หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
วิธีรักษาโรค ALS
โรคเบาหวาน | ยา 17/12/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 1
การบำบัดโรค ALS (Amyotrophic lateral sclerosis) ด้วย autologous stem cell

มนตรี โตโส (วท.บ.)

“มือของแม่ไม่ค่อยจะมีแรง หยิบจับอะไรก็ไม่ค่อยอยู่ ต่อจากนั้นสักพักแม่ก็เดินไม่ค่อยไหว ได้แต่นั่งหน้ายิ้ม อยู่บนรถเข็น กะทิไม่ค่อยจะรู้อะไรมากนัก รู้เพียงว่า แม่เป็นโรค ลู เกร์ลิกหรือ  ALS ชื่อที่ว่ามันแปลกแล้ว แต่มันกลับทำให้ แม่ของกระทิ ดูแปลกต่างไปมากกว่า”  หากท่านใดมีโอกาสได้สัมผัสกับบทประพันธ์ที่ได้รับรางวัลซีไรท์ “ ความสุขของกระทิ” อาจจะคุ้นกับอาการของโรคนี้ไม่มากก็น้อย หรือใครได้ติดตามข่าวการเสียชีวิตของ  ร.ต.อ.พเยาว์ พูนธรัตน์ วีรบุรุษนักกีฬาโอลิมปิคคนแรกของไทย ที่ได้จากไปก็เนื่องจากป่วยด้วยโรคALS นี้เช่นกัน  ไม่แปลกนักที่โรคALS จะไม่คุ้นหูหรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก ว่ามันคือโรคอะไรกัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า โรคดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยมากนัก

โรค ALS หรือโรค Amyotrophic lateral sclerosis หรือโรค ลู เกร์ลิก(มาจากชื่อของนักกีฬาเบสบอล ผู้ป่วยด้วยโรคนี้คนแรก) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ บริเวณแกนสมอง และไขสันหลัง  อาการของ ผู้ป่วยโรคALS คืออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งที่ต้นแขน , มือ  หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกเมื่อยล้า  ยกแขนไม่ขึ้น  หยิบจับของเล็กๆไม่ถนัด ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดโดยไม่พบสาเหตุ  ก่อนหน้าจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นเวลานาน   ผู้ป่วยอาจมีอาการกลืนลำบาก  สำลักง่าย หรือพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ  ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรง มีลักษณะฝ่อลีบ และกล้ามเนื้อหลายตำแหน่งอาจเต้นพลิ้วเป็นระยะตลอดวัน  ผู้ป่วยยังสามารถกลอกตาไปมา  และควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ จึงกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้  ผู้ป่วยจะไม่มีอาการชา  และมีสติสัมปชัญญะดีตลอดระยะเวลาที่เป็นโรคนี้

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ลำบากขึ้น ในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะสำลัก กลืนอาหารและน้ำไม่ได้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ผู้ป่วยโรคALS จะเสียชีวิตจาก ระบบการหายใจล้มเหลว  เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ทำงาน หรือจากการติดเชื้อในปอดเนื่องจากสำลักอาหารและน้ำ  ระยะเวลาโดยเฉลี่ย ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเสียชีวิต อาจกินเวลาตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี  อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคสั้นหรือยาวกว่านี้ได้  ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วได้แก่  ผู้ป่วยเพศหญิง เริ่มเป็นโรคเมื่ออายุมาก หรือมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย  และพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ

โรคALS พบน้อยมาก โดยพบได้เพียง 4 ถึง 6 ต่อประชากร 100,000 คน และโอกาสที่จะพบผู้ป่วยรายใหม่มีเพียง 1.5 ถึง 2.5 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นกับผู้ใหญ่วัยใดก็ได้ แต่จะพบบ่อยขึ้นตามอายุ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 65 ปี โดยมักเป็นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

สำหรับสาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคALS เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ป่วยราวร้อยละ 5  (โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อย) อาจมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว  สิ่งแวดล้อมหรือสารพิษบางชนิด อาจมีผลกับการเกิดโรคนี้ เนื่องจากพบว่าในบางพื้นที่ของโลก เช่นที่เกาะกวม พบโรคนี้มากกว่าที่อื่น นอกจากนั้นการศึกษาทางระบาดวิทยายังพบว่า นักกีฬาบางประเภท  โดยเฉพาะนักฟุตบอลอาชีพมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป  ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของโรคนี้อาจเกิดจาก กลไกภูมิคุ้มกันต่อตนเองผิดปกติ (Autoimmune disorder)  หรือเกิดจากกลไกอนุมูลอิสระ (Free radicals) ทำลายเซลล์ประสาทของตนเอง  ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลังเกิดจากสารสื่อนำกระแสประสาท (neurotransmitter) ที่เรียกว่ากลูตาเมต (glutamate)  กระตุ้นให้เกิดการทำลายเซลล์

แนวทางการรักษาโรคในปัจจุบันวิธีรักษาที่มีอยู่ คือ การให้ยาไรลูโซน Riluzole ซึ่งเป็นยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต้านสารกลูตาเมต เรียกว่า Glutamate pathway antagonist ชื่อการค้าคือ Rilutek ขนาดที่ใช้ 50 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง อย่างไรก็ตามยานี้มีราคาแพงมาก และใช้ได้แค่ยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปประมาณ 3-6 เดือนเท่านั้น  ยาอื่นที่มีการนำมาใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ creatine, human recombinant IGF-1 และ ciliary neurotrophic factor (CNTF) ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  ขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเกร็งกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อาจพิจารณาใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น baclofen และ tizanidine
ปัจจุบันได้มีความพยายามรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก คือการใช้เซลล์ต้นกำเนิด ในการบำบัดรักษา ซึ่งได้มีการค้นคว้าวิจัยขึ้นในหลายประเทศด้วยกัน
งานวิจัยของ Haluk Deda* และคณะจากมหาวิทยาลัย Marmara ประเทศตุรกี ได้ทำการศึกษา โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดแบบautologous ในผู้ป่วยโรค ALS โดยในการศึกษาครั้งนี้ ได้คัดเลือกผู้ป่วย ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็น ALS และมีการรักษาด้วยการรักษาปัจจุบันเต็มที่แล้ว รวมไปถึงมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่พบโรคแทรกซ้อน หลังจากนั้น ทำการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากBone marrow และทำการคัดแยกให้เหลือเฉพาะ Mononuclear cells (MNC) เพื่อที่จะนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป ในส่วนของการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดกลับเข้าไปในร่างการของผู้ป่วย ทำการฉีดกลับ สามตำแหน่งด้วยกัน คือ ฉีดเข้าในไขสันหลังโดยตรง, ฉีดเข้าบริเวณช่องน้ำเลี้ยงสมองที่เรียกว่าsubarachnoid space และ ฉีดเข้าทางเส้นเลือด แล้วติดตามผลตลอดระยะเวลา 1 ปี พบว่า ภายในหกเดือนแรก ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สองคน และภายในหนึ่งปี อาการของผู้ป่วยทั้งหมดดีขึ้นตามลำดับ โดยมีการยืนยันจากการตรวจด้วย เครื่องElectroneuromyography  (ENMG)อย่างไรก็ตามยังมีผู้ป่วยเสียชีวิตสามคน เนื่องจากผลของโรคติดเชื้อในปอดและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับ โรคALS มีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ คณะแพทย์ จากเม็กซิโก โดยการนำของ Dr. Hector R. Martinez **
ทำการศึกษา การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดลงในสมองส่วนหน้า (Frontal motor cortex)ในผู้ป่วยโรค ALS โดยในการคัดเลือกผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการครั้งนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มศึกษาการใช้เซลล์ต้นกำเนิดและกลุ่มควบคุม(ไม่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิด) ทั้งหมดได้รับการตรวจด้วยเครื่อง MRI รวมทั้งการรวบรวม ALS functional ratting score ทั้งก่อนเริ่มและหลังการศึกษาเพื่อทำการเปรียบเทียบ   กลุ่มศึกษาได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากกระแสโลหิต โดยการฉีด 300  ug ของ filgrastim เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดถูกสร้างขึ้นและออกมาอยู่ในกระแสโลหิต เป็นเวลาสามวัน  หลังจากนั้นทำการเก็บเอาเซลล์ต้นกำเนิด (Peripheral blood mononuclear cell) โดยเครื่อง leukapheresis   แล้วทำการคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิด(CD133+ )ไปทำการเพิ่มจำนวนให้ได้ตามที่ต้องการ ขั้นตอนเตรียมการฉีดกลับ ทำโดยนำเซลล์ต้นกำเนิดไปผสมรวมกับ cerebrospinal fluid (CSF) ที่ได้จากผู้ป่วยคนนั้นๆ จากนั้นทำการฉีดกลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย บริเวณของสมองส่วนหน้า (Frontal motor cortex) แล้วติดตามผลเป็นระยะเวลา 1 ปี  ผลเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม(ไม่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิด)  พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับเซลล์ต้นกำเนิด จะมีอัตราการรอดชีวิต สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิด

           นั่นแสดงให้เห็นว่าความพยายามในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก ที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิด เป็นอีกหนทางอีกหนึ่งความหวัง ที่นับรอวันได้มีโอกาสนำมาใช้ในการรักษาโรคALSได้ อย่างจริงจัง
Reference:
* H Deda ,MC Inci ,AE Kurekci ,et al. Treatment of amyotrophic lateral sclerosis patients by autologous bone marrow – dervived hematopoietic stem cell transplantation : a 1-year follow-up .Cytotherapy .2009;11:18-25.
**Hector R . Martinez , Maria T. Gonsalez Garza , et al. Stem cell transplantation into the frontal motor cortex in amyotrophic lateral sclerosis patients. Cytotherapy .2009;11:26-34.
17/12/53 โพสต์โดย ครูแก่
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ใครรู้วิธีการรักษาโรค Retinitis pigmentosa (จอประสาทตาเสื่อม) บ้าง ช่วยบอกหน่อย
วิธีรักษาโรคหูตึงด้วยตนเอง
แนะนำ โรงพยาบาลรักษาโรคไต
ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเรื่องสมุนไพรรักษาโรค
สมุนไพรไหนช่วยรักษาโรคงูสวัดได้คะ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู