หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ยาคุมกำเนิดแบบฉีดกับแบบชนิดเม็ดต่างกันอย่างไร
แบบฉีดและแบบเม็ดมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันอย่างไร  และแบบไหนนิยมใช้มากกว่ากัน
การรักษา | สังคม | ชีวิต | การตั้งครรภ์ | ยา 14/8/52 โพสต์โดย beta.
คำตอบ
1 จาก 5
แบบฉีดประจำเดือนจะไม่มา3เดือนแบบเม็ดก็มีหลายชนิด ชนิดแก้สิว ชนิดกินแล้วไม่อ้วน มีหลากหลาย   โดยมากคนส่วนมากจะกินมากกว่าถ้าแบบฉีดถ้าคุณแพ้คุณต้องทนไป3เดือน บางทีฝ้าอาจขึ้นหน้าอีกลองเลือกที่เหมาะกับตัวคุณนะคะ
14/8/52 โพสต์โดย กา
2 จาก 5
ไม่มีปัญหานะสำหรับเราเคยฉีดตอนคลอดลูกฉีดมา1ปีพอเลิกฉีดก็มีลูกได้เลย เพราะช่วงให้นมลูกต้องฉีดยา แต่ถ้ากินยา ก็จะมีผลข้างเคียงกับลูกได้
14/8/52 โพสต์โดย จันทร์เก้า
3 จาก 5
มาฟัง((อ่าน))ด้วยคนนะ
14/8/52 โพสต์โดย นี่น้องเจเจค่ะ
4 จาก 5
ผู้ชายแอบมาถามใช่ครับ

เนี่ย


อิอิ


เอาเป็นว่า ยาคุมกำเนิดเนี่ยนะครับ มีอยู๋เยอะมากตามร้ายขายยา



จะเลือกยาคุมแบบไหนดี
เมื่อจะจ่ายยาคุมให้คนไข้ ผมจะพิจารณาองค์ประกอบดังนี้

1. เป็นผู้หญิงแบบไหน (ประเทืองไม่เกี่ยว) ผู้หญิงทั่วไปจะมีภาวะของฮอร์โมนในตัวไม่เหมือนกัน บางคนก็ผิวเนียน บางคนก็ขนดก บางคนก็อ้วน บางคนต้องดูให้ดีๆจึงจะรู้ว่าเป็นผู้หญิง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับภาวะฮอร์โมนของแต่ละคนว่ามีแนวโน้มไปทางไหน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสามประเภท
ประเภท estrogenic
มีรอบเดือนออกมาก และออกนานกว่า 6 วัน
ระยะรอบเดือนสั้น มักจะน้อยกว่า26วันต่อครั้ง(มาเร็ว)
รูปร่างท้วมหรืออ้วน
ไม่ค่อยมีขนตามตัว
ประเภทปกติ
มีรอบเดือนสม่ำเสมอ ปริมาณเลือดไม่มากไม่น้อย 4-6 วัน
น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ประเภท progestonic
รอบเดือนมีเลือดน้อยไม่ค่อยเปลืองผ้าอนามัย มาน้อยกว่า 4 วัน
ระยะรอบเดือนยาว บางคนกว่า30วันจึงจะมา(เลื่อนออกไปบ่อยๆ)
รูปร่างออกไปทางผู้ชาย
เต้าเล็ก
มีขนตามตัว
เป็นสิวบ่อยๆ


ถ้าเป็นประเภทแรกก็ต้องพิจารณาให้ยาคุมที่มี progestogen มากหน่อย ถ้าเป็นประเภทไปทางผู้ชายหรือ progestogen ก็ต้องเลือกยาคุมที่มี estrogen มากหน่อย
2. ถ้ามีลูกแล้ว ก็ต้องดูว่าตอนท้องแพ้ท้องมากหรือเปล่า เช่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือบวม แสดงว่าตอบสนองต่อเอสโตรเจนมาก ก็ต้องเลือกยาคุมที่มีเอสโตรเจนน้อย แต่ถ้าท้องแล้วอ้วนมาก และมีสิวมากแสดงว่าตอบสนองต่อ โปรเจสโตเจน และแอนโดรเจนมาก ก็เลือกยาคุมที่มี โปรเจสโตเจนน้อยหน่อย กรณีนี้ Dian )เป็นตัวเลือกแรก
3. อายุ ถ้าอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่แนะนำให้กินยาคุมเพราะอาจทำให้ตัวเตี้ยได้ มักจะลืมกินบ่อยๆ และแรงกระตุ้นให้กินอย่างส่ำเสมอก็ไม่มีจึงทำให้การคุมกำเนิดล้มเหลวได้ง่าย ถ้าอายุมากกว่า 40 ปี ก็ไม่แนะนำให้กินยาคุมกำเนิด แนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิดหรือใส่ห่วงอนามัยจะดีกว่า แต่ถ้ายืนยันจะกินยาคุม ก็เลือกยาคุมที่ไม่มีเอสโตรเจนหรือมีเอสโตรเจนน้อย จะได้ไม่มีผลต่อโรคหัวใจและระบบหลอดเลือด
4. แม่ลูกอ่อน ถ้ากำลังให้นมลูก เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจเลือกแบบไม่มีเอสโตรเจน หรือถ้ามีเอสโตรเจนก็ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม แต่เมื่อหยุดให้นมลูกแล้วก็เปลี่ยนกลับมากินแบบปกติได้ เพราะเอสโตรเจนขนาดสูงอาจมีผลให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ และฮอร์โมนเอสโตรเจนออกทางน้ำนม อาจทำให้เด็กตาเหลืองได้ เริ่มกินได้ตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังคลอด

อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดและการแก้ไขด้วยตนเอง
1. คลื่นไส้อาเจียน เป็นผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรก แก้ไขโดยกินทันทีหลังอาหารเย็น
2. เลือดออกกระปริบกระปรอย แก้ไขโดยการกินยาเวลาใกล้เคียงกันที่สุดในทุกวัน แต่ถ้าใช้ยาคุมชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำอยู่ (เช่น 20 ไมโครกรัม) ให้เปลี่ยนเป็นแบบที่มีเอสโตรเจนมากขึ้น เช่น แบบ 30 ไมโครกรัม
3. น้ำหนักตัวเพิ่ม แก้ไขโดยการใช้ยาคุมชนิดเอสโตรเจนต่ำกว่า แต่ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่ม มากกว่า 5 กิโลกรัม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงต้องพิจารณาเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
4. ความดันโลหิตสูงขึ้น แก้ไขโดยการลดปริมาณเอสโตรเจน จาก 30 ไมโครกรัม ให้เหลือแบบ 20 ไมโครกรัม และต้องหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตบ่อยๆ
5. หน้าเป็นฝ้า ถ้าเริ่มเป็นฝ้า ก็คงต้องพิจารณาใช้ยาที่มีเอสโตรเจน 20 ไมโครกรัม พร้อมกับการรักษาฝ้า ยากันแดด หลีกเลี่ยงแดด และถ้ายังเป็นอยู่ ก็ต้องพิจารณาเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
6. อาการปวดศีรษะ ถ้าปวดเล็กน้อยก็กินยาแก้ปวด แต่ถ้าเป็นการปวดแบบไมเกรน ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียว ก็ต้องหยุดยา
7. รอบเดือนมากระปริบกระปรอย หรือขาดระดู มักเป็นกับคนที่ใช้ยาคุมแบบ 20 ไมโครกรัม ให้เปลี่ยนไปใช้แบบ 30 ไมโครกรัมแทน
8. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่นอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นผลจากโปรเจสโตเจนสูง ถ้ามีอาการมาก คงต้องปรึกษาแพทย์
อาการที่ต้องหยุดยา

กรณีที่กินยาคุมติดต่อกันมานาน (เช่นเป็นปีๆ) แล้วมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์
1. ปวดหัวมาก รุนแรง ซึ่งอาจเป็นเรื่องความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก หรือไมเกรนก็ได้
2. ปวดท้องรุนแรง อาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดของลำไส้
3. ตาพร่า ตามัว เห็นภาพผิดปกติ อาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดในตา
4. เจ็บหน้าอกมาก อาจเกิดจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน
5. ปวดน่องอย่างรุนแรง เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณนั้น
6. อาการตาเหลือง เกิดจากตับอักเสบ
7. รอบเดือนขาดนาน 3 เดือนติดต่อกัน
8. ความดันโลหิตสูงมากๆ
9. โรคภูมิแพ้ที่มีอาการกำเริบมากขึ้น เช่นโรคหอบหืด
ที่ว่ามาข้างต้นไม่ใช่อาการที่เกิดบ่อยๆ โอกาสเกิดน้อยมาก แต่เกิดแล้วรุนแรง จึงบอกกล่าวเตือนให้ระลึกไว้เท่านั้น



การฉีดยาคุมกำเนิดเป็นการฉีดสารที่ชื่อว่า Depo Provera ซึ่งเป็นสารสังเคราห์ที่ได้มาจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่รังไข่ผลิตขึ้นมาในช่วงที่มีประจำเดือนนั่นเอง  ถ้าฉีดเข้าสู่แขนหรือก้นทุกๆ 3 เดือน มันจะยับยั้งการตั้งครรภ์โดยบล็อกการทำงานของรังไข่ และการเคลื่อนไหวของสเปิร์ม และก่อกวนการฝังตัวของไข่ที่ผนังมดลูกในกรณีที่มีการปฏิสนธิ และผลของยาจะหมดลงทันทีที่ Depo Provera ถูกขับออกมา และอาจใช้เวลายาวนานประมาณ 1 ปี ถึงจะมีบุตรได้  

วิธีการนี้ผู้หญิงจะมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยกว่า 1% แต่มีข้อเสียคือ 3 เดือนแรกที่ใช้ จะมีเลือดออกเป็นประจำหรือบางครั้ง (ส่วนใหญ่ประจำเดือนหมดไปเลย) เพราะฮอร์โมนจะไปรบกวนการทำงานของประจำเดือน และน้ำหนักขึ้น ปวดศีรษะ กระวนกระวาย บางครั้งอาจมีอาการซึมเศร้าด้วย ถ้าใช้นานเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป อาจก่อให้เกิดปัญหากับกระดูก จะทำให้กระดูกผุได้ ดังนั้นถ้าหากจะคุมกำเนอดไม่นานนักการใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดี
14/8/52 โพสต์โดย BABORCLUB
5 จาก 5
แบบฉีด คืดใช้เข็มฉีดยาฉีด เจ็บแหงมๆ อาการข้างเคียงเห็นเค้าว่าจะอ้วน บวมน้ำง่าย (เห็นมาแล้วอ่ะ คนไปฉีด แล้วบวมน้ำ)
แบบเม็ด คือ กิน เอาเข้าปากแล้วกลืน ทุกวัน ไม่ต้องฉีดยาให้เจ็บ ซื้อยี่ห้อที่ฮอโมนไม่แรง ก็ตัวไม่บวมน้ำ ไม่อ้วนขึ้น เอายี่ห้อดีๆอ่ะ
15/8/52 โพสต์โดย ควายกิงคน
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
คุมกำเนิดแบบฉีด มีเมนส์มั้ยคะ
ยาคุมฉุกเฉิน
ฉีดยาคลุมกำเนิดกี่วันถึงจะสามารถมีเพศฯได้
การคุมกำเนิดด้วยวิธีการฉีดยาคุม ไม่ทราบว่าเริ่มฉีดวันที่เท่าไหร่ของรอบเดือนและครบฉีดเข็มใหม่วันที่เท่าไหร่
ขอความรู้
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู