หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
คำว่าบัว 4 เหล่า หมายถึงอะไร? คนหรือพืช?
เป็นคำเปรียบเทียบหรือหมายให้คิดอะไรที่ชัดเจนที่สุดครับ
หมายถึงอะไร | ข้อมูล | ศิลปะ 31/7/52 โพสต์โดย sm8
คำตอบ
1 จาก 9
ถ้าเปรียบเทียบแล้วหมายถึง คน  ในพุทธศาสนา

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาสัตว์โลกเปรียบเหมือนบัว 4 เหล่า

บัว ๔ เหล่า ได้แก่
๑.ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ  พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว  เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒.ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ  พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓.ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ  พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า  ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔.ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม  พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร  ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)
31/7/52 โพสต์โดย ice age
2 จาก 9
น่าจะเปรียบเปรยจากพืชมังคะ อย่างคริสเตียนพระเยซูเคยตรัสเปรียบไว้ไว้ว่า

"3 แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมาว่า "ดูเถิด มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช

4 และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย

5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินแต่น้อย จึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก

6 แต่เมื่อแดดจัดแดดก็แผดเผา เพราะรากไม่มีจึงเหี่ยวไป

7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย

8 บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผล ร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง

9 ใครมีหูจงฟังเถิด"
1/8/52 โพสต์โดย หลินฮุ่ย
3 จาก 9
18 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น

19 เมื่อผู้ใดได้ยินพระวจนะแห่งอาณาจักรนั้นแต่ไม่เข้าใจ มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย นั่นแหละได้แก่ผู้ซึ่งรับเมล็ดริมหนทาง

20 และผู้ที่รับเมล็ดซึ่งตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี

21 แต่ไม่มีรากในตัวเองจึงทนอยู่ชั่วคราว และเมื่อเกิดการยากลำบากหรือการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนั้น ต่อมาเขาก็เลิกเสีย

22 ผู้ที่รับเมล็ดซึ่งตกกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก และการล่อลวงแห่งทรัพย์สมบัติก็รัดพระวจนะนั้นเสีย และเขาจึงไม่เกิดผล

23 ส่วนผู้ที่รับเมล็ดซึ่งตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง"
1/8/52 โพสต์โดย หลินฮุ่ย
4 จาก 9
สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในพันธสัญญาใหม่ พระวจนะ มัทธิว ค่ะ
1/8/52 โพสต์โดย หลินฮุ่ย
5 จาก 9
ในพระไตรปิฎก
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาอยู่ 7 สัปดาห์ ว่าจะสั่งสอนมนุษย์ให้ออกจากทุกข์ หรือไม่
ท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาอาราธนา ขอให้พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมนุษย์จะได้ประโยชน์ใหญ่หลวง
พระพุทธองค์จึงทรงตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์ทั้งโลกอีกครั้งหนึ่ง

ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี ที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี.มีอุปมาเหมือนดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุม หรือดอกบุณฑริกในกอบุณฑริก ที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว.พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนให้รู้ได้ง่าย บางพวกสอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นแล้วได้ตรัสคาถาตอบท้าวสหัมบดีพรหมว่า ดังนี้:-เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว สัตว์เหล่าใดจะฟังจงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูกรพรหม เพราะเรามีความสำคัญในความลำบาก จึงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่ว ประณีต ในหมู่มนุษย์.ครั้นท้าวสหัมบดีพรหมทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรมแล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นแล.

ที่พระองค์เห็นว่าสัตว์ที่มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่  จึงรับคำอาราธนา
หมายถึง มนุษย์เปรียบเหมือนบัวสี่เหล่า

ความหมายของบัวสี่เหล่าตามนัยอรรถกถา
อุคคฏิตัญญู พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)
พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปจิตัญญู)
พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)
พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)
(วิกิพีเดีย)
1/8/52 โพสต์โดย Miscellanous
6 จาก 9
พระพุทธเจ้าท่านสอนได้ล้ำลึกจริง ที่เปรียบกับบัว  เพราะดอกและใบบัวแม้อยู่กับน้ำแต่ไม่ยอมให้น้ำติดดอกและใบของมัน(น้ำกลิ้งบนใบบัว)ดุจดังกิเลสที่ทำให้ใจเศร้าหมองเมื่อสลัดกิเลสแล้วใจก็บริสุทธิ
บัวเกิดจากตม..แต่เมื่อพ้นน้ำแล้วก็จะสอาดปราศจากตม ดุจดังคนที่มีสัมมาทิฏฐิได้อบรมฝึกฝนดีแล้ว
5/8/52 โพสต์โดย lungsem
7 จาก 9
พระพุทธองค์ท่านทรงหยั่งเห็นสันดานของมนุษย์ประดุจดังดอกบัว ๔ เหล่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับคำอารธนาของท้าวสหัมบดีพรหมแล้ว ทรงเปรียบเทียบมนุษย์กับดอกบัว ๔ ประเภท
คือ..บัวสี่เหล่า คือ บัวใต้น้ำเป็นหนึ่งในระดับของสติปัญญา จากเรื่องบัวสี่เหล่า นั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคนที่เรียนรู้เรื่องต่างๆ เป็น 4 ระดับ คือ. ...

       ๑ อุคฆติตัญญุ คือ...พวกฉลาดมาก เหมือนบัวที่พ้นน้ำแล้ว พวกมีสติปัญญา ฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้
และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็วเพียงได้ฟังหัวข้อธรรมที่ยกขึ้น ก็จะเข้าใจได้โดยง่าย เปรียบเหมือนดอกบัวที่พ้นน้ำแล้วพอเจอแสงอาทิตย์ก็
เปล่งบานรับแสงอาทิตย์ฉันใดผู้เป็นบัณฑิตก็ฉันนั้น

       ๒ วิปจิตัญญู คือ...พวกฉลาดพอควร เหมือนดอกบัวที่อยู่เสมอน้ำ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว
พิจราณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม ก็จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ซึ่งจะบานในวัน
ถัดไปเพียงฟังคำอธิบายก็เข้าใจได้เปรียบเหมือนดอกบัวที่คอยแสงอาทิตย์พร้อมที่จะรับแสงและบาน

       ๓ เยยะ คือ...พวกฉลาดปานกลาง หรือเวไนยเพื่อน พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่ เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและ
ได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธาปสาทะในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ใน
วัน หนึ่งข้างหน้าเปรียบเสมือน ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำซึ่งจะค่อยๆโผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่งเหมือนดอกบัว ที่อยู่ใต้น้ำ มีโอกาสที่จะโผล่ขึ้นมา
ในวันต่อๆไป เมื่อได้รับการอบรมบ่มสติปัญญาพอควรก็จะเข้าใจธรรมได้

       ๔ ปทปรมะ คือ...ผู้ที่โง่เขลา เหมือนบัวที่อยู่ในโคลนตม พวกที่ไร้สติปัญญาและยังเป็น มิจฉาทิฏฐิ แม้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมาย
หรือรู้ตามได้ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียรเปรียบเสมือน ดอกบัวที่จมอยู่โคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลาอีกด้วย
ไม่ มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบานได้อีกยากที่จะสอนให้เข้าใจได้ ไม่มีโอกาสโผล่เหนือน้ำ ฉะนั้นบุคคลจำพวกนี้สอนไปก็ยากที่จะเข้าใจ
เขาก็จะอยู่ใต้ตรมโคลนไม่มีวันโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเพราะปัญญาเขามีแค่นั้น เขาจึงเปรียบบัวใต้น้ำคือพูดง่ายๆนะผู้โง่เขลานั้นเอง
11/11/52 โพสต์โดย PANDA10
8 จาก 9
ในพระไตรปิฎกกล่าวว่ามี 3 เหล่า คือ เหนือน้ำ เสมอน้ำ และใต้น้ำ
ส่วนที่กำลังพูดถึงนั้นพระพุทธเจ้าได้จำแนกว่าบุคคลมี 4 จำพวก คือ อุคฆฏิตัญญู, วิปัจจิตัญญู, เนยยะและปทปรมะ ซึ่งสองอันหลังเทียบได้กับบัวใต้น้ำ พวกแรกยังพอมีวาสนาหากมีความขยันหมั่นเพียรก็มีโอกาสรอดพ้นปูปลาเป็นบัวพ้นน้ำขึ้นมาได้ พวกสุดท้ายนั้นโง่เขลาขาดศรัทธาแม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ถ้าเปรียบก็เหมือนบัวใต้น้ำที่อยู่ต่ำใต้ตมไม่มีโอกาศที่จะรอดจากการเป็นเหยื่อของปูปลาได้ไม่มีโอกาสเจริญขึ้นมาอยู่เหนือน้ำได้เลย
1/10/54 โพสต์โดย jib07
9 จาก 9
บัวเหล่าที่สี่ แท้จริงแล้วสิ่งที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังจะสื่อนั่นไม่ได้เป็นในเชิง มองในด้านลบหรือชั้นต่ำ
แต่ท่านกำลังสื่อถึงเรื่องที่ จะมีแต่บัวที่พ้นน้ำ และเกือบจะพ้นน้ำเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจได้
ต่างจากบัวเหล่าที่ 4 ที่เป็นผู้เกิดมาด้วยกรรมนำพาบดบังทำให้ในชาตินี้จะยังไม่สามารถเข้าใจถึงพุทธธรรมและ "สาร" หรือข้อความที่บัวเหล่าอื่นๆได้คุยกัน แต่บัวเหล่าที่ 4 จะไม่สามารถเข้าใจได้เลย ท่านไม่ได้ว่าบัวเหล่าที่ 4 จะต้องเป็นบัวชั้นต่ำเสมอไป แต่เป็นเพียงเพราะกรรมนำพาให้ไม่พบทางสว่างในเวลานี้เท่านั้นเองจำต้องตก เป็นเหยื่อของเหล่าสัตว์น้ำเหล่าปลาเล้กปลาน้อยจนตายไป และเกิดใหม่จึงจะมีโอกาศ ได้เกิดเป็นบัวเหล่าอื่น และได้ศึกษาธรรม และเข้าใจโลกได้ง่ายขึ้นต่อไป
12/3/57 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
คำที่ว่า "บัวแล้งน้ำ" มีความหมายย่างไรครับ
คุณคิดยังไงกลับคำที่ว่า~~ทำตัวเหมือนใบบัว~~
...อยากรู้ว่า...บัวใต้โคลน(บัวเหล่าที่ 5)อย่าง...วีวรร...จะยังมีใครอยากเป็นเพื่อนอยู่ไหมคะ
พืชชั้นต่ำหมายถึง
ชีวิตรก็เหมือนบัว4เหล่า
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู