพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่
5/4/53 โพสต์โดย ฮัสบิยัลลอฮฺ
6 จาก 7
วัลลอฮุอะลัม

ผิดพลาดประการใด ขอพระองค์ทรงให้อภัยบ่าวด้วยเถิด
5/4/53 โพสต์โดย ฮัสบิยัลลอฮฺ
7 จาก 7
ท่านนบี อาดัม (อ.)ในมุมมองของกุรอาน
เรื่องราวของนบีอาดัม (อ.) และการถูกขับไล่ออกจากสรวงสวรรค์ และการปกครองแผ่นดินนั้น ได้ถูกยกมาใน 7 ซูเราะฮ์ : บะเกาะเราะฮ์, อะอ์รอฟ, ฮิจร์, อิสรออ์, กะฮ์ฟ, ฏอฮา และศอด และในแต่ซูเราะฮ์ได้นำเสนอแง่มุมชีวิตของท่านไว้อย่างน่าสนใจ

ใน 7 แง่มุมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นมุมมองที่มีความต่อเนื่องกันนั้น เมื่อมีการกล่าวประโยคที่ซ้ำกัน นั้นก็เพื่อต้องการเชื่อมมุมมองต่าง ๆ ให้เข้ากัน และเมื่อมีจุดแตกต่างกัน นั้นก็เพื่อที่จะกล่าวถึงประเด็น ๆ หนึ่ง ซึ่งเมื่อนำมาเชื่อต่อกันแล้ว จะได้เนื้อหาที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

1.   เรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์

“และจงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าของเจ้าได้ตรัสแก่มลาอิกะฮ์ว่า แท้จริงข้าจะให้มีผู้แทนคนหนึ่งในพิภพ มลาอิกะฮ์ได้ทูลขึ้นว่า พระองค์จะทรงให้มีขึ้นในพิภพซึ่งผู้ที่บ่อนทำลาย และก่อการนองเลือดในพิภพกระนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่พวกข้าพระองค์ให้ความบริสุทธิ์ พร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ และเทิดทูนความบริสุทธิ์ในพระองค์ พระองค์ตรัสว่า แท้จริงข้ารู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้



และพระองค์ได้ทรงสอนบรรดานามของทั้งปวงให้แก่อาดัม ภายหลังได้ทรงแสดงสิ่งเหล่านั้นแก่มลาอิกะฮ์    แล้วตรัสว่า   จงบอกบรรดาซื่อของสิ่งเหล่านี้แก่ข้า หากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง

พวกเขา (บรรดามลาอิกะฮ์) ทูลว่ามหาบริสุทธิ์พระองค์  พวกข้าพระองค์ไม่มีความรู้ใด ๆ นอกจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสอนพวกข้าพระองค์เท่านั้น      แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ

พระองค์ตรัสว่า โอ้อาดัม จงบอกบรรดาชื่อของสิ่งเหล่านั้นแก่พวกเขาที (บรรดามลาอิกะฮ์) ครั้นเมื่ออาดัมได้บอกชื่อของสิ่งเหล่านั้นแก่พวกเขาแล้ว พระองค์จึงตรัสว่า ข้ามิได้บอกแก่พวกเจ้าดอกหรือว่า แท้จริงข้าเป็นผู้รู้ยิ่งซึ่งความเร้นลับแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และเป็นผู้รู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผยและสิ่งที่พวกเจ้าปกปิด

และจงรำลึก ขณะที่เราได้กล่าวแก่มลาอีกะฮ์ว่า พวกเจ้าจงสุยูด แก่อาดัมเถิดแล้วพวกเขาก็สุยูดกัน นอกจากอิบลีส โดยที่มันไม่ยอมสุยูด และแสดงโอหัง และมันจึงได้กลายเป็นผู้สิ้นสภาพแห่งการศรัทธา (กาฟีร์)

และเราได้กล่าว่า โอ้ อาดัม เจ้าและคู่ครองของเจ้าจงพำนักอยู่ในสวนสวรรค์นั้นเถิด และเจ้าทั้งสองจงบริโภคจากสวนนั้นอย่างที่เจ้าทั้งสองปรารถนาและอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้ (มิเช่นนั้นแล้ว) เจ้าทั้งสองจะกลายเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเอง

ภายหลังชัยฏอนได้ทำให้ทั้งสองนั้นพลั้งพลาดไปอัน เนื่องจากต้นไม้ต้นนั้น   แล้วได้ทำให้ทั้งสองออกจากที่ๆเคยพำนักอยู่ และเราได้กล่าวว่าพวกเจ้าจงออกไป โดยที่บางส่วนของพวกเจ้าต่างเป็นศัตรูต่อกัน และ สำหรับพวกเจ้าในผืนแผ่นดินนั้น มีที่พำนักและมีสิ่งอำนวยประโยชน์จนถึงระยะเวลาหนึ่ง

ภายหลังอาดัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

เราได้กล่าวว่า พวกเจ้าจงออกไปจากสวนนั้นทั้งหมด แล้วหากมีทางนำจากข้ามายังพวกเจ้าแล้ว ผู้ใดที่ปฏิบัติตามทางนำของข้า ก็ไม่มีความกลัวใด ๆสำหรับพวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ

และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และไม่เชื่อบรรดาโองการของเรานั้น ชนเหล่านี้คืชาวนรกโดยที่พวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล” (อัลบะเกาะเราะฮ์ / 30-39)

ดังที่ได้เห็นในอายะฮ์เหล่านี้ ในซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์ ได้กล่าวถึงการสร้างท่านนบีอาดัมจนกระทั้งหลังจากที่ได้ออกจากสวรรค์แล้วอย่างคร่าว ๆ และสิ่งที่ถูกเน้นขึ้นมาก็คือการสนทนาของพระองค์อัลลอฮ์กับบรรดามะลาอิกะฮ์เกี่ยวกับประเด็นการสร้างท่านนบีอาดัม พร้อมกับเรื่องการสอนนามต่างๆให้กับท่านนบีอาดัมจนถึงเรื่องที่ท่านได้ประสบ  

2.เรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟ  

ในซูเราะฮ์นี้ได้กล่าวถึงอีกมุมหนึ่งของชีวิตท่านนบีอาดัม (อ.) และได้กล่าวถึงเจตนาของชัยฏอนในการฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮ์อีกทั้งเลห์กลที่ได้ใช้เพื่อหลอกลวงมนุษย์อย่างกระจ่างชัดเจนมากขึ้น ดังที่เราได้อ่านในโองการต่าง ๆ ในซูเราะฮ์นี้ว่า :

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุยูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์สร้างข้าพระองค์จากไฟ และได้สร้างเขาจากดิน

 พระองค์ตรัสว่า จงลงไปจากสวนนั้นเสีย ไม่สมควรแก่เจ้าที่จะทำโอหังในนั้น จงออกไปให้พ้น แท้จริงเจ้านั้นอยู่ในหมู่ผู้ต่ำต้อย

มันกล่าวว่า โปรดผ่อนผันข้าพระองค์จนถึงวันที่พวกเขาถูกให้ฟื้นคืนชีพด้วยเถิด

พระองค์ตรัสว่า แท้จริงเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ที่ได้รับการผ่อนผัน

มันกล่าวว่า ด้วยเหตุที่พระองค์ได้ทรงให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในความหลงผิด แน่นอนข้าพระองค์จะนั่งขวางกั้นพวกเขา ซึ่งทางอันเที่ยงตรงของพระองค์

แล้วข้าพระองค์จะมายังพวกเขา จากเบื้องหน้าของพวกเขา และจากเบื้องหลังของพวกเขา และจากเบื้องขวาของพวกเขา และจากเบื้องซายของพวกเขา และพระองค์จะไม่พบว่าส่วนมากของพวกเขานั้น เป็นผู้ขอบคุณ

พระองค์ตรัสว่า จงออกจากสวนนั้นไปในฐานะผู้ถูกติเตียน และถูกขับไล่ ข้าสาบานว่าผู้ใดในหมู่พวกเขาที่ปฏิบัติตามเจ้า ข้าจะทำให้นรกญะฮันนัมเต็มไปด้วยพวกเจ้าทั้งหมด

และพระองค์ตรัสว่า อาดัมเอ๋ย ทั้งเจ้าและคู่ครองของเจ้าจงอยู่ในสวนสวรรค์นั้นเถิด แล้วจงบริโภค ณ ที่ใดก็ได้ที่เจ้าทั้งสองประสงค์ และเจ้าทั้งสองอย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้ (มิเช่นนั้นแล้ว) เจ้าทั้งสองจะอยู่ในหมู่ผู้ที่อธรรม

แล้วชัยฏอนก็ได้กระซิบกระซาบแก่ทั้งสองนั้น เพื่อที่จะทำให้ทั้งสองเผยสิ่งที่ถูกปิดบังแก่เขาทั้งสองไว้ อันได้แก่สิ่งอันพึงละอายของเขาทั้งสอง และมันได้กล่าวว่าพระเจ้าของท่านทั้งสองมิได้ทรงหวงห้ามท่านทั้งสอง ซึ่งต้นไม้ต้นนี้ (เพราะอื่นใด) นอกจากการที่ท่านทั้งสองจะกลายเป็นมลาอิกะฮ์ หรือไม่ก็กลายเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้ที่ยั่งยืนอยู่ตลอดกาลเท่านั้น

และมันได้สาบานแก่ทั้งสองนั้นว่าแท้จริงฉันอยู่ในพวกที่แนะนำ

แล้วมันก็ทำให้ทั้งสองนั้นตกอยู่ในสิ่งที่มันต้องการ อันเนื่องจากการหลอกลวง ครั้นเมื่อทั้งสองได้ลิ้มรสต้นไม้ต้นนั้นแล้ว สิ่งอันพึงอายของเขาทั้งสองก็เผยให้ประจักษ์แก่เขาทั้งสองและเขาทั้งสองก็เริ่มปกปิดบน (ส่วนที่น่าละอาย) ของเขาทั้งสองจากใบไม้แห่งสวนสวรรค์นั้น และพระเจ้าของเขาทั้งสองจึงได้เรียกเขาทั้งสอง (โดยกล่าวว่า) ข้ามิได้ห้ามเจ้าทั้งสองเกี่ยวกับต้นไม้นั้นดอกหรือ และข้ามิได้กล่าวแก่เจ้าทั้งสองดอกหรือว่า แท้จริงชัยฏอนนั้นคือศัตรูที่ชัดแจ้งแก่เจ้าทั้งสอง” (อัลอะอ์รอฟ / 12-22)

3. เรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์ฮิจร์

 ในซูเราะฮ์นี้ ได้เน้นถึงวัถุดิบที่นำมาสร้างมนุษย์ ,ญินและชัยฏอนมากขึ้น ดังที่ได้อ่านกันว่า :

“และโดยแน่นอน เราได้สร้างมนุษย์จากดินแห้ง จากดินดำเป็นตมและญินนั้น เราได้สร้างมันมาก่อน จากไฟของลมร้อน” (อัลฮิจร์/26-27)

4. เรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์อิสรออ์

 ในซูเราะฮ์นี้ได้กล่าวถึงกลวิธีต่าง ๆ ที่ชัยฏอนพยายามเพื่อหลอกลวงมนุษย์ ดังที่ได้อ่านกันว่า

“และเจ้าจงยั่วยวนผู้ที่เจ้าสามารถทำให้เขาหลงในหมู่พวกเขาด้วยเสียงของเจ้า และชักชวนพวกเขาให้เห็นพ้องด้วย ด้วยม้าของเจ้าและด้วยเท้าของเจ้า และจงร่วมกับพวกเขาในทรัพย์สินและลูกหลาน และจงสัญญากับพวกเขา และชัยฏอนมิได้ให้สัญญาใด ๆ แก่พวกเขา เว้นแต่เป็นการหลอกลวงเท่านั้น (อิสรออ์ / 64)  

5.       มุมมองของเรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์กะฮฟ์

ในซูเราะฮ์นี้ได้กล่าวถึงตอนต่อไปของเรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) และได้กล่าวถึงลูกหลานของท่านที่ตกเป็นทาสชัยฏอน และได้เตือนความโกรธแค้นของชัยฏอนที่มีต่อมวลมนุษย์ ดังที่ได้กล่าวในซูเราะฮ์นี้ว่า

“และเมื่อเราได้กล่าวแก่มะลาอิกะฮ์ว่า จงสุญูดคารวะต่ออาดัม พวกเขาก็แสดงคารวะเว้นแต่อิบลีส มันอยู่ในจำพวกญิน ดังนั้น มันจึงฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าของมัน แล้วพวกเจ้าจงยึดเอามันและวงศ์วานของมัน เป็นผู้คุ้มครองอื่นจากข้ากระนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่พวกมันเป็นศัตรูกับพวกเจ้า มันช่างชั่วช้าแท้ ๆ ในการแลกเปลี่ยนสำหรับพวกอธรรม” (กะฮฟ์ / 50)

6.มุมมองของเรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์ฏอฮา

ในซเราะฮ์นี้ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของสวรรค์เริ่มแรก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของท่านนบีอาดัม (อ.) ดังที่ได้กล่าวว่า

“แล้วเราได้กล่าวว่า โอ้อาดัมเอ๋ย แท้จริงนี่คือศัตรูของเจ้าและภริยาของเจ้า ดังนั้นอย่าให้มันทำให้เจ้าทั้งสองออกจากสวนสวรรค์ แล้วเจ้าจะได้รับความลำบากแท้จริงในสวนสวรรค์นั้น เจ้าจะไม่หิวและจะไม่ต้องเปลือยกายและแท้จริงในสวนสวรรค์นั้น เจ้าจะไม่กระหายน้ำ และจะไม่ตากแดด” (ฏอฮา / 117-119)

7.มุมมองของเรื่องราวท่านนบีอาดัม (อ.) ในซูเราะฮ์ฏอฮา

ในซูเราะฮ์นี้ได้มองชีวิตของท่านนบีอาดัม (อ.) อีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งได้เตือนลูกหลานของนบีอาดัมจากภัยอันตรายของการหลอกล่อของชัยฏอนมารร้ายที่จะไม่มีวันสิ้นสุด

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) นี่คือข่าวสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่พวกท่านผินหลังให้กับมัน
ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยในเรื่องของมะลาอิกะฮ์ เมื่อพวกเขาโต้เถียงกัน
(เพราะ) มิได้มีวะฮีย์แก่ฉัน นอกจากว่าฉันเป็นเพียง ผู้ตักเตือนอันชัดแจ้งเท่านั้น
จงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าตรัส แก่มะลาอิกะฮ์ว่า แท้จริงข้าจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดิน
ดังนั้นเมื่อข้าได้ทำให้เขามีรูปร่างสมส่วนและได้เป่าวิญญาณจากข้าเข้าไปในตัวเขา ฉนั้นพวกเจ้าจงก้มลงสุญูดต่อเขา
แล้วมะลาอิกะฮ์ทั้งมวลก็ได้ก้มลงสุญูด
นอกจากอิบลีส มันเย่อหยิ่งจองหอง และมันอยู่ในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธา
พระองค์ตรัสว่า อิบลีสเอ๋ย อะไรเล่าที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูดต่อสิ่งที่ข้าได้สร้างด้ว
มือทั้งสองของข้า เจ้าเย่อหยิ่งจองหองนักหรือ หรือว่าเจ้าอยู่ในหมู่ผู้สูงส่ง
มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์จากไฟ และทรงสร้างเขาจากดิน
พระองค์ตรัสว่า ดังนั้นเจ้าจงออกไปจากที่นี่ เพราะแท้จริงเจ้าเป็นผู้ถูกขับไล่
และแท้จริงการสาปแช่งของข้าจงประสบแก่เจ้าจนกระทั่งวันแห่งการตอบแทน
มันกล่าว่า โอ้ พระเจ้าของข้าพระองค์ได้โปรดประวิงเวลาให้แก่ข้าพระองค์จนถึงวันฟื้นคืนชีพด้วยเถิด

พระองค์ตรัสว่า ดังนั้น แท้จริงเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ถูกประวิงเวลา
จนกระทั่งถึงวันแห่งเวลาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

มันกล่าวว่า ดังนั้นด้วยพระอำนาจของพระองค์ท่าน แน่นอนข้าพระองค์ก็จะทำให้พวกเขาทั้งหมดหลงผิด เว้นแต่ปวงบ่าวของพระองค์ในหมู่พวกเขาที่มีใจบริสุทธิ์เท่านั้น
พระองค์ตรัสว่า ดังนั้นมันเป็นความจริงและข้าจะกล่าวแต่ความจริงเท่านั้น
แน่นอน ข้าจะให้นรกนั้นเต็มไปด้วยพวกเจ้า และจากผู้ที่เชื่อฟังเจ้าในหมู่พวกเขาทั้งหมด” (ศอด / 67-85)

มุมมองโดยรวมจาก 7 ซูเราะฮ์

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในแต่ละมุมมองได้กล่าวถึงส่วนหนึ่งของชีวิตท่านนบีอาดัม (อ.) แต่เมื่อได้เรียบเรียงเนื้อหาทั้งหมดแล้ว เรื่องราวทั้งหมดจะนำพาไปในทิศทางเดียวกัน จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวไปทั้งหมดสามารถเรียบเรียงได้ดังนี้

1.       กล่าวถึงข่าวที่พระองค์จะทรงสร้างสิ่งแปลกใหม่ นามว่า “อาดัม (อ.)” ขึ้นมา (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์)

2.       แนะนำวัตถุดิบที่ได้นำมาสร้างนบีอาดัม (อ.)นี้ (ซูเราะฮ์ฮิจร์ และ ศอด)

3.       การเชิญชวนของพระองค์อัลลอฮ์ให้เหล่าบรรดามะลาอิกะฮ์ทำการสุญูดสิ่งถูกสร้างนี้ (ใน 7 ซูเราะฮ์)

4.       การปฏิเสธอิบลิสในการสุญูดและการยกเหตุผลของมัน (ใน 7 ซูเราะฮ์)

5.       การถูกขับไล่ของอิบลีส และการประกาศศึกของมันเพื่อการหลอกลวงมนุษย์ (ใน 7 ซูเราะฮ์)

6.       การเตือนภัยอันตรายของอิบลิสแก่อาดัม (อ.) จากพระองค์อัลลอฮ์ (ซูเราะฮ์ บะกอเราะฮ์ , อะอ์รอฟ และฏอฮา)

 7.       การสั่งห้ามมิให้อาดัมและเฮาวาเข้าใกล้ต้นไม้ในสวรรค์ (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์ และอะอ์รอฟ)

 8.       อาดัม (อ.) และเฮาวาได้หลงกลอิบลีส และได้กินผลไม้จากต้นไม้ต้องห้าม (ซูเราะฮ์อะอ์รอฟ และฏอฮา)

9.       การตำหนิติเตียนอาดัมและเฮาวาจากพระองค์อัลลอฮ์ การสำนึกผิดของพวกเขา และการถูกตอบรับการขออภัยโทษของพวกเขา (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์, อะอ์รอฟ และฏอฮา)

10.    อาดัมและเฮาวาได้ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ และการย้ายมาอยู่บนโลกจกกว่าจะถึงวันสิ้นโลก (ซูเราะฮ์ บะกอเราะฮ์, อะอ์รอฟ และฏอฮา)

สิบช่วงระยะนี้ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในเรื่องราวของนบีอาดัม (อ.) ที่ถูกกล่าวในอัลกุรอาน และอยู่บนพื้นฐานของความจริง โดยปราศจากความเชื่อที่บิดเบือน ในแต่ละมุมของเรื่องราวนี้มีข้อคิดที่แปลกใหม่ให้กับผู้อ่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจุดประสงค์ของเรื่องเป็นอย่างมาก
27/6/53 โพสต์โดย 1997
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ดูหนังฟังเพลงบนyoutub วัดีโออิดมากแก้ไงถึงจะหาย
คำถามสุดยอดเข้ามาดูเดร้ !!!!
ความสถุล สันดานเสีย จริงๆ แล้วมีอยู่ในทุกคนหรือไม่
สงครามคูเสทส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร
สวัสดีเจ้า..
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู