หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
อัยการคืออะไร
อยากรู้ว่าอัยการคืออะไรและถ้าจะทำอาชีพนี้ต้องเก่งทางด้านไหนและเวลาจะต่อเข้ามหาวิทยาลัยต้องเข้าคณะอะไรคะ
การเมือง | กฏหมาย | การศึกษา 11/3/52 โพสต์โดย suttida
คำตอบ
1 จาก 5
ก็ต้องจบ "นิติศาสตร์" ก่อน...

แล้วสอบ "เนติบัณฑิต"...

ต่อไปก้สอบเป็น "อัยการ...
..................................

อัยการ [ไอยะ] น. การของเจ้า; (โบ) ตัวบทกฎหมาย เรียกว่า พระอัยการ; (กฎ)

ชื่อสำนักงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาทั้งปวง

ดำเนินคดีแพ่งและให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่รัฐบาลและหน่วยงาน

ของรัฐ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและอำนาจหน้าที่ตาม

ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เรียกว่า สำนักงานอัยการสูงสุด, เดิมเรียกว่า

กรมอัยการ, ถ้าหมายถึงเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายแผ่นดิน

เพื่ออำนวยความยุติธรรมรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และคุ้มครองสิทธิและ

เสรีภาพของประชาชน เรียกว่า พนักงานอัยการ หรือ ข้าราชการอัยการ,

เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้ จะเป็นข้าราชการ

ในสำนักงานอัยการสูงสุดหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้,

โบราณเรียกว่า พนักงานรักษาพระอัยการ ยกกระบัตรหรือ ยกบัตร.
11/3/52 โพสต์โดย Winyu444
2 จาก 5
คำว่า "อัยการ" ตามรูปศัพท์
               คำว่า "อัยการ" ได้ปรากฎพบตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในกฎมนเฑียรบาล รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตราไว้เมื่อวันเสาร์ เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ " จุลศักราช 720(พ.ศ.1901)ว่า "..จึงต้องพระราชอาญาอัยการ ทหาร พ่อเรือน ชายหญิง สมณพรหมณ์จารย์.."
               ศัพท์ครั้งแรกที่พบเขียนว่า "อัยการ" แต่ต่อมามีการเขียนแตกต่างกันออกไป จนกระทั่งมาคงอยู่ ในรูปศัพท์ "อัยการ"ในปัจจุบัน เช่น ในคำพระราชปรารภในกฎหมายตราสามดวงและข้อความในลักษณะพระธรรมสาตรใช้คำว่า "พระไอยการ" ในหนังสืออัยการนิเทศเล่ม 1-2 พ.ศ.2478 - 2479 ใช้คำว่า "อัยยการนิเทศ" ในหนังสือบรรยายประวัติศาสตร์กฎหมายของหลวงสุทธิวาทนฤพุฒิ โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2512 มีหลายแห่งใช้คำว่า "พระอายการ" เช่น พระอายการลักษณะเบ็ดเสร็จ
               พิจารณาตามรูปศัพท์ของคำว่า "อัยการ"จะเห็นได้จากปทานุกรมกระทรวง ธรรมการ พ.ศ.2470 ว่า
การเขียนในสมัยนั้นได้ใช้ตัวอักษรว่า "อัยยการ" คือมีตัว อักษร "ย" เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว ซึ่งพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ ประพันธ์ ทรงอธิบายว่าการที่เขียน "อัยยการ" ก็เพิ่งเขียนขึ้นเมื่อออกปทานุกรม ฉบับนี้เองแต่ก่อนไม่เคยเห็นเขียนเช่นนั้น ครั้นต่อมาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ.2493 ได้กลับใช้คำว่า "อัยการ" เมื่อยกศัพท์ว่า "อัย" หรือ "อัยย" ซึ่งเป็นคำบาลี แปลว่า "ผู้เป็นเจ้าผู้เป็นใหญ่ นาย" คำว่า "การ" คืองานหรือหน้าที่ ฉะนั้นคำว่า "อัยการ" ตามความหมายของการแยกศัพท์ ก็คืองานของ ผู้เป็นเจ้านาย หรือ งานของผู้เป็นใหญ่ แต่ความหมายในปทานุกรมหรือพจนานุกรมได้ผิดแผกออกไป คือ หมายความว่า ชื่อกรมหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ฟ้องความแผ่นดิน หรือเจ้าหน้าที่ในกรมนั้น

คำว่า "อัยการ" ตามรูปกฎหมาย
               การค้นหาที่มาของคำว่า "อัยการ" ตามกฎหมายเก่า เสด็จพระเจ้าวรวงค์ เธอ ซึ่งได้กล่าวพระนามข้างต้นนั้นได้ทรงยกพระราชปรารภในประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 และในลักษณะพระธรรมสาตร ขึ้นพิจารณาดังนี้
               ในพระราชปรารภในประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 มีความว่า "แลฝ่ายข้าง อาณาจักร กสัตรผู้จะครองแผ่นดินนั้นอาศัยซึ่งโบราณราชนิติกฎหมาย พระอายการ อันกสัตร แต่ก่อนบัญญัติไว้ให้เป็นบรรทัดฐานจึงพิพากษา ตราสินเนื้อความราษฎรทั้งปวงได้โดยยุติธรรม และพระราชกำหนดบท พระอายการนั้น ก็ฟั่นเฟือนวิปริตผิดซ้ำต่างกันไปเป็นอันมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดข้าทูลอองฯ ที่มีสติปัญญาได้ 11 คน ชำระพระราช กำหนดบทพระอายการอันมีอยู่ในหอหลวง ตั้งแต่พระธรรมสาตรไปให้ถูกถ้วนตามบาลีเนื้อความผิดมิให้ผิดเพี้ยน.."
               ในพระธรรมสาตรมีความว่า "อันสาขาคดีนั้น คือ ลักษณะพระราชกำหนดบทพระอายการ และพระราชบัญญัติซึ่งจัดเป็นพระราชสาตรทั้งปวง อันโบราณราชกสัตรทรงพระอุตสาหะพิจารณาคำนึง ตามพระ คัมภีร์
พระธรรมสาตร แล้วมีพระราชบัญญัติดัดแปลงตกแต่งตั้งเป็น พระราชกำหนดบทพระอายการไว้โดยมาตราเป็นอันมากทุก ๆ ลำดับ กสัตรมาตราบเท่าทุกวันนี้"

               พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นั้นได้ทรงวินิจฉัยว่า ตามที่ปรากฎคำว่า "อายการ" อยู่ในที่ 2 แห่งนี้ ก็พอจะเห็นความหมายของคำว่า "อัยการ" ได้แล้ว กล่าวคือ พระราชกำหนดบทพระอายการได้แก่ราชสาตรหรือ
บทกฎหมายที่กสัตร ได้ทรงกำหนดขึ้นตามหลักฎหมายในพระธรรมสาตร
               คำว่า "พระอายการ" ตามที่ได้ทรงยกขึ้นเป็นตัวอย่างที่ 4 แห่งข้างต้นนั้น ตัวพิมพ์ในกฎหมายเก่า 2 เล่มของหมอบลัดเล ใช้คำว่า พระไอยการ และคำว่า พระไอยการ นี้ ยังมีการเขียนปรากฏอยู่ในกฎหมายเก่าอีกหลายบท เช่น ในกฎมณเฑียรบาลใช้คำว่า "กำหนดพระราชกฤษฎีกา ไอยการ พระราชกุมาร พระราชนัดดา ฝ่ายพระราชกุมารเกิดด้วยพระอัครมเหษี คือ สมเด็จหน่อ พระพุทธเจ้าอันเกิดด้วยแม่หยัวเมือง เป็นพระมหาอุปราชเกิดด้วย
ลูกหลวงกินเมืองเอก เกิดด้วยหลานกินเมืองโท เกิดด้วยพระสนม เป็นพระเยาวราช"เป็นต้น ความหมายแห่งคำว่า "ไอยการ" ตามความที่ใช้ในกฎมณเฑียรบาลนี้ หลวงอรรถไกวัลวที อธิบายว่า หมายความถึง ทำเนียบหรือ หน้าที่สำหรับปฏิบัติและถ้าจะได้ศึกษากฎมณเฑียรบาลโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ในกฎมณเฑียรบาลมีความกล่าวถึงหน้าที่ของพนักงานต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก เช่น "...ห้ามแห่ แลขี่ม้า เข้ามาในสนาม ไอยการขุนดาบห้าม ถ้าขุนดาบ มิได้ห้ามปรามไซร้ โทษขุนดาบสามประการ.." และนอกจากนี้ ตามกฎ มณเฑียรบาลได้กล่าวถึงหน้าที่มหาดไทยความว่า "ไอยการ" ลูกขุน พ่อเรือน หมู่ไพร่พลทหาร โทษอาญา และช้างม้างา เชือก เรือ สังกัดกฎหมาย และหญ้า แล งาน ณรงคสงคราม ทั้งนี้ พนักงานมหาดไทย" ซึ่งพอจะเห็นความหมายของคำว่า "ไอยการ" ได้ว่า หมายถึง หน้าที่หรือการซึ่งจะต้อง ปฏิบัติหรือระเบียบปฏิบัติ
               พลตรีพรเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงชี้แจงว่าเมื่อเห็น การเขียนสองรูปคือ "อายการ" และ "ไอยการ" แล้วก็เห็นได้ว่ามาจากคำว่า "อาย" หรือ " ไอย" ซึ่งแปลว่า ทางไปหรือทางดำเนิน ทางปฏิบัติ" และตามตัวอย่างที่ปรากฎในกฎมณเฑียรบาลที่ยกขึ้นกล่าวนั้น จะเห็นว่า "อัยการ" แปลว่า "ทำเนียมปฏิบัติ หรือหน้าที่ปฏิบัติ คือ ไอย ก็ตรงกับคำว่าปฏิบัติ นั้นเอง หรือถ้าจะใช้อีกคำหนึ่งให้มีความหมายว่า การไป การดำเนิน เราก็มี คำว่า จารีต ซึ่งเมื่อรวมความหมายของคำว่า "อายการ" และ "ไอยการ" ซึ่ง ปรากฏในกฎหมายเก่าเป็นลำดับมานั้นแล้ว "พระราชกำหนดบทพระอายการ" จึงแปลว่า "พระราชกำหนดบทราชปฏิบัติหรือบันทัดฐานการปฏิบัติซึ่ง
กสัตรบัญญัติไว้"

    และในที่สุดคำว่า "อัยการ" จึงได้แก่ "กฎหมายซึ่งกสัตรบัญญัติตาม หลักพระธรรมสาตร และตามขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งปฏิบัติ
กันมา แต่ยังไม่เป็นบันทัดฐานกสัตรบัญญัติขึ้นให้ เป็นบันทัดฐานสำหรับราษฎร และผู้ตัดสินความจะได้ถือปฏิบัติต่อไป"

คำว่า "อัยการ" หมายถึงผู้รักษา
               ความหมายของคำว่า "อัยการ" ตามประวัติที่มาของกฎหมายดังกล่าว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่ามีความหมายตรงตามรูปศัพท์ที่ว่า เป็นงานของผู้เป็นใหญ่ หรือเป็นบทกฎหมาย ซึ่งกสัตรบัญญัติขึ้น ส่วนคำที่เรียกขานว่า "อัยการ" อันมี ความหมายถึง เจ้าพนักงานผู้รักษากฎหมายในกาลต่อมา ชั้นเดิมทีเดียวน่าจะ เรียกกันในหมู่ผู้รักษากฎมณเฑียรบาลว่า "ผู้ถืออัยการ" โดยจะพึงเห็นได้ จาก กฎมณเฑียรบาล ซึ่งตราขึ้นเมื่อจุลศักราช 720 ตอนหนึ่งมีความว่า "อนึ่ง ผู้ถืออัยการและอาญาทั้งปวง มีผู้ทำผิดอัยการซึ่งมิชอบ และ ผู้ถืออัยการมิได้ว่าตามอัยการที่ชอบไซร้ อันจะลงโทษแก่ผู้กระทำผิดอัยการนั้น ฉันใดให้ลงโทษแก่ผู้ถืออัยการ อันมิได้ว่ากล่าวนั้นด้วย" ความเป็นมา ของผู้เป็นทนายแผ่นดินในกาลต่อมา เพิ่งจะปรากฏชัดเจนในถ้อยคำ ต่อเมื่อ ได้มีประกาศกฎกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยคนอนาถายากจนฟ้องความลงวันที่ 29 มีนาคม ร.ศ.111 ข้อ 12. ความว่า "เจ้าพนักงานกรมอัยการอาจขอให้ ศาลสั่งห้ามมิให้โจทก์ว่าความอย่างคนอนาถาได้ ถ้าปรากฎว่าโจทก์มิได้ เป็นคนอนาถาจริง" และความในบทบัญญัติข้อ 12.แห่งพระราชบัญญัติ จัดการในสนามสถิตยุติธรรม ร.ศ.111 ซึ่งบัญญัติถึงเจ้าพนักงานกรมอัยการฟ้อง ความไม่ต้องสาบาลตัว ก็ได้ใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพราะแต่เดิมมามิได้ มีอัยการเป็นผู้ฟ้องความอาญาแผ่นดิน ราษฎรผู้มีคดีความในโรงศาล หรือมี เรื่องราวจะฟ้องกล่าวโทษ ถวายฎีกาก็ไปให้ "เจ้าพนักงานกรมล้อมพระราชวังเรียงความและเขียนเรื่องราวให้" (ดูประกาศรัชกาลที่ 4 ประกาศว่าด้วยผู้ซึ่ง ถวายเรื่องราวและฎีกา) หรือมิฉะนั้น ก็ไปร้องต่อจ่าศาลด้วยตนเองว่าประสงค์ จะฟ้องความเช่นนั้นฯ จ่าศาลก็จดถ้อยคำเป็นหนังสือมอบให้พนักงานประทับ รับฟ้อง (ดูลักษณะธรรมสาตรในกฎหมายตราสามดวง) และจ่าศาลบังคับให้ โจทก์สาบาลก่อนฟ้องว่าเป็นความจริง (ดูพระราชบัญญัติว่าด้วยบังคับโจทก์ ให้สาบานก่อนฟ้องความอาญา ร.ศ.111) หรือถ้าเห็นว่าการที่ตนจะฟ้องความ เองจะเป็นการเสียเปรียบก็แต่งทนายไว้ความให้ไปว่าต่างได้ (ดูพระราชบัญญัติว่าความศาลต่างประเทศ จ.ศ.1243)

    เรื่องประวัติของอัยการนี้ พลตรี สุข เปรุนาวิน เนติบัณฑิต อดีตอัยการ และหลวงอรรถไกวัลวที อดีตรองอธิบดีกรมอัยการ ได้เรียบเรียง "ระบอบอัยการ" ลงพิมพ์ในหนังสือบทบัณฑิตย์กล่าวความถึงประวัติของอัยการในประเทศไทย ว่า "อัยการในปัจจุบันนี้ แต่เดิมมาถือว่าเป็นองค์การส่วนหนึ่งของกิจการ ยุติธรรมแต่โบราณกาลมิได้เรียกว่า อัยการ คำว่าอัยการเพิ่งมาเรียกใช้ สำหรับผู้มีหน้าที่ดำเนินคดีอาญาในศาลเมื่อตั้งกระทรวงยุติธรรมแล้ว

    คำว่า "อัยการ" ได้ถูกเรียกขานในพระราชบัญญัติบ้าง ในกฎกระทรวงบ้างว่า เจ้าพนักงานกรมอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้รักษากฎหมายมาตั้งแต่ ร.ศ. 111 ตลอดมาจน ร.ศ.114 เมื่อได้มีกฎหมายพระธรรมนูญศาลหัวเมืองบัญญัติ ถึงการแต่งตั้งอัยการในหัวเมือง จึงได้มีการเรียกอัยการว่า พนักงานอัยการ

***********************************

ขอบคุณค่า
11/3/52 โพสต์โดย พนมรุ้ง
3 จาก 5
ข้อมูลเเน่นมาก ๆ คุณพนมรุ้ง....เยี่ยม
12/3/52 โพสต์โดย okaka 18
4 จาก 5
คนขี้ฟ้อง
12/3/52 โพสต์โดย มานพ เอี่ยมสอาด
5 จาก 5
คณะนิติศาสตร์แน่นอน

อัยการโดยทั่วไปก็คือทนายของฝ่ายรัฐนั่นแหละครับ
คือทำคดีทั้งในกรณีที่รัฐเป็นจำเลย เช่น มีคนไปฟ้องศาลปกครอง ว่ารัฐทำไม่ถูก อัยการก็ต้องไปทำคดีต่อสู้
หรือกรณีที่รัฐเป็นโจทก์ เช่น ฟ้องคดีอาญาต่างๆ เช่นคดีฆ่าคนตาย หรือคดีแพ่งที่รัฐเป็นผู้เสียหาย อัยการก็จะเป็นทนายให้รัฐ
12/3/52 โพสต์โดย ridkun
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
อัยการคืออะไร
คนที่เป็นอัยการแล้ว ยังรับว่าความให้ประชาชนได้ไหมคะ
เป็นอัยการ ต่อสายอะไรดีครับ
อัยการนัดแต่ไม่ได้ไปขอเลื่อน ได้ไหม
อัยการ การสอบยากหรือเปล่าครับแล้วถ้ามีรอยสัก ที่ต้นขา จะไปสอบได้หรือเปล่าครับ (การตรวจร่างกายต้องแก้ผ้าหมดเลยหรือเปล่า)
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู