หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
วิธีรักษาโรคท้องเสียที่ถูกต้อง
การรักษา | โรค 16/2/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 5
ต้องปล่อยให้ถ่าย อย่ากินยาหยุดเพราะจะทำให้แบทรีเลียยังอยู่ในตัวเรา กินเกลือแร่แทน
16/2/53 โพสต์โดย คนไร้สาระ
2 จาก 5
1.

     ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ  และเกลือแร่
     ในร่างกาย  กรณีที่ไม่มีน้ำเกลือแร่  ให้ใช้น้ำอุ่นขนาด 1 ขวด
     แม่โขงกลม  ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ  และเกลือแร่
     1/4 ช้อนชา
  2.

     งดทานอาหารแข็ง เช่น ข้าว เนื้อ ผัก
  3.

     ในเด็ก  ถ้าถ่ายเหลวอาจให้นมผงผสมเจือจางลง โดยเพิ่ม
     น้ำอีกเท่าตัว
  4.

     หากอาการยังไม่ดีขึ้น  ควรรีบไปพบแพทย์
16/2/53 โพสต์โดย FIRtree
3 จาก 5
อาการท้องร่วง

ท้องร่วง ท้องเดิน ท้องเสีย หรือลงท้องคือ มีการถ่ายอุจจาระที่มีจำนวนมากกว่าปกติตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากหรือเป็นมูกเลือด แม้เพียง 1 ครั้งต่อวัน


แบ่งอาการท้องร่วงได้ 2 ชนิด

1. อาการท้องร่วงอย่างเฉียบพลัน หมายถึง อาการท้องร่วงที่เป็นทันทีทันใด แต่เป็นระยะสั้นๆ ไม่เกินสองสัปดาห์

2. อาการท้องร่วงชนิดเรื้อรัง หมายถึง อาการท้องร่วงที่เป็นติดต่อกันนานกว่าสองสัปดาห์และ
บางรายอาจเป็นเดือนหรือหลายเดือนติดต่อกัน หรือมีอาการเป็นพักๆ

อาการแสดงของโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงมีได้กว้างขวางมากมายตามสาเหตุของโรคแต่เราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. ท้องร่วงจากการติดเชื้อ ทั้งจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการและลักษณะอุจจาระที่ออกมาแตกต่างกันที่น่ารับรู้และให้สังเกตไว้ ได้แก่ อหิวาตกโรค จะมีลักษณะอุจจาระคล้ายน้ำซาวข้าว ผู้ป่วยจะมีการอาเจียน อ่อนเพลีย และซึมร่วมด้วย ท้องร่วงจากเชื้อบิดมักจะถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดร่วมกับมีอาการอาเจียน มีไข้สูง อ่อนเพลีย

2. ท้องร่วงชนิดไม่มีการติดเชื้อ โรคที่พบได้บ่อยในบ้านเรา ได้แก่ การขาดเอ็นไซม์แลคเตส ที่ทำการย่อยน้ำตาลนม จากการศึกษาเรื่องแลคเตสในเยื่อบุของเซลล์ลำไส้ของคนไทยพบว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ ขาดเอ็นไซม์ตัวนี้ อาการของผู้ป่วยโรคนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ดื่มนมสดไปแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง คือ รู้สึกโครกครากในท้อง ปวดท้องแบบปวดบิดๆ และมีอาการท้องร่วงเป็นน้ำ 1-2 ครั้งแล้วจึงค่อยหายไป
การป้องกันการเกิดโรคท้องร่วง

1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ

2. ล้างผักผลไม้ให้สะอาด โดยล้างผ่านน้ำหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือ หรือแช่ในน้ำละลายด่างทับทิม หรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

3. ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียง มีด ช้อน ส้อม ถ้วย จาน แก้วน้ำ และควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

4. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆและผ่านการปรุงที่ถูกต้องปลอดภัย ถ้าจำเป็นต้องนำมารับประทานอีก ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆคือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆคืออุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียส

5. ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ เพราะอาหารอาจบูดเน่าก่อนที่เราจะนำมารับประทาน

6. ลวกหอยแครงให้ถูกต้อง โดยลวกในน้ำเดือดอย่างน้อย 1-2 นาทีจึงจะมั่นใจในการรับประทานว่า อร่อยอย่างปลอดภัย ซึ่งจะฆ่าเชื้อโรคและคงรสชาติไว้ได้อีกด้วย

7. ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำที่กดจากตู้กดทั่วไปเพราะอาจจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้

8. ควรเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะ เลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาด ใช้เวลาในการเลือกให้พิถีพิถันขึ้นเพื่อให้ได้ของที่มีคุณภาพดีที่สุด

9. ต้องแยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบและอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะเนื้อสัตว์ดิบอาจจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียมา อาหารที่ปรุงสุกควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ควรวางปะปนกัน

10. เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีคือ 5-60 องศาเซลเซียส ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสเชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตาย จึงควรอุ่นอาหารที่เก็บไว้ในตู้เย็นก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง
การรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคท้องร่วง

1. ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส สูตรขององค์การเภสัชกรรมหรือองค์การอนามัยโลก ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ในปริมาณที่เท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่

หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ 1/4-1/2 แก้ว โดยใช้ช้อนค่อยๆป้อนที่ละ 1 ช้อนชา ทุก 1-2 นาที ไม่ควรให้ดูดจากขวดนมเพราะเด็กจะดูดกินอย่างรวดเร็วเนื่องจากกระหายน้ำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทันและอาจทำให้อาเจียนและถ่ายมาก แต่ไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือนม ควรให้อาหารเหลวบ่อยครั้ง เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด และนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม อาจผสมนมให้เข้มข้นเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณลง และให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่

หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นจึงให้หยุดดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย ซึ่งจะทำให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว

Tip ถ้าไม่มีสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ สามารถทำเองได้ดังนี้
ผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ใส่ลงในแก้ว คนให้ละลายและเข้ากันดี ถ้าดื่มไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมงให้ทิ้งไป แล้วผสมใหม่

2. หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลา หรือปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากขาดน้ำมาก หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ ปวดท้องรุนแรง หรือเวลาถ่ายจะรู้สึกปวดเบ่งตลอดเวลาเนื่องจากเป็นอาการของบิด

3. ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ ล้างมือให้สะอาดเสมอทุกครั้งหลังจากการขับถ่ายด้วยน้ำและสบู่ เนื่องจากอหิวาตกโรคเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและแพร่ระบาดได้อีกด้วย

4. กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงโถส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วราดตามด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำหรือน้ำยาซักผ้าขาวก็ได้

5. สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยรักษาให้สะอาดเสมอ ซึ่งรวมถึงเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัว ทำการซักให้สะอาดและนำออกตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

6. ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและเกิดการติดโรคได้
ข้อห้ามเมื่อมีอาการท้องร่วง

1. ห้ามรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะท้องร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมียารักษา แต่ยังไม่มียาฆ่าเชื้อถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นการกินยาฆ่าเชื้อซึ่งฆ่าได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้และอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

2. ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย การขับถ่ายเป็นขบวณการขับของเสียออกจากร่างกาย หากรับประทานยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น
                     --ขอเป็นคำตอบที่ดีที่สุดด้วยนะครับ--
20/10/53 โพสต์โดย ว๊๏u…xa'๏
4 จาก 5
ท้องเสีย คือการที่ถ่ายออกมามากกว่าปกติ ทั้งจำนวนครั้ง และลักษณะของอุจจาระ ที่เหลวกว่าปกติ
สาเหตุ มากมายเช่น อาหารที่ไม่สะอาดทำให้มีพิษของเชื้อโรค หรือตัวเชื้อแบคทีเรียเอง เชื้อปรสิต อาหารบางชนิด ยาบางชนิด โรคบางอย่างหรือความผิดปกติของอวัยวะบางอย่าง การดูดซึมผิดปกติ เป็นต้น
ที่เราจำเป็นต้องแยกให้ออก ก็คือท้องเสียธรรมดา หรือท้องเสียจากการติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นรุนแรงกว่าและต้องการยาเฉพาะ
ท้องเสียธรรมดา จากการดูดซึมผิดปกติเช่นนม อาหาร หรือพิษของเชื้อโรคในอาหาร มักเป็นไม่นาน ไม่มีไข้ ถ่ายไม่มีมูกเลือด ไม่มีปวดบิด กินยาระงับการถ่ายสักเม็ด และกินน้ำเกลือแร่ก็มักดีขึ้น ถ้ากินยาหยุดถ่ายเช่น imodium 1 เม็ดแล้วไม่ดี ไม่แนะนำให้กินอีก และให้พิจารณาถึงข้อ 2
ท้องเสียจากการติดเชื้อ ที่แพทย์มักเรียกว่าลำไส้อักเสบ มักจากเชื้อที่ปนในอาหารไม่สุก ไม่สะอาด ยิ่งเมืองร้อนอย่างเมืองไทย อาการจะมาก กินยาไม่หยุดถ่าย อาเจียน ถ่ายบางครั้งมีมูกเลือด ปวดบิดท้อง มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ในกรณีเช่นนี้ การกินยาให้หยุดถ่ายจะไม่ช่วย กลับท้องอืด และแย่ลงได้ แนะนำพบแพทย์ สิ่งที่พอทำได้คือ ดื่มน้ำเกลือ ซึ่งอาจทำเองโดยการดื่มน้ำต้มผสมเกลือและน้ำตาล หรือสไปรท์ใส่เกลือประมาณ1 ชช หรือน้ำเกลือผง แล้วพบแพทย์
30/9/54 โพสต์โดย รุสลาม
5 จาก 5
ผมก็เป็น เวลาถ่ายมันจะถ่ายเหลว แต่ผมถ่ายแค่ครั้งเดียวต่อวัน มันใช่อาการของท้องเสียเปล่าครับ แต่ตอนนี้ผมไม่สะบายอยู่แต่ใกล้หายแล้ว แล้วมูกเลือดคืออะไรหรอครับที่บอกว่า ....ถ่ายเป็นมูกเลือด....
4/9/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ท้องเสีย3-4วัน เป็นอาการของโรคอะไร
วิธีการรักษาโรคไต งดอาหารการกิน
วิธีรักษารูมาตอย
วิธีดูแลรักษาอาการบวมโรคตับ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู