หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
มรรคมีองค์ 8 คือ อะไร ?
ธรรมะข้อนี้มีความหมายว่าอย่างไร
ศาสนา 21/1/54 โพสต์โดย ครูแก่
คำตอบ
1 จาก 5
ขอดูคำตอบดีกว่าค่ะครู
21/1/54 โพสต์โดย สาวนิรนาม
2 จาก 5
ยังปฏิบัติไม่ถึงค่ะ
รอผู้รู้มาตอบค่ะ
21/1/54 โพสต์โดย Erikah
3 จาก 5
มรรค ๘
มรรค (ภาษาสันสกฤต : มรฺค; ภาษาบาลี : มคฺค) คือ หนทางถึงความดับทุกข์ เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ (เรียกว่า มัคคสัจจ์ หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) และนับเป็นหลักธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหนทาง 8 ประการด้วยกัน เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค) โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน
6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะ พยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ
อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
มรรคมีองค์แปด สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา
• ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
• ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
• ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

ที่มา :: http://www.dseason.com/newsBoard/board.php?newsId=68


เอ่อ ทราบแค่นี้นะคะ ครูแก่
21/1/54 โพสต์โดย doraemon_pin
4 จาก 5
ก่อนไปถึงเรื่องมรรคมีองค์ 8 ต้องทราบก่อนว่ามรรคเป็นหนึ่งในอริยสัจ 4
อริยสัจ 4 ประกอบด้วย  ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้)   สมุทัย (ธรรมที่ควรละ
นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ)  มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ)  แบบย่อๆครับ
………………………………………………………….
@ มรรคมีองค์ 8 หรือ อัฏฐังคิกมรรคเรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า “ทางมีองค์ 8 ประการ อันประเสริฐ”มีดังนี้ครับ
1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท  
...........................................................................    
 2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป (กุศลวิตก 3)
กุศลวิตก 3 (ความตรึกที่เป็นกุศล, ความนึกคิดที่ดีงาม — wholesome thoughts)
     2. 1. เนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม, ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน — thought of renunciation; thought free from selfish desire)
     2. 2. อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย — thought free from hatred)
     2. 3. อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน, ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย — thought of non-violence; thought free from cruelty)
...............................................................................................................................................
3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต4
*การงดเว้นจากการพูดเท็จ
*งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
*งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
*งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
...................................................................
  4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต 3
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากฆ่าสัตว์ ๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากลักทรัพย์ ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากผิดลูกเมียท่าน.
...................................................................................................
  5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ
............................................................................................................
  6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน 4
*สังวรปทาน คือ เพียรระงับการกระทำอกุศล ไม่ให้เกิดขึ้น
*ปหานปทาน คือ เพียรละเลิกอกุศลที่กำลังกระทำอยู่
*อนุรักขปทาน คือ เพียรรักษา กุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว
*ภาวนาปทาน คือ เพียรฝึกฝนบำรุงกุศลธรรม ให้เจริญยิ่งขึ้น
..................................................................
  7. สัมมาสติ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4
*กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน ซึ่งกายในที่นี่หมายถึงประชุม หรือรวม นั่นคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟมาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับ กายล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
*เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน ไม่มองเวทนาด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
*จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้เจตสิกหรือรู้จิตก็ได้ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา คือไม่มองว่าเรากำลังคิด เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ จิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
*ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
..........................................................................
   8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ
…………………………………………………………..
 ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา  
 ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล  
 ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ
สิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา (ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน — the Threefold Learning; the Threefold Training)
      1. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง — training in higher morality)
      2. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือจิตอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมเช่นสมาธิอย่างสูง — training in higher mentality)
      3. อธิปัญญาสิกขา (สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง — training in higher wisdom)

      เรียกง่ายๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา (morality, concentration and wisdom)
……………………………………

มรรคมีองค์ 8 นี้ ได้ชื่อว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ 1กามสุขัลลิกานุโยค และ2อัตตกิลมถานุโยค
ที่สุด หรือ อันตา 2 (ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือมัชฌิมาปฏิปทา - the two extremes)
      1. กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข - the extreme of sensual indulgence; extreme hedonism)
      2. อัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง, การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน - the extreme of self-mortification; extreme asceticism)
…………………………………………….
ประมาณนี้ครับครูรายละเอียดเยอะกว่านี้มากครับย่อๆครับ
แหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ครับ http://www.84000.org/
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=293
21/1/54 โพสต์โดย คะน้าหมูกรอบ
5 จาก 5
มรรคมีองค์ 8 หมายความว่า เป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ที่ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติอย่างละเอียด ๘ ประการ แต่สรุปลงได้ ๓ ประการ คือ ปัญญา (คือความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าไม่มีตัวเราอยู่จริง), สมาธิ (ความตั้งใจมั่น), และศีล (ความปกติของจิตที่เกิดมาจากการไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น)
21/1/54 โพสต์โดย whatami.net
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
สัมมาสมาธิในองค์มรรค คืออะไร?
องค์มรรค 8
มรรค มีองค์ ๘ องค์ที่๒
หัวใจของชาวพุทธ :"))
มรรควิธี แดนสุขาวดี คือ
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู