หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
โลโก้หงส์แดงลิเวอร์พูล เป็นนกไม่ไช่หงส์จริงหรือ แล้วคาบอะไรอยู่ คาบทำไม?? >> มีคำตอบ
สวัสดียามเช้า

เห็นเสื้อลิเวอร์พูลปลอม คนขายบอกให้ดูว่า หงส์คาบใบอะไรสักอย่างคนละใบกัน
สังสัย จึงไปค้นคว้ามาฝากกัน



สัญลักษณ์ของนก ที่เป็นตราสโมสรลิเวอร์พูล ที่เราคุ้นตากันอย่างดีนั้น

"Liver Bird ปรากฎเป็นสัญลักษณ์ประจำสโมสรลิเวอร์พูลครั้งแรกในปี 1910 จากความสร้างสรรค์ของคุณออบรีย์ โธมัส สถาปนิกแห่งอาคารรอยัล ลิเวอร์ และถึงแม้ว่า เจ้านกที่เห็นนี้จะเป็นเพียง!ในตำนาน แต่ก็ได้รับแนวคิดมาจากนกกาน้ำ ซึ่งในอดีตเรียกกันว่า “เลเวอร์ เบิร์ด” (เลเวอร์ หมายถึง สาหร่าย) นกกาน้ำพบเห็นได้ทั่วไปแถวๆแม่น้ำเมอร์ซีย์ กินสาหร่ายเป็นอาหาร ซึ่งเป็นใบไม้ที่ Liver Bird คาบอยู่ในปากนั่นเอง"


คาบกิ่งสาหร่ายทะเลไว้ในปาก แสดงถึงการอุทธรณ์ที่ไม่เป็นธรรม หรือ การยืนยันในการไม่เห็นด้วย
กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรหลังจากที่แยกออกมาจาก Everton


คำว่าหงส์แดง ก็มีแค่คนไทยเรียก โดยมาจากการตั้งฉายา ซึ่งดูคำว่าหงส์แดง เพราะสุดแล้ว แต่ชื่อเล่นที่คนอังกฤษเรียกลิเวอร์พูลนั้นไม่ได้มีชื่อไหนพูดถึงเจ้านกตัวนี้เลย

ทำไมถึงต้องนกตัวนี้??
นก Liver Bird  ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง Liverpool
ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักเก่า ที่ประกอบเรือสินค้าและเรืออื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่

จากนั้น ในปี คศ.1797
จึงได้เพิ่มสัญลักษณ์การคาบช่อกิ่งไม้ เพิ่มเข้าไปในสัญลักษณ์ตัวนกที่มีอยู่ก่อนแล้ว..

ด้วยความที่เป็นเมืองที่ต่อเรือ จึงมีนกหลายชนิดบินมาในเมือง และ สร้างความสับสนว่า
นกชนิดไหนคือ Liver Bird กันแน่

โดยทั่วไปแล้ว หากพิจารณาสัญลักษณ์ตามที่ วิทยาลัยการทหาร ใช้
นก Liver bird คือ นก Cormorant ซึ่งในไทย เรารู้จักกันในชื่อ "นกอ้ายงั่ว"

นกชนิดนี้ จะมีลักษณะคล้ายนกอินทรี และบินอยู่บริเวณ ชายฝั่งของเมืองลิเวอร์พูลครับ


และติตตาม All about Liverpool ได้จากคำตอบแนบรูปต่อท้ายครับ
เรื่องเล่า และโลโก้ในอดีตครับ


ที่มา สารคดีลิเวอร์พูลออนไลน์, คำค้นจากกูเกิ้ล, LiverpoolFC UK
กีฬา | ปัญหาคาใจ | ลิเวอร์พูล | ฟุตบอล 5/5/53 โพสต์โดย banchongs²
คำตอบ
1 จาก 24
ทำไม นก Cormorant ซึ่งเป็นนกที่คล้ายอินทรี ที่เราเห็นในสัญลักษณ์สโมสรฟุตบอลนั้นถึงได้ชื่อว่า Liver bird นั้น มีมากมายหลายตำราและคำอ้าง
แต่ที่พอคุ้นเคยกันคือการเรียกตาม ภาษา ดัทช์ที่มักเรียก นก spoonbird ซึ่งเป็นนกที่บินตามชายฝั่ง ว่า นก Lefler (ภาษาดัทช์ ของ นก spoonbird)
จากนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ เรียกเพี้ยนตามกันมาเมื่อเห็นนกตามชายฝั่งว่า นก Leflerและเพียนเป็น Liver ตามลำดับ
(คำว่า Liver bird นั้น ต้องอ่านว่า ไลฟ์เวอร์ เบิร์ด (อ่านแบบ Survivor ---> เซอร์ ไวฟ์เวอร์)มิใช่อ่านแบบที่เราคุ้นเคยว่า(ลิเวอร์เบิร์ด )
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
2 จาก 24
หลังจากที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพสมัยที่ 5 ได้สำเร้จในปี 2005 ยูฟ่าก็ได้มอบเครื่องหมายนี้ไว้เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ ทีมที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยนคัพอย่างน้อย 5 สมัย หรือสามารถคว้าแชมป์ได้ 3 สมัยติดต่อกันเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์สวมเครื่องหมายอันทรงเกียรตินี้
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
3 จาก 24
ป้าย This is Anfield แบบดั้งเดิมที่นำมาจากสนามฟุตบอล ในปัจจุบันนี้ ตัวหงส์ (หรือนก Liver bird) มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ในครั้งแรก บิลแชงคีลย์ได้นำมาใช้เพื่อเตือนสตินักฟุตว่า พวกเขาอยู่ที่ใดกันแน่
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
4 จาก 24
นี่เป็นตราประจำสโมสรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีเปลวไฟแห่งความยุติธรรมอยู่ลุกโชติช่วง 2 ข้าง (เปลวไปเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ 96 ชีวิตที่จากไปในโศกนาฏกรรมที่ฮิล์สโบโร่) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เปลวไฟได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ดังจะเห็นได้จากภาพต่อไป
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
5 จาก 24
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
6 จาก 24
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
7 จาก 24
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
8 จาก 24
ที่มาของคำว่า "The Kop"        

เมื่อลิเวอร์พูลเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 ต้องพบกับมหาอำนาจลูกหนังของอังกฤษในยุคแรกไม่ว่าจะเป็น เปรสตัน,ฮัดเดอร์สฟิลด์,แบล็คเบิร์น และที่สำคัญคือ เอฟเวอร์ตันทีมร่วมเมืองในขณะนั้น โดยศึกดาร์แมตช์นัดแรกเกิดขึ้นในวันที่ 16 ต.ค. 1894 ระหว่างทีมลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตันโดยลิเวอร์พูลออกไปเยือน ปรากฏว่าลิเวอร์พูลแพ้ 3-0 ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 40000 คน และในการเจอกันที่แอนฟิลด์ทำได้แค่เสมอ 2-2  ในปีแรกของลิเวอร์พูลในดิวิชั่น  1 จบฤดูกาลด้วยอันดับสุดท้ายของตารางและต้องกลับไปเล่นในดิวิชั่น 2  แต่เพียงแค่ปีเดียวก็กลับขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 อีกครั้ง  ภายใต้การนำทีมของผู้จัดการทีมที่ชื่อ ทอม อัตสัน การกลับขึ้นมาครั้งนี้ลิเวอร์พูลอยู่ในดิวิชั่น 1 นานกว่าเดิมและยังประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1900-1901 เป็นครั้งแรกอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามแฟนบอลของลิเวอร์พูลต้องดูทีมของตนเองเล่นในดิวิชั่น 2 อีกครั้งในปี 1904 แต่ลิเวอร์พูลก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาและคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้งในฤดูกาล 1905-1906 ในช่วงนี้ฉายา The Kop ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อลิเวอร์พูลสร้างสนามใหม่ และตั้งชื่ออัฒจันทน์หลังประตูว่า สปิออน ค็อป โดยนักข่าวของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ที่มีชื่อว่า เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ เป็นผู้เสนอชื่อนี้ขึ้นมา              สำหรับคำว่า "สปิออน ค็อป" เป็นชื่อของเนินเขาที่นาทาลในสงครามบัวร์ที่แอฟริกาใต้เมื่อปี 1900 แปลว่า "จุดที่ได้เปรียบ" สงครามครั้งนั้นอังกฤษส่งทหารเข้าร่วม 300 นายและได้เสียชีวิตเกินครึ่งหนึ่งโดยส่วนมากจะเป็นทหารจากเมืองลิเวอร์พูล จึงตั้งชื่ออัฒจันทน์เพื่อเป็นเกียรติประวัติความกล้าหาญ และใครที่ได้ไปดูการแข่งขันฟุตบอลบริเวณอัฒจันทน์นั้นจะเรียกตัวเองว่า "The Kop" จึงเป็นฉายาของลิเวอร์พูลมาจนถึงปัจจุบันนี้
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
9 จาก 24
รอยมลทิน
       
ในปี 1914-1915 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกอีกครั้งเมื่อทีมลิเวอร์พูลและทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพากันล้มบอลเพื่อที่ทีมจะได้ไม่ตกชั้น โดยตอนนั้นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องชนะทีมลิเวอร์พูล หลังการแข่งขันผลปรากฏว่าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชนะทีมลิเวอร์พูล 2-0 ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรอดพ้นจากการตกชั้นแต่ไม่รอดพ้นจาการสอบสวนจากฟุตบอลลีก 8 นักเตะจากทั้งสองทีมดังโดนห้ามแข่งตลอดชีวิต ในเวลาต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังสงครามโลกโทษต่างๆถูกยกเลิกเหตุผลเพราะว่าทีมต้องฟื้นฟู ซึ่งตอนนั้นประธานฟุตบอลลีกอังกฤษ คือ จอห์น แมคเคนน่า ( อดีตประธานสโมสรลิเวอร์พูล ) เป็นผู้ที่มีส่วนผลักดันให้โทษแบนเป็นโมฆะด้วย


รากฐานความสำเร็จ
 
ในช่วงทศวรรษที่ 20-50 ทีมลิเวอร์พูลยังไม่ใช่ทีมที่ยิ่งใหญ่ มีผลงานขึ้นๆลงๆระหว่างดิวิชั่น 1 กับดิวิชั่น 2 อยู่ประจำ จนถึงปี 1945 สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงทีมลิเวอร์พูล ได้ผู้จัดการทีมชื่อ จอร์ช เคย์ เพียงปีเดียว เคย์ ก็สามารถนำทีมลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 หลังจากนั้นทีมลิเวอร์พูลก็ขึ้นๆลงๆระหว่างดิวิชั่น 1 กับดิวิชั่น 2 อีกครั้ง จนปี 1954 ทีมลิเวอร์พูลต้องลงไปเล่นดิวิชั่น 2 และครั้งนี้อยู่นานกว่าปกติ ผู้จัดการทีมหลายต่อหลายคนไม่อาจพาทีมกลับมาดิวิชั่น 1 ได้ จนกระทั่งการมาของผู้จัดการทีมที่ชื่อว่า บิลล์ แชงค์ลี่ย์              ทีมลิเวอร์พูลได้ลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 นานถึง 7 ฤดูกาล โดยเป็นยุคของแชงค์ลี่ย์ 2 ฤดูกาล ก่อนที่แชงค์ลี่ย์จะพาทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในฐานะแชมป์ดิวิชั่น 2 ในปี 1962 ปรัชญาการทำทีมของแชงค์ลี่ย์ คือ ฟุตบอลง่ายๆ เน้นการผ่านและรับบอลอย่างแม่นยำ เล่นกันเป็นทีมมากกว่าความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทีมจวบจนปัจจุบัน
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
10 จาก 24
ไร้เทียมทาน  (เวลานั้น - banchongs เพิ่มเติมเอง)

หลังจากที่อังกฤษได้แชมป์โลก บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ได้พาทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ในปี 1972 และในปีถัดมา(ปี 1973) บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยมีบ๊อบ เพสลี่ย์ มือขวาของเขาก้าวขึ้นมารับงานแทน เขาใช้เวลาเพียง 4ปี ก็พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ในปีต่อมาเพสลี่ย์ได้พาทีมประกาศศักดาอย่างยิ่งใหญ่โดยการพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ( แชมป์ดิวิชั่น 1 และแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ) จากนั้นเพสลี่ย์ก็ยังพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้อีก 2 ครั้ง คือในปี 1981 และ 1984 ก่อนที่เค้าจะลาออกจากตำแหน่ง

โศกนาฏกรรม

หลังจากที่เพสลี่ย์ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจากเขาคือ โจ เฟแกน ในระยะเวลาเพียงปีเดียวเขาได้พาทีมลิเวอร์พูลเข้าชิงถ้วยยูโรเปี้ยน คัพกับทีมยูเวนตุสที่สนามเฮย์เซล สเตเดี้ยม ในกรุงบรัสเซลล์ประเทศเบลเยี่ยมโดยที่ยูเวนตุสเป็นฝ่ายชนะทีมลิเวอร์พูล 1-0 จากจุดโทษของมิเชล พลาตินี่ แต่ในการแข่งขันครั้งนี้ได้เกิดโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น ทำให้แฟนบอลเสียชีวิต 39 คน เฟแกนจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ทำให้ เคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งเป็นผู้เล่นในขณะนั้นก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมเป็นคนแรกของสโมสร และในปีแรกเขาก็พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ แต่ตอนนั้นลิเวอร์พูลไม่ได้ไปเล่นถ้วยยุโรปอันเนื่องมาจากถูกแบนจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนั้นนั่นเอง
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
11 จาก 24
ความหวังและการรอคอย..  (พ.ค. 53)

เมื่อ ดัลกลิช ลาออกจากตำแหน่ง ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะไม่ประสบความสำเร็จในลีกสูงสุดอีกเลยนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาแม้จะเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกสองคนไม่ว่าจะเป็น รอย อีแวนส์ หรือเชราร์ อุลลิเยร์ ถึงแม้ว่าอุลลิเยร์จะพาทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในปี 2001 ( ลีก คัพ,เอฟเอ คัพและยูฟ่า คัพ ) ก็ตาม ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ความสำเร็จที่แฟนบอลรอคอยสักเท่าไหร่              หลังจากที่อุลลิเยร์ โดนปลดจากตำแหน่ง ลิเวอร์พูลได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ ราฟาเอล เบนิเตช กุนซือชาวสเปนผู้นี้ เป็นผู้ที่แฟนบอลได้ฝากความหวังไว้เป็นอย่างมาก “ราฟา” จะทำได้ดีแค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป.............
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
12 จาก 24
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
13 จาก 24
ดูหน้าเป็ดสิ เฮ้ย!หงส์ พูดผิด หน้ามัน(หงส์)ดูโง่ๆจังเลย
5/5/53 โพสต์โดย anti-corruption
14 จาก 24
ถ้าใครเป็นแฟนลิเวอร์พูลหรือหงส์แดงต้องรู้จักและร้องเพลงนี้ได้ สำหรับคนที่ไม่ใช่ รวมทั้งไม่ใช่แฟนฟุตบอลอังกฤษอีกด้วยละก็ ขอถือโอกาสบอกกล่าวเสียเลยนะว่า เพลง You’ll Never Walk Alone เป็นเพลงประจำสโมสรลิเวอร์พูล แต่ถึงจะไม่ใช่แฟนหงส์ก็มีสิทธิชอบและร้องเพลงนี้ได้

ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์แห่งโตชิบา ซึ่งล่วงลับไปแล้วก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นิยมชมชอบเพลงนี้มาก ท่านผู้หญิงเคยบอกว่า You’ll Never Walk Alone เป็นเพลงที่ให้กำลังใจอย่างมากในยามที่หมดกำลังใจ

สาเหตุที่หลายคนหลงรักเพลงนี้ เป็นเพราะเนื้อหาของเพลงที่ให้ความหวังและกำลังใจ ให้พลังในการต่อสู้ต่อไป โดยเฉพาะในยามที่ชีวิตเผชิญมรสุม ....เชิดศีรษะเข้าไว้ อย่าได้กลัวความมืดมน รอจนมรสุมผ่าน ม่านฟ้าจะเป็นสีทอง..... และ....ด้วยความหวังในหัวใจ คุณจะไม่มีวันเดียวดาย...

ปีนี้เพลงนี้อายุครบ 65 ปี พอดี (พ.ศ. 2553)

แม้เพลงนี้จะกระหึ่มสนามแอนฟิลด์ในอังกฤษอยู่เป็นนิจศีล แต่เพลงนี้ถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพ.ศ. 2488 โดยเป็นหนึ่งในเพลงประกอบละครบรอดเวย์เรื่อง CAROUSEL ผู้ที่แต่งเนื้อร้องของเพลงนี้คือ ออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ ส่วนผู้ที่แต่งทำนองคือริชาร์ด รอดเจอส์ ทั้งคู่ลาโลกไปนานแล้ว แต่ผลงานยังคงอยู่ให้เราได้ชื่นชมมากมาย ไม่ใช่แค่ You’ll Never Walk Alone นี้เท่านั้น ทั้งคู่ได้แต่งเพลงให้กับละครดังในอดีตหลายเรื่องด้วยกัน อาทิ South Pacific .....The King and I ..... และ The Sound of Music......


เพลงนี้ใครร้องก็เพราะ และหลายครั้งสามารถเรียกน้ำตาได้ แม้กับคนที่ได้ชื่อว่าใจแข็งที่สุด!

You’ll Never Walk Alone เวอร์ชั่นที่ครองใจพี่น้องชาวหงส์นั้น เป็นของวง Gerry and the Pacemakers พลพรรค เดอะค็อป The Kop มักจะร้องเพลงนี้ก่อนที่การแข่งจะเริ่มและเมื่อใกล้จบหรือจบลงแล้ว โดยทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันมานานกว่าสามทศวรรษ

คราวที่เกิดโศกนาฏกรรมไฟไหม้อัฒจันทร์ที่แบรดฟอร์ด ในปี 2528 ทำให้แฟนฟุตบอลเสียชีวิตจำนวนมาก นักร้องอังกฤษได้รวมตัวกันร้องเพลงนี้ เพื่อหาทุนช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าได้เงินหลายแสนปอนด์ ปัจจุบันหลายองค์กรในสหรัฐฯได้นำเพลง You’ll Never Walk Alone ไปใช้ในการรณรงค์ เช่น ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และป้องกันการฆ่าตัวตายในหมู่วัยรุ่น เป็นอาทิ

When you walk through a storm
Hold your head up high
And don't be afraid of the dark
At the end of the storm
Is a golden sky
And the sweet silver song of a lark

Walk on through the wind
Walk on through the rain
Tho' your dreams be tossed and blown
Walk on, walk on
With hope in your heart
And you'll never walk alone
You'll never walk alone
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
15 จาก 24
Liverpool ได้แชมป์ UFL ได้เงินรับรางวัลเท่าไร???
ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ได้ 20.5 ล้านปอนด์ (1,500 ล้านบาท) นานแล้ว พ.ศ. 2548
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
16 จาก 24
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
17 จาก 24
หงส์แดง มาไทยแค่ 60 ล้านบาทเอง

ทีมหงส์แดงจะ เดินทางมาฟาดแข้ง 2 นัด นัดแรก ลงเตะที่สิงคโปร์ ในวันที่ 20 ก.ค. 2009 จาก นั้น จะมาลงฟาดแข้งกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ของ กุนซือ ปีเตอร์ รีด ในวัน ที่ 22 ก.ค. 2009 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน
5/5/53 โพสต์โดย banchοngs
18 จาก 24
All about Google>>ขำๆ ฮาๆ สาระก็มีครับ
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=0443d4d300efa9ed&table=/guru/user%3Fuserid%3D04637682739558507823%26tab%3Dwtmtoa
5/5/53 โพสต์โดย banchongs
19 จาก 24
คาบทำไมอ่ะกิ่งสาหร่าย กร๊ากๆๆ อยากได้ความยุติธรรมทำไมไม่คาบตราชั่งมา 555+.

ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับข้อมูล จะให้ดีกวว่านี้เฮียต้องหาแมนยูมาด้วย ^____^
5/5/53 โพสต์โดย fake_kie
20 จาก 24
ไม่รู้นะเราว่าเป็นหงส์มากกว่าคาบใบแห่งชัยชนะคาบเพื่อเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ
5/5/53 โพสต์โดย 0สการ์วาไรตี้0
21 จาก 24
ฉายา "หงส์แดง".. มาจากการตั้งฉายาโดย คุณ "ย.โย่ง" กับ คุณ "ยอดทอง".. นักข่าวกีฬาสยามสปอร์ต ยุคบุคเบิก ครับ

คุณยอดทอง เพื่อนของคุณ ย.โย่ง เขียนไว้ในหนังสือเก่าๆว่าตอนนั้น เมื่อ 20-30 ปีก่อน ฟุตบอลอังกฤษเริ่มบูมแล้ว คุณ ยอดทอง และ คุณ ย.โย่ง จึงคิดฉายาของทีมฟุตบอลต่างๆ เพื่อเรียกเป็นชื่อเล่นโดยดูจากสัญญลักษณ์ของสโมสร.. สำหรับ ลิเวอร์พูล ทั้งคุณ ยอดทอง และคุณ ย.โย่ง ก็ศึกษาหาความรู้จนทราบว่าเป็นนกครับ แต่คุณ ย.โย่ง เห็นว่า รูปนกตัวนั้นเหมือนกับ นกกระเด้าลม ของไทยจึงพูดเล่นๆกับคุณ ยอดทอง ว่า "ขืนเรียก ทีม ลิเวอร์พูล ว่า ทีม นกกระเด้าลม โดนแฟนลิเวอร์พูลด่าตายห่าแน่" แล้วก็หัวเราะกันเล่นสองคน แล้วจึงเรียกฉายาให้เป็น "หงส์แดง" แทน ครับ
8/5/53 โพสต์โดย GuruFootball
22 จาก 24
ระวังโดนปืนใหญ่ยิงเด้อครับ
12/5/53 โพสต์โดย smart rice
23 จาก 24
ขอบคุณครับดีจริงๆเลยยยยยยยยยยยยย
3/10/53 โพสต์โดย to-o-charnsak
24 จาก 24
ใอ้พวก แมนเช็ดตูด  เอ้ยย  แมนยูในแต็ด    เข้ามาเห่าในนี้ด้วย
14/5/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
หงส์ นกผู้หยั่งรู้โลกอนาคต
จำได้ว่าตอนที่ ทีมลิเวอร์พูล ชนะ ทีมแมนยูฯ
ลิเวอร์พูล-แอต.มาดริด 29/4/10
ใครเป็นสาวกลิเวอร์พูลบ้างอ่ะ ?
วีแกนVSลิเวอร์พูล 22/12/2011
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู