หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
สงครามในสมัย ธนบุรี-รัตนโกสินทร์ มีอะไรบ้างครับ
สงครามในสมัยกุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ มีอะรบ้างครับใครพอจำได้ช่วยบอกสักสงครามทีครับ
ประวัติศาสตร์ 12/7/54 โพสต์โดย zezza47
คำตอบ
1 จาก 2
ใหญ่ๆหลักๆก็จะมีสงคราม 9 ทัพ ของรัชกาลที่ 1 ในสามัยรัตนโกสินทร์นี่แหละครับผม

เป็นสงครามที่พม่ายกมาเพือ่จะมาตีเอากรุงเทพด้วยเก้าทัพใหญ่ แต่รัชกาลที่ 1 ใช้กลวิธีดักรอที่หน้าด่าน
ศัตรูเลยมาไม่ถึงเมืองใหญ่ และหัวเมืองชั้นใน เต็มที่แค่ เชียงใหม่ กับชายแดนด้านตะวันตก
6/8/54 โพสต์โดย Champster
2 จาก 2
สงครามในสมัยธนบุรี รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีดังนี้ครับ
พ.ศ. 2311 เริ่มปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จ ปราบชุมนุมเจ้าพิมายสำเร็จเป็นชุมนุมแรก
พ.ศ. 2312 ปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชสำเร็จ ยกทัพไปตีเขมรครั้งแรกแต่ไม่สำเร็จ
พ.ศ. 2314 ยกทัพไปตีเขมรครั้งที่ 2 และสามารถปราบเขมรไว้ในอำนาจ นายสวนมหาดเล็กแต่งโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี
พ.ศ. 2315 พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ
พ.ศ. 2316 รบชนะพม่าที่มาตีเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 ทำให้เกิดวีรกรรมพระยาพิชัยดาบหัก
พ.ศ. 2317 รบชนะพม่าที่บางแก้ว ราชบุรี พม่าถูกจับและเสียชีวิตไปมายมาก ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ได้สำเร็จ
พ.ศ. 2318 พม่ายกทัพใหญ่มาตีหัวเมืองเหนือแต่ไม่สำเร็จ ถูกจับเป็นเชลยหลายหมื่นคน
พ.ศ. 2319 พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ
พ.ศ. 2323 เกิดจลาจลในเขมร โปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระองค์เจ้าจุ๊ย ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อน หลวงสรวิชิต(หน) แต่งอิเหนาคำฉันท์
พ.ศ. 2324 ส่งทัพไปปราบจลาจลในเขมร

ส่วนสงครามสมัยรัตนโกสินทร์  แบ่งตามช่วงสมัยรัชกาลต่างๆ มีดังนี้ครับ
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่1
พ.ศ. ๒๓๒๘ ศึกเก้าทัพ (ศึกพระเจ้าปดุง)
พ.ศ. ๒๓๒๙ ศึกท่าดินแดง สามสบ
พ.ศ. ๒๓๓๐ คราวพม่าตีลำปางและป่าซาง
พ.ศ. ๒๓๓๐ ตีเมืองทวาย
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2
พ.ศ. 2352  สงครามกับพม่าที่เมืองถลาง
พ.ศ. 2354 โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพไทย ไประงับความวุ่นวายในกัมพูชา
สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3
พ.ศ. 2367 โปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพไทยไปช่วยอังกฤษรบพม่า
พ.ศ. 2369  เจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบ กำเนิดวีรกรรมท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพหน้าเป็นเจ้าพระราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายก
พ.ศ. 2376 ญวนเกิดกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้สำเร็จราชการไปรบกับญวน
พ.ศ. 2381 เกิดกบฏหวันหมาดหลี ที่หัวเมืองไทรบุรี
พ.ศ. 2392 กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศ บุนนาค) ปราบอั้งยี่ ที่ ฉะเชิงเทรา
พ.ศ. ๒๓๙๒ เมืองเชียงรุ้งเกิดเหตุยุ่งยาก เริ่มด้วยการแย่งชิงราชสมบัติกันระหว่างเจ้าศาลวันและเจ้าหน่อคำ ในที่สุดเจ้าศาลวันได้เป็นเจ้าเมือง ในขณะนั้นพม่าแพ้สงครามอังกฤษต้องเสียค่าปรับ จึงรีดเงินจากพวกเมืองขึ้น (เชียงรุ้งเป็นเมืองขึ้นของไทยใหญ่ขึ้นกับเชียงตุง เดี่ยวนี้เชียงรุ้งอยู่ในจีน เชียงตุงอยู่ในพม่า) เมื่อเจ้าศาลวันจะต้องหาเงินให้พม่าจึงหาทางรีดเงินจากพวกราษฎร ซึ่งเป็นการเดือดร้อนมากเป็นเหตุให้เกิดการกบฎ บ้างหนีมาพึ่งไทยจึงโปรดให้รับไว้และยกทัพหัวเมืองเหนือไปตีเมืองเชียงตุง
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงมีพระราชดำริว่าที่พม่ามีอำนาจเหนือเมืองเชียงรุ้ง ก็เพราะได้อาศัยเมืองเชียงตุงอันเป็นเมืองใหญ่ขึ้นต่อพม่า ถ้าไทยตีเมืองเชียงตุงได้ก็จะเป็นการตัดกำลังพม่ามิให้มีอำนาจเหนือเมืองเชียงรุ้งอีกต่อไป จึงโปรด ฯ ให้เกณฑ์กองทัพเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ไปตีเมืองเชียงตุง แต่ตีไม่ทันสำเร็จพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จสวรรคตเสียก่อน
สมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4
พ.ศ. ๒๓๙๕ พวกเมืองเชียงรุ้งขอสวามิภักดิ์ต่อไทย ไทยจึงมีโอกาสไปตีเชียงตุง
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ไทยยกทัพไปตีเมืองเชียงตุงสองครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๕ ทรงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท เป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยายมราช (นุช) เป็นทัพหน้า ยกไปตีเมืองเชียงตุงแต่ไม่สำเร็จด้วยภูมิประเทศเมืองเชียงตุงเต็มไปด้วยห้วยมีภูเขาล้อมรอบ การลำเลียงส่งเสบียงเป็นไปด้วยความยากลำบากทั้งกันดารน้ำ กรมหลวงวงศาธิราชจึงรับสั่งให้ถอยทัพกลับ และครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ครั้งนี้กองทัพไทยประสบความยากลำบากยิ่งกว่าครั้งแรกเพราะไปประจวบกับฤดูฝน ไพร่พลเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก แต่กองทัพไทยมิได้เสียกำลังใจออกทำการรบพุ่งกับพวกเชียงตุงเป็นหลายครั้งได้ชัยชนะทุกครั้ง ไทยตั้งค่ายล้อมเชียงตุงอยู่ ๒๑ วัน ขัดสนเสบียงอาหารเห็นว่าจะตีไม่สำเร็จจึงยกทัพกลับ นับแต่นั้นต่อมาก็ไม่มีเหตุการณ์ใทยรบกับพม่าอีกเลย จนกระทั่งพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5
การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410
ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ
ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก
ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม
ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)
ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด
รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร
และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450
การเสียดินแดนให้อังกฤษ
เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 (นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6
พ.ศ.2460  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียเป็นผู้นำ พร้อมทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสมรภูมิยุโรปด้วย ผลของสงครามประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัยชนะ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ในการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สนธิสัญญาจำกัดอำนาจการเก็บภาษีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สนธิสัญญาจำกัดอำนาจกลางประเทศไทย
และมีกบฏเกิดขึ้นเพียงเล้กน้อยเช่น กบฏ ร.ศ.130ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ก็แตกพ่ายไป
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7
ไม่ปรากฎว่ามีสงครามแต่ประการใดครับ มีแต่เพียงการปฏิรูปการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข และมีกบฏเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย
สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่8
สงครามโลกครั้งที่ 2
ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เรือดำน้ำ 4 ลำ คือ ร.ล.มัจฉาณุ ร.ล.วิรุฬจำบัง ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล ซึ่งไทยได้จ้างญี่ปุ่นสร้างขึ้นเพื่อใช้พิทักษ์เขตแดนฝั่งทะเลก็เดินทางมาถึงไทย
สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 8 (ขณะนั้นเสด็จประทับอยู่ในประเทศสวิส) หลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อเริ่มสงครามนั้นไทยประกาศตนเป็นกลาง แต่ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ญี่ปุ่นนำเรือรบบุกขึ้นชายทะเลภาคใต้ของไทยโดยไม่ทันรู้ตัว รัฐบาลต้องยอมให้ญี่ปุ่นผ่าน ทำพิธีเคารพเอกราชกันและกัน
ในต้นปี 2485 กองทัพอากาศสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ นากาจีมา กิ-27 (Nakajima Ki-27b Nate) จากญี่ปุ่น จำนวน 12 เครื่อง เครื่องบินของไทยผลิตที่โรงงานแมนซึ (Mantsyu Hikoki Seizo) ในเมืองฮารบิน แมนจูเรีย ได้รับการตั้งชื่อว่าเครื่องบินแบบ 15 หรือชื่อปัจจุบัน บ.ข.12 (เครื่องบินขับไล่แบบที่ 12) ทหารอากาศนิยมเรียกชื่อเล่นว่า “โอตะ” ตามชื่อเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทนากาจิมา
ต่อมาวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกา แต่ทูตไทยในสหรัฐอเมริกา คือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ ผู้แทนไทยในอังกฤษไม่ยอมรับทราบในการกระทำของรัฐบาล จึงได้ร่วมมือกันตั้งเสรีไทยขึ้นติดต่อกับ นายปรีดี พนมยงค์ ในเมืองไทย เมื่อสงครามสงบในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยประกาศสงครามเป็นโมฆะ ซึ่งสหรัฐอเมริการับรอง ต่อมาไทยได้เจรจาเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 และกับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 พศจิกายน พ.ศ. 2489
ความมุ่งหวังที่ญี่ปุ่นจะอาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังพม่าเพพื่อยึดครองอินเดีย ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นเหนือแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเริ่มสร้างทางรถไฟสายมรณะในเดือนกันยายน พ.ศ. 2485 ทั้งคนงานและเชลยศึกจำนวนหมื่นถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟยาว 415 กิโลเมตร ต้องโหมทำงานตลอดวันตลอดคืน บุกเบิกเข้าไปในป่ากว้างที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและโรคภัย คนงานและเชลยศึกเหล่านั้นมีทั้งพม่า ชวา มลายู อังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ ต้องประสบความทุกข์ทรมาน เจ็บปวดล้มตายเป็นจำนวนมาก ทางรถไฟพังทลายเพราะน้ำเซาะคันดินและสะพานข้ามแม่น้ำแควถูกระเบิดครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 กองทัพญี่ปุ่นจึงได้ทำพิธีเปิดทางรถไฟสายนี้อย่างเป็นทางการ
ในระหว่างสงคราม กรุงเทพ ฯ ต้องเผชิญกับการทิ้งระเบิดของข้าศึก สถานที่จุดยุทธศาสตร์ถูกทิ้งระเบิด เช่น สะพานพระราม 6 หัวลำโพง เขตถนนสี่พระยา สุริวงค์ และสีลม โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสน ถูกระเบิดเสียหายมากจนใช้การไม่ได้ รถราง ไฟฟ้า และน้ำประปาหยุดหมด ประชาชน ประสบความทุกข์ยากเพราะการอพยพหนีภัยสงครามและต้องต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เครื่องอุปโภค บริโภค ตลอดจนยารักษาโรคราคาแพงมาก
พ.ศ. 2485 ไทยต้องเข้าร่วมสงครามมหาเอเชียบูรพา มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มผลผลิตด้านอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องสินค้าขาดแคลน จึงตั้งกระทรวงอุตสาหกรรม และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเศรษฐการเป็นกระทรวงพาณิชย์
สาเหตุที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุเพราะเรามีกำลังน้อยเมื่อญี่ปุ่นบุกจึงไม่สามารถต่อต้านได้ และเพื่อป้องกันมิให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ผลของสงคราม คือ
1. ไทยต้องส่งทหารไปช่วยญี่ปุ่นรบ
2. ได้ดินแดนเชียงตุง และสี่จังหวัดภาคใต้ที่ต้องเสียแก่อังกฤษกลับมา แต่ต้องคืนให้เจ้าของเมื่อสงครามสงบลง
3. เกิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งให้พ้นจากการยึดครอง
4. ไทยได้รับเกียรติเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

ศึกอินโดจีน พ.ศ. 2483
ใน พ.ศ. 2482 ฝรั่งเศสขอทำสัญญากติกาไม่รุกรานกัน และรับรองจะปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนกับไทยให้เรียบร้อย
ไทยได้ทำสัญญากับฝรั่งเศส 3 ข้อ คือ
1. ขอให้ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทยกับอินโดจีน
2. ขอให้ปรับปรุงเส้นเขตแดนใหม่ให้ยุติธรรม ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศโดยให้ใช้ร่องน้ำลึกเป็นเส้นกั้น
3. ถ้าฝรั่งเศสได้ครอบครองอินโดจีนซึ่งเป็นดินแดนญวนแล้ว ไทยขอสิทธิปกครองเขมรและลาวต่อไป
สัญญาทั้ง 3 ข้อนี้ ฝรั่งเศสปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตาม แต่กลับลำเลียงทหารอาวุธมาประชิดแดนไทย-อินโดจีน และละเมิดอธิปไตยของไทยด้วยการส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่นครพนม ฉะนั้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 ไทยจัดส่งทหารบกและเรือเข้าทำสงครามอินโดจีน มีหลวงพรหมโยธี เป็นแม่ทัพบูรพา และหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต เป็นแม่ทัพอีสาน
การรบยังไม่ถึงขั้นแตกหัก ญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยโดยเชิญผู้แทนประเทศคู่สงครามไปทำสัญญาสงบศึกที่เมืองไซ่ง่อน และตกลงทำสัญญาสันติภาพที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ผลขของการตกลงนั้น ไทยได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงคืนมา 4 เมือง คือ เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์ และศรีโสภณ แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยยอมคืนดินแดนต่าง ๆ ให้แก่ฝรั่งเศส
20/8/54 โพสต์โดย ม้านิลมังกร
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ทำไมพม่ากับไทยไม่ทำสงครามกันอีกเลยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
21 เมษายน วันสถาปนา กรุงเทพมหานคร
อาณาจักรไทยมีกี่อาณาจักร
วรรณคดีวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีอะไรบ้าง
แผนที่ประเทศไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นอย่างไร
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู