หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
บทความเกี่ยวกับสารเสพติด
เสริมสุขภาพ | ยา 26/7/53 โพสต์โดย รักยูชอน
คำตอบ
1 จาก 3
รวมพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดในสถานศึกษา : รายงานความก้าวหน้า
การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ

     ปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศไทย
          ประเทศไทยมีโครงสร้างปัญหายาเสพติดหลายด้านและครบวงจร ทำให้การแก้ไขยุ่งยากกว่าหลายประเทศที่มีปัจจัยเสี่ยงเพียงบางด้าน ปัญหาของประเทศไทยนั้น เริ่มตั้งแต่การเป็นแหล่งผลิตที่เรียกว่า "พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ" และเป็นทางผ่านยาเสพติดในตลาดโลก มีการผลิตในรูปอัดเม็ดในประเทศ มีการลักลอบค้า และมีจำนวนผู้เสพ ผู้ติดยา และผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
       สิ่งส่งสัญญาณเตือนมหันตภัยของยาเสพติด ได้แก่
สถิติการจับกุมผู้เกี่ยวข้องยาเสพติดในปี 2544 มีการจับกุม 246,425 คดี ผู้ต้องหา 258,978 คน ยาเสพติดที่จับกุมได้มากที่สุดคือ ยาบ้า รวม 196,410 คดี ของกลาง 78.8 ล้านเม็ด แบ่งเป็นคดีผู้จำหน่าย 30,730 คดี ผู้ต้องหา 37,730 คน ครอบครอง 112,045 คดี ผู้ต้องหา 116,953 คน ผู้เสพ 52,520 คน และผู้ผลิต 50 ราย ผู้ต้องหา 89 คน
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้รายงานสถิติการเกิดอาชญา
กรรม ในรอบปี 2544 มีคดีที่เกิดมากที่สุด ได้แก่ คดียาเสพติด 51,326 ครั้ง จับกุมได้ 51,309 ราย ผู้ต้องหา 52,173 คน ซึ่งนับว่าสูงเป็นลำดับแรกติดต่อมาหลายปี
จำนวนยาบ้าที่ผ่านเข้ามาในประเทศไทยสูงขึ้นทุกปี ในปี 2544 อยู่ที่ 500-600 ล้านเม็ดแม้ว่าการจับกุมยาบ้าได้จำนวนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปี 2544 จับได้ 78.8 ล้านเม็ด แต่ก็เป็นจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณทั้งหมด ยาบ้าส่วนใหญ่ถูกจำหน่ายอยู่ในตลาดทั้งในและนอกประเทศ
         จำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในปี 2544 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มอบให้สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัย รวม 9 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์ สถาบันวิจัยสังคม และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกันวิจัยเพื่อสำรวจจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่ามีจำนวนผู้ที่เคยใช้ครั้งเดียวในชีวิต 7,312,000 ล้านคน ผู้เคยใช้ในรอบ 30 วันที่ผ่านมาหรือผู้ติดยามีจำนวน 999,722 คน มากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อายุที่ใช้มากที่สุด 25-65 ปี และกลุ่มรองลงไปได้แก่อายุ 12-24 ปี

        พื้นที่เสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด ภาคกลางอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
สำนักงาน ป.ป.ส. ได้สำรวจข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้านชุมชนในปี 2542 จำนวน 60,000 หมู่บ้าน สามารถจัดความรุนแรงของปัญหายาเสพติดระดับจังหวัดที่รุนแรง 17 จังหวัด ปานกลาง 39 จังหวัด และบางเบา 20 จังหวัด ในส่วนจังหวัดที่รุนแรง ได้แก่

ภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และชัยนาท
ภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย ตาก นครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และลำปาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ และยโสธร
ภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต
อย่างไรก็ตามปัญหาความรุนแรงในแต่ละปีจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. ได้เฝ้าระวังติดตามตลอดมา สำหรับในปี 2544 ได้สำรวจเป็นรายหมู่บ้าน พบว่ากรุงเทพมหานครมีพื้นที่ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ปัญหาพื้นที่พิเศษ 19 แห่ง ภาคเหนือ 57 แห่ง ภาคกลาง 230 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 154 แห่ง ภาคใต้ 90 แห่ง รวมพื้นที่รุนแรง 550 แห่ง

         ยาเสพติด : ปัญหาของชาติที่นำไปสู่วาระแห่งชาติ
ยาเสพติดได้กลายเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งต้องการมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้จัดประชุมวาระแห่งชาติเพื่อเอาชนะยาเสพติดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 10-11 มีนาคม 2544 โดยได้วิเคราะห์ปัญหาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความต้องการและการผลิตยาเสพติด ด้านการบำบัดและรักษา และด้านการป้องกัน
หลังจากการประชุมแล้ว นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 119/2544 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 เรื่องการกำหนดแนวทางการใช้พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด และทุกหน่วยงานได้นำไปใช้เป็น ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายาเสพติด

         ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา
ตัวเลขนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ของกระทรวงศึกษาธิการ กับ สำนักงาน ป.ป.ส. ไม่ตรงกัน จากผลสำรวจเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 กระทรวงศึกษาธิการรายงานสภาพการใช้สารเสพติดในสถานศึกษาดังนี้ ข้อมูลสำรวจทั้งสิ้น 7,037,170 คน กลุ่มผู้ไม่เคยใช้ยาเสพติด 6,861,690 คน (ร้อยละ 97.51) กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด 63,907 คน (ร้อยละ 0.90) กลุ่มที่ใช้สารเสพติดประเภทเหล้าและบุหรี่ 111,573 คน (ร้อยละ 1.59)
สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รายงานในปี 2542 ซึ่งได้มอบให้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สำรวจจำนวนนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบว่ามี 663,290 คน (ร้อยละ 12.30) จากจำนวนนักเรียนนักศึกษา 4,302,652 คน ทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัย และในปี 2544 มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญได้สำรวจซ้ำอีกครั้งพบจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องยาเสพติดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาลดลงเหลือประมาณ 374,653 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.5 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักเรียนนักศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 325,930 คนไม่ว่าจะใช้ตัวเลขของหน่วยงานใดก็ยืนยันว่ามีการระบาดจริง ยาเสพติดได้บุกเข้ารั้วโรงเรียนแล้ว และมีผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดระหว่าง 63,970 คน (ตัวเลขกระทรวงศึกษาธิการ) ถึง 325,930 คน (ตัวเลขมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) ปัญหามิได้อยู่เพียงตัวเลขใดเป็นตัวเลขที่แท้จริง แต่ทำอย่างไรจะยับยั้งมิให้ขยายเพิ่มจำนวนขึ้นอีก

        สาเหตุที่นักเรียนนักศึกษาติดยา
สาเหตุการติดยาของนักเรียนพบว่าส่วนใหญ่มาจากเด็กอยากลองเมื่อเพื่อนชวน การมั่วสุมในสถานเริงรมย์ สภาพครอบครัวที่ขาดความอบอุ่น มีแหล่งจำหน่ายใกล้โรงเรียน หรือมีเพื่อนนักเรียนเป็นผู้จำหน่าย
โรงเรียนบางแห่งไม่กล้ายอมรับความจริง เพราะห่วงอนาคตเด็กและกลัวโรงเรียนเสียชื่อเสียง ทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นไปด้วยความยากลำบาก

       ผลงานการประกาศสงครามกับยาเสพติดในสถานศึกษาปี 2544
กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินงานแก้ปัญหามาตลอดในช่วง พ.ศ. 2541-2544 ปัจจุบันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของกระทรวงศึกษาธิการ (ปปส.ศธ.) มีนางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน การดำเนินงานใช้ยุทธศาสตร์รวมพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด ดังนี้
กำหนดนโยบายการป้องกันและแก้ไขยาเสพติดให้เป็นส่วนหนึ่งของการประกันคุณภาพภายในโรงเรียน พร้อมกับจัดทำมาตรฐานและตัวชี้วัดผลของการดำเนินยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะ ยาเสพติดในสถานศึกษา
ประสานกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้องในการจำแนกเด็กที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผลดีผลเสียของการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ และวิธีบำบัดรักษาที่ทำให้หายขาด และขอความร่วมมือกรมการรักษาดินแดน กรมยุทธการทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อขยายจำนวนนักเรียนที่ฝึก รด. เป็น 120,000 คน (ในปีการศึกษา 2544) และขอลดหย่อนเกณฑ์การคัดเลือกเป็นคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 2.00 ให้สามารถเข้าฝึก รด. ได้ และนำหลักสูตรรวมทั้งกระบวนการฝึก รด. มาใช้ฟื้นฟู นักเรียนที่ติดยาด้วย
ให้กรมวิชาการจัดทำแนวทางเทียบโอนผลการเรียนสำหรับนักเรียนติดยาที่พักการเรียนไปช่วงหนึ่ง ให้กลับเข้าเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการรับงานด้านยาเสพติดในสถานศึกษาไปบรรจุในแผนการตรวจราชการ และขอให้รายงานผลการตรวจติดตามปัญหายาเสพติด
ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ส่งรายชื่อนายตำรวจให้เป็นผู้ประสานให้ความช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง ขอตำรวจร่วมเป็นวิทยากรให้การฝึกอบรม ให้ตำรวจเฝ้าระวังโรงเรียนที่มีความเสี่ยงสูงและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และให้ยกย่องตำรวจและครูที่มีผลงานดีเด่น
กรมที่มีสถานศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กรมสามัญศึกษา กรมอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กรมพลศึกษา สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และกรมศิลปากร แต่งตั้งคณะกรรมการ ปปส. ระดับกรม
ให้กรมในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการรับนโยบายและยุทธศาสตร์รวมพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดในสถานศึกษาไปจัดทำแผนปฏิบัติการ
ให้กรมแจ้งสถานศึกษาในสังกัดรับทราบแผนปฏิบัติงานของกระทรวงและกรมต้นสังกัด เพื่อให้สถานศึกษาไปจัดแผนปฏิบัติงานประจำปี
ให้กรมจัดระบบประเมินตนเองของสถานศึกษา โดยกำหนดเป็น 3 ระดับ คือ A1 - Awareness มีการรับรู้และตระหนักถึงปัญหายาเสพติด A2 - Attempt มีกระบวนการพัฒนาการตรวจสอบและการปรับปรุง และ A3 - Achievement มีผลผลิตของการพัฒนาโดยเน้นผลที่เกิดกับผู้เรียน ผลงานของครูอาจารย์และโรงเรียน
ให้กรมวิชาการนำมาตรฐานตัวชี้วัด 6 ข้อ ไปปรับเพื่อนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการประเมินภายในระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ให้ส่งรายชื่อสถานศึกษาที่มีผลงานสำรวจในระดับ A3
เพื่อให้กรมจัดทำทำเนียบเผยแพร่ เพื่อยกย่องโรงเรียนที่ทำได้ดี
มีการลงนามในการตกลง 3 ฝ่าย ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดังนี้
      (1) เพื่อคัดกรองวัดให้เป็นศูนย์สงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ติดยา ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ 373 ศูนย์ และถวายความรู้แก่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติงานที่ศูนย์แล้ว 480 รูป และมีเป้าหมายในปี พ.ศ. 2545 ที่จะดำเนินการให้ครบ 2,000 ศูนย์ ใช้เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่หวังพึ่งพุทธศาสนาให้เป็นที่ยึดเหยี่ยวทางใจแก่เยาวชนผู้หลงทาง
      (2) ภายใต้โครงการ กองทัพธรรมกองทัพไทยต้านยาเสพติด จะถวายความรู้แก่พระสงฆ์ จำนวน 3,000 รูป เพื่อให้เป็นพลังร่วมกันต่อสู้กับยาเสพติด ร่วมกับโรงเรียนและชุมชนในปี 2544 ได้ดำเนินการไปแล้ว 1,040 รูป
     (3) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำทำเนียบข้อมูลดังกล่าว เผยแพร่ในเวปไซต์ www.moe.go.th จัดส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัดและโรงเรียนเพื่อร่วมเป็นเครือข่ายในการดำเนินการทั่วประเทศ


     นางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นถึงบทบาทของสถานศึกษาในการแก้ปัญหายาเสพติด "ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข และบ่มเพาะคุณธรรมของผู้เรียน ซึ่งครูต้องมีความสุขและคุณธรรมจะทำให้เกิดการพัฒนาสู่การประกันคุณภาพการเรียน การสอนและนำไปสู่การสร้างสุขภาวะและคุณธรรมของนักเรียนและครูอย่างยั่งยืน"

     งานที่กระทรวงศึกษาธิการได้มอบให้สถานศึกษาไปดำเนินการ
ให้สถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ส. สถานศึกษา
รับทราบนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์รวมพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด
ให้จัดกิจกรรมสัปดาห์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดในวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน 2544) เช่น อ่านสารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จัดกิจกรรมนิทรรศการ โต้วาที ประกวดคำขวัญ กีฬา ดนตรี บำเพ็ญประโยชน์ และร่วมเดินรณรงค์
ให้จัดทำแผนปฏิบัติการและดำเนินงานตามแผน
ให้สถานศึกษาประเมินตนเองด้วยระบบ 3A : A1, A2 และ A3

     งานที่ดำเนินการต่อมาในปีงบประมาณ 2545
         นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สนใจปัญหาการแก้ไขยาเสพติดในสถานศึกษา โดยสนับสนุนนโยบายรวมพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด โดยประกาศและสั่งการให้หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าสถานศึกษาต้องดำเนินงานให้ครบ 5 ประการ ดังนี้

     นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) ในการดำเนินงานป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา

    1. ใช้นโยบายเชิงรุกในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา
        1.1 กำหนดพื้นที่รุนแรงที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต้องกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดระยะแรก (21 จังหวัด) ได้แก่
ภาคกลางและภาคตะวันออก (6 จังหวัด) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ
ระยอง ราชบุรี ลพบุรี และสระบุรี
ภาคเหนือ (6 จังหวัด) ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เชียงราย และ
เชียงใหม่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (5 จังหวัด) ได้แก่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ นครพนม มุกดาหาร
และหนองคาย

ภาคใต้ (4 จังหวัด) ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา และปัตตานี
          1.2 กำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้ชัดเจน โดยเน้นนักเรียนอายุ 12 ปี ถึง 20 ปี ในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
          1.3 รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง และผู้ตรวจราชการจะออกตรวจเยี่ยมและกำกับติดตามการแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา พื้นที่ทำดีจะยกย่องชมเชย พื้นที่ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานจะรับฟังและหาทางแก้ไข
          1.4 ใช้กลไกในการบริหารงาน โดยจะใช้ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไข ยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการประกอบการพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่งและการโอนย้ายของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา
   2. เป้าหมายเชิงรุกในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา
         2.1 จำนวนนักเรียนกลุ่มบริสุทธิ์จะรักษาไว้ที่ร้อยละ 97 หรือ 4.49 ล้านคน ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยมัธยมต้น 2.4 ล้านคน ม.ปลาย สายสามัญ 1.05 ล้านคน ปวช. 0.78 ล้านคน อุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 0.4 ล้านคน รวมจำนวน 4.63 ล้านคน
         2.2 จะลดจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้เหลือไม่เกินร้อยละ 3 ของจำนวนนักเรียน อายุ 12-20 ปี (จำนวนไม่เกิน 114,000 คน)
         2.3 ในแต่ละสถานศึกษาให้ลดเป้าหมายผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่เกินร้อยละ 3 ของจำนวน นักเรียนนักศึกษาทั้งหมด
         2.4 นักเรียนนักศึกษาที่ติดยาต้องส่งบำบัดทุกราย ภายใน 6 เดือน โดยส่งบำบัดที่ โรงพยาบาลและเข้าค่ายทหาร รวมทั้งมีระบบดูแลติดตามผู้ผ่านการบำบัด (จำนวน 13,442 ราย)
        2.5 นักเรียนที่ตั้งใจค้ายาหรือร่วมกันค้าในลักษณะกึ่งอาชีพให้สถานศึกษาร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแก้ปัญหาเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติด ภายใน3 เดือน (จำนวนเป้าหมาย 2,473 คน)
        2.6 สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ายาเสพติด ให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด ให้หัวหน้าสถานศึกษาแจ้งรายชื่อครูและบุคลากรที่สงสัยจะ ค้ายา โดยส่งหลักฐานและแจ้งสำนักงาน ป.ป.ส. หรือสถานีตำรวจ หากปกปิดหรือละเลยจนมีหน่วยงานอื่นแจ้งสำนักงาน ป.ป.ส. หรือตำรวจ หัวหน้าสถานศึกษาต้องรับผิดชอบ
   3. กระทรวงศึกษาธิการเน้นกลยุทธ์การป้องกันและกลยุทธ์การลดจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดมิให้เกินร้อยละ 3 ของแต่ละสถานศึกษา โดยใช้กิจกรรมค่ายในปิดภาคเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนนักเรียนนักศึกษาทั้งหมด (จำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 502,000 คน จากนักเรียนทั้งหมด 4.63 ล้านคน) ดังนั้นสถานศึกษาทุกแห่งต้องเข้าร่วมกิจกรรมค่ายโดยจัดได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่
        3.1 ค่ายยุวชนต่อต้านยาเสพติด ซึ่งใช้ค่ายทหารในการดำเนินงานในกลุ่มบริสุทธิ์และแกน
นำ จำนวน 20,000 คน และให้นักเรียน 1 คน ไปขยายผลสร้างภูมิคุ้มกันให้เพื่อนอีก 10 คน
รวมเป็นจำนวนกลุ่มเป้าหมาย 200,000 คน
       3.2 ค่ายต้นกล้า สำหรับนักเรียนที่ติดยาเสพติดจำนวน 2,000 คน ซึ่งร่วมมือกับค่ายทหาร ในการฝึกเข้ม
       3.3 ค่ายลูกเสือเนตรนารี ยุวกาชาด ซึ่งสอดแทรกเรื่องการจัดระเบียบวินัย การแก้ปัญหา ยาเสพติด จำนวน 10,000 คน และให้นักเรียน 1 คน ไปขยายผลสร้างภูมิคุ้มกันให้เพื่อนอีก 10 คน รวมเป็นกลุ่มเป้าหมาย 100,000 คน
       3.4 ค่ายในลักษณะอื่น ๆ เช่น ค่ายพุทธธรรม ค่ายปิยมิตร ค่ายวิชาการ โดยให้สอดแทรกระบบป้องกันยาเสพติดไว้ด้วย จำนวน 20,000 คน และให้เพื่อนนักเรียน 1 คน ไปขยายผลสร้างภูมิคุ้มกันให้เพื่อนอีก 10 คน รวมเป็น 200,000 คน
  4. ใช้กลไกการสร้างเครือข่ายร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข และชุมชนเพื่อรวมพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด และการจัดระเบียบสังคม โดยจะมีการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะสำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ซึ่งมีการระบาดของ ยาเสพติดอย่างรุนแรง
  5. ใช้ระบบการช่วยเหลือนักเรียนเป็นกลยุทธ์หลัก ซึ่งจะช่วยคัดกรองเด็กที่มีปัญหาและให้ ผู้ปกครองเข้ามาสอดส่องดูแลนักเรียนเช่น โครงการศิษย์ลูก เพื่อนรักเพื่อน ในการดำเนินงานแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาและขอความร่วมมือเครือข่ายองค์กรผู้ปกครองและนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาเป็นอาสาสมัครรับแจ้งเบาะแสและรับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับยาเสพติดและการปฏิรูปการศึกษา โดยใช้สายด่วนการศึกษา หมายเลขโทรศัพท์ 1579 ของศูนย์พิทักษ์และช่วยเหลือเด็กและครอบครัวทาง การศึกษา และหมายเลขโทรศัพท์ 0-2280-6219, 0-2281-1480 สำนักกิจการพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ประสานงาน

     แจ้งข้อมูลยาเสพติดในสถานศึกษาได้โดยตรงที่รัฐมนตรี
หากมีข้อมูลที่ต้องการแจ้ง เสนอแนะ และขอคำปรึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ติดต่อได้ที่
    นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ดุสิต กทม. 10300 หรือ ตู้ ปณ.1 ปทฝ. ศึกษาธิการ กทม. 10304 Email ได้ที่ http//www.moe.go.th หรือ โทรศัพท์ 0-26285132
     นางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อได้โดยจดหมาย หรือ e-mail ผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือโทรศัพท์ 0-26286143
ศูนย์กลางในการติดต่อประสานงานด้านยาเสพติดของกระทรวงศึกษาธิการ คือ สำนักกิจการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์ 0-26286219, โทรสาร 0-22814406


        นโยบายเอาชนะยาเสพติด 10 ประการของกระทรวงศึกษาธิการ
    1. สถานศึกษาต้องกำหนดให้ครู อาจารย์ รับผิดชอบและดูแลนักเรียน นักศึกษาอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างครู อาจารย์ ต่อจำนวนนักเรียน นักศึกษา และครอบครัวของนักเรียน นักศึกษา
    2. สถานศึกษาต้องประสานงาน และขอความร่วมมือผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมวิชาชีพ ตำรวจและทหาร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการป้องกันและแก้ไข ปัญหายาเสพติด ในรูปแบบคณะกรรมการประจำสถานศึกษา
    3. หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษา ต้องถือว่างานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดมีความสำคัญยิ่ง และต้องกำหนดไว้ในแผนงานและกิจกรรมตลอดทั้งปี รวมทั้งต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ
ถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติดกับนักเรียน นักศึกษา อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
   4. ให้สถานศึกษาถือว่า นักเรียน นักศึกษาที่ติดยาเสพติดเป็นเสมือนผู้ป่วย จะต้องไม่ไล่ออก ต้องให้ความช่วยเหลือ ดูแลและส่งไปบำบัดรักษา กรณีที่นักเรียน นักศึกษาที่ได้รับการบำบัดรักษาแล้ว หากมีความประสงค์ไม่กลับมาเรียนในสถานศึกษาเดิม ให้สถานศึกษาจัดหาสถานศึกษาให้ใหม่ โดย
สถานศึกษาใหม่ต้องร่วมมือรับนักเรียน นักศึกษา และไม่ทอดทิ้งนักเรียนนักศึกษาเหล่านี้
   5. ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์ทุกคน ต้องมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้ลดจำนวนผู้ติดยาเสพติดในสถานศึกษา และให้ปลอดยาเสพติดภายในปีการศึกษา 2544
   6. ผู้บริหารสถานศึกษา ครู อาจารย์และบุคลากรในสถานศึกษา หากพบข้อมูลหรือเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในสถานศึกษา ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับทราบทันที จนถึงกรมต้นสังกัด เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานแก้ไข
   7. ให้หน่วยงานทางการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ดำเนินการลงโทษตามขั้นตอนของวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันทีที่พบว่า ครู อาจารย์และบุคลากรในหน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษา มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและกรณีที่กระทำความผิดอย่างชัดแจ้งหรือถูกจับกุมดำเนินคดี ให้ดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และหากผู้บริหารขาดความเอาใจใส่และรับผิดชอบ ผู้บริหารจะต้องได้รับการลงโทษ
    8. ครู อาจารย์ บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา ที่มีผลงานและได้ดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง จนสำเร็จตามนโยบายของกระทรวง ศึกษาธิการ และตามโครงการโรงเรียนสีขาว จะได้รับการพิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ
    9. หน่วยงานในระดับกรม ต้องให้ความสำคัญในการควบคุม กำกับดูแล ส่งเสริมสนับสนุนหน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างใกล้ชิดและจริงจัง
    10. ให้กรมและหน่วยงานทางการศึกษา ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของสถานศึกษา อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และรายงานผลให้คณะกรรมการ ปปส.ศธ. ทราบ

        ยุทธศาสตร์ 9 ประการ
    1. จัดโครงการ "ครอบครัวเข้มแข็ง - โรงเรียนอบอุ่น" เพื่อเชื่อมและหลอมรวมพลังระหว่างบ้านและโรงเรียนให้เป็นที่พึ่งแก่เด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง
    2. นำศาสนธรรมสู่เด็กและเยาวชนเพื่อเป็นหลักในการดำรงชีวิตด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันทางศาสนาและโรงเรียน
    3. สร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี และเคารพในประโยชน์สาธารณะเหนือประโยชน์ส่วนตน ด้วยการเข้าร่วมในกิจกรรมตามหลักสูตรและแนวทางของลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และการฝึกตามหลักสูตรของนักศึกษาวิชาทหาร
    4. ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย เพื่อพัฒนาสุขภาพกายและจิตใจ เสริมสร้างวินัยในตนเองและสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม
    5. ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เล่นดนตรีเพื่อกล่อมเกลาจิตใจและเสริมสร้างสุนทรียภาพ
    6. ส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปะเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ค้นพบความสามารถของตนเอง มีช่องทางในการแสดงออกและสื่อสารที่หลากหลาย และสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับโลกแห่งอนาคต
    7. ให้ความสำคัญแก่การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความภาคภูมิใจ และผูกพันต่อรากฐานทางวัฒนธรรมและสามารถเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยความมั่นคงและรู้เท่ากัน
    8. ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่โรงเรียนจะต้องจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้เสริมสร้างจิตสำนึกทักษะชีวิตและภูมิต้านทานต่อยาเสพติดและอยายมุข และจัดระบบดูแลนักเรียนทุกคนให้ทั่วถึง โดยสร้างเครือข่ายแนะแนวภายในโรงเรียน
   9. วางแนวทางที่จะร่วมมือกับผู้ปกครอง เพื่อบำบัดรักษาและฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้หลงติด ยาเสพติด
26/7/53 โพสต์โดย ครูแก่
2 จาก 3
รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ร่วมกันต้าน ยาเสพย์ติด
26/7/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
3 จาก 3
ตั้งโอ๋หล่อ
22/9/54 โพสต์โดย tang-oo
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
สารเสพติดในร่างกายอยู่ได้กี่วัน
เหล้า ไวท์ จัดอยู่ในสารเสพติดประเภทอะไร
สารเสพติดตกค้างในร่างกายกี่วัน
วิธีล้างสารเสพติดในเลือดที่เร็วที่สุด?
วิธีทำให้เยี่ยวไม่เจอสารเสพติด
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู