หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ทำไม ฝาชี จึงเรียกกันว่าฝาชีครับ
มีที่มาที่ไปยังไงครับ ใครพอทราบบ้างมั้ยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับผม
อื่น 16/10/51 โพสต์โดย dtmadeaw3
คำตอบ
1 จาก 16
ก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะครับ
แต่ลองเรียกอย่างอื่นดูแล้วไม่เหมาะครับ
ฝาพระ  ฝาเณร  ฝาพรามณ์
ฟังดูแล้วไม่เหมาะครับ
ลงเอยที่ฝาชีเพราะกว่าครับ
16/10/51 โพสต์โดย MYHAILAND
2 จาก 16
เคยถามย่าเหมือนกันแต่ไม่ได้คำตอบ
16/10/51 โพสต์โดย chada
3 จาก 16
สงสัยอะไรกันนี่  เราไม่เคยสงสัยเลย  แต่จะสงสัยว่าวันนี้มีอะไรอยู่ในฝาชีมากกว่า
ฝาชี  เป็นคำที่ไทยยืมจากเขมร  (เลือดรักชาติแรงกล้าเลิกใช้คำนี้กันเลยมั้ย)    ในภาษาเขมรเรียกฝาชีว่า สาชี หรือ สาจี (สชีหรือสจี)     โดยเขมรยืมคำมาจากภาษาสันสกฤตอีกทีหนึ่ง ในสันสกกฤตมีคำว่า สาญจี  สาญชี  แปลว่า ครอบ  ที่ครอบ อย่างสถูปทรงสาญจี   ก็คือเจดีย์ทรงฝาครอบ  เมื่อไทยยืมเขมรมาใช้เรามีคำว่าฝาในภาษาไทยอยู่แล้ว สาชีในภาษาเขมรจึงกลายเป็น ฝาชีด้วยประการฉะนี้แล   นอกจากนี้ในภาษามลายูเรียกฝาชีว่า ตุดงสาจี  ตุดงภาษามลายูแปลว่า ฝา  ส่วนสาจี  มลายูก็ยืมคำจากสันสกฤตเช่นกัน  
แต่ขอโทษเถอะ  เลือดรักชาติแรงกล้า  ถ้าดูตามภาษามลายู  พอจะคิดว่าเรายืมคำ สาญชี จากสันสกฤตเองมาบวกกับคำว่าฝาของไทยเอง  โดยไม่ผ่านคนกลางได้มั้ยเนี่ย
ทีหลังอย่าถามอะไรยากๆแบบนี้อีกนะ  เหนื่อย
16/10/51 โพสต์โดย ป๊าป้า
4 จาก 16
หึหึ เรื่องแบบนี้ต้องถามคนแก่ รู้ดีที่สุด จริงไหมครับคุณป๊าป้า ; - P
16/10/51 โพสต์โดย Nate_1983
5 จาก 16
กรี๊ดดดด  ห้ามพูดคำหยาบ  ก็แค่จัดระเบียบตีนกาเท่านั้นเอ๊ง
16/10/51 โพสต์โดย ป๊าป้า
6 จาก 16
55555...ท่าน MYHAILAND เอาหยั่งงี้เลยนะครับ...555
ผมก็ไม่รู้หรอกครับ....เข้ามาดูคําตอบเหมือนกัน...555
แต่คําตอบของท่านป๊าป้าเข้าท่านะครับ...
อืมๆๆๆ
16/10/51 โพสต์โดย คันทรีแมน
7 จาก 16
แถมอีกนิดนึง  กันคนเข้ามาเถียง   สาญจี  ยังแปลว่า ยอดเขา  ได้อีกความหมายนึงด้วย
16/10/51 โพสต์โดย ป๊าป้า
8 จาก 16
ชี เป็นคำกริยา หมายความว่า กระจาย แผ่ออกไป เช่น ผู้ใหญ่บอกว่า ไปชีสำลีมาให้หน่อย สำลีแต่ก่อนม้วนเป็นกระบอกกลม ไปชีมา คือ ไปดึงมาปุยหนึ่ง
ดังนั้น ความหมายของฝาชี คือ สิ่งที่แผ่ครอบกับของ อาหารต่าง ๆ เพื่อป้องกัน
แมลงค่ะ (จะอย่างนั้นนะ)
16/10/51 โพสต์โดย เจ้าหญิง
9 จาก 16
ชี ตามคำที่คุณเจ้าหญิงอธิบายเป็นการอธิบายตามความหมายที่๓ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ไว้ที่แปลว่า"ทำสิ่งที่เป็นปุยฝ้ายอย่างสำลีหรือที่เป็นเส้นอย่างกลุ่มยาเส้นให้กระจายออก "ใช่มั้ยคะ  ถ้างั้นลองเปิดไปดูคำว่าฝาชี  จะเห็นว่าพจนานุกรมให้ความหมายว่า"เครื่องสานอย่างหนึ่ง  รูปคล้ายกรวย  สำหรับครอบสำรับคาวหวาน เป็นต้น"  ซึ่งจะเห็นว่าไม่ได้พูดถึงกริยาทำให้แผ่กระจายออกเลย  และจากข้อมูลทางวัฒนธรรมฝาชีทีใช้ในอดีตส่วนใหญ่ทำมาจากไผ่  หวาย  ตอก  สาน  ไม่มีที่ทำจากวัตถุดิบที่เป็นเส้นใย และทรงที่สานก็จะเป็นทรงคุ้ม ๆ ให้ครอบอาหารได้พอเหมาะไม่เกะกะ  ถ้าสานให้แผ่ออกจะเกะกะ ทีนี้ลองไปค้นดูพจนานุกรมของฉบับพระยาอนุมานราชธน  กับพจนานุกรมคำพ้องมลายูไทย  และพจนานุกรมคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทยเทียบดูนะคะ  จะเห็นว่ามีอธิบายคำว่าฝาชีไว้ค่ะ
16/10/51 โพสต์โดย ป๊าป้า
10 จาก 16
อันนี้ครับลองอ่านดู
นับย้อนหลังไปเมื่อ พ.ศ.2484  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ญี่ปุ่นได้ยกกองทัพเข้ามายังประเทศไทย  ซึ่งในขณะนั้นข้าพเจ้ายังไม่ได้เกิด  คุณแม่เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า  ในห้วงเวลาที่เกิดศึกสงคราม  จะเป็นห้วงเวลาที่เรียกว่าช่วง  ข้างยากหมากแพง  ลำบากทั่วทุกหย่อมหญ้า  มีการปล้นจี้  ฆ่าฟัน  แย่งชิงกัน  จนไม่มีใครกล้าออกไปทำมาหากิน  แต่ก็ยังมีบุคคลที่ไม่กลัวตายอยู่ประมาณ  6  คน  ที่รับอาสาไปหาข้าวปลาอาหารมาประทังชีวิตของคนในหมู่บ้าน  ซึ่ง 1 ในนี้มีปู่ของข้าพเจ้าอยู่ด้วย  และทั้ง 5 คนก็ได้รับการฝึกหัดจากปู่ของข้าพเจ้าเพราะในยามที่ยังไม่เกิดศึกสงคราม  เมื่อมีเวลาว่างปู่จะชักชวนพี่น้องและเพื่อนบ้านมาสอนให้ทำงานจักสาน  เอาไว้แลกกันใช้  โดยที่ปู่ใช้ใบตาลมาสานเป็นฝาชีสำหรับครอบกับข้าว  ใช้ฝาชีที่สานมาดัดแปลงเป็นหมวกกันแดดเวลาทำนา  วิธีย้อมใบตาลของปู่ก็จะใช้วิธีการทางธรรมชาติ  โดยการตากใบตาลแห้งและจักใบตาลเป็นเส้นเล็ก ๆ  เรียกว่า  "ตอก"  แล้วปู่จะเอาตอกใบตาลไปหมักกับดินเลนให้เป็นสีดำ  แล้วเอาไปแช่น้ำเปลือกของต้นโกงกาง  ซึ่งจะได้เป็นสีแสด  แล้วผึ่งให้ตอกแห้งหลังจากนั้นจึงเอาไปสานเป็นโครงของฝาชี  ทำเป็นตา  6  เหลี่ยม  แล้วเอาตอกที่ย้อมสีไว้แล้วมาสอดใหเป็นลายไทยที่เรียกว่า "ลายดอกพิกุล" หรือลายไทยอื่นๆ  ตามที่ต้องการแล้วสานเป็นฝาชี  หมวก  และเชือกจากทางตาล  อีกทั้งยังนำน้ำตาล เดินทางไปหมู่บ้านอื่นๆ  เพื่อจำหน่ายสินค้า  หรือแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของต่างๆ  ปู่กับทุกคนที่ไปด้วยกันจะออกไปแลกของครั้งละหลายๆ วัน  และก่อนที่จะออกจากบ้านปู่จะทำหุ่นคนหลอกไว้ที่หน้าบ้าน  หุ่นคนที่ปู่ทำขึ้นมาจะทำจากมะพร้าวที่ไม่มีเนื้อ (มะพร้าวทุย) ใช้ทำส่วนหัว  ส่วนตัวทำด้วยทางมะพร้าวและนำผ้ามาคลุมเพื่อทำเป็นเสื้อ  ใช้ฝาชีที่ทำจากใบตาลทำเป็นหมวก  พอตอนเช้ามืดให้เก็บหุ่นเข้าบ้าน  และพอตอนใกล้ค่ำก็ให้นำมาวางไว้  ให้เปลี่ยนที่ตั้งทุกวันไม่ให้ซ้ำกัน  เพื่อเป็นการป้องกันภัยจากสงคราม  ทำเช่นนี้จนสงครามยุติ
                 วันที่ปู่เสียใจมากที่สุด  คือวันที่พ่อของข้าพเจ้าเสียชีวิตด้วยโรคระบาดโดยไม่ทราบว่าเกิดจาก อะไร  รู้แต่ว่าเกิดเป็นเน่าเปื่อยทั่วทั้งตัว  ปู่เสียใจมากเพราะว่าปู่เป็นหมอคอยรักษาคนทั่วไปในหมู่บ้านในสมัยนั้น  แต่ไม่สามารถช่วยรักษาลูกของตนเองได้  ในวันที่พ่อของข้าพเจ้าเสียชีวิต  ข้าพเจ้าเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 10 วัน  และในวันที่ทำพิธีฌาปณกิจศพ  ปู่เอาฝาชีใบตาลมาปิดไว้ที่หน้าพ่อของข้าพเจ้าหนึ่งใบ (ซึ่งช้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร) และได้ตั้งชื่อให้ข้าพเจ้าว่า "พร" เพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง  มีกำลังที่จะต่อสู้กับอุปสรรค และประกอบการงานได้ต่อไป  เหมือนได้รับพรจากปู่   ปู่สั่งแม่และน้าของข้าพเจ้าว่า หากข้าพเจ้าโตขึ้นให้ช่วยสอนวิธีการทำและสานฝาชใบตาลีให้กับข้าพเจ้าให้จง ได้  เผื่อในภายภาคหน้าข้าพเจ้าจะได้ไม่ลำบากและขัดสนกับอาชีพที่ไม่รู้ว่า วันหนึ่งจะไปอยู่กันตรงไหน  และนับจากวันนั้นปู่ก็หายไปจากหมู่บ้าน... มาพบอีกครั้งปู่ก็ชรามากจนหลงๆ ลืมๆ และเสียชีวิตเมื่อปีพุทธศักราช 2513  ข้าพเจ้าได้รับวิชาจากการสอนให้สานฝาชี  จึงได้สานฝาชีครอบถาดข้าวพระ  ถวายข้าวพระพุทธรูปที่ตั้งหน้าศพของปู่ และถวายพระไว้เพื่อ สำหรับครอบสำรับกับข้าวอีกส่วนหนึ่ง              
                    นับแต่นั้นมา  ข้าพเจ้าก็ได้สืบทอดงานสานฝาชีจากใบตาล  และนวดแผนไทย  ช่วยเหลือผู้คนมาตลอด  ตามคำสั่งสอนของปู่  จนกระทั่งข้าพเจ้ามีครอบครัว  และย้ายไปอยู่กับสามีที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ข้าพเจ้าได้ถูกรับเชิญให้ไปสอนวิธีการทำและการสานฝาชีใบตาลที่ โรงเรียนในตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์  คือ โรงเรียนประจวบวิทยาลัย  ซึ่งในครั้งนั้นนับว่าเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ใช้วิชาความรู้ในการ สานฝาชีใบตาลมาสอนให้กับนักเรียน ณ โรงเรียนแห่งนั้น  จนปัจจุบันข้าพเจ้าได้เป็นวิทยากรฝึกสอนด้านวิชาชีพงานฝีมืออยู่ที่ โรงเรียนบ้านท่าฝาง  ในตำบลบ่อนอก  อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณกว่า  30 กิโล  ตอนนี้ใช้ชื่อว่า  "ที่ทำการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนโรงเรียนบ้านท่าฝาง"  โดยสอนทั้งงานสานจากใบตาลและการนวดแผนไทย  นอกจากนี้ยังสอนให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่ตำบลบ่อนอกอีกหนึ่งแห่ง คือ โรงเรียนบ้านหนองปุหลก  และทำการสอนการนวดแผนไทยให้กับกลุ่มแม่บ้านในระแวงนั้นๆ    อีกทั้งได้ทำการเผยแพร่งานสานที่งานส่งเสริมวัฒนธรรมไทย  ณ  ลานวัฒนธรรมและวิถีชุมชน ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จนได้คำแนะนำให้นำผลิตภัณฑ์จากใบตาลไปขอรับขึ้นทะเบียน  เป็นสินค้า "OTOP"  จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
16/10/51 โพสต์โดย น้องวุฒิน่ารัก
11 จาก 16
คุณน้องวุฒิฯคะ ข้อมูลน่าสนใจมากรบกวนขอข้อมูลเพิ่มด้วยค่ะ  ว่าอยู่ในหนังสืออะไรและเป็นประวัติของใคร
16/10/51 โพสต์โดย ป๊าป้า
12 จาก 16
ก็เพราะบนฝาม่ะมีผมซักเส้น

สมัยก่อนก็คงไม่ได้มีการผลิดฝาครอบอาหารที่ใช้พลาสติกผสมสีต่าง ๆ อย่างในปัจจุบัน

อาจจะใช้วัสดุจากธรรมชาติมาสาน ๆ แล้วมันคงเป็นสีครีม ๆ หรือขาว ๆ

เลยเรียก ฝาชีอะนะ

เดาแบบพยายามมีเหตุผลที่สุดละ

555
16/10/51 โพสต์โดย ao
13 จาก 16
โอเค้  เป็นเหตุผลที่ไร้เหตุผมนะ
16/10/51 โพสต์โดย ป๊าป้า
14 จาก 16
สรุปว่า
บาลีสัญกฤต(สาญชี)--->เขมร(สาชี)--->ไทย(ฝาชี)
18/10/51 โพสต์โดย ป2
15 จาก 16
ไม่เคยสงสัยเลยแฮะ พอเห็นคำถามก็เลยอยากรู้ขึ้นมาทันที
30/10/51 โพสต์โดย gigipapa
16 จาก 16
แหม รูปร่งหน้าตาอย่างนั้น จะเรียก ฝาพระ ก็กระไรอยู่ .....
30/10/51 โพสต์โดย mrsavebook
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ทำไมดินสอจึงมีสีดำ
ทำไมดอกมะลิจึงเป็นสื่อของวันแม่
ราชินีกล้วยไม้ เป็นชื่อเรียกของกล้วยไม้อะไร
เพราะเหตุใดรอยควั่นด้านบนของกิ่งตอนจึงออกรากมากกว่าด้านล่าง
ความบังเอิญจึงเกิดยางลบ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู