หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ชวนคิดชวนคุย > การดับโลภะ โทสะ โมหะ ต้องใช้ อโภละ อโทสะ อโมหะ < คุณเข้าใอย่างไร > อย่ารีบสรุปว่าคุณเข้าใจถูกแล้ว
- เห็นเพื่อนในกูรูเราร่วมแสดงความเห็นอยู่ก็นำมาเปิดประเด็นเพื่อขายความครับ
- อย่ารีบด่วนสรุปว่าคุณเเข้าใจถูกต้องแล้ว
- คุณเข้าใจอย่างไร
ศาสนา 14/9/53 โพสต์โดย เอกชน
คำตอบ
1 จาก 12
ไม่มีใครดับได้ยกเว้นว่าคุณจะบรรลุอรหันต์แล้ว
ปุถุชนคนทั่วไปล้วนลุ่มหลงมัวเมากับกิเลสไม่สิ้นสุด
คนที่ไม่หวังในลาภ..ยศ..สรรเสริญ..แทบหาไม่ได้เลย
.
14/9/53 โพสต์โดย ระห่ำ
2 จาก 12
ความจริงปัญหามันไกลตัวจัง
แต่จากการเรียนรู้ พระอริยเจ้า อารมณ์ไม่กระทบโลกุตตรจิต เลิกพูดเรื่องกิเลสของท่านได้เลย จิตของท่านอยู่เหนือโลก ทุกข์ไม่เกิด

ความคิดอ่านไปติดกับดักภาษาไทย หรือว่า ธรรม ลึกซึ้งทั้งลึกและกว้าง หรือว่า อยู่กับธรรม แต่ไม่เห็นธรรม อยู่กับโลกมองไม่เห็นโลก
ถ้าผมพูดผิดตรงไหน ขออภัยล่วงหน้า แต่ขอบคุณที่ช่วยชี้แนะ สนทนาธรรมเป็นเหตุให้เข้าใจธรรม
14/9/53 โพสต์โดย Miscellanous
3 จาก 12
ธรรมชาติ มีลักษณะตรงข้าม หรือ ทวิลักษณะ มีกลางวัน มีกลางคืน มีร้อน มีหนาว ฯ

กลางวันไม่เกิดพร้อมกลางคืนฉันใด ความหลง ก็เกิดพร้อมกับความไม่หลงไม่ได้ ฉันนั้น ... ถ้าไม่เป็นกลางวัน ก็ต้องเป็นกลางคืน ถ้าไม่ใช้หลง ก็ต้องเป็นไม่หลง ...

เพราะฉะนั้น เมื่อเราปฏิบัติ ไม่ให้เกิดจิตที่เป็น โลภะ โทสะ โมหะ (หรือรวมกันเป็นอวิชชา) จิตที่เกิดในขณะนั้นก็จะเป็น อโลภะ อโทสะ อโมหะ (หรือรวมกันเป็นวิชชา) ทันที จึงกล่าวว่า ดับ โลภะ โทสะ โมหะ ด้วย อโลภะ อโทสะ อโมหะ...
15/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
4 จาก 12
สวัสดีค่ะ ซิย่าลองปฏิบัติทุกครั้งที่เกิดภาวะของ โทสะ รอบกายเรามีเรื่องมากมาย
บางเรื่องเล็กน้อยแต่ทำให้ จิตใจเราขุ่นมัวอย่างมาก ซิย่าไม่แน่นเรื่องภาษาธรรม
แต่ใช้วิธี รู้อย่างไร ลองปฏิบัติเช่นนั้น ผลที่ได้คือ จริง

ขอแยกเป็นข้อนะค่ะ 1.โลภะ อันนี้ถ้าในใจคิดขึ้นเมื่อใด จะบอกตัวเองว่า
มีพอแล้ว แค่นี้พอ หวังแค่นิดเดียวพอ  คือในใจและความคิดคนนั้น เวลาที่อยากได้ก็ต้องอยากได้มาก
อยากได้เยอะๆๆ ยากนะค่ะที่จะไม่หวังแบบนั้น แต่ในเมื่อเราเอง รู้แล้วว่า มากไปไม่ดี น้อยไปไม่ดี
แค่พอดี พอดี ดีกว่า ถ้าได้ ได้เอง ถ้ามี มีเอง จะได้ จะมีเองอย่างที่เราไม่หวังค่ะ...

2.โทสะ เกิดได้ทุกวินาทีเลยค่ะ จากผู้อื่นมากกว่า เพราะเราเองรู้ตัวเองจะไม่ทำอะไรที่เกิดโทสะต่อตัวเอง
แต่เกิดจากผู้อื่นเรื่องอื่น ซิย่าจะบอกตัวเองว่า เราก็ต้องตาย เค้าก็ต้องตาย ไม่เที่ยงแท้คิดอย่างวิปัสสนา
ทีท่าน Darkcoder บอกไว้คะ อืมใจเราก็นิ่งสงบนิด แต่ยังคิดปรุงแต่งไปเรื่อย ก็คิดอีกอืมน่ะ
เค้าคือเค้า อย่างไรก็คือเค้า เราเข้าใจให้ได้ว่าเค้าคือแบบนั้น เราก็สบายใจ อืมนิ่งอีกค่ะ
ถ้าละได้เลยบอกตัวเองว่า...พอแหละเรื่องผ่านมาตั้งหลายนาทีแล้ว เลิกคิดได้แล้วจบ..
ก็จบสนิทค่ะ คิดเรื่องอื่นทำเรื่องอื่นแทน

3.โมหะ อันนี้ไม่ค่อยเกิดเท่าไรค่ะ เพราะเกิดจากเรามากกว่า ซิย่ามักพบแต่ความอึดอัดใจ
พอนั่งหน้าพระ ก็จะพนมมือไหว้พระพุทธเจ้าแล้ว คุยในใจกับพระองค์ เราคิดอะไรอย่างไร
และทุกครั้งใจที่อึดอัดนั้น ปล่อยวางทุกครั้งค่ะ คือ หมดสิ้นความอึดอัดไปเลย(เรื่องจริงนะค่ะ)
เหมือนกับ อืมน่ะ ก็แค่นั้น ก็แค่นี้เอง จะอะไรมากมาย ถ้าทำอะไรได้มากกว่านั้นเราก็ทำแล้วนิ
เราจะคิดอะไรให้เหนื่อยใจเพื่ออะไร สบายใจดีกว่า...

ทุกเวลาของเรานั้น มีเรื่องราวเกิดขึ้นเสมอค่ะ แค่เรารู้ให้ได้ว่า เราจะหยุดทุกเรื่องอย่างไร
นั้นต่างหากค่ะ สิ่งที่เราควรปฏิบัติให้เคยชิน ธรรมะคือแสงสว่างนำทาง เราคิดเอง เดินเอง
ก็หลงทางค่ะ ธรรมะคือทางที่พระพุทธเจ้าท่านทรงนำทางไว้ให้เราเราแล้ว เราเดินตามพระองค์
ธรรมะก็อยู่กับเราแทบทุกวินาทีแล้วค่ะ

แต่ธรรมะนั้นซิย่า ไม่รู้ลึกซึ้งค่ะ รู้แค่เบื้องต้นแต่พยายามคิดตาม ปฏิบัติตาม
จึงได้คำว่า ธรรมะคือความจริง ธรรมะคือธรรมชาติ ถ้าเรารู้ว่าเราคือธรรมชาติ
ทุกเรื่องบนโลกนี้คือธรรมชาติ นั้นแหละค่ะ ธรรมะอย่างที่ซิย่าเข้าใจ ขอบคุณนะค่ะ
16/9/53 โพสต์โดย ziilzero-ziya
5 จาก 12
<<<สภาวะอย่างหนึ่งของจิตที่เรียกว่าโลภะ โทสะ โมหะ เป็นสภาวะที่มีอยู่จริงในระดับหนึ่ง แต่สภาวะอีกอย่างหนึ่งที่ตรงข้ามกับสามอย่างนี้เป็นเพียงสภาวะที่สมมติขึ้น>>>

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เจตสิก หรือ สภาวะที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิต มีหน้าที่ปรุงแต่งจิต มี ๕๒ ประการ ทั้ง โลภะ โทสะ โมหะ และ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็เป็นเจตสิกด้วยกันทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เหตุโคจฉกะ

[๖๘๙] ธรรมเป็นเหตุ เป็นไฉน?

กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ กามาวจรเหตุ ๙ รูปาวจรเหตุ ๖ อรูปาวจร เหตุ ๖ โลกุตตรเหตุ ๖.

[๖๙๐] บรรดาเหตุเหล่านั้น กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน?

อโลภะ อโทสะ อโมหะ.

บรรดากุศลเหตุ ๓ นั้น อโลภะ เป็นไฉน?

การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัดนัก กิริยาที่ไม่กำหนัดนักความไม่กำหนัดนัก ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูล คืออโลภะ นี้เรียกว่า อโลภะ.

อโทสะ เป็นไฉน?

การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ไมตรีกิริยาที่สนิทสนม ความสนิทสนม การเอ็นดู กิริยาที่เอ็นดู ความเอ็นดู ความแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ความสงสาร ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ นี้เรียกว่าอโทสะ.

อโมหะ เป็นไฉน?

ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความรู้ในส่วนอดีต ความรู้ในส่วนอนาคต ความรู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคตความรู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิดความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาสตรา ปัญญาเหมือ ปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีปปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ที่มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใดนี้เรียกว่า อโมหะ.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศลเหตุ ๓.

[๖๙๑] อกุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน?

โลภะ โทสะ โมหะ.

บรรดาอกุศลเหตุ ๓ นั้น โลภะ เป็นไฉน?

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสอง ปณิธาน ธรรมชาติผู้นำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง ความหวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ ความกระซิบ การละโมบ กิริยาที่ละโมบ ความละโมบ ธรรมชาติเป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินขนาด ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือราคะที่สหรคต ด้วยอุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบังเครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเง่าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า โลภะ.

โทสะ เป็นไฉน?

อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสีย ฯลฯ กำลังทำความเสื่อมเสีย ฯลฯ จักทำความเสื่อมเสียแก่คนที่รักชอบพอของเรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเจริญ ฯลฯ กำลังทำความเจริญ ฯลฯ จักทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา หรืออาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะอันใช่เหตุ จิตอาฆาต ความขัดเคืองความกระทบกระทั่ง ความแค้น ความเคือง ความขุ่นเคือง ความพลุ่งพล่าน โทสะ ความคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ โกรธ กิริยาที่โกรธ ความโกรธมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด [และ] การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความคิดประทุษร้าย การคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้น ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า โทสะ.

โมหะ เป็นไฉน?

ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ใน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคือ อวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะ มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า โมหะ.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศลเหตุ ๓.

[๖๙๒] อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน?

อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากของกุศลธรรม หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ในพวกกิริยาอัพยากตธรรม สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อัพยากตเหตุ ๓.

[๖๙๓] กามาวจรเหตุ ๙ เป็นไฉน?

กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กามาวจรเหตุ ๙.

รูปาวจรเหตุ ๖ เป็นไฉน?

กุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า รูปาวจรเหตุ ๖.

อรูปาวจรเหตุ ๖ เป็นไฉน?

กุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อรูปาวจรเหตุ ๖.

[๖๙๔] โลกุตตรเหตุ ๖ เป็นไฉน?

กุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อรูปาวจรเหตุ ๖.

บรรดาโลกุตตรเหตุ ๖ นั้น กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน?

อโลภะ อโทสะ อโมหะ.

บรรดากุศลเหตุ ๓ นั้น อโลภะ เป็นไฉน?

การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ ความไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด ความไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ นี้เรียกว่า อโลภะ.

อโทสะ เป็นไฉน?

การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ฯลฯ ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ นี้เรียกว่า อโทสะ.

อโมหะ เป็นไฉน?

ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความรู้ในส่วนอดีต ความรู้ในส่วนอนาคต ความรู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคตความรู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ปัญญา กิริยาที่รู้ชัดความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค นี้ชื่อว่า อโมหะ.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศลเหตุ ๓.

อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน?

อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากแห่งกุศลธรรม สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าอัพยากตเหตุ ๓.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า โลกุตตรเหตุ ๖.

สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุ.

[๖๙๕] ธรรมไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน?

เว้นธรรมเป็นเหตุเหล่านั้นเสีย กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุ.

[๖๙๖] ธรรมมีเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุ.

ธรรมไม่มีเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด ไม่มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่มีเหตุ.

[๖๙๗] ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด สัมปยุตด้วยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุ.

ธรรมวิปปยุตจากเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด วิปปยุตจากธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์,รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมวิปปยุตจากเหตุ.

[๖๙๘] ธรรมเป็นเหตุและมีเหตุ เป็นไฉน?

โลภะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโลภะโทสะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และมีเหตุโดยโทสะ

อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทั้ง ๓ นั้นเป็นเหตุ และมีเหตุโดยกันและกัน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุ และมีเหตุ.

ธรรมมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น เว้นธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้นเสีย คือเวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ.

[๖๙๙] ธรรมเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ เป็นไฉน?

โลภะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุโดยโลภะ

โทสะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุโดยโมหะ โมหะเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุโดยโทสะ.

อโลภะ อโทสะ อโมหะ ทั้ง ๓ นั้นเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ โดยกันและกัน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ.

ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด สัมปยุตด้วยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น เว้นธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้นเสีย คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ.

[๗๐๐] ธรรมไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด ไม่เป็นเหตุ แต่มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ.

ธรรมไม่เป็นเหตุ และไม่มีเหตุ เป็นไฉน?

ธรรมเหล่าใด ไม่เป็นเหตุ และไม่มีเหตุโดยธรรมที่เป็นเหตุเหล่านั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ.

เหตุโคจฉกะ จบ
17/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
6 จาก 12
เพราะหลงไปกับอารมณ์ที่เข้ามากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดปรุงแต่งเป็นเวทนา เป็นพอใจ ไม่พอใจ ประกอบด้วยอวิชชา (กรรมเก่า) เป็นลักษณะการเกิด โลภะ โทสะ โมหะ (กรรมใหม่) หรือ สมุทัยของทุกข์

อโลภะ อโทสะ อโมหะ มีอยู่จริง ไม่ใช่สมมุติบัญญัติ แต่เป็นปรมัติธรรม เมื่อเราไม่หลงไปกับอารมณ์ที่เข้ามากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตอนนั้น อโมหะเจตสิกจะเกิดร่วมกับจิต อโมหะ มีอีกชื่อหนึ่งว่าปัญญา หรือ สัมมาทิฏฐิ

เมื่อไม่หลง ความพอใจ ไม่พอใจ ก็ไม่เกิด แต่ ความเท่าทันความพอใจไม่พอใจ หรือ อโลภะ อโสทะ จะเกิดขึ้นมาแทน รวมกันเรียกว่า การเกิดของวิชชา หรือ ทุกขนิโรธ

ดังนั้น ถ้าทันเป็นประจำ คือ มรรค

ที่ท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจสภาวะ เพราะมันยังไม่เคยเกิดกับพวกท่าน ถ้าไปยึดสมาธิ ท่านจะได้แต่ความสงบชั่วคราว ไม่มีทางเช้าถึงสภาวะธรรมเหล่านี้ได้เลย เพราะมันผิดเหตุปัจจัย ดังนั้น ธรรมะของพระพุทธองค์จึงท้าให้ลอง

สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสสอน เป็นความจริงของโลกและชีวิต มาจากการตรัสรู้ จึงเป็นคำใหนคำนั้น

สมาธิต่อยอดเป็นวิปัสสนาไม่ได้ เพราะทั้ง รูปภพ อรูปภพ หรือโลกุตตระภพ ต่างก็เริ่มจากกุศล มีปลายทางต่างกัน ไม่ได้วกมาหากันได้ เมื่อท่านปฏิบัติได้รูปหรืออรูปฌาน ท่านก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ถ้าต้องการไปให้ภึงนิพพาน
18/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
7 จาก 12
สวัสดีคะ ถ้าในความคิดซิย่าไม่ยากเลยค่ะ การดับโลภะ โมหะ โทสะ ได้คือ อโลภะ อโมหะ อโทสะ
ไม่มีอะไรตลอดไปคะ ไม่ว่าจะเวลาไหน เหตุการณ์อย่างไรมากระทบ เราก็รู้ดีว่า ไม่เที่ยง
แค่เรารู้ตัวให้ได้ว่า เกิดการกระทบแล้วนะ  ฝึกให้รู้ให้ทัน พอรู้ว่ากระทบ การละ ดับให้เร็วที่สุด
ดับให้หมดให้สิ้นไป ไม่ไปติดต้างใจ นึกถึงเมื่อใดเกิดโลภะ โมหะ โทสะอีก ดับให้หายไปเลยค่ะ

ละต้องละให้รู้ รู้ตัวไว้ตลอด ไม่แท้ ไม่เที่ยง ไม่มี ไม่เป็น ไม่มีอะไร ไม่เหลืออะไร ค่ะ
ละได้ต้นทาง การดับก็ง่ายๆกันไปค่ะ ซิย่าชอบปฏิบัติเสมอเวลาเกิดการกระทบ
โมหะหรือ ต้องแบบนั้น แบบนี้ หน้าตา น้ำเสียง จริงจังไม่ยอม แต่ซิย่าจะหันกลับคิดเลยว่า
อืม เกิดโมหะแล้ว ยิ้มเลย แค่เรื่องเบาเบา ไม่มีอะไร ลองไม่เกิดโมหะ ไม่โกรธอ่ะ ยิ้มๆๆอ่ะ

ได้ผลแหะ เราเองก็ไม่เคร่งเครียด คิดทำอย่างอื่นต่อไป สบาย
ผู้อื่นเองก็ติดค้างใจ เห็นเราไม่โกรธ ยิ้มแย้ม พูดคุยสบาย ก็คงคิดว่า อ้าวทำไมไม่โกรธ
ผู้นั้นก็..โกรธต่อฝ่ายเดียว เรายิ้ม หัวเราะไปแล้ว...ซิย่านำธรรมมาใช้กับชีวิตจริงๆค่ะ
เวลาใด เรื่องราวแบบไหน กับผู้ใด เราเองค่ะ คือผู้ที่สบายใจที่สุด

ส่วนผู้อื่นถ้ามองย้อนคิด เราไม่โกรธ เค้าจะผูกติดทำไม ถ้าคิดไม่ได้เค้าก็อึดอัดใจคนเดียว
ถ้าบอกได้จะบอกค่ะ..สบายๆๆไปเถอะ นี่ค่ะ ชีวิตจริงที่ธรรมะพระพุทธเจ้าได้ผลเสมอค่ะ
18/9/53 โพสต์โดย ziilzero-ziya
8 จาก 12
มันเป็นแค่ภาษาที่พูดให้ได้เข้าใจง่ายๆ

คนที่ทำผิดกฎหมาย... เป็นคนเลว

คนที่ไม่ทำผิดกฎหมาย... เป็นคนดีหรือว่าเป็นคนปกติธรรมดากันแน่ ?

คนที่เดินทางสายกลาง จิตใจปล่อยวางเป็นปกติจากสิ่งที่มากระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ ถือว่าเป็นคนดีหรือว่าเป็นคนปกติ ?

พระอรหันต์เป็นคนดีหรือเป็นคนปกติกันแน่?

หรือมันเป็นแค่กับดักของภาษาอย่างที่คุณ Misc. ว่าจริงๆ?
18/9/53 โพสต์โดย Frankly
9 จาก 12
ถูกต้องนะคร้าบบบบ.... สิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ (โสดาปัตติมรรคญาน) คือ เรื่องที่ผู้ที่กำลังปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลต้องเรียนรู้ก่อน คือ กำหนดรู้ทุกข์ เหตุเกิดของทุกข์ การดับของทุกข์ และวิธีดับทุกข์ รู้ว่าทุกข์เกิดที่ใหน เกิดอย่างไร ดับด้วยอาการอย่างไร ต้องกำหนดรู้ว่า ตอนนี้เราเกิดเวทนาอะไร พอใจ หรือ ไม่พอใจ รู้ว่าจิตเราหดหู่อยู่นะ เราโกรธอยู่นะ ฯ แล้วอะไรเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดเวทนาเหล่านั้น ก็เอาปัญญาไปดักไว้ให้ถูกที่ถูกทางถูกเวลา ฯ ซึ่งปกติปุถุชนไม่ได้มีอาการเช่นนี้ ... อาการตามดูเฉยๆ ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณา ไม่ใช่วิปัสสนา ถือว่าเป็นคำสอนที่ไม่ครบถ้วน

ขั้นแรกสำหรับการปฏิบัติธรรม คือ ฟังธรรม ให้มีความรู้ ให้เกิดความเห็นตรง คือ รู้ว่าอะไรเีที่ยง อะไรไม่เที่ยง รู้ว่า นี้ทุกข์ นี้การเหตุเกิดของทุกข์ นี้อาการดับของทุกข์ นี้เป็นวิธีการเพื่อดับทุกข์

จากนั้น ก็กำหนดรู้สภาวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุกข์ และการดับทุกข์ คือ รู้จัก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความคิด ความพอใจ ไม่พอใจ ความหลง วิชชา อวิชชา ฯ

เมื่อรู้กระบวนการ วิธีการกำจัดเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ ก็ง่ายยึ่งกว่าง่าย เราจึงยกย่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นเอกบุคคลในโลก ผู้ทำเรื่องยากที่สุดให้กลายเป็นเรื่องง่ายที่สุดได้ :)

.........................................................................................................................................................................................

โสดาปัตติมรรคญาณ (อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้) คือความรู้หรือสิ่งที่โสดาบันจะต้องเรียนให้รู้ อันได้แก่

จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ ฯลฯ
.........................................................................................................................................................................................

[๑๕๘] ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นไฉน

ตัณหานี้ใด อันเป็นเหตุเกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดยินดีเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

[๑๕๙] ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ตั้งอยู่ที่ไหน

ปิยรูปสาตรูปใดมีอยู่ในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่ปิยรูปสาตรูปนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูปนี้

ก็อะไร เป็น ปิยรูปสาตรูป ในโลก

จักขุ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่จักขุนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุนี้ โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กายะ ฯลฯ มโน เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิดก็เกิดที่มโนนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนนี้ ..... ฯลฯ

......................................................................................................................................................................................

[๑๖๐] ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นไฉน

ความสำรอกและความดับโดยไม่เหลือ ความปล่อยวาง ความส่งคืนความพ้น ความไม่ติดอยู่ แห่งตัณหานั้นนั่นเทียว อันใด

[๑๖๑] ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อจะละ ละที่ไหน เมื่อดับ ดับที่ไหน

ปิยรูปสาตรูปใดมีอยู่ในโลก ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่ปิยรูปสาตรูปนี้เมื่อดับก็ดับที่ปิยรูปสาตรูปนี้

ก็อะไร เป็นปิยรูปสาตรูป ในโลก

จักขุ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่จักขุนี้ เมื่อดับก็ดับที่จักขุนี้ โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กายะ ฯลฯ
มโน เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อจะละก็ละที่มโนนี้ เมื่อจะดับก็ดับที่มโนนี้ ....  ฯลฯ

.
18/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
10 จาก 12
สภาวะ นั่นแหละ คือความหายของธรรมะ

ก่อนที่จะรู้ได้ด้วยใจ ก็ต้องรู้จากการฟัง รู้การคิดก่อน จากนั้นก็ต้องฝึก เมื่อการฝึกเห็นผล จึงจะสามารถรับรู้ได้ด้วยใจ เพราะอริยบุคคลรับรู้ได้ด้วยใจ

บางเรื่องเท่านั้นที่อธิบายยาก อุปมาเหมือนการที่จะสาทยายความเค็มของเกลือให้คนที่ไม่เคยชิมเกลือฟัง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง

เจตสิก ๕๒ เป็นปรมัติสัจจะ ไม่ใช่สมมุติสัจจะ ... ความพอใจ (โลภะ) มีอยู่จริง ความไม่พอใจ (มีอยู่จริง) ฯ เพียงแต่มันเป็นนามธรรม ยกออกมาให้เห็นไม่ได้

เรื่องรายละเอียดซับซ้อนของธรรมมะ ละไว้ก่อนก็ได้ จะศึกษาธรรมได้ จริงๆ ต้องมีดวงตาเห็นธรรมก่อน อภิธรรมจึงเป็นวิชาของพระอรหันต์ จริงๆ ไม่ใช่วิชาของพวกเรา เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ ได้ตรวจดูว่า จะสอนอภิธรรมแก่ไครได้ในโลก ก็ปรากฏว่า ไม่มี เลยขึ้นไปสอนพระมารดาและเทวดาบนชั้นดาวดึงส์ ต่อมาก็สอนให้กับพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ที่ยกอธิธรรมมาอธิบาย เพราะอภิธรรมเป็นศาสตร์บริสุทธิ์ของพุทธ หรือเป็นภาควิทยาศาสตร์ของพุทธ แสดงถึงกระบวนการ วิธีการ ทดสอบพิสูจณ์ได้ อุปมาการสร้างปัญญาดับทุกข์เหมือนการทำระเบิดนิวเคลียร์ ถ้าไม่รู้สิ้นในกระบวนการ ไม่มีทางทำได้ โดยปกติ การสอนธรรมทั่วไปก็ต้องอาศัยอภิธรรมเป็นพื้นฐานหรือเป็นหลัก

เหตุปัจจโย ก็เป็นอภิธรรม ปัจจัย ๒๔ เป็นวิชาที่ยากที่สุด เข้าใจยากที่สุดในบรรดาวิชาพุทธศาสนา

โลภะ โทสะ โมหะ ก็เป็นเพียงสภาวะที่ประกอบด้วยอวิชชา เท่านั้นเอง
อโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็เป็นเพียงสภาวะที่ประกอบด้วยวิชชา เท่านั้นเอง

วิชาพระพุทธเจ้า มี ๓ ส่วน คือ พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ถ้าท่านเลือกเอาเฉพาะส่วนที่ตรงกับความเข้าใจของท่าน ไม่เอาทั้งหมด ยิ่งเอามาตั้งสำนักสอนโดยยึดทิฏฐิท่านเป็นหลัก ไปเอาคำสอนของศาสนาอื่นมาปนด้วยอีก ในทางธรรม ไม่ถือว่าท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ถึงท่านจะบวชถูกธรรมวินัย ท่านก็หมดโอกาสได้มรรคผลนิพานชาตินี้ สิ่งที่ได้จากการตรัสรู้ด้วยปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเราจึงได้แต่เรียนรู้เพื่อเข้าใจและนำมาปฏิบติเท่านั้น เพราะเราไม่สามารถรู้เห็นเหมือนพระพุทธองค์ ... ไม่ใช่ว่าห้ามวิจารณ์ แต่จริงๆ ก็คือ เราไม่ปัญญาไม่เพียงพอที่จะไปวิจารณ์
18/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
11 จาก 12
เรื่องอภิธรรมนี้ มีในพุทธประวัติ ตลอดระยะเวลา ๗ ปี หลังจากตรัสรู้ ไม่ได้ทรงสอนอภิธรรมแก่สาวกองค์ใหนเลย ครั้งแรกที่สอนอภิธรรม ก็คือ ไปโปรดพระพุทธมารดาที่ดาวดึงส์เทวโลก เพราะอภิธรรมเป็นความรู้เรื่องปรัมัติธรรมเกือบทั้งหมด มีสุมมุติบัญญัติเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จะว่าไป แม้อภิธรรม ก็เป็นความรอบรู้ หรือ ปัญญายิ่ง ยังเอามาดับทุกข์ไม่ได้ เรียนอภิธรรม ๗ ปีจนจบสอบได้เปรียญ ๙ เปรียญ ๑๘ ก็ไม่สามารถพาไปถึงมรรคผลนิพพานได้ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมที่ถูกธรรม เพราะอภิธรรม คือ การอธิบายธรรมชาติอย่างละเอียด

อุปมาเหมือนการเดินเท้าจากกรุงเทพมาเชียงใหม่ พวกแรกเปิดตำราตอบได้อย่างละเอียดว่า ระหว่างทางจะผ่านอะไรบ้าง แต่ตัวจริงๆ ยังไม่ได้เดินทางเลย กับอีกพวกเดินอย่างเดียว ไม่สนใจอะไร ถามอะไรตอบได้มั่งไม่ได้มั่ง แต่พวกหลังย่อมถึงเป้าหมายในที่สุด (ถ้าได้เดินไปถูกทาง)

ผมท้าท่านลองอย่างนี้ว่า ถ้าท่านชอบรถสักคันหนึ่ง (หรืออะไรก็ได้ที่ท่านอยากจะได้) ให้ท่านเดินไปดู แล้วพิจารณาคิดในใจว่า รถนี้มีลักษณะใหม่เก่าแตกสลาย สิ่งที่เราเห็นตอนนี้ก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ตัวฉัน(คนเห็น)ก็มีลักษณะหนุ่มแก่เจ็บตาย หรือไม่เที่ยง แล้วลองดูว่า คำว่าไม่เที่ยง ดับเวทนาความอยากจะได้ของท่านได้จริงหรือไม่ ...
19/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
12 จาก 12
อภิธรรม คือเรื่องความจริงอย่างที่สุดของธรรมชาติ ได้แก่ เรื่อง ปรมัตตธรรม ๔ ประกอบด้วย รูป จิต เจตสิก นิพพาน และเหตุปัจจัย ๒๔ (ปัฏฐานกร)

ยกตัวอย่าง เช่น ในภาษาธรรม เวทนา แปลว่า ความรู้สึก แบ่งเป็น ๓ ลักษณะอาการ คือ พอใจ ไม่พอใจ และเฉยๆ (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขอสุขเวทนา) เป็นลักษณะของศาสตร์เชิงประยุกต์ (application science) ในภาษาอภิธรรม คือ จิตที่ประกอบด้วยเจตสิกมาปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย ฯ หรือเป็นลักษณะศาสตร์บริสุทธิ์ (pure science) หรือเป็นภาควิทยาศาสตร์ของพุทธ

อุปมาเหมือนวิชาฟิสิกส์ (วิชาที่ว่าด้วยวัตถุ) อภิธรรม ก็คือความรู้ละเอียดเกี่ยวกับอะตอมและพลังงาน ภาคประยุกต์ก็คือ วิชาไฟฟ้า วิศวกรรม ฯ

ไม่มีอะไรพ้นไปจากอภิธรรม เพราะทุกอย่างคือธรรม แต่นัยยะในการอรรถาธิบายต่างกัน อภิธรรมเรียนตั้งแต่ส่วนที่ละเอียดหรือเล็กที่สุดของธรรมชาติ มาประกอบเป็นสภาวะธรรมต่างๆ ด้วยกระบวนการวิธีการนั้นๆ แต่การสอนธรรมทั่วไปไม่ได้ลงละเอียดถึงส่วนที่เล็กที่สุด หรือไม่ได้อธิบายกระบวนการโดยละเอียด

ทำไมต้องไปสอนอภิธรรมเทวดา? ก็เพราะเทวดาอยู่ในสภาวะทิพย์ เข้าใจธรรมชาติมากกว่ามนุษย์ เช่น ไม่ต้องไปอธิบายเรื่องนรกสวรรค์ ไม่ต้องไปอธิบายเรื่องหูทิพย์ตาทิพย์ เรื่องระลึกชาติ หรือตายแล้วสูญหรือไม่ ฯ
19/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
พระสงฆ์ร้องเพลงได้ไหมครับ ???
ใครเคยปฏิบัติกรรมฐานแล้วเห็นนิมิตรอะไรบ้าง ช่วยเล่าให้เป็นวิทยาทานบ้างได้มั๊ย
ประวัติของศีล
พื้นฐานของคนดีคือรักษาศีลห้า ชาวกูรูเห็นด้วยไม๊ครับ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู