หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประโยคสื่อสาร มีกี่ลักษณะอะไรบ้าง
อีคิว | โรงเรียน | ทักษะในการสื่อสาร 13/9/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 4
หน้าที่ของประโยค
ประโยคชนิดต่าง ๆ สามารถบอกความหมายได้ตามเจตนาของผู้ส่งสารเพราะการสื่อสาร กันตามปกตินั้น ผู้ส่งสารอาจมีเจตนาได้หลายประการ ประโยคจึงทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่น บอกกล่าว เสนอแนะ ชี้แจง อธิบาย ซักถาม วิงวอน สั่งห้าม ปฏิเสธ เป็นต้น ข้อความหรือประโยค ที่แสดงเจตนาของผู้ส่งสารเหล่านี้จะอยู่ในรูปที่ต่าง ๆ กันไป ซึ่งอาจแบ่งหน้าที่ ของประโยค ได้เป็น ๔ ประเภทด้วยกัน คือ
๑. รูปประโยคบอกกล่าวหรือบอกเล่า ประโยคลักษณะนี้โดยปกติจะมี ประธาน กริยา และอาจมีกรรมด้วย นอกจากนี้อาจมีส่วนขยายต่าง ๆ เพื่อให้ชัดเจนโดยทั่วไปประโยคบอกกล่าว จะบ่งชี้เจตนาว่าประธานของประโยคเป็นอย่างไร

ตัวอย่าง
ประโยค
เจตนา

๑. ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติของเรา
ภาษาไทยเป็นอะไร

๒. น้องหิวข้าว
น้องอยู่ในสภาพใด

๒. รูปประโยคปฏิเสธ ประโยคนี้แตกต่างจากประโยคบอกกล่าวหรือบอกเล่าตรงที่มีคำว่า “ไม่” หรือคำที่มีความหมายในทางปฏิเสธ เช่น “หามิได้” “มิใช่” ประกอบคำกริยาเสมอไป
ตัวอย่าง ๑. วันนี้ไม่มีฝนเลย
๒. เขามิใช่คนเช่นนั้น
๓. หามิได้ หล่อนไม่ใช่คนผิดนัด
สำหรับประโยคที่ผู้ส่งสารมีเจตนาที่จะเสนอแนะมักจะใช้คำว่า ควรหรือควรจะในประโยค บอกเล่า ส่วนในประโยคปฏิเสธใช้คำว่า ไม่ควรหรือไม่ควรจะ
ตัวอย่าง ประโยคบอกเล่า “ชาวนาควรจะปลูกถั่วในที่นาเพราะจะทำให้ดินดี”
ประโยคปฏิเสธ “ชาวนาไม่ควรปลูกมันสำปะหลังในที่นาเพราะจะทำให้ดินจืด”

๓. ประโยคคำสั่งและขอร้อง ประโยครูปนี้มีลักษณะเด่น คือ มีแต่ภาคแสดงเสมอ ส่วนประธาน ซึ่งต้องเป็นบุรุษที่ ๒ ให้ละเว้นในฐานที่เข้าใจ
ตัวอย่าง ๑. ยกมือขึ้น
๒. ยืนขึ้น
๓. ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ
รูปประโยคคำสั่ง เช่น ข้างต้นนี้ อาจใส่คำว่า อย่า จง ห้าม ข้างหน้าประโยคได้เพื่อให้ คำสั่งจริงจังยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง ๑. อย่าทำบ้านเมืองสกปรก
๒. จงตอบคำถามต่อไปนี้
๓. ห้ามมียาเสพติดไว้ในครอบครอง
๔. รูปประโยคคำถาม ประโยครูปนี้ทำหน้าที่เป็นคำถาม โดยมีคำแสดงคำถาม วางอยู่ตอนต้นหรือตอนท้ายของประโยคก็ได้
คำแสดงคำถามแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑. คำแสดงคำถามที่ผู้ส่งสารต้องการคำตอบเป็นใจความใหม่
๒. คำแสดงคำถามที่ผู้ส่งสารต้องการคำตอบเพียง “ใช่” หรือ “ไม่”

ตัวอย่าง ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบเป็นใจความใหม่
๑. ทำไมเธอไม่ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ
๒. บ้านของเขาอยู่ที่ไหน
๓. ที่สวนของเธอมีผลไม้อะไรบ้าง

ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบรับหรือปฏิเสธสั้น ๆ
๑. ท่านเป็นเกษตรกรใช่หรือไม่ (ภาษาพูด ใช่ไหม)
๒. คุณเคยไปเชียงใหม่ไหม
๓. ไปเดี๋ยวนี้หรือ

ผู้ชาย ๒ คน พูดกันทางโทรศัพท์ คนหนึ่งถามว่า “พรุ่งนี้คุณว่างไหม” อีกคนหนึ่งตอบว่า “พรุ่งนี้แม่ไม่ว่าง คุณมาหาผมวันศุกร์ซิ”
คำพูดที่ผู้ชาย ๒ คนนี้ใช้สื่อสารกันล้วนเป็นประโยค ประโยคที่ใช้ในการสื่อสารแบ่งตามเจตนาของผู้ส่งสารได้เป็น ๓ ประโยค คือ ประโยคบอกเล่า ประโยคสอบถาม

ประโยคสั่งหรือขอร้อง
ประโยคบอกเล่า
ประโยคบอกเล่า คือ ประโยคที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชองผผู้พูดหรือผู้เขียนแก่ผู้ฟังหรือผู้อ่าน
ประโยคบอกเล่าอาจเป็นการเล่าเรื่องราวของบุคคลต่าง ๆ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตก็ได้ หรือกำลังเกิดอยู่ในปัจจุบันก็ได้ หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ หรือเป็นความจริงตลอดทุก ๆ สมัย ไม่มีกำหนดเวลาก็ได้
ในวันหนึ่ง ๆ ประโยคที่เราใช้สื่อสารจะเป็นประโยคบอกเล่าอยู่มาก เช่น เด็กหญิงคนหนึ่งสมมติว่าเป็นเด็กหญิง ก. นั่งคุยกับเพื่อน สมมติว่าชื่อเด็กหญิง ข. ก่อนเข้าห้องเรียน ข้อความที่เด็กหญิง ก. พูดกับเด็กหญิง ข. มีดังนี้

“เมื่อวานนี้ขโมยขึ้นบ้านเรา เอาเงินที่คุณแม่เก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะไป ๒ พันบาท แหวน ๒ วง กับเอากล้องถ่ายรูปของคุณพ่อไปด้วย คุณแม่เล่าให้ฟังว่า ได้ยินเสียงเจ้าดิ๊กเห่าตอน ๒ ยาม แต่คุณแม่ไม่ลุกขึ้นไปดู เพราะคุณแม่ไม่สงสัยว่าขโมยจะขึ้นบ้าน ตอนเช้าคุณแม่ลงไปชั้นล่าง ถึงได้เห็นหน้าต่างครัวเปิดอยู่ คุณแม่ไปปลุกคุณพ่อ คุณพ่อจะไปแจ้งความ แต่คุณพ่อจะต้องมาส่งเราที่โรงเรียน คุณแม่เกรงว่าเราจะมาโรงเรียนสาย ถ้าคุณพ่อไปแจ้งความก่อน คุณแม่เลยจะไปแจ้งความเอง”
ประโยคที่เด็กหญิง ก. พูดกับเด็กหญิง ข. นั้น ล้วนเป็นประโยคบอกเล่า เด็กหญิง ก. บอกเด็กหญิง ข. ให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านของตน น่าสังเกตว่า ประโยคบอกเล่าข้างต้นนั้นมีคำว่า ไม่ อยู่ด้วยหลายประโยค ได้แก่

คุณแม่ไม่ลุกขึ้นไปดู

คุณแม่ไม่สงสัยว่าขโมยจะขึ้นบ้าน

ประโยคบอกเล่าที่มีคำว่า อยู่ด้วยเช่นนี้เราอาจเรียกชื่อได้ต่าง ๆ เช่น ประโยคบอกเล่าปฏิเสธหรือประโยคปฏิเสธ ถ้าตัดคำว่า ไม่ ออกไปก็จะกลายเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาหรือประโยคบอกเล่าทั่วไป เช่น

คุณแม่ลุกขึ้นมาดู

คุณแม่สงสัยว่าขโมยจะขึ้นบ้าน

จะเห็นได้ว่า ประโยคบอกเล่าใช้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าปฏิเสธใช้บอกเล่าเช่นกัน แต่เป็นการบอกเล่าว่าเรื่องราวไม่ได้เกิดขึ้น รูปประโยคบอกเล่าปฏิเสธต่างกับรูปประโยคบอกเล่าธรรมดาแต่เพียงว่าในประโยคบอกเล่าปฏิเสธต่างกับรูปประโยคบอกเล่าธรรมดาตามแต่เพียงว่าในประโยคบอกเล่าปฏิเสธจะมีคำว่า ไม่ นำหน้าคำกริยา ถ้าคำกริยามีคำช่วยกริยาอยู่ข้างหน้า คำว่า ไม่ ก็มักจะอยู่หน้าคำช่วยกริยาอีกทีหนึ่ง เช่น

๑. เขาไม่ไปโรงเรียน
๒. เขาไม่ได้ไปโรงเรียน
๓. เขาไม่ต้องไปโรงเรียน
๔. เขาไม่เคยไปโรงเรียน
๕. เขาไม่น่าไปโรงเรียน
๖. เขาไม่ควรไปโรงเรียน
๗. เขาไม่ต้องไปโรงเรียน

ประโยค ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ และ ๗ คำว่า ไม่ อยู่หน้าคำว่า ได้ ค่อย เคย น่า ควร ต้อง ตามลำดับ คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำช่วยกริยาทั้งสิ้น
แต่คำว่า ไม่ มิใช่จะอยู่หน้าคำช่วยกริยาได้ทุกคำ คำช่วยกริยาบางคำ คำว่า ไม่ จะอยู่ ข้างหลัง เช่น

๘. เขาคงไม่ไปโรงเรียน
๙. เขาจะไม่ไปโรงเรียน
๑๐. เขาอาจไม่ไปโรงเรียน
๑๑. เขาต้องไม่ไปโรงเรียน

น่าสังเกตว่า คำ ไม่ อยู่หน้าคำ ต้อง ก็ได้ ดังในประโยค ๗ หรืออยู่หลังคำ ต้อง ประโยคจะมีความหมายผิดกับเมื่อ ไม่ อยู่หลังคำ ต้อง ถ้าเขา “ไม่ต้อง” ไปโรงเรียน การไปโรงเรียนเป็นการฝืนใจเขา แต่ถ้าเขา “ต้องไม่” ไปโรงเรียน ก็แปลว่า เขาถูกบังคับไม่ให้ไปโรงเรียน

ประโยคสอบถาม
ประโยคสอบถาม คือ ประโยคที่ผู้พูดถามผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังบอกเล่าประสบการณ์ของตนแก่ผู้พูด ถ้าประโยคเช่นนี้ถ่ายทอดออกเป็นตัวอักษร ประโยคสอบถามก็คือประโยคที่ผู้เขียนถามผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านบอกเล่าประสบการณ์ของตนแก่ผู้เขียน

ประโยคสอบถามเหมือนประโยคบอกเล่าในแง่ที่ว่า ประโยคสอบถามอาจถามเรื่องราวของบุคคลต่าง ๆ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตก็ได้ ที่กำลังเกิดอยู่ในปัจจุบันก็ได้ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ หรือไม่บ่งบอกเวลาที่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ประโยคสอบถามต่างกับประโยคบอกเล่าในข้อที่ว่า ประโยคบอกเล่ามักปรากฏต่อเนื่องได้

หลาย ๆ ประโยค แต่ประโยคสอบถามที่ปรากฏที่ต่อเนื่องกันหลาย ๆ ประโยคมีน้อย ทั้งนี้เพราะถ้าผู้ถามถามหลายคำถาม ผู้ฟังก็ไม่สามารถจะจำคำถามได้หมดและไม่สามารถตอบได้ทุกคำถาม ตัวอย่าง เช่น เหตุการณ์ที่เด็กหญิง ก. เล่าให้เด็กหญิง ข. ฟังนั้น เด็กหญิง ก. อาจจะมิได้เล่าเรื่องเองโดยตลอด แท้จริงเด็กหญิง ข. อาจจะเป็นผู้ถามให้เด็กหญิง ก. ตอบ กว่าเด็กหญิง ข. จะรู้เรื่องทั้งหมด เด็กหญิง ข. จะต้องตั้งคำถามหลายคำถาม ดังเช่น

เด็กหญิง ข. “ทำไมวันนี้เธอมาสาย”

เด็กหญิง ก. “เมื่อวานนี้ขโมยขึ้นบ้านเรา”
เด็กหญิง ข. “จริงหรือ เอาอะไรไปได้บ้าง”

เด็กหญิง ก. “เอาเงินที่คุณแม่เก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะไป ๒ พันบาท แหวน ๒ วง กับเอากล้องถ่ายรูปของคุณพ่อไปด้วย”

เด็กหญิง ข. “ไม่มีใครตื่นขึ้นมาหรือ”

เด็กหญิง ก. “คุณแม่เล่าให้ฟังว่า คุณแม่ได้ยินเสียงเจ้าดิ๊กเห่าตอน ๒ ยาม”

เด็กหญิง ข. “อ้าว แล้วคุณแม่ไม่ลุกขึ้นมาดูหรือ”

เด็กหญิง ก. “ไม่หรอก คุณแม่ไม่สงสัยว่าขโมยจะขึ้นบ้าน ตอนเช้า คุณแม่ลงไปชั้นล่าง ถึงได้เห็นหน้าต่างครัวเปิด คุณแม่เลยไปปลุกคุณพ่อ”

เด็กหญิง ข. “คุณพ่อเธอทำยังไง”

เด็กหญิง ก. “คุณพ่อจะไปแจ้งความแต่คุณพ่อจะต้องมาส่งเราที่โรงเรียน คุณแม่เกรงว่าเราจะมาโรงเรียนสาย ถ้าคุณพ่อไปแจ้งความก่อน คุณแม่เลยจะไปแจ้งความเอง”

ประโยคที่เด็กหญิง ข. พูดเป็นประโยคสอบถามเรื่องราวจากเด็กหญิง ก. เด็กหญิง ก. ก็เล่าเรื่องให้ฟังโดยใช้ประโยคบอกเล่า ประโยคที่เด็กหญิง ข. พูด มีคำที่ช่วยแสดงว่าเป็นประโยคสอบถามอยู่หลายคำ เช่น หรือ ทำไม ยังไง อะไร

คำ ทำไม ยังไง อะไร และคำอื่น ๆ ได้แก่ ใคร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร กี่ เท่าไร ใช้ในประโยคที่ถามเนื้อความ ผู้ถามต้องการรู้คำตอบเกี่ยวกับเหตุผล วิธีการสิ่งของ บุคคล เวลา สถานที่ หรือ จำนวน
ส่วนคำ ไหม หรือ ซึ่งบางทีออกเสียงเป็นเสียงตรี [มั้ย รึ] ใช้ในประโยคที่ถามข้อเท็จจริง ผู้ถมต้องการให้ผู้ฟังตอบรับว่า ประโยคนั้นจริง หรือตอบปฏิเสธว่า ประโยคนั้นไม่จริง

คำ ไหม หรือ บางทีใช้ร่วมกับคำ ใช่ ไม่ใช่ เป็น ใช่ไหม ไม่ใช่หรือ ใช้ท้ายประโยคที่ถามข้อเท็จจริง แต่แสดงความหมายต่างกับประโยคที่ลงท้ายด้วย ไหม หรือ เช่น

คุณแม่เธอสงสัยไหม

คุณแม่เธอสงสัยหรือ

คุณแม่เธอสงสัยไม่ใช่หรือ

ประโยคเหล่านี้สื่อความหมายต่างกัน

ประโยคที่ลงท้ายด้วย ไหม แสดงว่าผู้พูดยังไม่รู้คำตอบ ประโยที่ลงท้ายด้วย หรือ แสดงว่าผู้พูดคะเนคำตอบไว้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจ ประโยคที่ลงท้ายด้วย ใช่ไหม แสดงว่าผู้พูดคาดว่าคำตอบคือใช่ ส่วนประโยคที่ลงท้ายด้วย ไม่ใช่หรือ แสดงว่าผู้พูดคาดว่าคำตอบคือใช่ แต่ถามด้วยความสงสัยและประหลาดใจ

ประโยคต่าง ๆ ข้างต้นเป็นประโยคที่ใช้ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ประโยคสอบถามบางประโยคใช้ถามถึงเรื่องราวที่ไม่เกิดขึ้นก็ได้ ประโยคที่สื่อความหมายเช่นนี้เรียกว่า
ประโยคสอบถามปฏิเสธ มีลักษณะเหมือนประโยคสอบถามทั่วไป เพียงแต่ว่ามีคำ ไม่ นำหน้าคำกริยา หรือคำช่วยกริยา หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่ง ประโยคสอบถามปฏิเสธมี

ลักษณะคล้ายประโยคบอกเล่าปฏิเสธ ต่างกันแต่ว่าประโยคสอบถามปฏิเสธมีคำแสดงคำถาม ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร กี่ เท่าไร หรือ ไหม อยู่ด้วย

ประโยคสอบถามของเด็กหญิง ข. ที่เป็นประโยคสอบถามปฏิเสธ เช่น

ไม่มีใครตื่นขึ้นมาหรือ

คุณแม่ไม่ลุกขึ้นดูหรือ

ประโยคต่อไปนี้ก็เป็นประโยคสอบถามปฏิเสธ

ทำไมน้องคุณไม่มา

เขาไม่อาบน้ำกี่วันแล้ว

คุณจะไม่ไปเยี่ยมเขาหรือ

เธอไม่ชอบใคร

นกอะไรบินไม่ได้

ประโยคสั่งหรือขอร้อง

ประโยคสั่งหรือขอร้อง คือ ประโยคที่ผู้พูดพูดแก่ผู้ฟัง เพื่อให้ผุ้ฟังกระทำตาม ถ้าประโยคเช่นนี้ถ่ายทอดออกเป็นตัวอักษร ประโยคอื่นหรือขอร้องก็คือประโยคที่ผู้เขียนเขียนถึงผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านกระทำตาม

วิธีการที่ผู้พูดหรือผู้เขียนชักจูงให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านกระทำตามที่ต้องอการมีอยู่หลายอย่าง เช่น ขอร้อง อ้อนวอน วิงวอน สั่ง บังคับ ขู่ เตือน ไม่ว่าจะเป็นประโยคที่ใช้ขอร้องหรือบังคับ หรือสั่งด้วยวิธีใด จะรวมเรียกว่าประโยคสั่งหรือขอร้องทั้งสิ้น

ประโยคสั่งหรือขอร้องมีลักษณะคล้ายกับประโยคบอกเล่า แต่ประธานในประโยคสั่งหรือขอร้องจะต้องเป็นบุรุษที่ ๒ เสมอ ประโยคสั่งหรือขอร้องบางประโยคไม่ปรากฏประธาน แต่เราก็รู้ได้จากเนื้อความว่าเป็นประโยคสั่งหรือขอร้อง นอกจากนั้นประโยคสั่งหรือขอร้องในภาษาไทยมักจะมีคำ ซิ ละ นะ เถอะ อยู่ท้ายประโยค คำเหล่านี้แสดงละคำไม่มีความหมาย แต่ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจท่าทีของผู้พูดว่า สั่ง ขอร้อง บังคับ หรือ วิงวอน ฯลฯ
เราได้เห็นตัวอย่างประโยคบอกเล่าของเด็กหญิง ก. และประโยคสอบถามของเด็กหญิง ข. แล้ว คราวนี้มาดูตัวอย่างประโยคสั่งหรือขอร้องของคุณแม่ของเด็กหญิง ก. บ้าง
เมื่อคุณพ่อของเด็กหญิง ก. บอกว่าจะไปแจ้งความ คุณแม่เกรงว่าถ้าคุณพ่อไปแจ้งความ คุณพ่อจะไปส่งเด็กหญิง ก. ที่โรงเรียนสาย จึงพูดเป็นเชิงอนุญาตว่า “คุณไปแต่งตัวเถอะค่ะ ดิฉันจะไปแจ้งความเอง”
ถ้าคุณพ่อยังมัวสำรวจทรัพย์สินอยู่ว่ามีอะไรหายไปอีกบ้างคุณแม่ก็พูดเป็นเชิงสั่งว่า “คุณไปแต่งตัวซิคะ เดี๋ยวลูกจะไปโรงเรียนสาย”

ถ้าคุณพ่อไม่สนใจ คุณแม่ก็อาจจะเตือนว่า “คุณไปแต่งตัวซี สายแล้วนะคะ”

หรือคุณแม่อาจจะอ้อนวอนว่า “คุณไปแต่งตัวน่า อย่ามัวชักช้าอยู่เลย” แล้วก็อาจจะหันไปเร่งลูกด้วยว่า “ลูกก็ไปแต่งตัวซิ คุณพ่อจะได้ไปส่ง”

ถ้าเด็กหญิง ก. ไม่สนใจ คุณแม่ก็อาจบังคับว่า “ลูกไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้นะ อย่าให้แม่พูดซ้ำซากหลายหน”

เมื่อคุณแม่ของเด็กหญิง ก. ลงท้ายด้วยประโยคด้วยคำว่า นะ เช่นนี้ ก็แสดงว่าคุณแม่ต้องการให้เด็กหญิง ก. ปฏิบัติตามทันที และเด็กหญิง ก. ก็ไม่ควรจะบิดพลิ้วต่อไปอีก

ประโยคสั่งหรือขอร้องบางประโยคมีคำ กรุณา โปรด ช่วย อยู่หน้าคำกริยาในประโยค ประโยคเหล่านี้เป็นประโยคที่ผู้พูดขอร้อง มิใช่สั่ง เช่น
คุณกรุณาไปแจ้งความ

คุณโปรดไปแจ้งความ

คุณช่วยไปแจ้งความ
ประโยคสั่งหรือขอร้องที่ผู้พูดใช้ เพื่อให้ผู้ฟังไม่กระทำก็มีเหมือนกัน เราอาจเรียกให้เข้าชุดกับประโยคบอกเล่าปฏิเสธ และประโยคสอบถามปฏิเสธได้ว่า ประโยคสั่งหรือขอร้องปฏิเสธ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ประโยคห้าม ประโยคห้ามมีลักษณะเหมือนประโยคสั่งหรือขอร้องทั่วไป เพียงแต่ว่ามีคำ อย่า อยู่หน้ากริยา เช่น

คุณแม่เห็นเด็กหญิง ก. ชักช้า ไม่ยอมไปแต่งตัว ก็อาจจะพูดว่า

“ลูกอย่ามัวชักช้าซิ เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย” หรือ

“ลูกอย่ามัวชักช้าน่ะ เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย” หรือ

“ลูกอย่ามัวชักช้าน่า เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย” หรือ

รูปประโยคกับการสื่อสาร

ประโยคทั้ง ๓ ชนิดนั้น ในบางกรณีเราดูจากรูปประโยคก็พอทราบได้ว่า ผู้พูดเจตนาจะบอกเล่าหรือถามหรือสั่ง แต่บางประโยคเมื่อดูรูปประโยคชวนให้คิดว่าผู้พูดเจตนาจะสื่อสารอย่างหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาข้อความแวดล้อม หรือเหตุการณ์แวดล้อม จึงจะทราบว่าที่จริงผู้พูดเจตนาจะสื่อสารอีกอย่างหนึ่ง

ประโยคที่มีรูปประโยคแบบประโยคสอบถาม แต่ผู้พูดเจตนาจะบอกเล่าก็มี เช่น คุณแม่ของเด็กหญิง ก. พูดกับคุณพ่อของเด็กหญิง ก. ว่า

“คุณรู้ไหม ขโมยขึ้นบ้านเราเมื่อคืนนี้ ที่จริงฉันสงสัยแล้ว ตอน ๒ ยาม เจ้าดิ๊กมันเห่าใหญ่เลย ฉันก็ลุกขึ้นมา แต่พอลุกขึ้นมา เจ้าดิ๊กหยุดเห่า ฉันก็เลยนอนต่อ”

ประโยค คุณรู้ไหม มีรูปประโยคเป็นประโยคสอบถาม แต่เราสันนิษฐานได้จากเหตุการณ์แวดล้อมว่าผู้พูดมิได้ถามเพราะต้องการคำตอบ คุณรู้ไหม เป็นการถามเพียงเพื่อเร้าความสนใจ

ประโยคที่มีรูปประโยคแบบประโยคสอบถาม แต่ผู้พูดเจตนาจะปฏิเสธก็มี เช่น คุณพ่อของเด็กหญิง ก. ถามคุณแม่ว่า เมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่าแล้ว เหตุใดไม่เรียกด้วย คุณแม่ก็พูดว่า “ใครจะรู้ค่ะว่าขโมยจะมา”

ประโยคนี้มีรูปประโยคเป็นประโยคสอบถาม แต่เราสันนิษฐานได้จากเหตุการณ์
แวดล้อมว่า ผู้พูดมิได้ต้องการคำตอบ แต่เจตนาจะแนะให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ไม่มีใครว่าขโมยจะมา รวมทั้งตัวของผู้พูดเองก็ไม่รู้

ประโยคที่มีรูปประโยคแบบประโยคสอบถาม แต่ผู้พูดเจตนาจะสั่งหรือขอร้องก็มี เช่น คุณพ่อของเด็กหญิง ก. พูดกับคุณแม่ของเด็กหญิง ก. ว่า “คุณไปแจ้งความได้ไหม”

ประโยคนี้มีรูปประโยคเป็นประโยคสอบถาม แต่เราสันนิษฐานได้จากเหตุการณ์แวดล้อมว่าผู้พูดมิได้ต้องการรู้แต่เพียงว่าผู้ฟังไปแจ้งความได้หรือไม่เท่านั้น ยังต้องการ

ให้ผู้ฟังไปแจ้งความอีกด้วย เจตนาของผู้พูดคือขอร้อง มิใช่ถาม

ประโยคที่มีรูปประโยคแบบประโยคบอกเล่า แต่ผู้พูดเจตนาจะสั่งหรือขอร้องผู้ฟังก็มี เช่น คุณแม่ของเด็กหญิง ก. พูดกับเด็กหญิง ก. ว่า “แม่อยากให้ลูกไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้”

ประโยคนี้รูปประโยคเป็นประโยคบอกเล่า แต่เราสันนิษฐานได้จากเหตุการณ์แวดล้อมว่า ผู้พูดมิได้บอกเล่าเพียงเพื่อให้ผู้ฟังรู้ความต้องการของตน แท้จริงผู้พูดพูดเจตนาให้ผู้ฟังปฏิบัติตามความต้องการนั้นด้วย เจตนาของผู้พูดคือสั่ง ไม่ใช่บอกเล่า

จะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจะรู้เจตนาของผู้พูดจากรูปประโยคได้เสมอไป ในการรับสารจากผู้พูด เราควรจะต้องพิจารณาข้อความแวดล้อมหรือเหตุการณ์แวดล้อมประกอบด้วย จึงจะเข้าใจเจตนาของผู้พูดได้ถูกต้อง

สรุป
๑. ประโยคแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
๑.๑ ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) คือ ประโยคที่มีเนื้อความเดียว มีภาคประธานและภาคแสดงเพียงอย่างเดียว
๑.๒ ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค) คือ ประโยคที่รวมเอาประโยค ความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคมารวมกันโดยมีสันธานเชื่อม
๑.๓ ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) คือ ประโยคที่มีประโยคเล็กซ้อนอยู่ใน ประโยคใหญ่ และรวมอยู่ในประโยคเดียวกันเพื่อให้ข้อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
๒. ประโยคบางชนิดมิได้เรียงลำดับประโยค เหมือนประโยคข้างต้นทั้ง ๓ ชนิด ได้แก่
(๑) ประโยคเน้นผู้กระทำ (๒) ประโยคเน้นผู้ถูกกระทำ (๓) ประโยคเน้นกริยา
(๔) ประโยคเชิงคำสั่งและขอร้อง
19/9/53 โพสต์โดย ครูแก่
2 จาก 4
ขอสั้นๆชัดๆได้ไหมจะเอาลงปฏิทินงับ
20/2/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
3 จาก 4
ประโยคปฏิเสธมีอะไรบ้าง
15/8/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
4 จาก 4
เขียนยังไง
15/8/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ชนิดคำไทยมีอะไรบ้าง
ถามถึง ประโยคบอกเล่าที่เป็นลักษณะคำถามหน่อยครับ
น้าอ้อพูดได้กี่ภาษา
ภาษาอังกฤษมีประโยชน์อย่างไร
แต่งประโยคแนะนำเพื่อนภาษาอังกฤษ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู