หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
โรคติดต่อทางพันธุ์กรรม
ช่วยหาหน่อยนะด่วน
"โรคภัยไข้เจ็บ" 31/10/51 โพสต์โดย nofa
คำตอบ
1 จาก 10
1.โครโมโซมร่างกายผิดปกติ
2.โครโมโซมเพศผิดปกติ
มีสองลักษณะทีว่าี่ล่ะครับ แต่ถ้าอยากจะได้รายละเอยดว่าแต่ละชนิดมีโรคอะไรบ้าง ยาวแน่ๆ เยอะโคตร ลองหาดูใน wiki น่าจะมีนะครับ
31/10/51 โพสต์โดย gigipapa
2 จาก 10
โรคทางพันธุกรรมแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
1. ถ่ายทอดบน Autosome แบ่งออกเป็น
ลักษณะด้อยได้แก่ นิ้วเกิน ท้าวแสนปม โรรคสังข์ทอง
ลักษณะด้อยได้แก่ ธาลัสซีเมีย ผิวเผือก เลือดกรุ๊ป 0 เม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว
2.ลักษณะที่ถ่ายทอดบน Sexchromosome คือ
-ยีนส์ X ลักษณะเด่นคือนิ้วก้ามปู
ลักษณะด้อยคือฮีโมฟีเลีย แขนขาลีบ ตาบอดสี
-ยีนส์ Y คือขนที่หู
โรคพันธุกรรม มีทั้งหมด

Achromatopsia
Acid Maltase Deficiency
Adrenoleukodystrophy
Aicardi Syndrome
Alpha-1 Antitrypsin Deficiency
Androgen Insensitivity Syndrome
Apert Syndrome
Arrhythmogenic Right Ventricular Dysplasia
Ataxia Telangiectasia
Blue Rubber Bleb Nevus Syndrome
Canavan Disease
Cri Du Chat Syndrome
Cystic Fibrosis
Dercum's Disease
Fanconi Anemia
Fibrodysplasia Ossificans Progressiva
Fragile X Syndrome
Galactosemia
Gaucher Disease
Hemochromatosis
Hemophilia
Huntington's Disease
Hurler Syndrome
Hypophosphatasia
Klinefelter Syndrome
Krabbes Disease
Langer-Giedion Syndrome
Leukodystrophy
Long QT Syndrome
Marfan Syndrome
Moebius Syndrome
Mucopolysaccharidosis (MPS)
Nail Patella Syndrome
Nephrogenic Diabetes Insipidus
Neurofibromatosis
Niemann-Pick Disease
Osteogenesis Imperfecta
Porphyria
Prader-Willi Syndrome
Progeria
Proteus Syndrome
Retinoblastoma
Rett Syndrome
Rubinstein-Taybi Syndrome
Sanfilippo Syndrome
Shwachman Syndrome
Sickle Cell Disease
Smith-Magenis Syndrome
Stickler Syndrome
Tay-Sachs
Thrombocytopenia Absent Radius (TAR) Syndrome
Treacher Collins Syndrome
Trisomy
Tuberous Sclerosis
Turner's Syndrome
Urea Cycle Disorder
von Hippel-Lindau Disease
Waardenburg Syndrome
Williams Syndrome
Wilson's Disease
----------------------------------------------------------------------------
โรคทางพันธุกรรม
1.โครโมโซมร่างกาย เช่น
1.1 Down Syndrome คือ โครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา 1 แท่ง เรียกว่า trisomy 21 ผู้ป่วยมักมีไอคิว 20-50
1.2 Edward Syndrome คือ trisomy 18 มักเกิดในเพศหญิง และมีอายุไม่เกิน 1 ปี
1.3 Patau Syndrome คือ trisomy 13 มักมีอายุไม่เกิน 1 ปี
1.4 Cri Cu Chat Syndrome (Cat cry syndrome) คือ ขาดแขนข้างสั้นของโครโมโซมคู่ที่ 5 ผู้ป่วยจะมีเสียงร้องเหมือนลูกแมว พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ปัญญาอ่อนมาก
2.โครโมโซมเพศ
2.1 Klinefelter syndrome คือ โครโมโซม x เกินมา 1 แท่ง เป็น xxy (47 แท่ง) ผู้ป่วยจะมีอัญฑะเล็ก มีเต้านม (ชาย)
2.2 Turner syndrome คือ โครโมโซม x หายไป 1 แท่ง เป็น xo(45 แท่ง) ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นหมัน
2.3 Triple x syndrome คือ โครโมโซม x เกินมา 1 แท่ง เป็น xxx (47 แท่ง) ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นหมัน เจริญไม่เต็มที่ ไม่มีประจำเดือน
2.4 Double y syndrome โครโมโซม y เกินมา 1 แท่ง เป็น xyy (47 แท่ง) เป็นชายที่ร่างกายปกติ แต่เป็นหมันและมีอารมณ์ฉุนเฉียว พบมากในนักโทษคดีข่มขืน
-----------------------------------------------------------------------------------------------
โรคทางพันธุกรรม หมายถึง โรคที่มีความผิดปกติขององค์ประกอบของจีน และโครโมโซม ซึ่งจีนและโครโมโซมนี้เป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะทำให้เกิดการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์จากพ่อแม่สู่ ลูกโดยตรง
---------------------------------------------------------------------------------
ชนิดของโรคทางพันธุกรรม โรคทางพันธุกรรม จำแนกได้ 3 ชนิด คือ
1. โรคทางพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติในการแบ่งตัวของโครโมโซม ขณะกำลังเกิดการปฏิสนธิ หรือขณะที่ไข่และอสุจิผสมกันเป็นตัวอ่อนแล้ว
2. โรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติในการเรียงตัวของโครโมโซม
3. โรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติในการแยกคู่ของโครโมโซมในระหว่างการแบ่งตัว
---------------------------------------------------------------------------------
1. โรคทาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของสารสีแดงในเม็ดเลือด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการโลหิตจางเรื้อรัง
จากความปกติของโกลบินทำให้สามารถแบ่งแยกประเภทของโรคทาลัสซีเมียได้ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ
1.1 แอลฟาทาลัสซีเมีย เป็นโรคธารัสซีเมียที่เกิดจากการสร้างสร้างโกลบินสายแอลฟา ลดน้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย (ชนิดนี้พบมากที่สุดในประเทศไทย)
1.2 เบตาทาลัสซีเมีย เป็นโรคธารัสซีเมียที่เกิดจากการสร้างสร้างโกลบินสายบีตา ลดน้อยลง หรือไม่มีการสร้างเลย
1.3 แอลฟา-เบตาทาลัสซีเมีย เกิดจากความบกพร่องของเส้นกรดอะมีโนแอลฟาและเบตา
การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นทาลัสซีเมีย
ผู้ที่เป็นพาหะ จะมีสุขภาพเหมือนกับคนปกติทั่วไป ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใด ๆ นอกจากควรระวัง
ก่อน การมีบุตร ซึ่งถ้าคู่ครองปกติลูกที่คลอดออกมาจะเป็นพาหะทั้งหมด และถ้าคู่ครองเป็นพาหะ
เหมือนกันลูกที่คลอด มาจะมีโอกาส เป็นโรคธารัสซีเมีย 1 ใน 4 แต่ถ้าคู่ครองเป็นโรค ลูกที่คลอดมา
จะมีโอกาสเป็นโรค 2 ใน 4
ส่วนผู้ที่มีอาการต้องคอยระวังไม่ให้ร่างกาย อ่อนแอหรือมีไข้สูงเพราะจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย
ต้องรับประทาน อาหารที่ช่วยสร้างเม็ดเลือด และหลีกเลี่ยง อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาเพิ่มเม็ดเลือด
ที่มีธาตุเหล็ก
สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าต้องทำการรักษาให้หายขาดหรือไม่
โดยการรักษาให้หายขาดจะ ทำได้ 2 วิธี คือ การปลูกถ่ายไขสันหลัง และการปลูกถ่ายจากเลือดสายสะดือ
การรักษาจะต้องทำกับผู้ป่วยที่มีอายุ และน้ำหนักน้อย และจะต้องตรวจสอบการต่อต้านเม็ดเลือดขาว
เสียก่อน
การรักษาให้หายขาดจะทำได้แต่ความผิดปกติทางยีนยังคงอยู่เหมือนเดิม และค่ารักษาพยาบาลจะสูงมาก
เบื้องต้น เริ่มตั้งแต่ 1000,000-400,000 บาท และสถานที่รักษาพยาบาลมีอยู่น้อยมาก จะมีเพียง
โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเท่านั้นเพราะจะมีเครื่องมือในการสอนนักศึกษา

2. โรคฮีโมฟีเลีย มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แบบ X-linked
(มีความผิดปกติที่โครโมโซม X) เช่นเดียวกับภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี ดังนั้นจึงพบว่า
มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่เป็นโรคนี้ ผู้หญิงจะมีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ซึ่งไม่แสดงออกแต่สามารถ
ถ่ายทอดไปให้ลูกหลาน ผู้หญิงส่วนน้อยมากที่อาจมีอาการของโรคนี้ แต่ จะต้องมีทั้งพ่อและแม่
ที่มีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ทั้งคู่
อาการของฮีโมฟิเลีย
ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกง่ายเป็น ๆ หาย ๆ มาตั้งแต่เด็ก มักจะเริ่มมีอาการ
เมื่อเด็กเริ่มเคลื่อนไหวด้วยตนเอง (หลังอายุ 6 เดือนขึ้นไป) มักจะออกเป็น
เป็นจ้ำใหญ่ (ไม่เป็นจุดแดง) หรือออกเป็นก้อนนูน โดยมักเกิดจากการกระทบ
กระแทกเล็ก ๆ น้อย ๆ
บางคนอาจมีบาดแผล (เช่น มีดบาด) และมีเลือดออกนาน และหยุดยาก
บางคนอาจมีเลือดออกในกล้ามเนื้อ จนซีดและช็อก
บางคนอาจมีเลือดออกโดยเกิดขึ้นเองก็ได้ ที่มีอันตรายร้ายแรง คือ อาจมี
เลือดออกเองในข้อ (ที่พบได้แก่ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า) ทำให้มีอาการ
ปวดบวม แดง ร้อน คล้ายข้ออักเสบ หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ข้อติด
แข็งพิการได้
ถ้ามีเลือดออกในกล้ามเนื้อของคอหรือกล่องเสียง ทำให้กดหลอดลม อาจมี
อันตรายถึงตายได้ ถ้ามีเลือดออกในสมอง อาจทำให้ผู้ป่วยตายได้

3. โรคดาว์นซินโดรม เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เด็กจะมีอาการปัญญาอ่อน และหน้าตาดูแปลกไปจากปกติ มักพบในเด็กที่แม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปี

4. โรคท้าวแสนปม (neurofibromatosis) เป็นโรคผิวหนังเป็นปม เป็นติ่งงอกตามตัวเต็มไปหมดนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ แสน ปม จึงเป็นที่มาของชื่อโรคนี้ โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมถ่ายทอดไปโดยยีนเด่น หลายความว่าคนเป็นโรคนี้จะมีลักษณะของยีนที่เป็น homoygous dominant และ heterozygous ที่จะแสดงอาการของโรคนี้
ลักษณะผิวหนังจะพบว่ามีติ่งผิวหนัง มีปมมีตุ่มเต็มไปทั่วร่างกายจำนวนร้อย ๆ ขนาด ติ่งมีตั้งแต่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวไปจนถึงก้อนเนื้อใหญ่ ๆ น้ำหนักอาจหนักถึง 2-3 กิโลกรัมก็มี ส่วนหนึ่งที่ไม่มีติ่งงอกขึ้นมา อาจมีสีเข้มขึ้นเป็นหย่อม ๆ ขนาด 2 - 5 เซนติเมตร และมีลักษณะเป็นรูปไข่ บางหย่อมมีสีเข้มมากจนกลายเป็นปานดำและมีขนขึ้นมาเต็มแดงบริเวณรักแร้จะพบ จุดดำ ๆ คล้ายตกกระไปหมด ติ่งหรือปมผิวหนังนี้ปกติมักจะไม่แสดงอะไรนอกจากมีขนาดโตขึ้นทุกวัน แต่บางรายเจ้าที่นิ่ม ๆ นี้อาจกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นมีอยู่แค่ 2 - 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โรคนี้นอกจากพบความผิดปกติที่ระบบผิวหนังแล้ว ยังมีความผิดปกติที่ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมไร้ท่อ แลระบบกระดูก
ความผิดปกติอาจพบที่ต่อมไร้ท่อ เช่น ทำให้มือเท้าโตเท่าใบพาย รูปร่างเตี้ย แคระแกร็น ระบบกระดูกอาจเกิดการผุกร่อน ทำให้เกิดอาการหลังค่อม หรือบางครั้งกระดูกถึงกับหักได้ บางรายเป็นโรคปัญญาอ่อน เป็นโรคชัก เป็นเนื้องอกในสมอง

5. ตาบอดสีเป็นอาการที่ตาของผู้ป่วย แปรผลแปรภาพสีผิดไปจากผู้อื่นที่เป็นตาปกติ อาการเหล่านี้มีเรื่องของกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับเด็กผู้ชาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากมารดาเป็นส่วนใหญ่

คนที่ตาบอดสีมักจะแยกสีแดงและสีเขียวค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่แสงไม่สว่างนัก ส่วนน้อยลงมาของคนที่มีตาบอดสี คือพวกที่ไม่สามารถแยกสีน้ำเงินฟ้ากับสีเหลือง จะมีบ้างเหมือนกันที่เป็นโรคตาบอดสีทุกสีเลย แต่เป็นส่วนน้อยมาก

การที่คนใดคนหนึ่งเกิดตาบอดสีขึ้น คนๆ นี้ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนปกติทั่วๆ ไปได้ เพียงแต่การแปรผลผิดไปจากความจริงเท่านั้น ถ้าตาบอดสีไม่มากนักสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้แว่นตา ทั้งนี้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ ซึ่งจะตรวจเช็คสายตาและให้คำแนะนำในการปรับตัว ตลอดจนแนวทางในการรักษาต่อไปค่ะ

6. โรคคริดูชาต์ Cri du chat syndrome (Cat cry syndrome) เกิดจากการขาดหายไปของแขนข้างสั้นของโครโมโซมคู่ที่ 5 (p5 deletion) พบในทารกเพศหญิงมากกว่าชาย ลักษณะศรีษะเล็ก หน้ากลม ตาทั้งสองข้างอยู่ห่างกัน ปัญญาอ่อนมาก ลักษณะที่สำคัญคือมีเสียงร้องสูงคล้ายเสียงลูกแมว

7. Turner Syndrome เป็นกลุ่มอาการที่มีจำนวนโครโมโซม 45 แท่งเพราะโครโมโซม X หายไป 1 แท่ง (monosomic = 2n-1) เป็นการเพิ่มหรือขาดหายไปของจำนวนแท่งของโครโมโซม ลักษณะของผู้ที่มีอาการดังนี้ค่ะ มีรูปร่างเตี้ยแคระ ใบหูต่ำ ลำคอมีปีกยื่นออกไปทางด้านข้างเป็นหมันไม่มีรอบเดือน หน้าอกเล็กเหมือนเด็กค่ะ

8. 1.XYY syndrome มีลักษณะ genotype เป็น XYY เรียกว่า "super-males" ลักษณะทั่วไปปกติ ความสูงมากกว่า 6 ฟุต ระดับฮอร์โมนเพศชาย testosterone ในเลือดสูงกว่าปกติ บางคนมีปัญหาเรื่องสิวที่ใบหน้าอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นหมันและไม่สามารถมีบุตรได้ค่ะ

9. โรคคนเผือก (ALBINOS) คือคนที่ไม่มีเม็ดสีที่ผิวหนัง ( เมลานิน ) เช่น คนที่มีผมสีขาว ตาสีอ่อนและผิวซีดที่มีสีปรากฏจากเส้นเลือดเท่านั้น

เมลานิน (MELANIN) คือเม็ดสีที่สำคัญที่สุดของผิวหนังชื่อ ซึ่งมีสีน้ำตาลปรากฏอยู่ในเซลล์ของผิวหนัง ความเข้มข้นของเมลานินที่ผิวหนังของ คนๆ หนึ่งขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่ก็เปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณแสง ที่มาสัมผัสกับผิวหนังของคน ๆ นั้น

อาการของคนผิวเผือกโดยทั่วไปเหมือนคนปกติค่ะ เพียงแต่มีลักษณะภายนอกที่สังเกตได้คือนคนผิวเผือก (ALBINOS) จะไม่มีเม็ดสีที่บริเวณผิวหนัง เพราะร่างกายจะขาดเม็ดสีชื่อ เมลานิน (meianin) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ปรากฏอยู่ในเส้นผม ผิวหนัง และตาตามปกติ ในเมื่อคนผิวเผือกขาดเม็ดสีดังกล่าวเส้นผมจึงมีสีขาว ผิวขาว และตาจะมีสีชมพูหรือแดง เป็นลักษณะเฉพาะของคนกลุ่มดังกล่าวค่ะ ปัจจุบันก็มีคนเป็นบ้างในส่วนของสถิตินั้นไม่มีข้อมูลแน่ชัดค่ะ

10. เบาหวาน (Diabetes mellitus) เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่าง เหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของ ฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
11. โรคพาร์กินสัน...อาการสั่นที่รักษาได้

โรคพาร์กินสันในอดีตคนไทยน้อยคนที่จะรู้จักโรคนี้ ในยุคปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าเดิมมาก ดังนั้นโรคในผู้สูงอายุต่างๆ จึงพบบ่อยขึ้นมากในคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงทางระบบประสาทอย่างโรคพาร์กินสันนี้


โรคพาร์กินสัน คือโรคอะไร ?
โรคพาร์กินสันนี้เป็นโรคที่รู้จักกันครั้งแรกในวงการแพทย์ในปี พ.ศ.2360 หรือเกือบ 200 ปีมาแล้ว โดยนายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ เป็นผู้รายงานโรคพาร์กินสันเป็นคนแรก โรคนี้ส่วนมากจะเป็นในผู้สูงอายุ (อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป) ทำให้มีอาการทางระบบประสาทที่เด่นชัด 3 ประการ ได้แก่
- อาการสั่น
- อาการเกร็ง
- อาการเคลื่อนไหวช้า

ในอดีตโรคนี้รักษาไม่ได้ และทำให้มีอาการเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเคลื่อนไหวไม่ได้เลยต้องนอนอยู่กับเตียงตลอด จนในที่สุดก็จะเสียชีวิตเพราะโรคแทรกซ้อน ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้สามารถรักษาโรคนี้ได้อย่างดี ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันดีขึ้นมาก


ความผิดปกติในสมองคือเหตุแห่งโรคพาร์กินสัน
ในอดีตแพทย์เข้าใจว่าโรคพาร์กินสันนี้มีความผิดปกติที่ไขสันหลัง แต่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแน่นอนแล้วว่าพยาธิสภาพของโรคนี้เกิดขึ้นที่ใน ส่วนลึกๆ ของตัวสมองเอง หรือบกพร่องในหน้าที่ในการปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า โดปามีน จึงทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวช้า เกร็ง และสั่นเกิดขึ้นตามลำดับ ดังนั้นในปัจจุบันการรักษาโรคนี้จึงหวังมุ่งให้สมองมีระดับโดมามีนกลับสู่ ค่าปกติ ซึ่งอาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือผ่าตัดสมอง


สาเหตุของโรคพาร์กินสันมีอะไรบ้าง ?
โรคพาร์กินสันอาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ มากมาย ได้แก่

ความชราภาพของสมอง ทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีนมีจำนวนลดลง เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะแน่นอน มักพบในผู้ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป และพบได้บ่อยพอๆ กันในผู้ชายและผู้หญิง ไม่มีใครทราบว่าในอนาคตใครจะเกิดโรคนี้บ้างในช่วงวัยชรา แต่จากสถิติอุบัติการณ์เกิดโรคนี้ในต่างประเทศจะพบราว 1-5 % ในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี สำหรับประเทศไทยเรายังไม่ทราบสถิติของโรคนี้

ยากล่อมประสาทหลัก หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน ซึ่งผู้ป่วยโรคทางจิตเวชจำเป็นต้องได้ยากลุ่มนี้ เพื่อควบคุมอาการคลุ้มคลั่ง เพ้อหรือสับสน ยากลุ่มนี้ในอดีตใช้กันมาก ในปัจจุบันยานอนหลับรุ่นหลังๆ ปลอดภัยกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน

ยาลดความดันโลหิตสูง ในอดีตมียาลดความดันโลหิตที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ทำให้สมอง ลดการสร้างสารโดปามีน จึงเกิดโรคพาร์กินสันได้ อย่างไรก็ตามยาควบคุมความดันโลหิตสูงในระยะหลังๆ ส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่มีผลต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันอีกต่อไป

หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีน มีจำนวนน้อยหรือหมดไป

สารพิษทำลายสมอง ได้แก่ พิษสารแมงกานีสในโรงงาน พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซค์ ซึ่งสามารถทำให้เซลล์สมองเสื่อมและเกิดโรคพาร์กินสันได้

สมองขาดออกซิเจน ในผู้จมน้ำ ถูกบีบคอ หรือมีการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร เป็นต้น

อุบัติเหตุศีรษะถูกกระทบกระเทือน หรือกระแทกบ่อยๆ เช่น อุบัติเหตุรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ นักมวยที่ถูกชกศีรษะบ่อยๆ จนเป็นโรคเมาหมัด เช่น โมฮัมหมัด อาลี เป็นต้น

การอักเสบของสมองเอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้

โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ที่มีโรคตับพิการร่วมกันโรคสมอง เนื่องจากมีธาตุ ทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา


อาการของโรคพาร์กินสันมีอะไรบ้าง ?
คนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการแสดงมากน้อยแตกต่างกันได้มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา นอกจากมีอาการเด่นคือ สั่น เกร็ง เคลื่อนไหวช้า ทั้ง 3 อย่างนี้แล้วยังอาจเกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย

อาการสั่น ราว 60-70% ของผู้เป็นโรคพาร์กินสันจะมีอาการสั่นเป็นอาการเริ่มต้นของโรค อาการสั่นนี้จะมีลักษณะเฉพาะคือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหวหรือยื่นมือทำอะไรอาการสั่นจะลดลงหรือหายไป (ผิดจากอาการสั่นอีกแบบที่พบบ่อยในผู้สูงอายุทั่วๆ ไปที่จะสั่นมากเวลาทำงาน ถ้าอยู่เฉยๆ จะไม่สั่น) อาการสั่นในโรคพาร์กินสันนี้ถ้านับอัตราเร็วจะพบว่าสั่นราว 4-8 ครั้งต่อวินาที และอาการสั่นของนิ้วหัวแม่มือ-นิ้วมือคล้ายการปั้นลูกกลอน การสั่นจากโรคนี้อาจเริ่มเกิดขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะหรือลำตัวก็ได้ ระยะแรกของโรคอาจเกิดข้างเดียวก่อนและต่อมาจึงมีอาการทั้งสองข้างก็ได้

อาการเกร็ง จะทำให้รู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของร่างกาย โดยเฉพาะแขนขาและลำตัว ทั้งที่ไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำงานหนักแต่อย่างใด กล้ามเนื้อของร่างกายจะมีความตึงตัวสูงและเกร็งแข็งอยู่ตลอดเวลา จนบางคนต้องกินยาแก่ปวดเมื่อยหรือหายามาทาบรรเทาตามร่างกายส่วนต่างๆ หรือหาหมอนวดมาช่วยบีบคลายเส้นเป็นประจำ

อาการเคลื่อนไหวช้า ในระยะแรกๆ จะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนเดิม เดินช้า และงุ่มง่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นๆ ของการเคลื่อนไหว ในรายที่เป็นมากขึ้นอาจพบว่าหกล้มบ่อยๆ จนกระดูกต้นขาหัก สะโพกหัก หลังเดาะ แขนหัก หัวแตก เป็นต้น ในรายที่เป็นมากอาจเดินเองไม่ได้ต้องใช้ไม้เท้า หรือคนคอยพยุง

ท่าเดินผิดปกติ ผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันจะมีลักษณะท่าเดินจำเพาะตัวที่ผิดจากโรคอื่น คือจะเดินก้าวสั้นๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ และต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมากและหยุดทันทีทันใดไม่ได้จะล้มหน้าคว่ำเลย นอกจากนี้ส่วนใหญ่จะเดินหลังค่อม ตัวงอโค้งและแขนไม่แกว่งตามเท้าที่ก้าวออกไป มือจะชิดแนบตัวเดินแข็งทื่อแบบหุ่นยนต์

แสดงสีหน้าเฉยเมย ไม่มีอารมณ์เหมือนคนใส่หน้ากาก ไม่ยิ้มหัวเราะหน้าตาทื่อเวลาจะพูดก็จะมีมุมปากขยับเพียงเล็กน้อย เหมือนคนไม่มีอารมณ์

เสียงพูดเครือๆ คนกลุ่มนี้จะพูดเสียงเครือๆ และค่อยมากจนฟังไม่ชัดเจน และยิ่งพูดนานๆ ไป เสียงจะค่อยๆ หายไป ในลำคอ บางรายที่เป็นไม่มากเสียงพูดจะค่อนข้างเรียบรัว และอยู่ในระดับเดียวกันตลอด ไม่มีพูดเสียงหนักเบาแต่อย่างใด

เขียนตัวหนังสือยากขึ้น เป็นไปด้วยความลำบาก และตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก

การกลอกตากระตุก ในผู้ป่วยเป็นโรคนี้จะกลอกตาได้ลำบากช้า และไม่คล่องแคล่วในการมองซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง ลูกตาจะเคลื่อนไหวแบบกระตุกไม่เรียบ

น้ำลายไหล เป็นอาการที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่ง คือมีน้ำลายสออยู่ที่มุมปากสองข้างและไหลลงมาที่บริเวณคาง โดยจะมีน้ำลายมากอยู่ตลอดเวลา


อาการแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคพาร์กินสัน
นอกจากอาการหลักๆ ของโรคพาร์กินสันแล้ว ยังมักพบว่ามีอาการแทรกซ้อนที่สำคัญอีก 4 อย่าง คือ

ท้องผูกเป็นประจำ โดยทั่วไปคนเราจะถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ เมื่อได้เดินเคลื่อนไหว หรือออกกำลังกายที่พอเหมาะ ดื่มน้ำมากเพียงพอ (อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว) รับประทานอาหารถูกส่วน คือมีผักและผลไม้เพียงพอ ในผู้ที่เป็นโรคพาร์กินสันนี้จะมีปัญหาท้องผูกทำให้หงุดหงิดได้ทั้งคนป่วย และผู้ดูแล เนื่องจากผู้เป็นโรคพาร์กินสัน มักจะเป็นผู้สูงอายุเคลื่อนไหวน้อย ไม่ชอบดื่มน้ำ ไม่รับประทานผักและผลไม้ เนื่องจากไม่มีฟันเคี้ยว และยิ่งกว่านั้นยารักษาโรคพาร์กินสัน ยังมีผลทำให้ท้องผูกได้อีก วิธีแก้ไขอาการท้องผูก คือ
- ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (หน้าร้อนอาจต้องถึง 10 แก้ว) และหลีกเลี่ยงชาและกาแฟ ซึ่งอาจทำให้ท้องผูกเพิ่มขึ้น
- ในรายที่รับประทานผักและผลไม้ไม่ได้เพียงพอ จำเป็นต้องให้น้ำผลไม้เสริม
- รับประทานอาหารที่มีกาก
- ออกกำลังร่างกายสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยก็ให้เดินเคลื่อนไหวแขนขาในท่าง่ายๆ
- บริหารร่างกายทุกวัน
- คนที่ทำทุกวิธีที่กล่าวมาแล้วยังไม่ได้ผล อาจต้องให้ยาระบายอ่อนๆ

ความท้อแท้และซึมเศร้า เป็นอาการทางอารมณ์ที่พบบ่อยในคนกลุ่มนี้ นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองแล้ว สิ่งแวดล้อมก็จะมีบทบาทที่สำคัญด้วย เพราะไม่สามารถกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วว่องไวได้เหมือนเดิม ขาดคนดูแลเอาใจใส่ บางรายอาจช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ดี จึงอาจมีความท้อแท้เบื่อหน่ายในชีวิตและคิดว่าโรคนี้รักษาไม่หายไม่อยากเป็น ภาระต่อครอบครัว ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง การเอาใจใส่ดูแลของสมาชิกในครอบครัวยิ่งถ้าเข้าอกเข้าใจในผู้ป่วยและลักษณะ ของโรคนี้จะทำให้มีกำลังใจและหายจากความซึมเศร้าได้ เพราะภาวะนี้เป็นอันตรายจนอาจทำให้คิดสั้นทำลายชีวิตตนเองและผู้อื่นได้ ในรายที่มีอาการมากและบ่นอยากตายจำเป็นต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อการบำบัด รักษาที่ถูกต้องต่อไป

อาการปวด ในบางคนอาจมีอาการปวดในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกายอย่างมากมาย อาจปวดแบบกล้ามเนื้อเกร็งหรือปวดขาปวดหลังอย่างมากโดยเฉพาะเวลานอน หรือช่วงกลางคืนจนนอนไม่หลับ ในกรณีเช่นนี้การได้ยาแก้ปวดอาจจำเป็นแต่ต้องระวังปัญหาเลือดออกในกระเพาะ อาหาร ซึ่งในผู้สูงอายุจะเกิดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป การนวด ประคบร้อน หรือกายภาพบำบัดมักจะช่วยได้อย่างดี

อ่อนเพลีย มักพบเสมอในคนที่เป็นพาร์กินสันโดยเฉพาะคนที่มีงานมาก เครียด หรือกังวล จึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้านอนไม่หลับก็จำเป็นต้องให้ยานอนหลับร่วมกับยาคลายกังวล คนกลุ่มนี้ไม่ควรทำงานหามรุ่งหามค่ำเกินกำลังและตื่นอยู่เสมอ ญาติหรือคนดูแลจำเป็นต้องเข้าใจมิเช่นนั้นถ้าหากอดนอนด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็ อาจทำให้หงุดหงิดง่าย โมโหและทำให้สภาพจิตใจเลวลงได้อีก อย่างไรก็ตามการจัดสภาพห้องนอนให้เหมาะสมจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น



โรคพาร์กินสันรักษาอย่างไร ?
โรคพาร์กินสันนี้ในปัจจุบันสามารถรักษาได้ผลอย่างดีจนเป็นที่น่าพอใจ ทำให้กลับสู่สภาพปกติได้ โดยรักษาด้วย 3 วิธีหลัก คือ

การรักษาทางยา แม้ว่ายาจะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่ตายไปแล้วฟื้นตัวกลับมาหรืองอกใหม่ทด แทนเซลล์เดิมได้ก็ตาม แต่ยาก็จะทำให้สารเคมีโดปามีนในสมองมีปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของ ร่างกายได้ การปรับขนาดยาในแต่ละคนที่มีอาการมากน้อยต่างกันจึงมีความสำคัญที่จะไม่ให้ ยามากหรือน้อยเกินไป เพราะยาทุกชนิดเป็นดาบสองคมมีทั้งคุณและโทษ ถ้าใช้ไม่ถูกต้องหรือขนาดไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคนี้อาจมีผลแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อหิน โรคต่อมลูกหมากโต (ทำให้ปัสสาวะลำบาก) บางคนอาจมีการเคลื่อนไหวผิดปกติหรืออาจมีความสับสนวุ่นวายอันเป็นผลจากยา เป็นต้น อาการที่พบบ่อยอันเป็นผลจากยา คือ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องผูก

การรักษาทางกายภาพบำบัด จุดมุ่งหมายของการรักษาโรคพาร์กินสัน คือทำให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนปกติให้มากที่สุด สามารถเข้าสังคมได้ ช่วยเหลือตนเองได้ และมีความสุขทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย การรักษาทางกายภายบำบัดจะช่วยในเรื่องการเคลื่อนไหว ท่าเดิน นั่ง การทรงตัว ตลอดจนแก้ไขอาการต่างๆ เช่น หลังโกง ไหล่ติด ปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ปวดขา เป็นต้น

การรักษาโดยการผ่าตัด ปัจจุบันมีกรรมวิธีก้าวหน้าทางประสาทศัลยกรรม ซึ่งเพิ่งเริ่มทำกันมาได้ราว 10 ปีนี้เอง เป็นการผ่าตัดสมองโดยเอาเนื้อเยื่อจากต่อมหมวกไต หรือปมประสาทบริเวณคอไปปลูกเลี้ยงในโพรงสมองเพื่อให้เนื้อเยื่อเหล่านี้ สร้างสารเคมีโดปามีนขึ้นมาทดแทนส่วนที่สมองขาดไปได้ วิธีการนี้เริ่มใช้กันมากขึ้นทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย ผลดีของการรักษาวิธีนี้คือ ผู้ป่วยอาจไม่ต้องรับประทานยาหรือลดขนาดยาลงได้ เพราะยาส่วนใหญ่มีราคาแพงส่วนผลแทรกซ้อนของการผ่าตัดก็ย่อมเกิดขึ้นได้เช่น กัน โดยมากนิยมผ่าตัดในคนที่อายุน้อยและมีอาการไม่มากนัก ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคพาร์กินสันในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันได้รับการรักษาแล้วก็ อาจกลับมามีการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และอาจมีอายุยืนยาวเหมือนคนทั่วไป แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาในที่สุดอาจจะพิการและต้องนอนอยู่แต่บนเตียง มีบางคนที่นอนอยู่กับเตียงมานานนับปี เพราะญาติเข้าใจว่าเกิดจากโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัมพาตนอนแข็งกับเตียงมาตลอด เดินไม่ได้จึงไม่ได้ให้การรักษาแต่อย่างใด เมื่อมาหาหมอจึงทราบว่าเป็นโรคพาร์กินสัน หลังจากได้รับการรักษาก็ทำให้คุณภาพชีวิตครอบครัวกลับมาดีเหมือนเดิมอีก ครั้ง ดังนั้นโรคพาร์กินสันนี้เป็นโรคสั่นสันนิบาต ในปัจจุบันสามารถรักษาได้และคืนชีวิตที่สดใสได้ดังเดิม

12. ลมชักโรคทางพันธุกรรม
มีโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหลายชนิดที่มีอาการชักร่วมด้วย โรคเหล่านี้อาจมีความผิดปกติที่อื่นด้วย เช่น ภาวะปัญญาอ่อนและมีประวัติการชักในครอบครัว

13. Phenylketonuria เป็นโรคทางพันธุกรรม ถูกควบคุมด้วยยีนลักษณะด้อย ผู้เป็นโรคจะไม่สามารถสร้างเอนไซม์ parahydroxylase ซึ่งใช้เปลี่ยน กรดอะมิโน phenylalanine เป็น tyrosine ทำให้ คนๆ นั้นสามารถมี phenylalaine สะสมในเลือดได้

ส่วนโรค Phenylketouria เกิดจากคนไข้ขาดเอนไซม์ Phenylalanine hydroxylase ซึ่งโดยปรกติจะเปลี่ยน phynylalanine เป็น tyrosine ซึ่งเอาไปใช้หลายอย่าง เช่น สร้างเม็ดสี melanin ไม่ได้ จะเป็นผิวเผือก (albinism) หรืออาจจะสร้างสารสื่อประสาทในสมองไม่ได้ มีผลทางระบบประสาท หรืออื่น ๆ

ปัญหา คือ เครื่องดื่มหรืออาหารที่มี Aspartame ผสมซึ่งใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (ซึ่งให้พลังงานน้อย) โดยตัวมันมี โครงสร้างส่วนหนึ่งเป็น phenylalanine ทำให้ คนไข้ที่ไม่มีเอนไซม์ ที่จะคอยเปลี่ยน เลยเกิดการสะสม ซึ่งมันจะไม่เป็นผลดีแน่นอน (ซึ่งมันจะเกิด minor pathway ไปทำให้เกิดการสะสม ketone อีก เกิดหลายอย่าง อันตราย)
ข้อมูลค่อนข้างละเอียดพอสมควร ที่เปลือจัดการเองเลยนะ
31/10/51 โพสต์โดย น้องวุฒิน่ารัก
3 จาก 10
โรคธารัสซีเมีย  เป็นโรคติตด่อทางพันธุกรรม คู่แต่งงานต้องตรวจเลือดก่อนมีบุตรค่ะ  ว่าตัวเองมีภาวะเสี่ยงมั้ย  ถ้ามีภาวะเสี่ยงต้องอยู่ในการดูแลของหมอค่ะ  ที่รู้เพราะตัวเองและสามีมีภาวะแฝงธารัสซีเมียอยู่ค่ะ  แต่ชนิดไม่ร้ายแรง  มีลูกได้  แต่ลูกก็อาจจะมีภาวะแฝงเหมือนแม่  50%  หรือปกติ25%   หรือเป็นธารัสซีเมีย  25%  ก็มีโอกาสเหมือนกัน
31/10/51 โพสต์โดย namthip
4 จาก 10
เดี๋ยวจะหาว่าใจดำหาให้ก็ได้

1.โครโมโซมร่างกายผิดปกติ
1 Down Syndrome
2 Edward Syndrome
3 Patau Syndrome
4 Cri Cu Chat Syndrome

2.โครโมโซมเพศผิดปกติ
1 Klinefelter syndrome
2 Turner syndrome
3 Triple x syndrome
4 Double y syndrome

หรือโรคที่คนทั่วไปรู้จัก เช่น ทาลัสซีเมีย  ฮีโมฟีเลีย  โรคท้าวแสนปม  ผิวหนังเผือก  ตาบอดสี  เบาหวาน  อัมพาตแบบสั่น(พาร์คินสัน) เป็นต้น
31/10/51 โพสต์โดย gigipapa
5 จาก 10
โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม หมายถึง โรคที่มีความผิดปกติขององค์ประกอบของจีน
และโครโมโซม ซึ่งจีนและโครโมโซมนี้เป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อมีความผิด ปกติเกิดขึ้นจะทำให้เกิดการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์จากพ่อแม่สู่ลูกโดยตรง
ชนิดของโรคทางพันธุกรรม โรคทางพันธุกรรม จำแนกได้ 3 ชนิด คือ
      1. โรคทางพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติในการแบ่งตัวของโครโมโซม
ขณะกำลังเกิดการปฏิสนธิ หรือขณะที่ไข่และอสุจิผสมกันเป็นตัวอ่อนแล้ว
      2. โรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติในการเรียงตัวของโครโมโซม
      3. โรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติในการแยกคู่ของโครโมโซมในระหว่าง การแบ่งตัว
โรคทางพันธุกรรมที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ โรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่
       1. โรคทาลัสซีเมีย(Thalassemia)   เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของสารสีแดงในเม็ด
เลือด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการโลหิตจางเรื้อรัง  เป็นโรคเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่าง
กายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติ จึงมีการแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรัง ผู้
ที่มีอาการแสดงของโรคนี้ จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง)
ถ้ารับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการแสดง แต่จะมีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติอยู่ใน
ตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป
       2. โรคฮีโมฟีเลีย  (Hemophilia)   เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเลือดออกไม่หยุดหรือหยุดยาก


      3. โรคดาว์นซินโดรม  (Down syndrome)  เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เด็กจะมีอาการปัญญาอ่อน
และ หน้าตาดูแปลกไปจากปกติ มักพบในเด็กที่แม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุเกิน 35 ปี

               
        กลุ่มอาการดาว์นซินโดรม

         นอกจากโรคที่พบได้บ่อยทั้ง 3 โรค ดังกล่าวแล้ว โรคทางพันธุกรรมยังมีอีก หลายชนิดซึ่งแต่ละโรค
ล้วนทำให้เกิดความผิดปกติต่อมารดาโดยตรง บางโรคอาจทำให้คลอดยาก มีภาวะแท้ง ภาวะแทรกซ้อน
ต่าง ๆ โรคหัวใจ เป็นต้น โรคบางโรคยังมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มีผลต่อการเจริญ ของ
เซลล์สมอง อาจทำให้ทารกตายในครรภ์หรือพิการแต่กำเนิดได้ วิธีการป้องกันโรค เหล่านี้ ไม่ให้เกิดขึ้นกับ
ทารกในครรภ์คือการปรึกษาแพทย์หรือรับการตรวจร่างกายทั้งสามีและภรรยา ก่อนการตั้งครรภ์เสมอ
31/10/51 โพสต์โดย junjit
6 จาก 10
น้องวุฒินี่สมเป็นกูรูจริงหาข้อมูลเก่งมากและตั้งใจเยี่ยมจังเลย
31/10/51 โพสต์โดย พนักงานตรวจแรงงาน
7 จาก 10
ถามสั้น นะตอบยาก
มันกว้างมากจริงๆ
คุณหมอช่วยด้วย
31/10/51 โพสต์โดย sam2551
8 จาก 10
ตาลาย เลย
1/11/51 โพสต์โดย Srinutch
9 จาก 10
อยากรู้คำตอบ  ดูที่นี้ครับ  www.aharu.com
30/8/52 โพสต์โดย athiphoch
10 จาก 10
อยากรู้คำตอบ  ดูที่นี้ครับ  www.aharu.com
30/8/52 โพสต์โดย athiphoch
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
เป็นไปได้มั้ยที่ ไดโนเสาร์สูญพันธ์ด้วยโรคระบาด
การผสมเทียมมีประโยชน์อย่างไร
การรักเดียว ใจเดียว สามารถถ่ายทอดทางพันธุ์กรรมได้หรือเปล่า
เคยรู้สึกว่ากรรมกำลังตามทันไหม???
โรคติดต่อมีอะไรบ้างและวิธีป้องกัน
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู