หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
Pressure switch / transmitter / transducer ขอทราบ หลักการทำงาน หรือ แหล่งหาความรู้เพิ่มเติม
อยากหาความรู้เรื่อง pressure
ทั้งที่เป็นแบบ switch, transducer, transmitter เพื่อประกอบ ในการขายสินค้าอุตสาหกรรม

ขอทราบแหล่งค้นคว้า ที่เหมาะสำหรับวิศวกร หรือ พนักงานขาย เป็นหนังสือ หรือ เวบไซค์ ก็ได้
sensys | trafag | nagano | pressure switch | transducer 26/9/51 โพสต์โดย Thaimeter.com
คำตอบ
1 จาก 11
ร้านหนังสือซีเอ็ดครับ ผมเคยเห็นผ่านๆตาครับ
26/9/51 โพสต์โดย อั๋น
2 จาก 11
measurement system-instrument system-measuring device and principle-process control-process measurement principle-level measurement-flow measurement-temperature measurement-pressure measurement including the piping system-measurement piping system-piping material-pipe thread-piping code-control valve – all of instrumentation and measurement system ความรู้เกี่ยวกับระบบการวัด เครื่องมือวัด ได้แก่ เครื่องมือวัดความดัน  เครื่องมือวัดอุณหภูมิ เครื่องมือวัดอัตราการไหล เครื่องมือวัดระดับ   ระบบควบคุมกระบวนการ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระบบท่อ  เกลียวท่อ  การวัดขนาดท่อ การเรียกชื่อของท่อ  การใช้งานท่อ เกลียว รวมทั้งวาล์วควบคุม เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบเครื่องมือวัดและระบบควบคุมนั่นเอง



Control Value

Basic Introduction

               ในขบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะขบวนการผลิตขนาดใหญ่และซับซ้อนนั้นมักใช้ระบบการควบคุมแบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานเพื่อให้ขบานการผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพดี สิ่งสำคัญประการหนึ่งในระบบที่ขาดไม่ได้ คือ อุปกรณ์ขับเคลื่อน หรือ final  drive ที่จะกล่าวในที่นี้คือ control  valve ซึ่งเป็นอุปกรณ์หนึ่งในหลายๆอย่างที่อยู่ในกลุ่มของ final  drive ทั้งนี้เนื่องจากว่า control  valve เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากประการหนึ่งของระบบการผลิต หรือเรียกว่ามี priority อันดับต้นๆนั่นเอง  

การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจจะนำไปสู่การใช้งานที่ปลอดภัยต่อระบบ และผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนทำให้ขบวนการผลิตมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดตามต้องการ  รวมทั้งเกิดความประหยัดอันเหมาะกับยุคสมัยที่พลังงานนับวันจะขาดแคลนขึ้นทุกวัน

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของ Control valve ควรทำความรู้จักและเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่อง Process Control Terminology ก่อน เพื่อจะทำให้สามารถเข้าใจเนื้อหาในส่วนต่อๆไปได้เป็นอย่างดี โดยจะกล่าวในลักษณะสรุปสั้นๆ และจะเข้าสู่รายละเอียดในส่วนต่อๆไปอีกครั้ง   กรณีเช่นนี้ก็เช่นเดียวกับการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ที่ต้องทำความเข้าใจในนิยามให้ถ่องแท้เสียก่อนจึงจะศึกษาในส่วนต่อๆไปได้โดยเกิดการติดขัดน้อยที่สุด

ทั้งนี้ขอแนะนำให้ติดตามอ่านจนจบตอนสุดท้ายจะทำให้ท่านได้ประโยชน์มากที่สุด

Note : final  drive = final  control  element  =  final  element

1.      Process Control Terminology

1.1       Capacity คือ Flow Rate ของการไหลของของไหลที่ผ่าน Control Value  ภายใต้สภาวะหนึ่ง ๆ

1.2       Controller คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการประมวลผล โดยรับข้อมูลหรือ Input จากตัวแปรที่ต้องการควบคุมหรือตัวแปรที่วัดค่า (Controlled Variable or Measured Variable) จากนั้นจึงทำการประมวลผลตามรูปแบบการควบคุม (Control Regulatory) ที่ต้องการ แล้วส่ง Output Signal (ผลที่ได้จากการประมวลผล) ไปยัง Final Control Element ในที่นี้คือ Control Value

1.3       Closed Loop  Control  เป็นวงจรควบคุมแบบปิด โดยนำเอาค่าของสถานะจาก Final Control Element กลับเข้ามาเปรียบเทียบกับค่า Set Point เพื่อตรวจสอบว่ายังมีสถานะต่างจากค่าเป้าหมาย (Set Point) หรือไม่ ที่ยังมีค่า Error หรือค่า SP-PV ตัว Controller ก็จะสั่งการต่อไปจนกว่าจะได้ค่าสถานะของ Final Element ที่ต้องการโดยมีค่า Error เป็นศูนย์นั่นเอง Controller ก็จะหยุดสั่งการ Closed Loop ในบางครั้งก็เรียกว่า Control Loop คือ Loop ที่เราสนใจเป็นพิเศษหรือที่เราต้องการควบคุม

1.4       Control Range เป็นย่านการเคลื่อนที่ของ Stem Value  หรือระยะทางการเคลื่อนที่ของ stem valve บางทีอาจเรียกว่า valve  travel or  rated  travel

1.5       Dead Band or Dead  Zone

                   ช่วงที่ sensor หรือ control  valve ไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง(input ที่เปลียนแปลง)  ซึ่งเกิดจากธรรมชาติของตัวอุปกรณ์เอง เกิดขึ้นได้ทั้ง instrument และ control  valve  แต่ส่วนมากจะใช้กับ instrument and  control  system มากกว่า

               จากรูปด้านล่างอธิบายได้ดังนี้

สมมุตว่าระบบนี้เป็นการทำงานของ air  compressor มีค่า set point to start at 7.5 bar , stop at 8.0 bar

ในตอนเริ่มต้น air compressor ก็จะอัดอากาศเพื่อสร้างความดันขึ้นมาจนถึง 8 bar  จากนั้น pressure  switch ก็สั่งตัดการทำงานของ air comp. แต่เนื่องจากระบบมี time lag จึงพบว่าเกิดการ over shoot ขึ้นเล็กน้อย   หลังจากนั้นเมื่อความดันในระบบค่อยๆลดลงจนกระทั่งถึง 7.5 bar ซึ่งเป็นจุดที่ compressor ต้องstart ขึ้นมา แต่เนื่องจากว่า pressure  switch ที่ใช้งานนี้มี dead band ค่อนข้างมาก(อุปกรณ์คุณภาพต่ำ) ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อ input ที่เปลี่ยนแปลงได้  และair  compressor ก็ไม่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ เนื่องจาก switch ไม่เปลี่ยนสถานะ  จนกระทั่งความดันลดลงเรื่อยๆ ไปจนถึง 7.0bar จากนั้น air  compressor จึงstart ขึ้นมา จะเห็นได้ว่า dead  band ที่เกิดขึ้นนี้นั้นทำให้เราไม่สามารถควบคุมระบบได้ตามต้องการ

วิธีการแก้ไขคือ เปลี่ยน pressure  switch ที่มีค่า dead  band ต่ำๆมาใช้งาน  หรือ ติดตั้ง pressure  switch 2 ตัว คือ ทำหน้าที่สั่ง start  , stop แยกอิสระต่อกัน  


dead  band  of  instrument

ที่มา เอกสารประกอบการอบรม หลักสูตร introduction to process control  กองศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

1.6       Gain  คือ ค่า Output Change/Input Change มี 2 แบบ คือ Static Gain คือค่า OP Change/ IP Change ในสภาวะ Steady State บางครั้งเรียกว่าค่า Sensitivity  ส่วน Dynamic Gain เป็นค่า OP Change/IP Change ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ เป็น Function ของความถี่หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของ Input     อุปกรณ์ที่มีค่านี้มากๆก็หมายถึงว่าสามารถขยายสัญญาณ input ได้มากๆนั่นเอง  ยกตัวอย่างเช่น power  amplifier

1.7  Hysteresis เป็นตัวการทำให้เกิด dead  band เป็นลักษณะของการย้อนกลับไม่ได้  ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของตัวอุปกรณ์(instrument) ส่วนมากเกิดจากเรื่องของ material และเป็นคุณลักษณะประจำตัวของอุปกรณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้  ดังนั้นจึงต้องทำการบันทึกค่าไว้ขณะ calibrate เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่จะนำไปใช้งานในภายหลังรวมทั้งยังสามารถเป็นเครื่องตัดสินได้ว่าสมควรจะนำไปใช้งานหรือไม่หากมีค่านี้สูงมากๆ  ลองนึกถึงการลากเส้นลงบนกระดาษจากซ้ายไปขวา แล้วลากกลับโดยพยายามให้ทับเส้นเดิมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ หมายความว่าขบวนการใดๆในโลกที่เกิดขึ้นมานั้นไม่สามารถทำให้ย้อนกลับได้โดยสมบูรณ์แบบ เป็นไปตามกฏข้อที่ 2 ของ thermodynamics


ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.8       Open Loop Control เป็นวงจรควบคุมแบบเปิด โดยไม่มีการนำเอาค่าของสถานะจาก Final Control Element กลับเข้ามาเปรียบเทียบกับค่า Set Point เพื่อตรวจสอบว่ายังมีค่า Error หรือค่า SP-PV เกิดขึ้นหรือไม่  เช่น การเปิดประตูระบายน้ำคือเมื่อสั่งให้เปิดประตู   motor ก็ทำงานจนกระทั่งเปิดจนสุด โดยไม่มีการตรวจสอบตำแหน่งของบานประตูว่าอยู่ตำแหน่งใด คือไม่มี sensor ตรวจจับการเคลื่อนที่ในตำแหน่งต่างๆนั่นเอง

       การทำงานในลักษณะนี้ไม่นิยมใช้งานแบบ automatic และส่วนมากไม่ค่อยพบในระบบ automatic process control

1.9       Process Variable  ได้แก่  pressure , temperature , flow  rate , level , conductivity , p H , vibration เป็นต้น

1.10    Process หรือขบวนการ ได้แก่ขบวนการกลั่นน้ำมัน  ขบวนการผลิตไฟฟ้า  ขบวนการระบายความร้อน เป็นต้น

1.11   Relay เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับ Power Amplifier คือการขยายสัญญาณลม(pneumatic  signal)ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อไปขับ Value Actuator  คำในความหมายนี้จะใช้กับ control  valve โดยเฉพาะ

     
ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.12   Resolution คือ ค่าความละเอียดของ Display device หรือส่วนแสดงผล ที่สามารถแสดงค่าในลักษณะค่าน้อยๆได้ หมายความว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าเพียงเล็กน้อย ก็สามารถแสดงค่านั้นๆได้ เช่น pressure  gauge ที่ใช้วัดค่าความดันที่มี scale แบบเข็ม  สมมุตว่า 1 ช่องของ scale มีค่าเท่ากับ  0.5 psi  ก็หมายความว่าหากการเปลี่ยนแปลงความดันมีค่าน้อยกว่า 0.5 psi  ก็ไม่สามารถอ่านค่าได้อย่างถูกต้อง แต่สามารถจะประมาณค่าได้ แต่ถ้าแสดงผลเป็นแบบ digital ที่มีการกำหนดหลักของตัวเลขไว้เช่น 2 หลัก คือ x.xx  หากค่าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 0.00x ก็ไม่สามารถแสดงค่าให้ปรากฏ    คือเครื่องวัดจะไม่รับรู้ค่าที่เปลี่ยนแปลงได้เลย ซึ่งต่างกับแบบเข็มหรือ analog ที่สามารถประมาณค่าที่เปลี่ยนแปลงนั้นได้เพียงแต่ไม่ถูกต้องเท่านั้นเอง  


1.13   Response Time หรือที่มักเรียกว่า Time Constant

เป็นเวลาในการตอบสนองของ process ของตัว Sensor เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าของ input.  โดยปกติ Response Time มักถูกใช้วัดในรูปของ Time Constant ค่าหนึ่งๆ

           Time Constant  หมายถึง การเปลี่ยนแปลงค่าของ Output ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาขึ้นกับค่า input โดยคิดเมื่อ Output เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจนถึง 63.2% ของ Output ที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด ตามรูป


จากกราฟเป็น Response ของเครื่องมือวัดอุณหภูมิ ปกติวัดอุณหภูมิอยู่ที่ 100 oF  ถ้าอุณหภูมิเกิดเปลี่ยนเพิ่มขึ้นกระทันหันเป็น Step  Change ถึง 700 oF  แต่ผลตอบสนองของเครื่องวัดจะมีค่าค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามจนถึง 63.2% ของการเปลี่ยนแปลง 600 oF (700-100)

               จากกราฟ จะเห็นว่าผลการตอบสนองการวัดของตัว Sensor จนชี้ถึงค่า 63.2% หรือที่ 479.2 oF (600*63.2%) นั้นใช้เวลา 3 วินาที  ซึ่งก็คือ 1 Time Constant   ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า 1 time constant มีค่าเท่ากับ 3 วินาที

การคำณวน Time Constant อื่นๆเป็นดังนี้

               2  Time Constant (6 วินาที)

                    700 o F -  479.2 o F  =   220.8 o  F

                    (220.8oF x 0.632) + 479.2 oF   =   618.7 oF

            3 Time Constant (9 วินาที)

                700 oF – 618.7 oF =81.3 oF

               (81.3 oF *0.632) + 618.7 oF = 670.5 oF

1.14   Shaft  Wind-Up คือ ลักษณะของการเคลื่อนที่ (หมุน) ของ Shaft ที่ส่วแรงมาจาก Actuator โดยตรงเกิดการหมุนไปแล้ว แต่ส่วนปลายที่ต่อกับ Value Plug ยังไม่เคลื่อนที่เนื่องจากมีแรงเสียดทานบริเวณ Seal or packing สูงมาก เมื่อ Actuator เพิ่มแรงบิดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งชนะแรงเสียดทาน Value Plug จึงเคลื่อนที่ได้  ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับ Rotary Value  เท่านั้น


Rotary  valve

ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.15    Sensor and Transmitter

Sensor คือ อุปกรณ์วัดค่าตัวแปร (Measured Variable) ได้แก่ temperature  sensor  , pressure  sensor, level  sensor เป็นต้น

Transmitter  เป็นอุปกรณ์ซึ่งใช้เปลี่ยนค่าของตัวแปรที่วัด (Measured Variable)คือการรับค่าจาก sensor นั่นเอง จากนั้นจึงแปลงไปเป็นสัญญาณมาตรฐาน (standard  signal)  ทำให้สะดวกต่อการนำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ  ที่ผลิตภายใต้ standard เดียวกัน ได้แก่  temperature  transmitter, level transmitter  เป็นต้น ใช้สัญญลักษณ์ Tx แทน transmitter  

หน้าที่ของ Transmitter  โดยทั่วไปมีดังนี้

Ø     Converse               เปลี่ยนค่าตัวแปรที่วัดไปเป็นสัญญาณที่ต้องการ เช่น เปลี่ยนแปลงค่า differential  pressure เป็นค่า flow  rate เป็นต้น

Ø     Amplifier                ทำหน้าที่ขยายสัญญาณที่เปลี่ยนแล้วให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการ รับ ส่ง และลดปัญหาเรื่อง signal  loss  หรือ noise มารบกวน

Ø     Standard  signal ในการขยายสัญญาณต้องขยายให้อยู่ในค่ามาตรฐาน คือ

    4-20 mA , 1-5 V ,  3-15 psi

Ø     Transmit                ทำการส่งสัญญาณมาตรฐานออกไป  โดยค่าสัญญาณที่วัดได้สามารถส่งออกไปในรูปแบบต่างๆได้ดังนี้

-          Electrical Signals                เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าในรูปของกระแสไฟฟ้า หรือแรงดันไฟฟ้า ( 4-20 mA , 1-5 V)

-          Pneumatic Signals             เป็นสัญญาณของความดันลม (3-15 psi )

-          Hydraulic Signals               เป็นสัญญาณของความดันของของเหลว(3-15 psi )

-          Telemetered  Signals        ส่งสัญญาณในรูปของคลื่นความถี่วิทยุ

1.16   Transducer เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รับค่าการวัดจาก Sensor จากนั้นจึงส่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าออกไปยังห้องควบคุม โดยสัญญาณที่ส่งไปจะไม่อยู่ในรูปของ Standard Signal เหมือน Transmitter เช่น Vibration Transducer  ซึ่งอาจเป็น -5 to  +5 V หรือ 1 to 10 V ก็ได้



1.17   Value  Sizing คือ การเลือกขนาด ชนิด ประเภท ส่วนประกอบอื่น ๆ ของ Value ให้มีความสัมพันธ์กับระบบที่ต้องการใช้งานอย่างเหมาะสม

1.18    Set  Point   เป็นค่าเป้าหมายในการควบคุม เช่น Steam Temp. Set Point = 560oC เป็นต้น ในการควบคุมตัวแปรที่เราวัดซึ่งก็คือ Measured Variable และ Controlled Variable โดยทั่วไปจะเป็นตัวเดียวกัน เช่นการควบคุมอุณหภูมิของน้ำ Measure Variable และ Controlled Variable คืออุณหภูมิ  

ในบางกรณี เช่นการควบคุมระดับน้ำในถัง    Controlled Variable ก็คือระดับน้ำ   แต่ Measured Variable สามารถวัดในรูปของความดันหรือวัดความดันแตกต่างจากนั้นจึงแปลงค่าความดันไปเป็นระดับของน้ำได้     หรือการวัด Flow Rate ค่า Measured Variable คือ Differential Pressure

1.19   Bench Set  คือ การทดสอบการเคลื่อนตัวของ Actuator Spring Range โดยการป้อนลมเข้าที่ Diaphragm Chamber เพื่อให้ Actuator เกิดการขยับตัวโดยที่ยังไม่ได้ต่อเข้ากับ Value Plug เป็นการทดสอบการทำงานของ diaphragm ว่าทำงานตามย่านความดันที่กำหนดหรือไม่ ทั้งนี้สามารถบ่งชี้ในเบื้องต้นได้ว่า diaphragm มีปัญหาหรือไม่ เช่น การรั่ว หรือฉีกขาด หรือ defect อื่นๆ เพื่อที่จะแก้ไขก่อนที่จะมีปัญหาในขณะใช้งานจริง

1.20   Diaphragm Pressure Span เป็นค่าความแตกต่างระหว่างค่าสูงสุดและต่ำสุดของ Diaphragm Pressure Range เช่น กำหนดค่าไว้ที่ 40  to 400 kPa  ค่า Span คือ 400 – 40 = 360 kPa

1.21   Single Acting Actuator คือ Actuator ที่มีการป้อนพลังงาน (Pneumatic , Hydraulic) เข้าไปใน 1 ทิศทาง  แบบนี้จะมีสปริงเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับแรงของ pneumatic or hydraulic


single  acting  actuator

ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.22   Double Acting Actuator คือ Actuator ที่ต้องมีการป้อนพลังงาน (Pneumatic , Hydraulic) เข้าไปใน 2 ทิศทาง  แบบนี้จะไม่มีสปริง การเคลื่อนที่ทั้งสองทิศทางต้องใช้แรงจาก Pneumatic or Hydraulic) หรือต้องใช้พลังงานภายนอกทั้งสองทิศทาง

1.23   Dynamic Unbalance คือ สภาวะที่มีค่าของแรง ค่าหนึ่งที่เกิดขึ้นจากแรงกระทำของของไหลที่กระทำต่อ Value Plug ในขณะที่มีการเปิด Value


ที่มา เอกสารทางวิชาการประกอบการฝึกอบรม เรื่อง Control  Valve , พิษณุวัฒน์  ศิริจารุทรรศน์ :แปล , กองฝึกอบรมอุปกรณ์ ,ฝ่ายฝึกอบรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

1.24   Fail  Closed เป็นเงื่อนไขที่ใช้กับระบบบางระบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเมื่อไม่มีแหล่งพลังงาน (Pneumatic, Hydraulic) ก็จะทำให้ Value อยู่ในตำแหน่งปิด โดยมากมักจะปิดด้วยแรงสปริง

1.25   Fail  Open เช่นเดียวกับ Fail  Closed แต่ Value จะเปิดเมื่อ Power Source Fail

1.26   Fail  Safe คือ การกำหนดตำแหน่งของ Value ว่าจะให้อยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเกิด Power Source Fail คือ อาจจะให้เปิดสุด(fully  open)  ปิดสุด(fully  closed) หรือค้างตำแหน่งเดิมไว้ (lock up) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการควบคุมหรือ Control Regulatory  โดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของระบบเป็นหลัก เช่น safety  valve ก็ควรจะมี fail  safe เป็นแบบ fully  open

1.27   Flow  Characteristic คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง Flow Rate ที่ผ่าน Value กับ Percent การปิดเปิดของ Value โดยคิดที่ 0-100% โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

-          Inherent Flow Characteristic

-          Installed Flow Characteristic


- Inherent Flow Characteristic  เป็นค่าความสัมพันธ์ของ Flow Rate ที่ผ่าน Value กับการเคลื่อนที่ของ Stem Travel หรือ %การปิดเปิดของ Value เริ่มจากปิดสุดไปจนถึง Rated Flow โดยมีค่า Pressure Drop ที่ตกคล่อม valve คงที่ค่าหนึ่ง (Constant DP Across Value)

- Installed Flow Characteristic  เป็นค่าความสัมพันธ์ของ Value Flow Rate กับ Stem Travel หรือ % ปิดเปิดของ Value เริ่มจากปิดสุดไปจนถึง Rated Flow โดยมีค่า Pressure Drop ที่ตกคล่อม valve มีค่าเปลี่ยนแปลงไปตามค่าการไหลและสภาวะต่าง ๆ ของ Process     ค่านี้เป็นค่าที่เกิดขึ้นจริงในขณะใช้งาน

1.28   Flow coefficient (Cv) เป็นค่าคงที่ขึ้นอยู่กับรูปทรงทางเรขาคณิตของวัตถุที่ของไหลไหลผ่าน โดยเป็นตัวกำหนดค่า Flow Capacity ต่อไป  ค่า Cv จะวัดที่ 60oF, Pressure Drop 1 psi โดยการวัด Flow Rate ของน้ำเป็น US Gallon/Minute ที่ไหลผ่าน Value        ค่า Cv จะเป็นค่าเฉพาะตัวของ Value หรือของอุปกรณ์ เช่น ค่า Cv ของแผ่น Orifice หรือค่า Cv ของ Control Value ดังตาราง     ค่า Cv จะนำไปคำณวณ flow  rate ได้


ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.29   Normally Closed Value มีความหมายเช่นเดียวกับ Fail  Closed

1.30   Normally Open Value มีความหมายเช่นเดียวกับ Fail Open

1.31   Push Down to Close Construction ลักษณะ Value Actuator เป็นแบบ Direct  Actuator (direct  acting) คือ เมื่อมีแรงดันลมเข้าที่ด้านบน Diaphragm Chamber ก็จะทำให้ Value Stem เคลื่อนที่ลง ทำให้ Value ปิด ลักษณะเช่นนี้เหมือนกับ Value ทั่ว ๆ เช่น Value ก๊อกน้ำ คือ หมุนมือหมุน แล้วก้าน valve เคลื่อนที่ลง ทำให้ valve ปิด

       
ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

Push Down to Open Construction ลักษณะของ Value Actuator จะเป็นแบบ Direct Actuator ส่วน Value Plug จะเป็นแบบ Reverse ดังรูป  เมื่อมีแรงดันลมเข้าด้านบน Diaphragm Chamber ตัว Value Stem จะเคลื่อนที่ลง ทำให้ Value เปิดให้ Fluid ไหลผ่านไปได้



         
     reverse  plug                       direct  actuator

ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.32   Rangeability คือ ค่า Maximum Range/Minimum Range เช่น 100/1 หมายความว่า  Control Value ยังคงความสามารถในการควบคุมการไหลได้ดีแม้กระทั่ง Flow Rate เพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าของค่า Minimum Controllable Flow Rate คือ ปกติควบคุม Flow Rate ที่ 1 m3/hr แต่อาจใช้งานได้ที่ 100 m3/hr ได้โดยค่า Capacity, Pressure Drop หรือ Performance ยังคงเดิม ส่วนมากค่า Rangeability มักจะใช้กับ Instrument หรืออุปกรณ์การวัดคุมมากกว่า ซึ่งเรียกว่า  การบีบ-ขยาย span  เช่น pressure  transmitter ที่มีค่า rangeability 50/1  หมายความว่า สามารถ calibrate ให้มีย่านการวัดที่ 0 -1 bar หรือ 0- 50 bar  ก็ได้  ในกรณีที่มีการบีบ span มากๆก็เกิดค่า error หรือ accuracy ได้เช่นกันทั้งนี้ต้องพิจารณาด้วยว่าอยู่ในย่านที่ยอมรับได้หรือไม่

1.33   Rated Flow Coefficient เป็นค่า Cv ที่ Value อยู่ในตำแหน่ง Rated Flow Rate

1.34   Rated Travel คือ ระยะการเคลื่อนที่ของ Travel จากตำแหน่งปิดสุดไปยังตำแหน่ง Rated Full Open หรือตำแหน่งเปิดสูงสุดที่ Flow Rate ที่ต้องการ

1.35   Seat Leakage ปริมาณการรั่วของ Fluid ผ่าน Value เมื่ออยู่ในตำแหน่งปิดสุด ในสภาวะ Temperature and Differential Pressure ที่กำหนด ในทางปฏิบัติคือไม่สามารถทำให้ valve ปิดกั้นการไหลได้ 100%  จะต้องมีการรั่วค่าหนึ่งที่อยู่ในค่าที่สามารถยอมรับได้ ดังตาราง


ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.36   Vena Contracta   เป็นตำแหน่งของ Maximum Fluid Velocity และ Minimum  Pressure  ดังรูป


ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.37   Calibration Curve ค่าความสัมพันธ์ของ Input กับ Output ดังกราฟ


ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.38   Calibration Cycle  

คือ การบันทึกค่าความสัมพันธ์ของ Input กับ Output จาก 0 ไป 100% และจาก 100 กลับไป 0% เพื่อเก็บเป็นข้อมูลเบื้องต้นไว้สำหรับการวิเคราะห์ปัญหาในอนาคต เช่นการตรวจสอบ drift ที่เกิดขึ้น



 
ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.39   Hunting คือสภาวะของการเกิด Oscillation ของสัญญาณควบคุม ทำให้ตัว Final Element ไม่สามารถเข้าสู่ค่า Set Point ได้ใน Control Value ส่วนมากเกิดจาก Control Signal จาก Positioner ที่มีปัญหาไม่คงตัว (unstable  signal) ทำให้ไม่สามารถควบคุม PV ได้ตามที่ต้องการ  ลักษณะอาการนี้อาจเกิดจากการรบกวนของ วิทยุรับส่งก็ได้ หรือจากอุปกรณ์ที่กำเนิดคลื่นวิทยุกำลังสูงต่างๆ   อาการเช่นนี้จะทำให้ stem valve เกิดการขยับตัวตลอดเวลา เพื่อที่วิ่งเข้าหา set  point แต่ก็ไม่สามารถเข้าหาได้  จึงเกิดการขยับไปมาตลอดเวลา ในลักษณะนี้ส่งผลเสียโดยตรงต่อ mechanical equipment ได้แก่ packing , positioner  mechanism , actuator เป็นต้น ที่จะเกิดการสึกหรอเร็วกว่าปกติ รวมทั้ง เกิด process deviation คือเกิดการเบี่ยงเบนของการผลิตหรือคุณภาพผลิตผล เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับ fuel  oil  flow control  valve หรือวาล์วควบคุม flow  rate ของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาไหม้  ก็จะทำให้ค่าอุณภูมิเผาไหม้ไม่คงที่ หากเป็นระบบการผลิตไอน้ำก็จะทำให้ได้ค่า pressure  and  temperature ของไอน้ำมีค่า ไม่คงที่ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอุปกรณ์อื่นๆอีกมากทำให้ระบบเกิดการปั่นป่วนได้  ดังรูป


1.40   Instrument Pressure คือ Output Pressure จากController (I/P) เพื่อใช้สั่งการ Control Value ให้ Action ตามต้องการ

   
แสดงตำแหน่งของ instrument  pressure

ที่มา Control valve handbook ,3rd edition , FISHER Controls international LLC,USA

1.41   Loading Pressure คือ ความดันที่ทำให้ Pneumatic Actuator ทำงานหากไม่มี I/P converter ค่า Loading Pressure จะใช้ Instrument Pressure แทน

1.42   Operating Media คือ Fluid ที่ต้องการควบคุม Flow Rate ด้วย Control Value มีค่า Max. Flow Rate 100 m3/hr ที่ 100

1.43   Range คือ ย่านของการใช้งานหรือย่านของการวัด เช่น 3 to 15 psi, -40 oC to 100 oC เป็นต้น

1.44   Span คือ ช่วงของ Range เช่น 3 to 15 psi ค่า Span คือ 15-3 = 12 psi เป็นต้น

1.45   Repeatibility เป็นความสามารถของ Instrument ที่สามารถวัดค่าได้ค่าเดิมหรือใกล้เคียงกับค่าเดิมภายใต้สภาวะหรือเงื่อนไขเดิมโดยขึ้นอยู่กับ วิธีการวัด   , ผู้ทำการวัด, ตัวอุปกรณ์ที่ใช้วัด (คุณภาพ), ตำแหน่งที่ทำการวัด, Condition (เช่น อุณหภูมิ , ความดัน ฯลฯ) โดยวัดเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ปกติการบอกค่าจะบอกเป็น Standard Deviation เช่น การวัดความดันของน้ำที่อุณหภูมิ 80 oC, Flow Rate 50 m3/hr สมมุติว่าวัดค่า P ได้เท่ากับ 10.0 bar ในเวลาต่อมาค่า T และ Flow Rate เปลี่ยนไปจนกระทั่งกลับมาที่ 80 oC และ 50 m3/hr ค่า P ควรจะวัดได้ 10.0 bar เท่าเดิม หมายความว่าทุก ๆ ครั้งที่ Process เดินทางผ่านเส้นทางเดิมค่าที่วัดได้ในช่วงเวลานั้น ๆ ควรจะเท่าเดิมด้วย ดังรูป


ที่มา Control valve handbook ,3rd edition , FISHER Controls international LLC,USA

    มิใช่ครั้งที่  1  วัดได้  P  =   10.0 bar

     ครั้งที่  2  วัดได้  P  = 11.5 bar  

     ครั้งที่  3  วัดได้  P  =   9.0 bar

โดยสภาวะต่าง ๆ ณ เวลานั้น ๆ (ที่ทำการวัดค่า) ยังเหมือนเดิม คือ ที่อุณหภูมิ 80 oC, Flow Rate 50 m3/hr  อย่างนี้เรียกว่ามี Repeatibility ไม่ดี    

ค่าRepeatibility ในอีกความหมายหนึ่งคือ ความสามารถของ Instrument ที่วัดค่าและได้ Output ออกมา โดยค่า Input ที่ป้อนยังคงเดิมภายใต้สภาวะ Operating Condition เดิมในช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วงหนึ่ง เช่น ใช้ Multimeter วัดค่า Voltage ของแหล่งจ่ายแรงดัน (Ideal Power Supply) ต้องวัดค่าได้ค่าเดิมทุกครั้งภายใต้เงื่อนไขเดิม เช่น วัดได้ 10.0 VDC จำนวน 10 ครั้ง เป็นต้น ในช่วงเวลาสั้น ๆ

1.46   Reproducibility เป็นค่าความสามารถของ Instrument ในการวัดค่าและให้ Output ออกมาค่าเดิมตามค่า Input ที่ป้อนเข้าไป ภายใต้เงื่อนไข Operating Condition เดิม แต่ช่วงเวลาเป็นการวัดค่าในช่วง 1 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี เช่น วันนี้วัดค่าได้ 100 bar อีก 3 เดือน ก็ควรจะวัดค่าได้ 100 bar ด้วย ภายใต้ Operating Condition เดียวกัน    Instrument ที่ดี ควรมีค่า Reproducibility ที่ดีด้วย

1.47   Drift มีความหมายใกล้เคียงกับ Reproducibility มากหรืออาจเรียกว่าเป็นคำ ๆ เดียวกันก็ได้ Instrument ที่ดี ไม่ควรเกิดค่า Drift ในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือใช้งานไปไม่กี่เดือน   ค่า Drift มี 2 ลักษณะ คือ

-          Point Drift โดยการกำหนด Operating Condition เดิมแล้วดูค่า Output ที่วัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากค่าเดิมเท่าไร   โดยให้ค่า Input Signal คงที่

-          Calibration Drift เป็นการนำตัว Instrument มาทำการ Calibrate ใหม่ โดยการเปรียบเทียบผลที่ได้กับ Calibration Report หรือ Calibration Curve เดิม ว่ามีความแตกต่างกันเท่าไรในทุก ๆ ค่าที่ทำการ Calibrate เช่น

ค่าเดิมที่ calibrate ครั้งแรก
 
 
 
 
 

Input  (%)

Output ( volt )
0.0

5.0
25.0

10.0
50.0

15.0
75.0

20.0
100.0

25.0



ค่าใหม่ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วระยะหนึ่ง 1 ปี
 
 
 
 
 

Input  (%)

Output ( volt )
0.0

4.5
25.0

10.4
50.0

14.5
75.0

19.5
100.0

24.3


จากตัวอย่าง จะเห็นว่ามีค่า Drift เกิดขึ้นประมาณ 0.5 ในทุก ๆ ค่า เป็นต้น โดยปกติค่า Drift ของอุปกรณ์จะบอกเป็น % Output Span  จากตัวเลข จะได้ค่า drift =0.5x100 / 20 =2.5% of  output  span

1.48   Static Error  เป็นค่า Error จากการวัดที่เงื่อนไขเดิม แต่เกิดความแตกต่างขึ้นเล็กน้อย

1.49   True Value (ค่าที่แท้จริง , ค่าจริง)

             True Value  =  Instrument Readout (ค่าที่อ่านได้จากเครื่องมือวัด) – Static Error

1.50   Sensitivity เป็นค่าอัตราส่วนระหว่าง Change of Output/Change of Input ในสภาวะ Steady State Condition

1.51   Dynamic Characteristic เกิดขึ้นจาก 3 ลักษณะ คือ

-          Step Change การเปลี่ยนแปลง Input แบบทันทีทันใด

-          Linear Change การเปลี่ยนแปลงค่า Input ในลักษณะค่อย ๆ เพิ่มหรือลด  หรือเรียกว่า ramp  signal

-          Sinusoidal การเปลี่ยนแปลงค่า Input ในลักษณะเป็น Sine Wave

ลักษณะของ Change เหล่านี้ทำให้เกิด Dynamic Error, Lag, Speed of Response, Fidelity, Etc.

1.52   Dynamic Error เป็นค่า Error ที่เกิดจากสภาวะของ Dynamic Characteristic ทั้ง 3 แบบ

1.53   Lag  or time  lag เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง input ขึ้น   โดยธรรมชาติของอุปกรณ์  จะไม่สามารถตอบสนองได้ในทันทีทันใด  จึงเกิด Time Lag ขึ้นเสมอ

1.54   Speed of Response คือ ความสามารถของ Instrument ในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงค่า Input   ยิ่งมี Speed สูงยิ่งดี แสดงว่าสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของ Input ได้เร็วมาก

1.55   Precision Error เป็นค่า Error จากสภาพ Conformity ของตัวอุปกรณ์วัด เช่น ตัว Resistor มีค่า R = 1.592 Mega Ohm มี Error 154 Ohm  ตัว Multimeter ที่นำมาวัดค่าและอ่านโดยคน (สมมติว่าไม่มี Error ที่คนอ่านค่า) ค่าที่แสดงจากเข็มวัด อ่านได้ที่ประมาณ 1.5  Mega Ohm ทั้ง ๆ ที่ค่าจริงนั้นอยู่ที่ 1.592 +154 Mega Ohm  ค่าที่อ่านได้จาก Scale นี้เรียกว่า Precision Error คือ เป็นค่า Error ที่เกิดจากขีดจำกัดของ Scale Reading ของเครื่องมือวัด

1.56   Zero Error เป็นค่า Error ของเครื่องมือวัดในช่วงค่า Input ต่ำ ๆ มักกำหนดค่าเป็น % Of Ideal Span

1.57   Zero Offset หมายถึง ในสภาวะปกติที่ยังไม่มี Input ให้กับ Instrument ตัว Indicator ควรแสดงค่าที่ศูนย์ แต่หากค่าที่อ่านได้ไม่เป็นศูนย์นั่นคือ การเกิด Zero Offset ต้องทำการปรับแต่งหรือ Calibrate ให้ Indicator แสดงค่าที่ศูนย์ให้ได้และต้องบันทึกค่าไว้ หากปรับ Zero ไม่ได้จริง ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนคือ กรณีของ Pressure Gauge หากนำมาวางไว้ในบรรยากาศปกติ เข็มชี้ค่าหรือ Pointer Indicator ควรชี้ค่าที่ “0”


1.58   Backlash เป็นค่า Mechanical Hystersis ส่วนมากเกิดขึ้นกับระบบ Gear, Linkage, Mechanical Transmission Device เป็นต้น เช่น การขบกันของเฟืองเกียร์ เมื่อหมุนตามเข็มนาฬิกา ตำแหน่งของเกียร์ก็จะอยู่ตำแหน่งหนึ่ง แต่เมื่อหมุนทวนเข็มนาฬิกา ตำแหน่งของฟันเฟืองเกียร์มิใช่อยู่ในตำแหน่งเดิม แต่เปลี่ยนตำแหน่งเล็กน้อย ค่า Backlash ควรมีค่าน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามค่านี้ไม่สามารถทำให้หมดไปได้ เนื่องจากเป็นข้อจำกัดของชิ้นส่วนทางกลที่ต้องมี Clearance เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นกลไกหรือแบบ Non-Rigid Mechanism



2. Introduction to Control Value

               ในระบบการควบคุมอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนคือ Final Element ซึ่งรับสัญญาณควบคุมมาจาก Controller และทำหน้าที่ในการปรับแต่ง Process หรือ Manipulated Variable ดังรูป


Final Element or final  control  element  ประกอบด้วยอุปกรณ์หลาย ๆ ชนิด ได้แก่

-          Control Value (Pneumatic / Hydraulic)

-          Motor Operated Value

-          Pneumatic / Hydraulic Damper

-          Pump (Metering Pump)

-          Pneumatic / Hydraulic Cylinder

-          Shut off Value (pneumatic / Hydraulic)

-          Linear Drive Actuator

-          Other Mechanical Devices

จะเห็นได้ว่า control  valve เป็นส่วนหนึ่งของ final  element และจัดว่ามีความสำคัญในอันดับต้นๆ

2.1 หน้าที่ของ Control Value

Control Value เป็นอุปกรณ์หนึ่งใน Final Element โดยมีหน้าที่หลักที่สำคัญคือ ควบคุมอัตราการไหลของของไหล ( fluid  flow  control )หากกล่าวในภาษา Control System คือ ทำหน้าที่ในการปรับแต่ง Manipulated Variable เพื่อให้ได้ค่าตาม Set Point โดยมีการตรวจสอบด้วย Instrument ที่คอยตรวจจับค่าตัวแปรหรือ Measured Variable (Controlled Variable) หรือค่า PV แล้วส่งสัญญาณไปยัง Controller เพื่อเปรียบเทียบค่ากับ Set Point (SP) หากยังมีค่า Offset หรือ Error (SP-PV) เกิดขึ้นอยู่   ตัว Controller ก็จะสั่งการไปยัง Control Value ให้ทำการปรับแต่ง Process ต่อไปจนกว่าจะได้ค่าที่ต้องการหรือ Error = 0 เป็นการสิ้นสุดขบวนการทำงาน

2.2  ประเภทของ Control Value

แบ่งตามลักษณะการเคลื่อนที่ของ Drive Shaft ดังนี้

A. Linear Shaft Value  or Sliding  Stem  Valve ลักษณะการเคลื่อนที่ของ Drive Shaft จะเป็นแนวเส้นตรง ดังรูป


ที่มา  Control  valve  handbook , third  edition , FISHER Controls international LLC,USA

เอ่อ ภาพ ไม่สามารถแสดงได้
27/9/51 โพสต์โดย kittapon
3 จาก 11
เครื่องมือวัดความดัน
Pressure  Instrumentation



1.       Introduction

ความดัน คือ แรงกระทำต่อพื้นที่

P = F/A
F  คือ แรงกระทำซึ่งอาจเกิดจากของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ก็ได้ มีหน่วยมาตรฐาน เป็น Newton : N

A  คือ พื้นที่หน้าตัดที่ถูกแรงกระทำ มีหน่วยมาตรฐานเป็น ตารางเมตร

1.1     ความดันที่เกิดจากของเหลว (Liquid Pressure)

P  =  rgh

เมื่อ          P คือ ความดัน (N/m2) ซึ่งเป็น Static Head

               r คือ ความหนาแน่นของของเหลว (kg/m3)

               h คือ ความสูงของของเหลว (m)

               g คือ แรงโน้มถ่วงของโลก (m/s2)

               สำหรับ Dynamic Head (Velocity Pressure) นั้นจะถูกกำหนดโดยสมการของ Bernoulli ซึ่งกล่าวไว้ในเรื่องการวัดอัตราการไหล

               ความดันแบบ  Static จากของเหลวเป็นรูปแบบที่จะพบเห็นมากที่สุดในระบบเครื่องมือวัดทางอุตสาหกรรม

Velocity Pressure  =  Total Pressure – Static Pressure

1.2    ความดันที่เกิดจากก๊าซ  (Gas Pressure)

P  =  1 nmv2

        3

เมื่อ          P คือ ความดัน (N/m2)

               n คือ จำนวนโมเลกุลของก๊าซใน  1m3 (Number/m3)

               v คือ ความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ของโมเลกุลก๊าซ (m/s)

               m คือ มวลโมเลกุลของก๊าซ (kg)

ตัวอย่าง  เช่น การวัดความดันของอากาศอัด (Compressed Air)

1.3    ประเภทของความดัน ( Types of Pressure ) มี 4 ประเภท คือ

·        ความดันเกจ (Gauge Pressure)

·        ความดันสัมบูรณ์ (Absolute pressure)

·        ความดันแตกต่าง (Differential Pressure)

·        สภาวะสุญญากาศ (Vacuum Pressure)

***  เพื่อให้การเรียกชื่อเป็นแบบสากล  ควรเรียกเป็นภาษาอังกฤษ ดีกว่า เพราะสื่อความหมายได้มากกว่าการเรียกเป็นภาษาไทย  การแปลเป็นไทยบางครั้งทำให้สูญเสียความหมายได้ เช่นคำว่า superheated  steam  บางคนแปลว่า  ไอดง หรือไอน้ำยิ่งยวด หรือ  Yield  point บางคนแปลว่า จุดจำนน  ซึ่งล้วนแต่ทำให้เสียความหมายทั้งสิ้น รวมทั้งทำให้ผู้ที่ศึกษาไม่รู้ความหมายที่แท้จริงไปด้วย  จากประสบการณ์ของผู้เขียนเห็นว่าการแปลนั้นไม่ได้สื่อความหมายได้เลย   ดังนั้นไม่ต้องแสดงความเก่งที่จะพยายามแปลศัพท์เทคนิคใดๆทั้งสิ้น  ลองแปลคำว่า softwareหรือ windows จะแปลว่าอะไรที่สื่อความหมายได้

ถึงแปลได้ก็พูดกับใครไม่รู้เรื่อง




Type  of  pressure

ที่มา: Guide to the  measurement  of  pressure  and  vacuum, The  institute  of  measurement  and  control  ,LONDON,ISBN: 090-445-729X ,Published 1998


ที่มา THEORY  AND  DESIGN  FOR  MECHANICAL  MEASUREMENTS(THIRD  EDITION)BY: RICHARD S. FIGLIOLA , DONALD E. BEASLEY, ISBN 047-135-0834

อธิบายเพิ่มเติม

1.       ณ จุดความดันบรรยากาศหรือ Standard Atmospheric Pressure จะพบว่าเข็มของ Pressure Gauge จะชี้ที่เลขศูนย์ หมายความว่า ความดันเกจมีค่าเป็นศูนย์ ณ ที่บรรยากาศปกติ

2.       Perfect Vacuum หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Zero Absolute (จุดศูนย์ความดันสัมบูรณ์) มีค่า Pabs=0 หรืออยู่ในสภาวะสูญญากาศสมบูรณ์นั่นเอง

       Pabs = Patm + Pg  ที่ Pabs = 0   Pg =  -Patm  หมายความว่า Pressure  gauge จะชี้ค่าที่ -101325 kPa โดยประมาณ

1.3.1          ความดันเกจ (Gauge Pressure)

เป็นค่าที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมโดย Gauge Pressure มีค่าเป็นศูนย์ที่ความดันบรรยากาศ

สัญลักษณ์ที่ใช้ คือ Pg        หน่วยวัดที่ใช้จะมีตัวอักษร g กำกับอยู่ เช่น Barg, Psig เป็นต้น

1.3.2          ความดันสัมบูรณ์ (Absolute Pressure)

สัญลักษณ์ที่ใช้ คือ Pa หรือ Pabs

หน่วยวัดที่ใช้จะมีอักษร abs หรือ a กำกับอยู่ เช่น bar(abs), Psia เป็นต้น

ความดันสัมบูรณ์มีค่า เท่ากับ 101.325 kPa ที่ความดันบรรยากาศ (1atm) ค่าความดันสัมบูรณ์จะใช้สำหรับในการคำนวณทาง  Thermodynamic เป็นส่วนใหญ่ เช่น การหา Boiler Efficiency เป็นต้น

1.3.3          ความดันแตกต่าง (Differential Pressure)

สัญลักษณ์ที่ใช้ คือ ΔP    หน่วยวัดที่ใช้มักมีอักษร d , D กำกับอยู่ เช่น Psid เป็นต้น

1.3.4          สภาวะสุญญากาศ (Vacuum Pressure)

สัญลักษณ์ที่ใช้ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ส่วนมากจะใช้เครื่องหมายลบกำกับหน้าตัวเลข นอกจากนี้ยังใช้ abs หรือ Pabs ได้ด้วยแต่อาจเกิดความสับสนได้ง่าย วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรกำหนดเป็นค่าตัวเลขติดลบ เช่น  P = -10 Psig

หน่วยวัดที่ใช้โดยทั่วไปจะมีอักษร Vac กำกับอยู่ เช่น  750 mmHg vac เป็นต้น

การกำหนดในรูปแบบของ  Pabs เช่น 50 kPa (abs) หมายถึง อยู่ในสภาวะ Vacuum เท่ากับ 50 - 101.325 = - 50.325 Kpa  หรือ 50.325 kPaVac จะเห็นว่า การกำหนดในรูปแบบ Pabs อาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้งานได้ง่าย   จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าการเรียกแบบมีเครื่องหมายลบ( - ) สามารถสื่อความหมายได้ดีกว่า

หมายเหตุ  :  จุดศูนย์ของความดันเกจหรือสภาวะบรรยากาศ จะมีค่าแตกต่างประมาณ 5% แต่ในทางปฏิบัติถือว่ามีค่าเท่ากัน ( average  atmospheric  pressure )
ระดับของสภาวะ Vacuum

Ø     ระดับต่ำ (Low level) คือ อยู่ในช่วง –25 จนถึง –736 mmHg

Ø     ระดับกลาง (Medium Level) อยู่ในช่วง 1 จนถึง  –10-3 torr หรือ  –759 mmHg จนถึง

        –759.999 mmHg

Ø     ระดับสูง (High Level) อยู่ในช่วง 10-3 จนถึง 10-7 torr หรือ –759.999 mmHg จนถึง –759.9999999 mmHg

Ø     ระดับสูงพิเศษ (Extreme high Level)  อยู่ในช่วง 10-7 torr ลงไป

   1 torr มีค่าเท่ากับ 1 mmHg ส่วนมากใช้กับระบบที่เป็น Vacuum      1 บรรยากาศ ( 1 atm )  =  760 torr


2.       Method of Pressure Measurement   มีหลายวิธีการด้วยกัน คือ

2.1    Manometer method

2.2    Elastic pressure Transducer/Transmitter

2.3    Electrical Pressure Transmitter

2.4    Vacuum Pressure Measurement/Low Prossure Measurement

2.5    Balancing Force Ressure Measurement

รายละเอียดของแต่ละวิธีมีดังนี้

2.1    Manometer

เป็นอุปกรณ์วัดความดันเกจอย่างง่ายที่สุด โดยวัดที่ค่าความดันต่ำ ๆ มาโนมิเตอร์ อาศัยหลักการ Balance pressure กับน้ำหนักของของเหลวภายใน Column ดังนั้น การตอบสนองการวัดของ manometer ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของของเหลวใน Column

มาโนมิเตอร์มีด้วยกันหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีข้อดี ข้อเสียและ Application ที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
2.1.1 U-Tube Manometer

เป็นมาโนมิเตอร์ที่มีรูปแบบง่ายทีสุดในบรรดารูปแบบทั้งหลาย ส่วนมากนิยมใช้งานในห้องทดลอง เนื่องจากสามารถเลือกใช้ได้กับของเหลวเกือบทุกชนิด แต่ที่นิยมใช้คือ น้ำและปรอท ตลอดจนสามารถอ่านและบันทึกค่าได้ค่อนข้างแม่นยำด้วย

ลักษณะโครงสร้าง

               เป็นหลอดแก้วรูปตัว U และต้องเติมของเหลวเข้าไปบ้างส่วน ซึ่งที่นิยมใช้ที่สุดคือ น้ำ, ปรอท เนื่องจากว่าทั้ง 2 ชนิดมีค่า Specific Weight คงที่แม้อุณหภูมิจะเปลี่ยนไปก็ตาม โดยอาจปล่อยปลายด้านหนึ่งไว้กับบรรยากาศและปลายด้านหนึ่งต่อเข้ากับจุดวัดความดัน หรืออาจต่อปลายทั้งสองเข้ากับจุดวัดความดันก็ได้

·        หลักการในกรณีที่ต่อ U-Tube เข้ากับจุดวัดความดันทั้ง 2 ด้าน

อธิบายได้ด้วยสมการดังนี้  


U-Tube Manometer

ที่มา: INDUSTRIAL  INSTRUMENTATION  AND  CONTROL(SECOND  EDITION) , SK  SINGH , ISBN 007-048-290X , McGraw-Hill



                               P1-P2         =           (r-r1) (h1-h 2)g

                               DP           =           (r-r1) gh

เมื่อ          r  คือ ความหนาแน่นของของเหลวใน U-Tube (ปกติแบบนี้จะใช้ปรอท)

               r1 คือ ความหนาแน่นของของเหลวในท่อ (Main Pipe)

               h   คือ ความสูง แตกต่างที่เกิดจาก ความดันทั้ง 2 ด้าน ของ Manometer

               g   คือ แรงโน้มถ่วงของโลก

·        ในกรณีที่ต่อ U-Tube เข้ากับจุดวัดความดัน 1 ด้าน อีกด้านหนึ่งปล่อยอิสระกับบรรยากาศ ดังรูป


ที่มา หลักการและการใช้งานเครื่องมือวัดอุตสาหกรรม โดย สมศักดิ์  กีรติวุฒิเศรษฐ์ , พิมพ์ครั้งที่ 18 -2546 , ISBN 974-8325-148

อธิบายได้ด้วยสมการดังนี้

                               P1-P2         =           (r-r1) (h1-h 2)g

                                                 =           (r-r1) g D h

เมื่อ          P     คือ ด้านที่ต่อเข้ากับความดัน  r2  คือ บรรยากาศ

r       คือ ความหนาแน่นของของเหลวใน U-Tube

r1   คือ ความหนาแน่นของ Fluid เหนือของเหลวด้าน r2  ในที่นี้คือ อากาศและเมื่อเทียบ r กับ r1 และ r1 มีค่าน้อยมาก จึงให้เท่ากับ 0

ดังนั้น      DP         =             rg D h

               จากสมการจะพบว่า DP แปรผันตรงกับค่า Dh และค่า r ดังนั้นสมการออกแบบหรือเลือกใช้งาน Manometer จึงต้องคำนึงถึงตัวแปร 2 ตัว เป็นหลัก เช่น หลอดแก้วที่มีความสูง 1 เมตร ใช้ของเหลวที่เป็นน้ำ จะสามารถวัดความดันได้ในย่าน 0-98.066 mbar

               หากใช้ของเหลวเป็นปรอท จะสามารถวัดความดันได้ในย่าน 0-1329 mbar

คุณลักษณะที่สำคัญของ U-Tube Manometer

·        มีค่า Error ประมาณ  I 0.3% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอ่านค่าด้วย โดยอาจมีค่า Human Error เกิดขึ้นค่อนข้างมาก

·        ค่า Liquid Purity, Temperature, Atmospheric Pressure ที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนส่งผลต่อค่า Density ของของไหล จึงต้องนำมาคำนวณเพื่อชดเชยค่า Error ด้วย

·        ของเหลวที่เติมใน U-Tube ที่นิยมใช้คือน้ำ, ปรอท และน้ำมันผสม โดยคุณสมบัติที่สำคัญคือ ต้องไม่ทำปฏิกิริยากับ Fluid ที่ต้องการวัดความดันในระบบ ไม่กัดกร่อนไม่เป็นสารพิษ ไม่แข็งตัว ไม่เดือดง่าย ไม่ระเหยง่าย

·        ผลของ Surface Tension หรือ ค่าแรงตึงผิวของของเหลวที่เติมใน U-Tube จะทำให้การอ่านค่าผิดพลาดได้ การอ่านค่าที่ถูกต้องคือ ต้องอ่านค่า ณ จุดกึ่งกลาง Tube ไม่ว่าจะอยู่จุดสูงสุดหรือต่ำสุดก็ตาม ดังรูป


·        ย่านการวัดขึ้นอยู่กับขนาดความสูงของ U-Tube และสารที่ใช้เติม โดยทั่วไปจะใช้ U-Tube ความสูงประมาณ 1 เมตร เพราะหากสูงมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องการอ่านค่าที่ลำบาก

·        Manometer จัดเป็นเครื่องมือวัดความดันที่อยู่ในกลุ่มของ Reference Device ซึ่งประกอบด้วย Mc Leod Gauge, Barometer และ Dead Weight Tester

นอกจากนี้ยังอาจพบเห็น U-Tube Manometer ที่ใช้ของเหลว 2 ชนิด (Double Liquid Type manometer) เติมลงไปใน U-Tube ด้วย

โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ

·        ใช้วัดความดันของก๊าซเท่านั้น

·        มีความไวในการวัด (Sensitivity) มากกว่า Single Liquid ถึง 8-12 เท่า โดยค่า S ขึ้นอยู่กับค่าความแตกต่างของความหนาแน่นของของเหลวทั้ง 2 ชนิด นั่นคือ  S   a     1

                                                   D Density

ค่าความแตกต่างของพื้นที่หน้าตัดของกระเปาะกับพื้นที่หน้าตัดของหลอดแก้ว นั้นคือ
S a D Area

                                 รูปที่ 1                                                                 รูปที่2

ที่มา หลักการและการใช้งานเครื่องมือวัดอุตสาหกรรม โดย สมศักดิ์  กีรติวุฒิเศรษฐ์ ,พิมพ์ครั้งที่ 18 -2546 , ISBN 974-8325-148


จากรูป  ของเหลวด้านขวามือคือ น้ำ  r1  =  1 x 103  kg/m3

               ของเหลวด้านซ้ายมือคือ น้ำมัน  r2  =  0.9 x 103  kg/m3
               r1  คือ ความดันบรรยากาศ

               r2   คือ ความดันของระบบที่ต้องการวัด

จากรูปที่ 1 เป็นกรณีที่ r1  =  r2   น้ำซึ่งหนักกว่าน้ำมันจะอยู่ส่วนล่างของ U-Tube ค่า Static Head ของน้ำมันเท่ากับ r2  gh และ Static head ของน้ำเท่ากับ  r2  x h

                                                                                                                     r1  

จากรูปที่  2  r1  >  r2  

จุด Reference หรือจุด Balance เปลี่ยนไปอยู่กับ YY ระดับของนั้นลดลงเท่ากับ Ya/A = ระดับของน้ำเพิ่มขึ้นเท่ากับ  Ya/A

ระดับความแตกต่างของน้ำมันเปลี่ยนไปจากจุด XX ไปยัง YY มีค่าเท่ากับ Y

จะได้ P ที่จุด Y ดังนี้

P1y           =             P1 + r1 g (r2  + Y + Y a)

                                                     r1     A

P2y           =             P2 + r2 g (h + Y – Y a)

                                                                        A

ณ จุด YY   P1y   =   P2y

P2 – P1                    =             r1 gy (1 + a) – r2  gy (1 – a)

                                                                    A                      A

DP                         =             gy [r1 (1 + a) - r2  (1 – a)]

                                                                     A                 A  

2.1.2  Well Type Manometer or Single Tube Manometer

               เป็นมาโนมิเตอร์ ชนิดที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ คือ

·        มีความสะดวกในการอ่านค่า เนื่องจากมี Seale อยู่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น สามารถอ่านการเปลี่ยนแปลงได้ทันที

·        มีความไวสูง สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของความได้ดีมาก แม้จะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็ตาม


ที่มา: INDUSTRIAL  INSTRUMENTATION  AND  CONTROL(SECOND  EDITION)

, SK  SINGH , ISBN 007-048-290X , McGraw-Hill



จากรูป   P1 – P2              =                    rgh2 (1 + a)         =    DP  

                                                                                   A

เนื่องจาก  a  <  A  มาก ดังนั้น  a  จึงมีค่าใกล้ศูนย์ ในทางปฏิบัติจะให้เท่ากับศูนย์

                                                         A

ดังนั้น   DP   =   rgh2

ในกรณีที่  P2   =   ความดันบรรยากาศ

                  P1    =   rgh2

2.1.3          Inclined Manometer or Slant Manometer


ที่มา: INDUSTRIAL  INSTRUMENTATION  AND  CONTROL( SECOND  EDITION )

, SK  SINGH , ISBN 007-048-290X , McGraw-Hill



               P2 – P1    =   rgh

               H             =   L sine

คุณลักษณะที่สำคัญ

·        สามารถใช้วัดความดันค่าต่ำ ๆ ได้ดี ตั้งแต่ 0.254 mm H2O จนถึง 102.1334 mm H2O หรือ 10 mbar

·        มีความไวตอบสนองในการวัดสูงกว่าแบบท่อตรง โดยความไวขึ้นอยู่กับการปรับมุมของ Scale ซึ่งทำให้ระยะ L เปลี่ยนไปหากมุมลดลง จึงทำให้  DL  มีค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น DL/DP ซึ่งคือค่า Sensitivity มีค่าเพิ่มขึ้น

·        โดยทั่วไปมุม O จะเท่ากับ 10 องศา กรณีเป็นแบบ Fixed Type หรือชนิดที่สามารถปรับมุมได้

2.1.4          Micro Manometer


ที่มา: INDUSTRIAL  INSTRUMENTATION  AND  CONTROL( SECOND  EDITION ), SK  SINGH , ISBN 007-048-290X , McGraw-Hill



คุณลักษณะที่สำคัญ
·        สามารถใช้วัดความดันที่มีค่าต่ำมาก ๆ ได้ดีกว่า Inclined Manometer

·        ใช้ Micrometer ในการอ่านค่าการเปลี่ยนแปลงของระดับของของเหลว ซึ่งทำให้ทราบความดันนั่นเอง

2.1.5          Error in Manometer

เกิดจากปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ คือ

1.       Capillary Size Effect  ผลจากขนาดของ Tube ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 mm จะทำให้การวัดและอ่านค่าผิดพลาดได้ง่าย อย่างไรก็ตามในกรณีที่ต่อทั้ง 2 ด้านของมาโนมิเตอร์เข้ากับจุดวัดความดัน ปัญหานี้จะไม่หมดไป

2.       Temperature Changed Effect

·        อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลต่อค่าความหนาแน่นของของเหลว จึงทำให้เกิด Error ขึ้น เช่น หากอุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ความหนาแน่นของของเหลวลดลงและเกิดการขยายตัวของ Fluid ทำให้การอ่านค่ามากกว่าความเป็นจริงได้

·        ผลของอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่เหมาะสำหรับมาโนมิเตอร์ที่ใช้ Working Fluid เป็นแบบ mixer Fluid หรือสารผสมต่าง ๆ เพราะสารเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Specific Weight ได้จากการผสมกัน ดังนั้นจึงยากที่จะคำนวณค่าชดเชยความผิดพลาดได้ (Error Compensation) ในทางปฏิบัติจึงไม่ค่อยนิยมใช้ Working Fluid แบบ Mixed Type เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ข้างต้น

·        ผลของแรงตึงผิวของ Working Fluid (Meniscus Effect) โดยที่หาก Working Fluid เป็นปรอทซึ่งมีค่าแรงตึงผิวสูง จะทำให้ปรอทไม่เกาะติดผิวของ Tube และไม่ทำให้ Tube เปียก ดังนั้น จึงเกิดเป็นลักษณะโค้งนูนขึ้นคล้ายเลนส์นูน การอ่านค่าที่ถูกต้องคืออ่านค่าของจุดที่อยู่ตรงกลางของ Tube

·        หาก Working Fluid เป็นน้ำซึ่งมีค่าแรงตึงผิวต่ำ โดยน้ำจะทำให้ผิวของ Tube เปียกและเกาะติดที่ผิวของ Tube ดังนั้นจึงเกิดเป็นลักษณะโค้งเว้าคล้ายเลนส์เว้น การอ่านค่าที่ถูกต้องก็เช่นเดียวกับกรณีของปรอท

สำหรับ Working Fluid ที่เป็นแบบ Mixed Type นั้นจะไม่ทราบรูปแบบที่แน่นอน แต่หลักการอ่านค่านั้นจะเหมือนกับน้ำและปรอท

2.1.6          Working Fluid for Manometer

ที่นิยมใช้คือ น้ำ, ปรอท, Red Oil ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญต่างกันตามความต้องการใช้งาน กล่าวคือ

กรณีใช้น้ำ

1.       ใช้ได้ดีกับ Manometer ที่ต้องการวัดความดันของอากาศ

2.       ความยาวของ Tube มีค่าจำกัดดังนั้นการอ่านค่าความดันจึงต้องอยู่ในช่วงแคบ ๆ โดยปกติไม่ควรเกิน 2000 mmAg

3.       หากอยู่ในสภาวะอากาศที่หนาวเย็น จะต้องผสมหรือใช้สาร Anti Freeze แทนน้ำและหากอยู่ในสภาวะอากาศร้อนที่จะทำให้เกิดการระเหยของน้ำจะต้องผสมหรือใช้สาร Kerosene แทนน้ำ

กรณีใช้ปรอท

1.       ใช้ในกรณีที่ต้องการอ่านค่าความดันที่สูงขึ้น เนื่องจากหากใช้น้ำแล้วจะต้องสร้าง Tube ให้มีขนาดยาวมาก ๆ ซึ่งไม่สะดวกในการอ่านค่า โดยจะทำให้ความยาวของ Tube ลดลง 13.6 เท่า

2.       ใช้ได้ดีในกรณีของการวัด Pressure ที่มี Fluid เป็นพวกไอน้ำ หรือจำพวกที่ใช้กับน้ำไม่ได้เพราะจะเกิดปัญหาเรื่องการผสมกันของ Fluid ที่ต้องการวัด Pressure กับ Working Fluid ใน Manometer

กรณี Red Oil

1.       ใช้ในกรณีที่ต้องการอ่านในระยะไกล เหมาะสำหรับระบบที่เป็นพื้นที่อันตรายเช่น สารเคมี, สารเกิดพิษอื่น ๆ เป็นต้น

2.        ผลของอุณหภูมิจะทำให้การอ่านค่าผิดพลาดได้มากที่สุด

สรุป  ข้อดี ข้อด้อยของ Manometer ชนิดต่าง ๆ

ข้อดี (Advantage)

1.       มีโครงสร้างอย่างง่าย ทำให้ประหยัดค่าบำรุงรักษา และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

2.       High Accuracy

3.       High Sensitivity

4.       เหมาะสำหรับการวัด Pressure ที่มีค่าต่ำ ๆ ได้ดี รวมทั้งสามารถวัด Vacuum Pressure และ Differential Pressure ค่าต่ำ ๆ ได้ดีอีกด้วย

5.       สามารถเลือกใช้  Working Fluid ได้หลายชนิดขึ้นอยู่ลักษณะของการ Application

6.       มีราคาถูก

ข้อด้อย (Disadvantage)

1.       มีขนาดใหญ่

2.       เคลื่อนย้ายลำบาก เพราะอาจเกิดการหักได้ง่าย

3.       การติดตั้งต้องทำการ Levelling หรือ Set ระดับให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะอ่านค่าผิดพลาด

4.       อาจเกิดการกลั่นตัวของ Fluid ในระบบที่ต้องการวัด แล้วสะสมใน Manometer

5.       ปัญหาการระเหย การแข็งตัวของ Working Fluid อาจเกิดขึ้นได้หากเลือกใช้ Fluid ไม่เหมาะสม

6.       ไม่มี Over Range Protection

7.       ใช้วัดความดันย่านต่ำ ๆ เท่านั้น

8.       มีข้อจำกัดเรื่องความสูง/ความยาวของ Scale หากสูงจะอ่านค่าลำบาก และติดตั้งยาก

9.       Fluid ของระบบที่ต้องการวัด Pressure ต้องเหมาะสมกับ Working Fluid ใน Manometer มิฉะนั้นอาจเกิดการ Mix เป็นเนื้อเดียวกันได้หรืออาจเกิดปฏิกิริยา ทำให้เกิดความเสียหายได้

2.2   Elastic Pressure Transducer / Device

               Elastic Element เป็นชิ้นส่วนสำคัญของ เครื่องมือวัดความดันประเภทนี้ ชิ้นส่วนนี้จะเปลี่ยนรูปร่าง (Deformation) เมื่อได้รับความดัน ซึ่งการ Deform นี้จะถูกแปลงเป็นการวัดในรูปแบบของสัญญาณทางไฟฟ้าหรือทางกล ทำให้สามารถแสดงค่าความดันบน Scale ของเครื่องมือวัดได้

Elastic Element มีหลายลักษณะ ได้แก่

-         Bourdon Tube

-         Bellows

-         Diaphragm

-         Capsule


ที่มา  MECHANICAL  MEASUREMENTS(FIFTH  EDITION-1993)  BY:THOMAS G. BECKWITH , ROY D. MARANGONI , JOHN H. LEINHARD V,ISBN 0201-569-477



ข้อดีของการทำ Elastic Element มาใช้งานคือ สามารถใช้งานได้ในย่านการวัดที่กว้างมาก ๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบชิ้นส่วน Elastic Element

2.2.1          Bourdon Tube Element


THEORY  AND  DESIGN  FOR  MECHANICAL  MEASUREMENTS(THIRD  EDITION)BY: RICHARD    S.FIGLIOLA , DONALD E. BEASLEY,  ISBN 047-135-0834
27/9/51 โพสต์โดย kittapon
4 จาก 11
transmitter
29/9/51 โพสต์โดย Shinko
5 จาก 11
k.kittapon

ตอบได้ล้ำลึกมาก มีหนังสือ หรือเวป แนะนำ ไม๊ครับ

อยากเป็นวิศวกรมั๊งจัง

เท่
30/9/51 โพสต์โดย kett
6 จาก 11
temp control
process control
temperature control

No.1 Micro computer process controller FY100 FY101 FY400 FY600 FY700 FY800 FY900
7/10/51 โพสต์โดย TAiE
7 จาก 11
temperature controller
8/10/51 โพสต์โดย เครื่องควบคุมอุณหภูม
8 จาก 11
Process controller to control it
13/10/51 โพสต์โดย อุณหภูมิ
9 จาก 11
Level transmiter 0/p 4-20mA
20/10/51 โพสต์โดย Fine Automation
10 จาก 11
TC.
20/10/51 โพสต์โดย hero
11 จาก 11
temperature and Humidity transmitter
moisture transmitter
20/10/51 โพสต์โดย RiXEN
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
pressure transmitter ทำงานอย่างไรและติดตั้งตรงไหน
วิธีใช้ pressure switch
เครื่องทำน้ำอุ่น Flow switch กับ Pressure switch แบบไหนดีกว่ากัน
อยากทราบ วิธีการ calibration Flow transmitter
วิธีปรับ FM transmitter kamaz NAAV 450 T
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู