หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
“รัฏฐาธิปัตย์” คืออะไร
“รัฏฐาธิปัตย์” คืออะไร
กฏหมาย 26/6/54 โพสต์โดย มาร์ค com'sci
คำตอบ
1 จาก 12
ทฤษฎี “กฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์” ของ John Austin (จอห์น ออสติน)
           กฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์ กฎหมายที่แท้จริงสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. กฎหมายที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดขึ้นใช้บังคับกับมนุษย์
2.กฎหมายที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับมนุษย์ด้วยกัน
26/6/54 โพสต์โดย ปลาย่าง
2 จาก 12
รัฏฐาธิปัตย์ หมายความว่า


๑) รัฏฐาธิปัตย์
เมื่อกล่าวถึงปรัชญากฎหมายก็ต้องกล่าวถึง “กฎหมาย” และเมื่อกล่าวถึง กฎหมาย ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงรัฏฐาธิปัตย์ (soverign) ซึ่งสำนักความคิดกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองอธิบายว่าเป็นผู้ทำให้เกิดกฎหมายดังที่ จอห์น ออสติน (John Ausyin) อธิบายว่ากฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์

ความหมายของรัฏฐาธิปัตย์
สำนักฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองให้ความสำคัญมากโดยอธิบายว่า รัฏฐาธิปัตย์ คือผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ส่วนจะเป็นใครก็สุดแท้แต่ว่าเป็นผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือบ้านเมืองใด มีระบอบการปกครองอย่างไร ถ้าเป็นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฏฐาธิปัตย์ คือ พระมหากษัตริย์

อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ ก็คือการมีอำนาจอธิปไตยนั่นเอง ซึ่งก่อให้เกิดผลดังนี้ คือ
๑. ผลของการมีอำนาจอธิปไตยทำให้ รัฏฐาธิปัตย์ อยู่ในฐานะสูงสุดในแผ่นดิน และไม่ต้องเชื่อฟังผู้อื่นอีก
ข้อนี้อาจไม่ถูกต้องในเวลานี้แล้วก็เป็นได้ เพราะในระบบประชาธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์ อาจอยู่ใต้ข้อจำกัดอำนาจบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามทฤษฎีว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้น เมื่อประชาชนแต่ละคนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนแต่ละคนย่อมเป็น รัฏฐาธิปัตย์ แต่ไม่มีประชาชนคนใดอยู่ในฐานะสูงสุดโดยไม่ต้องฟังคำสั่งผู้อื่น
๒. ผลประการแรกทำให้เกิดผลประการที่สองขึ้นมา กฎหมายระหว่างประเทศอันเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย เพราะเมื่อรัฐต่างๆ มีฐานะเท่าเทียมกันก็ไม่มีรัฏฐาธิปัตย์ผู้ใดมีอำนาจบังคับบัญชาให้รัฏฐาธิปัตย์ผู้อื่นอยู่ในฐานะจำยอมได้ และจะเอาผิดถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศก็มิได้ ความผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องถ้อยที่ถ้อยอาศัยกันเท่านั้น
ปัจจุบันทฤษฎีดังกล่าวของ ออสตินเสื่อมความนิยมแล้ว
๓. ข้อจำกัดอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์
ในสมัยที่เชื่อกันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้ทรงเป็นใหญ่ เพราะทรงเป็น “ที่สุดของสิ่งที่สุดทั้งปวง” (The Absoluteness) หรือสมบูรณัตถ์ จึงไม่มีข้อจำกัดขัดขวางของอำนาจของพระองค์แต่อย่างใด ครั้นต่อมาเชื่อกันว่าพระสันตะปาปาทรงเป็นใหญ่ หรือองค์อธิปัตย์อยู่เหนือกษัตริย์ทั้งหลายแต่อำนาจของอธิปัตย์องค์นี้ย่อมถูกจำกัดเพราะพระสันตะปาปาจะออกกฎหมายใดให้ขัดหรือแย้งกับกฎของพระผู้เป็นเจ้ามิได้

นักกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองต่างถือกันว่า กษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริงโดยไม่อยู่ใต้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ หากถือว่าแม้กษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์แต่ก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดจากความยินยอมหรือการยอมรับนับถือของประชาชน ฉะนั้น จะใช้อำนาจผิดทำนองคลองธรรมมิได้ เพราะถ้าใช้อำนาจผิดธรรมนองคลองธรรมราษฎรก็จะเสื่อศรัทธา และคลายความจงรักภักดี ซึ่งในที่สุดอาจนำไปสู่การล้มล้างอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ก็เป็นได้

สำหรับทฤษฎีที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้นประชาชนย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่รัฏฐาธิปัตย์เช่นนี้ย่อมถูกจำกัดด้วยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์คนอื่นๆ ซึ่งก็มีอำนาจอธิปไตยเท่าเทียมกัน เช่น พระเจ้าแผ่นดินของรัฐ ก. จะทำการใดก้าวก่ายอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าแผ่นดินแห่งรัฐ ข. มิได้ เพราะต่างมีอำนาจอธิปไตยเช่นกันฉันใด ราษฎร ก. จะใช้อำนาจอธิปไตยของตนก้าวก่ายอธิปไตยของรัฐ ข. ไม่ได้ฉันนั้น

ในอังกฤษ รัฐสภา เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดหรืออีกนัยหนึ่งรัฐสภาเป็นรัฏฐาธิปัตย์แทนประชาชนตามทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (supremacy of parliament) “รัฐสภา” มีความหมายพิเศษเพราะประกอบด้วยองค์อำนาจสามประการคือ
๑. สภาสามัญ
๒. สภาขุนนาง
๓. พระมหากษัตริย์
สำหรับพระมหากษัตริย์นั้น แม้โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นสถาบันรัฐสภา (parliamentary - institution) ดุจดังสภาทั้งสองที่กล่าวข้างต้น แต่เมื่อกล่าวถึงรัฐสภาอังกฤษเป็นองค์อำนาจสูงสุด ตามทฤษฎีเรื่องสภาวะสูงสุดของรัฐสภา คำว่ารัฐสภาในที่นี้ย่อมหมายถึงพระมหากษัตริย์ด้วย (King or Queen in Parliament) เพราะลำพังสภาทั้งสองหาทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดไม่
สำหรับปัญหาที่ว่า ทฤษฎีเรื่องสภาวะสูงสุดของรัฐสภาหมายความว่าอย่างไร นักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ อังกฤษอธิบายว่ามีความหมายพิเศษสองประการคือ
๑. การมีอำนาจนิติบัญญัติล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ดังที่เดอลอล์ม (De Lolme) ได้อธิบายสรุปไว้ทำนองประชดประชันว่า “นักกฎหมายอังกฤษพึงรำลึกไว้เถิดว่ารัฐสภาอังกฤษมีอำนาจบันดาลได้สารพัดในปฐพี จะมียกเว้นก็แต่การแปลงหญิงให้เป็นชาย หรือการแปลงชายให้เป็นหญิงเท่านั้น”
๒. การทรงไว้ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติแต่ผู้เดียว องค์กรหนึ่งๆ ของรัฐสภา เช่น สภาสามัญ หรือสภาขุนนาง อาจมีอำนาจนิติบัญญัติเอกเทศ แต่ก็เป็นการมอบอำนาจให้โดยรัฐสภา ซึ่งจะเรียกกลับเสียเมื่อใดก็ได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่อรัฐสภาออกกฎหมายใด สถาบันอื่นใด เช่นศาลจะกล่าวหาว่ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมิได้ เพราะแท้จริงแล้วกฎหมายนั้นอาจมีผลเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยกเลิกฉบับเก่าก็ได้ตามกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า (lex posterior derogat legi priori)

ข้อจำกัดอำนาจในทางทฤษฎีอาจแบ่งออกได้ดังนี้
๑. กฎหมายธรรมชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายแห่งศีลธรรม (Natural law, international law, rule of morality ) ไดซีย์อธิบายว่าแม้รัฐสภามีอำนาจสูงสุด แต่รัฐสภาจะออกกฎหมายที่ฝ่าฝืนมโนธรรม ศีลธรรมจรรยา กฎหมายธรรมชาติ หรือกฎหมายระหว่างประเทศมิได้
๒. พระราชอำนาจ (Royal prrerogative) ไดซีย์อธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจทางการเมือง (political power) และอำนาจทางสังคม (social power) ทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชน ถ้าทรงไม่เห็นด้วยกับการร่างกฎหมายใดหรือทรงทักท้วงความข้อใดรัฐสภาควรโออนอ่อนผ่อนตามพระราชประสงค์
๓. กฎหมายพื้นฐาน (Fundamental law) ไดซีย์กล่าวว่าในกรณีที่รัฐสภาออกกฎหมายสำคัญๆ ที่เป็นพื้นฐานทางสังคม เช่น กฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนรัฐสภาสมัยหลังๆ จะรีบด่วนออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงกฎหมายพื้นฐานไม่ได้

กระนั้นก็ตามทางปฏิบัติ รัฐสภาอาจตกอยู่ใต้อำนาจข้อจำกัดอำนาจบางข้อโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวซึ่งไดซีย์อธิบายดังนี้
๑. ทฤษฎีเจ้าของอำนาจอธิปไตย (doctrine of sovereignty) ไดซีย์อ้างความเห็นของออสติน ที่ว่าแม้อำนาจนิติบัญญัติจะถูกใช้โดยรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สภาสามัญ สภาขุนนาง และ พระมหากษัตริย์ แต่เจ้าของอำนาจนิติบัญญัติที่แท้จริงได้แก่ประชาชนอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นจะถือว่ารัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกสภาสามัญ และเป็นผู้ให้ความเห็นชอบการเสวยราชสมบัติของพระมหากษัตริย์
๒. เหตุภายนอกอันอาจจูงใจสมาชิกรัฐสภา ไม่ให้ใช้อำนาจมาก (external limitation) ไดซีย์กล่าว่า พลังของประชาชนหรือกลุ่มอิทธิพล (Pressure group) เช่นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักวิชาการ อาจมีอิทธิพลเหนือสมาชิกรัฐสภา มิให้ใช้อำนาจสูงสุดของตนในทางที่ผิดทำนองคลองธรรมได้ เช่น สมาชิกรัฐสภาอาจอาจเกรงว่าถ้าออกกฎหมายประเภทนี้ไปแล้วอาจถกหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์ อาจถูกมติมหาชนคัดค้าน อาจถูกโต้ตอบโดยนักวิชาการ หรืออาจถูกประชาชนเดินขบวนวางหรีดประท้วง เป็นต้น
๓. เหตุภายในอันอาจจูงใจสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ใช้อำนาจมาก (intetnal limitation) เหตุภายในหมายถึง ทัศนคติ การศึกษาอบรม พื้นเพทางสังคมและการเมือง ตลอดจนค่านิยมของสมาชิกรัฐสภา เหตุเหล่านี้ย่อมกล่อมเกลาจิตใจของผู้นั้นให้เป็นไปในแนวทางที่ตนมีพื้นเพมา

แม้รัฐสภาจะมีอำนาจสูงสุด แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่ารัฐสภาจะใช้อำนาจบาทใหญ่คุกคามประชาชน เพราะรัฐสภาย่อมกลัวพลังของประชาชน และสมาชิกสภาเองต่างก็มีที่มาจากสังคมนั้นๆ จึงมีจิตสำนึกทางกรเมืองสูง และมีวิญญาณของสุภาพชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างครบถ้วน จึงเป็นที่หวังได้ว่าจะไม่ใช้อำนาจของตนออกนอกรีตนอกรอย
27/6/54 โพสต์โดย khmanoon
3 จาก 12
ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ ถ้าในบ้านเราก็พวกนิติบัญญัติ ตุลาการ ฝ่ายบริหาร
26/9/54 โพสต์โดย _Sunny_
4 จาก 12
ไม่รู้ พวกความรู้สูง บัญญัติศัพท์ขึ้นแล้ว ก็พากันมาตีความ  บ้า ๆ บอๆ
18/10/54 โพสต์โดย ฺEnoiy
5 จาก 12
รัฐาธิปัตย์ คือ เป็นผู้อำนาจสูงสุดในรัฐ
แบ่งออกเป็น 3ส่วน ได้แก่
1.อำนาจนิติบัญญัติ
2.อำนาจบริหาร
3.อำนาจตุลการ
10/2/55 โพสต์โดย opal opal 161
6 จาก 12
“รัฏฐาธิปัตย์” แท้จริง คือ อำนาจอธิปไตย ของชาติ และของประชาชน โดยมี พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ถืออำนาจนี้   เรียกว่า ประมุขของรัฐ  ฐานะผู้นำของรัฐ  เป็นผู้ถืออำนาจนี้  อำนาจของรัฐที่อยู่กับประมุข  คือ ในหลวง  ผู้ทรงเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย ของชาติ คือ ทำให้ชาติเป็นเอกราช  และทรงเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตยของปวงชน คือ ระบอบประชาธิปไตย

สังคมทุกวันนี้ ไม่มีความรู้ และคิดเอง ทำงานการเมืองแบบมั่วๆ จึงทำให้ชาติบ้านเมืองอาจจะต้องล่มสลาย เพราะความไม่รู้จริง
อวดรู้กันไปแบบ คิดเอาเอง เข้าใจเอง  พวกนายทุน และพรรคการเมือง ต่างหวังผลประโยชน์ และยังใช้ระบอบเผด็จการปกครองกันอยู่
21/3/55 โพสต์โดย เจมส์ ไพบูลย์
7 จาก 12
ศัพท์คำว่า "รัฏฐาธิปัตย์" นี้ท่านไม่ได้เขียนไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แต่จะมีอยู่ในที่อื่นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ อย่างไรก็ตามเมื่อดูแล้วเห็นว่า ศัพท์นี้ เป็นภาษาบาลีแน่นอน ในฐานะที่พอจะรู้บาลีพอสมควร ก็เลยจะลองแยกแยะ และหาความหมายของศัพท์นี้มาชี้แจงแถลงไขให้ดู พอหอม(ตรง)ปากและหอม(ตรง)คอ
คำว่า "รัฐาธิปัตย์" หากเขียนตามภาษาบาลี จะเขียนว่า "รฏฺฐาธิปตฺย" (รัด-ถา-ทิ-ปะ-ตะ-ยะ เวลาออกเสียง ตะ ออกได้เพียงแค่ครึ่งเสียง คือให้ออกเสียงเร็ว ๆ คือลักษณะ ตฺ คล้าย ๆ กับว่า เป็นตัวสะกดของ ป นิดหนึ่ง และออกเสียงว่า ตะ นิดหนึ่ง) ตามรูปศัพท์เดิมจะเขียนว่า "รฏฺฐาธิปติ" (รัด-ถา-ทิ-ปะ-ติ) ใน ทางไวยกรณ์บาลี ท่านจะเขียน ฏ ซ้อนหน้า ฐ เสมอ แต่ภาษาไทยเราก็ตัด ฏ ออก ไม่ทราบเหตุผลกลใด บางครั้งการตัดพยัญชนะตัวใดตัวหนึ่งออก ทำให้คำอ่าน หรือเนื้อความเสียหายไปก็มี อย่างเช่นคำที่ว่านี้ รัฐาธิปัตย์ (จะให้อ่านว่าอย่างไร? รัด-ถา, หรือ ระ-ถา ถ้าอ่านว่า รัด-ถา ก็หมายความว่า ฐ ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือเป็นทั้งตัวสะกด และเป็นตัวของตัวเอง คือ ฐา ข้อนี้ทำให้เกิดการลักลั่นในการอ่าน, ถ้าเขียนว่า รัฏฐาธิปัตย์ ก็จะอ่านว่า รัด-ถา-ธิ-ปัด ได้เลย และถือว่าเขียนไม่ผิด อ่านไม่ผิดด้วย.
       อีกอย่างหนึ่ง การเขียนให้ครบเต็มตามรูปศัพท์เดิม คือ รัฏฐาธิปัตย์ นี้ ก็จะทำให้ทราบที่ไปที่มาของศัพท์ได้ด้วย ว่ามีการทำตัวศัพท์ สำเร็จรูปมาอย่างไร.  (นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเล็กน้อยเท่านั้น)  
       จากศัพท์ว่า รฏฺฐาธิปติ กลายเป็น รฏฺฐาธิปตฺย ได้นั้น ก็เป็นไปด้วยอำนาจของไวยากรณ์บาลี คือท่านสามารถให้แปลง อิ เป็น ย ได้ อย่างศัพท์ว่า รฏฺฐาธิปติ เมื่อแปลง อิ ที่ ติ (รฏฺฐาธิปติ) เป็น ย แล้ว รูปศัพท์ก็จะเป็น รฏฺฐาธิปตฺย จะสังเกตเห็นว่า ข้างล่างของ ตฺ จะมีจุดดำๆ เล็ก ๆ อยู่ ก็เป็นการบอกให้ทราบว่า ตอนนี้  ตฺ ไม่มีสระอาศัยแล้ว หมายความว่า สระ อิ ได้ถูกแปลงเป็น ย ไปแล้ว. ทีนี้พอมาเขียนเป็นภาษาไทย ท่านก็จัดการเลย ลบ ฏ ออก ใส่ไม้หันอากาศ ตรง ร, ป แล้วก็ใส่ไม้ทัณฑฆาตตรง ย เพื่อไม่ให้ ย อ่านออกเสียงได้ ก็เลยได้ศัพท์เป็น "รัฐาธิปัตย์"
       ในภาษาบาลีนั้น การแปลง สระ ให้เป็นพยัญชนะนั้น มีหลายอย่างด้วยกัน เช่น  
       - แปลง อิ เป็น ย
       - แปลง อี เป็น เอ แล้ว เอา เอ เป็น อย ก็ได้ เช่น นายก มาจาก นี + ณฺวุ (เอา อี เป็น เอ แล้วเอา เอ เป็น อย = นย (นะ-ยะ), แปลง ณฺวุ เป็น อก (อะ-กะ) อำนาจปัจจัยที่เนื่องด้วย ณฺ ให้ทีฆะ นย เป็น นาย + อก สำเร็จรูปเป็น นายก (นา-ยก แปลว่า ผู้นำ)
       - แปลง อุ เป็น วฺ เช่น ธนฺวาคม (ธันวาคม) มาจาก ธนุ + อาคม เอา อุ ที่ นุ เป็น ว = ธนฺว + อาคม สำเร็จรูปเป็น ธนฺวาคม (ธันวาคม = เดือนเป็นที่มาแห่งธนู)
       - แปลง อู เป็น โอ แล้วเอา โอ เป็น อฺว
       - ...... ฯลฯ.....
       เมื่อมาแยกศัพท์ออก ดูความหมายทีละศัพท์ ก็จะได้เป็น รฏฺฐ (รัด-ถะ) + อธิปติ (อธิปัตย์) คำว่า "รฏฺฐ หรือ รัฏฐ" นี้ ตามรูปศัพท์ แปลว่า แว่นแคว้น ซึ่งมีพระราชาเป็นผู้ปกครอง. จึงมีศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชา เช่น ศัพท์ ว่า รฏฺฐาธิโป (รัด-ถา-ธิ-โป) ก็คือ รัฏฐาธิป = ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น ในที่นี้มุ่งหมายเอาพระราชา ตามคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา, ในคัมภีร์อื่น ๆ เช่น กัจจายนะ, ปทรูปสิทธิปกรณ์, สัททนีติสุตตมาลา แสดงความหมายของคำว่า "รฏฐ" ว่า สถานที่อันเป็นที่ยินดีของประชาชน ท่านแสดงวิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า "รญฺชนฺติ เอตฺถาติ = รฏฺฐํ ประชาชนทั้งหลาย ย่อมยินในสถานที่นั้น เหตุนั้น สถานที่นั้น จึงชื่อว่าเป็นที่ยินดีของประชาชน (แว่นแคว้น) รากศัพท์เดิม มาจาก รนฺช ธาตุ ซึ่งเป็นไปในความกำหนัด ยินดี, ฐ ปัจจัย.
       ส่วนศัพท์ว่า อธิปติ หรือภาษาไทยเรานำมาใช้เป็น อธิบดี นั้น แยกออกเป็น 2 ศัพท์ คือ อธิ + ปติ (บดี), อธิ แปลว่า ยิ่ง เกิน ล่วง, ส่วนคำว่า ปติ (บดี) แปลว่า เจ้า ผัว (สามี =เจ้าของ) เมื่อรวมกันแล้วก็แปลว่า เจ้าใหญ่นายโต ก็แล้วกัน 555 !.
       คำว่า "รัฐาธิปัตย์" นั้น ที่มาของศัพท์พอคร่าว ๆ ก็ว่าไปแล้ว ทีนี้ศัพท์นี้ เมื่อนำมาใช้ในทางโลก มีผู้นำไปกล่าวทำนองว่า  
       "ข้าพเจ้าคือรัฐาธิปัตย์ หรือเป็นรัฐาธิปัตย์" นี่ มันหมายความว่าอย่างไร คำแปลนี่ก็แปลกันได้อยู่แล้วละครับว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น"
       ในทางโลกเขาจะหมายถึงใครก็แล้วแต่ แต่ถ้าพูดถึงในทางพุทธศาสนา ในฐานะที่ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่มาจากภาษาบาลี ก็หนีความเป็นศัพท์ในทางพุทธศาสนาไปไม่พ้น คือมีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ภาษาบาลีอยู่ที่ใด พุทธศาสนา ก็อยู่ที่นั่น, พุทธศาสนาอยู่ที่ใด ภาษาบาลีก็อยู่ที่นั่น"
       ฉะนั้น คำว่า รัฐาธิปัตย์ นี้ จึงมีความหมายว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแค้วน, หรือ ผู้เป็นใหญ่แห่งแว่นแคว้น" ซึ่ง
       มุ่งหมายเอา ‘พระราชา’ เท่านั้น!!!
       หมายความว่า แว่นแคว้นใด ที่มีการปกครองโดยพระราชา มีพระราชาเป็นประมุข แว่นแคว้นนั้นก็จัดได้ว่ามีพระราชาเป็นใหญ่.
       อีกประการหนึ่ง คำว่า รัฐ นี้ มีความหมายว่า "ประชาชน" หมายถึงประชาชนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ซึ่งพระราชาทรงมีพระอำนาจในการปกครองดูแล คือมีพระอาญาครอบงำชนเหล่านั้นได้
       เวลาที่ท่านให้ความหมายของคำว่า "ราชา" จึงตั้งวิเคราะห์ศัพท์ว่า "สงฺคหวตฺถูหิ รฏฺฐํ รญฺเชตีติ = ราชา ผู้ใดทำ ให้ชาวแว่นแคว้นทั้งหลาย ชื่นชมยินดีด้วย สังคหวัตถุทั้งหลาย ผู้นั้น ชื่อว่า ราชา.
จึงขอสรุปลงตรงที่ว่า
       “รัฐาธิปัตย์” แปลว่า “พระราชา”
(อ้างอิงจาก: Vattavan.com)
26/7/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
8 จาก 12
แล้วที่แท้จริงมันคืออะไรเนี้ยะๆๆ
22/9/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
9 จาก 12
รัฏฐาธิปัตย์
รัฏฐาธิปัตย์ หมายถึง อำนาจอธิปไตย ซึ่งป็นอำนาจสูงสุดตามรูปแบบของการปกครองนั้นๆ  เช่นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  กษัตริย์เป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย  "เป็นต้นผู้ชี้ตาย ปลายชี้เป็น  แต่จุดอ่อนของระบอบการปกครองนี้ ขัดแย้งกับหลักสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ และเป็นหนทางให้คนกลุ่มหนึ่งแอบอ้างใช้รัฏฐาธิปัตย์ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในส่วนร่วม อย่างไม่มีเหตุผลใดโต้แย้งได้.
การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตย แบบมีรัฐสภา คำว่า” รัฏฐาธิปัตย์ หรืออำนาจสูงสุด” อยู่ที่ประชาชนทุกคนและแต่ละคน มีรัฏฐาธิปัตย์ 1เสียง ใช้สิทธิเลือกผู้แทนของตน เข้าไปบริหารจัดการรัฏฐาธิปัตย์ โดยรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย   กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของประเทศ โดยรวม  การโปรดปรานและอัปยศต่อความคิดต่างทางการเมือง คือความไม่ยุติธรรมทางการเมือง  การปกครองระบอบนี้ ไม่ถือว่าพระองค์เป็นผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ หรืออำนาจสูงสุด เพราะถ้าถือว่าพระองค์เป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด  ก็เท่ากับว่ารัฏฐาธิปัตย์เป็นของกษัตริย์อยู่เหนือรัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย  คำว่า อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย จึงฟังไม่มีเหตุผล..ว่าเป็นจริงได้  แต่ถ้าพูดว่าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากรัฐประหาร  นั้น เป็นจริงดั่งปัจจุบัน.
การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตย แบบมีรัฐสภา ...ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ประเทศไทยน่าจะนำหลักปรัชญาการเมืองของคำว่า”ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แบบมีรัฐสภา” มาเป็นข้อคิดใช้ในประเทศไทย  แต่ไม่ใช่ดัดแปลงของดีมีมาตรฐาน เพราะถ้าไปดัดแปลงให้เข้ากับบริบทของอนุรักษ์นิยม รูปแบบการปกครองก็เปลี่ยนไปและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปกครองดังกล่าวนี้   ซึ่งหมายถึง การยึดมั่น ถือมั่นในรูป รส กลิ่นเสียงในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็คงยังครอบงำ     รัฏฐาธิปัตยของระบอบประชาธิปไตย ที่จะเป็นไปโดยหลักปรัชญาของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตย แบบมีรัฐสภา . ปัจจุบัน จะเห็นว่ารัฏฐาธิปัตย์ของประชาธิปไตย ได้ถูกตรึงไว้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เริ่มจากการใช้คำว่า”ล้มล้างการปกครอง ,พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและรักษาสิทธิประชาชน  โดยใช้รัฐธรรมนูญ 2550และการส่งเรื่องฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ เป็นตำราพิชัยสงครามการเมือง  เป็นต้น
ดังนั้น จึงเป็นสิทธิตามหน้าที่ของฝ่ายบริหารจัดการรัฏฐาธิปัตย์ของประชาธิปไตย ในนามรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา  ที่จะสร้างรูปธรรมที่ว่า"รัฏฐาธิปัตย์เป็นของระบอบประชาธิปไตย   อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มาจากระบอบประชาธิปไตย แบบมีรัฐสภา "  ให้ปรากฎขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศ  เพื่อลบล้างคำว่า"การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ของระบอบเผด็จการ"
16/4/56 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
10 จาก 12
คุณยังไม่มีชื่อเล่น ที่เขียนรัฏฐาธิปัตย์เป็นรัฐาธิปัตย์ ลองเข้าไปดูในลิงค์ที่ผมให้นะครับ เป็นลิงค์ของราชบัณฑิต
เขามีหลักว่า ผมจะคัดลอกมาให้อ่าน

  ข. ตัวสะกดที่มีอักษรซ้อนเฉพาะในวรรค ฏ เช่น รัฏฐ อัฑฒ ในกรณีที่ตัวหลังไม่มีสระ
กำกับ ให้ตัดตัวหน้าออก ใช้แต่ตัวหลังตัวเดียว เช่น รัฐ อัฒ แม้จะเป็นส่วนหน้าสมาส ก็ออกเสียงตัว
สะกดได้โดยไม่ต้องซ้อน เช่น รัฐบาล อัฒจันทร์ ต่อเมื่อตัวหลังมีสระอื่นกำกับหรือมีตัวสะกดจึงซ้อนอีก
ตัวหนึ่งได้ เช่น รัฏฐาภิปาลโนบาย กุฏฐัง เว้นแต่ในกรณีที่มีสระ   ิ กำกับอยู่ที่พยัญชนะตัวหลัง เช่น วุฑฒิ
อัฏฐิ ทิฏฐิ ให้ตัดตัวหน้าออก ใช้แต่ตัวหลังตัวเดียว เช่น วุฒิ อัฐิ ทิฐิ คำประเภทนี้ได้ให้รูปเต็มตามภาษา
เดิมไว้ในวงเล็บท้ายคำนั้น ๆ ฉะนั้นเมื่อพบคำที่เขียนผิดจากหลักนี้ ก็ให้เทียบเคียงว่าคำเช่นนั้น เมื่ออนุโลม
เขียนตามหลักนี้แล้ว จะมีรูปอย่างไร แล้วค้นหาตรงคำนั้น เช่นเมื่อพบคำ จิตต์ หรือ ทิฏฐิ ก็ให้ค้นที่ จิต ทิฐิ (ราชบัณฑิตยสถาน, ม.ป.ป., สื่อออนไลน์)
10/1/57 โพสต์โดย pissanuwat
11 จาก 12
รัฏฐาธิปัตย์ = รัฏฐฺ + อธิปไตย

         รัฏฐ = รัฐ = ชาติ

   อธิปไตย = ความเป็นใหญ่

รัฏฐาธิปัตย์ = ชาติเป็นใหญ่

ความเป็นชาติคือการรวมตัวกันของคนในผืนแผ่นดินนั้นๆ

คนหนึ่งคนไม่ได้มีอำนาจสูงสุดไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ทุกๆคนรวมกันในแผ่นดินถึงจะเป็นชาติ ชาติมีศักดิ์ศรีเป็นสถาบัน

เช่นเดียวกันกับสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันศาสนา

3 สถาบันนี้คืออธิปไตยในรัฐรวมกันเรียกว่า "รัฏฐาธิปัตย์"
12/4/57 โพสต์โดย Mr.X
12 จาก 12
อยากให้สุเทพประกาศสนับสนุนสมเด็จพระบรมขึ้นครองราชย์สืบทอดราชบัลลังค์ต่อไป  แต่สุเทพกล้าประกาศมั้ย
20/4/57 โพสต์โดย ฟัก อยู่แม้น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
คำสั่งของรัฐาธิปัตย์กับคำสั่งของโจรเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ประชาธิปัตธิ์ได้เบอร์ไรคับ
ทำไมปะชาธิปัตย์ชอบลงตลาด
ใครชอบประชาธิปปัตย์
สมมตินะครับ ถ้าประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญปี 40 แต่รัฐบาลเป็นรัฐบาลประชาธิปัตบริหารประเทศ ประเทศไทยจะสงบจิงรึป่าว
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู