หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ข้อมูลเรื่องโรคข้าวพร้อม วิธีรักษา
โรคข้าว
ความรู้เรื่องโรค 11/8/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 2
โรคในนาข้าว

รูปที่ 1 โรคใบจุดสีน้ำตาล [Brown spot disease: เกิดจากเชื้อราBiporalis oryzae (Heminthosporium oryzae)]

รูปที่ 2 โรคใบขีดสีน้ำตาล [Narrow brown spot disease: เกิดจากเชื้อรา Cercospora oryzae]

รูปที่ 3 โรคใหม้ [Rice blast disease: เกิดจากเชื้อรา Magnaporthe grisea (Pyricularia grisea)]

รูปที่ 4 โรคใหม้ที่คอรวง(Neck blast: เกิดจากเชื้อราMagnaporthe grisea)


รูปที่ 5 โรคขอบใบแห้ง [Bacterial leaf blight: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae]

รูปที่ 6 โรคใบขีดโปร่งแสง [Bacterial leaf steak: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzicola ]
โรคใบจุดสีน้ำตาลและโรคใบขีดสีน้ำตาล เป็นโรคที่เกิดเชื้อรา อาการของโรคเกิดที่ใบข้าวซึ่งแผลของโรค ก็จะมีลักษณะดังรูปที่ 1-2 อาการมักไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักในอดีต ชาวนาจึงไม่คุ้นเคย นักวิชาการ (บางส่วน ?) ก็อาจจะเห็นว่าไม่สำคัญ (เพราะขาดการติดตาม?) แต่แท้ที่จริงแล้ว เชื้อราทั้ง 2 ชนิด คือ ต้นเหตุของโรคเมล็ดด่าง (Dirty panicle disease) ซึ่งนักโรคพืชวินิจฉัยว่า เกิดจากเชื้อราหลายชนิด (Complex of pathogens) โรคเมล็ดด่างนี้ ชาวนาคุ้นเคยมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ดังนั้น การใช้ยาของชาวนาจึงมุ่งไปที่การรักษารวงข้าว ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงข้าวเริ่มออกรวงไปจนถึงข้าวติดเมล็ดแล้ว แต่มาระยะหลังๆ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เกิดการระบาดของเชื้อราดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใบในระยะข้าวแตกกอไปจนถึงข้าวตั้งท้อง ก่อนข้าวออกรวง ชาวนาก็ไม่รู้ รอจนข้าวเสียหายมากเมื่อออกรวง แม้บางรายจะมีการพ่นยาในระยะก่อนข้าวออกรวงบ้าง แต่ก็มักจะเลือกยาไม่ค่อยถูก หรือใช้ยาตามที่เคยใช้ได้ผลบ้างหรือมักไม่ค่อยได้ผล ผลก็กลายเป็นว่า ต้นข้าวก็เสียหาย รวงก็ได้ไม่เต็มที่ มีเมล็ดด่างปนอยู่มากมาย สรุปสุดท้าย ชาวนาต้องเสียทั้งค่ายาและเสียทั้งผลผลิตข้าว
โรคขอบใบแห้งและโรคใบขีดโปร่งแสง (รูปที่ 5-6) มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บางช่วงก็รุนแรง บางช่วงก็ไม่รุนแรง ซึ่งโรคทั้งสองชนิดนี้ เกิดจาดเชื้อแบคทีเรีย ยากำจัดเชื้อราทั่วไปจะใช้ไม่ได้ผล ต้องใช้ยากำจัดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะ แต่ชาวนา มักจะแยกไม่ออกว่า โรคชนิดไหนเกิดจากเชื้อรา ชนิดไหนเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซ้ำยากำจัดเชื้อแบคทีเรียก็หายากในท้องตลาด ชาวนาส่วนใหญ่ ก็จะใช้ยากำจัดเชื้อราที่เคยใช้ ผลผลิตก็เสียหายมากเมื่อเกิดการระบาดของเชื้อแบคทีเรียปนอยู่กับเชื้อรา
ปัจจุบันชาวนาปลูกข้าวกันตลอดปี อากาศในเขตร้อนชื้น เช่นประเทศไทย สภาวะอากาศตลอดทั้งปีไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก อุณหภูมิกลางคืนก็อยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส กลางวันก็อยู่ระหว่าง 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นระหว่าง 70-100% ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เป็นอย่างดียิ่ง
ความรู้ทางด้านจุลชีววิทยาของนักโรคพืชในปัจจุบันนั้น ลึกลงไปถึงระดับองค์ประกอบของยีนหรือดีเอ็นเอในเซลล์ของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์ (ซึ่งความรู้ระดับนี้ สามารถทำให้ทราบว่า เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย แต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์ มีปฏิกิริยาต่อพืชแต่ละชนิด แต่ละพันธุ์ อย่างไรด้วย และตัวเชื้อเองมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร รวดเร็วแค่ไหน เป็นความรู้ในเชิงลึกทางวิชาการ ซึ่งอยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้ จึงจะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดมากไปกว่านี้) ดังนั้น จึงต้องรู้ความหลายหลากของเชื้อโรค (Pathogenic variability) เพื่อจะอธิบายได้ว่า ทำไม ข้าวพันธุ์หนึ่ง ต้านทานโรคได้ในที่หนึ่ง แต่กลับอ่อนแอในอีกที่หนึ่ง หรือพันธุ์หนึ่งเคยต้านทานโรคหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับอ่อนแอ จากการศึกษาในหลายประเทศ พบว่า เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุ์กรรม (Genetic change) ได้ตลอดเวลา ดังนั้น งานการศึกษาวิจัยพื้นฐานเหล่านี้ (Basic research) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่องานวิจัยประยุกต์สำหรับการอารักขาพืช (Applied research for crop protection) การติดตามการเปลี่ยนแปลงของศัตรูพืชอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานวิจัยของกระทรวงเกษตรฯ และสถาบันการศึกษาทางด้านการเกษตร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะจะทำให้เราสามารถวางแผนงานอารักขาพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การป้องกันกำจัดโรคข้าวนั้น แม้ว่าจะมีด้วยกันหลายวิธีก็ตาม เช่น อาจจะเริ่มต้นด้วยการคัดสรรพันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรคมาปลูก การใช้สารชีวภาพเพื่อลดการใช้สารเคมี แต่ในทางปฏิบัติ ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พันธุ์ข้าวเกือบทุกพันธุ์ที่ชาวนาใช้ปลูกอยู่ในเวลานี้ ไม่มีพันธุ์ใดที่สามารถต้านทานโรคได้ในระดับที่ชาวนาพอใจ สารชีวภาพก็ไม่สามารถจะหาได้เพียงพอต่อความต้องการของชาวนา และที่พอจะหาได้ ก็ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของชาวนา สุดท้ายชาวนาก็ต้องหันไปพึ่งสารเคมีป้องกันกำจัดโรค เพราะเป็นวิธีที่สามารถกำจัดโรคข้าวได้อย่างทันท่วงที เมื่อพบว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในนา แม้กระนั้น การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชโดยทั่วไป มาเป็นเวลากว่า 40 ปีของชาวนา ก็พบว่ายังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขและให้ความรู้แก่ชาวนา อยู่อีกหลายประการ
ประการแรก ชาวนายังไม่สามารถวินิจฉัยแยกแยะได้ว่า โรคไหนเกิดจากเชื้อรา โรคไหนเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เมื่อแยกไม่ได้ หรือหากพอจะแยกแยะกลุ่มของเชื้อโรคได้ แต่ชาวนาส่วนมากไม่ทราบว่า อาการหรือแผลของโรคแต่ละชนิด นั้นเกิดจากชนิดของเชื้อราที่ต่างกัน สารเคมีแต่ละชนิดอาจจะมีประสิทธิภาพต่อเชื้อราแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ชาวนาอาจใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งไปตามความเคยชินหรือตามคำโฆษณา ทำให้เกิดการใช้สารเคมีไม่ถูกต้องกับโรค เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “หมอวางยาไม่ถูกโรค” กว่าชาวนาจะรู้ ข้าวก็เสียหายไปจนเกินแก้
ประการที่สอง ชาวนามักฉีดพ่นด้วยอัตรายาที่ไม่ถูกต้อง ที่พบเห็นอยู่ประจำ คือ ใช้อัตราต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เรื่องนี้ เห็นทีจะไม่ใช่ความผิดของชาวนา เพราะฉลากจะเขียนว่า อัตราใช้ เช่น 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แต่อัตรานี้หมายถึง ฉีดพ่นด้วยเครื่องพ่นชนิดสูบโยกสะพายหลัง โดยใช้น้ำ อัตรา 80 ลิตร ต่อไร่ ดังนั้น ปริมาณสารเคมีที่ต้องฉีดพ่นต่อไร่ จึงเท่ากับ 80 กรัม แต่รายละเอียดนี้ มิได้ระบุไว้ในฉลาก ข้อเท็จจริง ก็คือว่า ชาวนาส่วนใหญ่ หรือ เกือบไม่มีแล้วในภาคกลาง ที่ใช้เครื่องพ่นชนิดสูบโยกสพายหลัง หากแต่ใช้ เครื่องพ่นชนิดเครื่องยนต์สะพายหลัง (Mist blower) ซึ่งใช้น้ำประมาณ 40 ลิตร ต่อไร่ ชาวนาจึงใช้ปริมาณสารเคมีเพียง 40 กรัม ต่อไร่ ซึ่งเท่ากับครึ่งหนึ่งของอัตราที่ควรจะเป็น เมื่อใช้อัตราต่ำกว่ากำหนด การควบคุมโรคไม่ได้ผล ชาวนาก็จะใช้วิธีพ่นให้บ่อยขึ้น หรืออาจจะเข้าใจว่าสารเคมีชนิดเดียวไม่เพียงพอ ต้องเอาสารเคมีหลายชนิดมาผสมกัน (Cocktail mixing) ซึ่งก็ไม่ทราบว่าชนิดใหนให้ประสิทธิภาพดี ในที่สุด ตลอดฤดูปลูกชาวนาก็ต้องใช้สารเคมีมากมาย จนนักวิชาการต่างพากันลงความเห็นว่า เกษตรกรไทยมักใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น จนก่อให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างมากบนผลผลิต สารเคมีทำลายสิ่งแวดล้อม ผู้ขายสารเคมี และเกษตรกร จึงกลายเป็นจำเลยของสังคม
ประการที่สาม เวลาที่เริ่มฉีดพ่นสารเคมียังไม่ค่อยเหมาะสม ชาวนามักจะตัดสินใจฉีดพ่นสารเคมีก็ต่อเมื่อเห็นอาการโรคบนต้นข้าวเป็นมากแล้ว ดังนั้น การควบคุมโรคจึงไม่ค่อยได้ผล หรือบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมโรคได้เลย เช่น ชาวนาต้องรักษาเมล็ดข้าวที่รวงไม่ให้เป็นโรคเมล็ดด่าง แต่ชาวนาจะไม่ฉีดพ่นสารเคมีกับใบที่เป็นโรคใบจุดสีน้ำตาลหรือใบขีดสีน้ำตาลในระยะข้าวแตกกอหรือข้าวเริ่มตั้งท้อง เพราะชาวนาไม่ทราบว่า เชื้อโรคทั้งสองชนิด คือ แหล่งเชื้อโรค (inoculum’s sources) ของโรคเมล็ดด่าง ชาวนาจะรอจนกระทั่งข้าวออกรวงแล้ว จึงเริ่มพ่นเพื่อรักษารวงข้าว อีกตัวอย่างหนึ่ง คือโรคใหม้ซึ่งเกิดได้ทั้งระยะข้าวแตกกอ ไปจนถึงระยะออกรวง การป้องกันโรคใหม้ จะต้องควบคุมโรคที่เกิดที่ใบข้าว (leaf blast) จึงจะป้องกันโรคใหม้ที่คอรวง (neck rot) ได้ผล เมื่อปล่อยให้โรคใหม้เกิดที่ใบ เชื้อราก็จะลุกลามมาที่รวง การใช้สารเคมีในระยะออกรวงแล้วจะไม่สามารถควบคุมโรคได้ การใช้สารเคมีในเวลาที่ไม่เหมาะสมนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก ชาวนาขาดความรู้ ขาดข้อมูล ตามที่กล่าวในประการที่หนึ่งและประการที่สอง คือ ไม่รู้จักโรค วินิจฉัยไม่ถูก เลือกสารเคมีไม่ค่อยถูกต้อง (เพราะไม่รู้จักสารเคมีดีพอ) ส่งผลให้กำหนดระยะเวลาการใช้ไม่ค่อยเหมาะสม ซ้ำอัตราการใช้ก็ต่ำกว่าอัตราที่แนะนำ สุดท้าย การป้องกันกำจัดโรคก็ไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่คุ้มค่ากับการลงทุนใช้สารเคมี ความเสียหายต่อผลผลิตก็เกิดขึ้นในทุกฤดูการผลิต
ความรุนแรงของเชื้อโรคและความซับซ้อนของการเกิดโรคในนาข้าว ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ดูจะเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่า เชื้อโรคมีความหลายหลาก (Pathogenic variability) มากขึ้น (รูปที่ 7) ทำให้พันธุ์ข้าวที่ชาวนานิยมปลูกไม่มีคุณสมบัติต้านทานเชื้อโรคอีกต่อไป




รูปที่ 7 การเกิดโรคหลายชนิดที่ซับซ้อน ทั้งเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
11/8/53 โพสต์โดย ข้าวต้ม
2 จาก 2
ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติม ใน google ได้อีกนะครับ
11/8/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
การรักษาโดยวิธีฝังเข็ม คือ อะไร ?
วิธีการรักษาโรคไต งดอาหารการกิน
ทานข้าวกับผู้ติดเอดส์จะติดโรคไหม
ยารักษาโรคซึมเศร้า Laxapro
risperidone GPoคือยาอะไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู