หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ฮิวโก จุลจักร จักรพงษ์ เป็นอะไรกับเจ้าของวังปารุสก์พระองค์แรก
ดาราชาย | บันเทิง 2/2/51 โพสต์โดย กูเกิลกูรู
คำตอบ
1 จาก 9
เป็นเหลน
14/3/51 โพสต์โดย dfaf
2 จาก 9
เป็นเหลน
28/3/51 โพสต์โดย dfaf
3 จาก 9
เป็นเหลนค่ะ
30/3/51 โพสต์โดย fone
4 จาก 9
คุณแม่ของฮิวโก้ เป็นหลานสาวของเจ้าของวัง ฮิวโก้จึงเป็นเหลนของคุณตาทวดซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของวังองค์แรก
27/6/51 โพสต์โดย kunja
5 จาก 9
วังปารุสกวัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วังปารุสกวัน หรือย่อว่า วังปารุสก์ ตั้งอยู่หัวมุมถนนพิษณุโลก ตัดกับถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นวังที่ประทับของจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหาร จากประเทศรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2449 ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์กรมตำรวจ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล
ประวัติ
วังปารุสกวัน เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 โดยในวันที่ 30 ธันวาคม มีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างกำแพงยาว 275 เมตร รวมเป็นเงิน 22,075 บาท ต่อมาวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2447 จ่ายค่าก่อสร้างกำแพงส่วนที่เหลืออีกเป็นเงิน 61,173 บาท แต่ยังไม่รวมค่ากระเบื้องหลังคา แรกเริ่มมีสถาปนิก 3 คนช่วยกันออกแบบ คือ นายตามานโญ นายสก็อตส์ และนายเบย์โรเลรี แต่ 2 คนป่วยระหว่างการก่อสร้าง นายตามานโญป่วยเป็นอหิวาตกโรคและต้องเดินทางกลับยุโรป ส่วนนายสก็อตส์ป่วยเป็นไข้ทรพิษและเสียชีวิต เหลือแต่นายเบย์โรเลรี รับผิดชอบ จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2448[1] มีพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2449 และได้เสด็จประทับพระตำหนักนี้ตลอดพระชนมายุ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบคลาสสิก ก่ออิฐถือปูน ตามแบบวิลลาของอิตาลี ก่ออิฐถือปูน ทาสีครีม เดิมตัวพระตำหนักมี 2 ชั้น โดยชั้นล่างเป็นท้องพระโรง และห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ส่วนชั้นบนจัดเป็นบริเวณที่ประทับส่วนพระองค์ ห้องพระชายา ห้องพระบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรง และห้องทรงพระอักษร ต่อมามีการต่อเติมตัวพระตำหนักเพิ่มเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนจัดเป็นห้องพระบรรทม
ชื่อวังปารุสกวันได้มาจากชื่อสวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มี 4 แห่งคือ สวนมิสกวัน สวนปารุสกวัน สวนจิตรลดาวัน และสวนนันทวัน
ภายในวังปารุสก์ยังมีตำหนักอีกองค์หนึ่ง คือ ตำหนักสวนจิตรลดา ซึ่งแต่เดิมเป็นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำหนักสวนจิตรลดา แลกเปลี่ยนกับที่ดินบริเวณท่าวาสุกรี ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ และโปรดฯ ให้รื้อกำแพงที่คั่นกลางออก รวมตำหนักทั้งสองเข้าด้วยกัน ส่วนกำแพงสร้างที่ใหม่ทรงให้ประดับตราจักรและกระบอง ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ ไว้ที่ประตูกำแพงโดยรอบ
เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเสด็จทิวงคต เมื่อ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจตามกฎหมายระงับพินัยกรรมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ที่ทรงระบุให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดแก่หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส ชายาพระองค์ใหม่ โดยมีพระบรมราชโองการให้โอนวังปารุสกวันกลับคืนเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 วังปารุสกวัน เป็นที่ทำการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ก่อนจะย้ายไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์กรมตำรวจ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล
อนึ่ง มักมีผู้เข้าใจสับสนระหว่างตำหนักปารุสก์กับตำหนักสวนจิตรลดา โดยที่ำตำหนักปารุสก์ คือ พระตำหนักที่อยู่ทางด้านถนนราชดำเนินนอกตัดกับถนนพิษณุโลก อยู่ติดกับวังจันทรเกษม ในขณะที่ ตำหนักจิตรลดา คือ ตำหนักที่อยู่ทางด้านถนนราชดำเนินนอกตัดกับถนนศรีอยุธยานั่นเอง
นอกจากนี้ ตำหนักจิตรลดา ยังเคยเป็นสถานที่แข่งขันรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 5 อีกด้วย
ลักษณะอาคาร
เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2-3 ชั้น มีรูปทรงและ ลวดลายปูนนั้นแบบยุโรป สร้างอย่างวิจิตร บรรจง หลังคาเป็นกระเบื้องว่าว ด้านหน้ามีมุข ยื่นออกมาจากตัวตำหนัก ด้านบนเป็นห้องส่วนตัว ด้านล่าง เป็นที่เทียบรถ
มีมุขเทียบรถที่เป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมยุคนี้ เนื่องจาก เริ่มมีการใช้รถเป็นพาหนะแล้ว ซุ้มพระแกลชั้นบน เน้นด้วยลายปูนปั้นแบบตะวันตก ชั้นล่างเน้นด้วย ลายรูปโค้งลวดลายคล้ายกับ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สันนิษฐานว่าสร้างในเวลาใกล้เคียง กัน บานพระแกลที่ไม่ได้เป็นกระจกจะเป็น บานเกล็ดไม้ตอนล่างเปิดเป็นบานกระทุ้งได้ ตอนบนเป็นช่องแสงไม้ฉลุลายทุกบาน[2]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หรือ พระองค์จุล (28 มีนาคม พ.ศ. 2450 - 10 ธันวาคม พ.ศ. 2506)[1] พระโอรสพระองค์เดียวในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับ หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (นามเดิมคือ Cathrine Desniksky) ชาวรัสเซีย ทรงสนพระทัยในงานประพันธ์และประวัติศาสตร์ ทรงนิพนธ์หนังสือไว้ 13 เล่ม โดยเล่มที่สำคัญที่สุดคือ "เกิดวังปารุสก์", "เจ้าชีวิต" และ "ชุมนุมจุลจักรสาร"
พระประวัติ
ประสูติ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสพระองค์เดียวในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับ หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (นามเดิมคือ Cathrine Desniksky) ชาวรัสเซีย ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2450 เมื่อเวลา 23.58 น. ที่ห้องแดง ภายในวังปารุสกวัน ถือเป็นบุคคลเดียวที่ถือกำเนิดบนตำหนักวังปารุสก์[2] เมื่อรู้ข่าวว่าพระนัดดาเกิด สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ที่แต่เดิมเคยกริ้วในพระโอรสมาก่อน ก็ทรงตื่นเต้นและหายกริ้ว รีบเสด็จมาทอดพระเนตร เอาพระทัยใส่ทั้งการจัดห้องหับ การดูแลเรื่องต่าง ๆ มีพิธีการทำขวัญเดือนตามธรรมเนียมโบราณ โดยคุณยายของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ คือ ท้าววนิดาพิจาริณี (เหม สุจริตกุล)
เมื่อแรกประสูติทรงมีพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้า สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ พระราชทานพระนามว่า "พงษ์จักร"[3] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่ว่า "จุลจักรพงษ์" โดยเป็นการนำพระนามของทูลหม่อมปู่คือ จุลจอมเกล้าฯ มา ทั้งยังเป็นการล้อพระนามพระบิดา ไปในขณะเดียวกัน
ขณะทรงพระเยาว์


หม่อมคัทริน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทูลขอหม่อมหลวงชม นรินทรกุล ผู้ซึ่งเป็นข้าหลวงอยู่ในวังสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ มาตั้งแต่อายุ 11 ปี รับใช้พระโอรสธิดาทุกพระองค์ มาเป็นพี่เลี้ยงให้พระโอรส ด้วยความเห่อพระนัดดา จึงยอมให้มาเป็นพี่เลี้ยงพระโอรสที่วังปารุสก์ ในวัยเยาว์จนถึงอายุ 3 ขวบ โอรสองค์น้อยมีสุขภาพอ่อนแอ ซึ่งขณะที่อายุ 2 ขวบป่วยเป็นโรคบิดอย่างรุนแรง แต่รอดพ้นมาได้
พระองค์นี้ได้นำความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับสมเด็จพระบรมราชินีนารถยิ่งนัก อันเนื่องมาแต่ ทรงพระเมตตาที่มิได้ทรงได้รับพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าดังที่ควรจะเป็น จึงใคร่จะพระราชทาน ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ทรงจัดพระราชทานให้เป็นพิเศษเทียบเท่ากับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแทบทุกประการ ด้วยทรงห่วงใยที่หม่อมคัทรินที่มีเชื้อชาติยุโรป จะไม่สามารถอบรมฝึกฝนจริตมารยาทของพระโอรส ให้เข้ากับระเบียบแบบแผนเจ้านายตามพระราชประเพณีไทยได้ดี[4] หากยังได้ดูแลใกล้ชิดขนาดบรรทมร่วมบนพระที่ด้วย
ถึงแม้ว่าทูลกระหม่อมปู่ (รัชกาลที่ 5) แม้จะไม่ทรงรับพระนัดดาองค์ใหม่เป็นหลานอย่างเปิดเผย แต่ในที่สุดก็ได้โปรดให้พระนัดดาเข้าเฝ้าในปี พ.ศ. 2453 ที่พระราชวังพญาไท เมื่อพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์อายุครบ 2 ขวบ พระองค์ก็ทรงเล่าให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ถึงพระนัดดาไว้ว่า "วันนี้ฉันได้พบกับหลานชายของเธอ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนพ่อ ฉันรู้สึกรักและหลงใหลคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสายเลือดเชื้อไขของฉันเอง" และรับสั่งต่อด้วยถ้อยคำที่แฝงความรู้สึกโล่งพระทัยว่า "และไม่มีเค้าว่า มีเชื้อสายฝรั่งติดมาด้วยเลย"[5] ภายหลังรัชกาลที่ 5 ได้สวรรคตในปี 2453 ได้ค้นพบหลักฐานจากการบันทึกของหม่อมเจ้าทิพย์รัตน์ประภา เทวกุล ที่ท่านหญิงเคยรับใช้ฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในพระบรมมหาราชวัง ทรงมีรับสั่งกับท่านหญิงว่า "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงกำลังโปรดตาหนู เสียดายที่มาด่วนสวรรคตไปเร็ว"[6] ส่วนรัชกาลที่ 6 ทรงพระเมตตารักท่านหนู ถ้าจะใคร่สันนิษฐาน ทรงโปรดเพียงใดจะเห็นได้ในประกาศเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยศขึ้นเป็นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์[7] เมื่อปี พ.ศ. 2463[8]
การศึกษา
ประมาณ พ.ศ. 2458 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบกในขณะนั้น ได้ทรงมอบหมายให้พระสารสาสน์พลขันธ์ เป็นผู้สอนหนังสือในฐานะเป็นครูคนแรกแก่พระโอรสวัย 7 ขวบ ที่วังปารุสกวัน โดยเดิมทีสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ มีพระประสงค์ให้พระนัดดาเข้าโรงเรียนราชินี แต่พระองค์จุลฯ ไม่ทรงยินยอม[9] ต่อมาจากนั้นอีก 2 ปี คือ ใน พ.ศ. 2460 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม[10] ที่ถนนราชดำเนินนอก ตามกฏของโรงเรียนนายร้อยประถม นักเรียนทุกคนต้องเข้าเป็นนักเรียนกินนอน แต่เนื่องจากหม่อมแม่เห็นว่า ยังเด็กเกินไป เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็ทรงอนุโลม[11] ใช้เวลาเรียนที่โรงเรียนนายร้อยประถมอยู่ 4 ปี จนจบ แต่หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็พลัดพรากจากพระมารดาที่ไม่ได้เอ่ยคำร่ำลากันหลังจากการหย่าร้าง ต่อมาอีก2-3 เดือน สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ สมเด็จย่าก็มาสวรรคต ตามด้วยการทิวงคตของพระบิดาในอีก 8 เดือนต่อมา[12]
หลังจากที่พระบิดาทิวงคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลกระหม่อมลุง ทรงวางแผนการศึกษาให้พระนัดดาได้ศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อพระชันษาครบ 13 ปี โดยต้องการให้พระองค์จุลฯ รู้จักปกครองดูแลตนเอง โดยออกมาเรียนตามลำพังและอนุญาตให้แม่มาเยี่ยมพระโอรสได้เป็นครั้งคราวเมื่อหยุดเรียน โดยก่อนที่เสด็จไปเมืองนอก ทูลกระหม่อมลุงและอาเอียดน้อย (ร.7) ได้ทรงตกลงจะให้พระองค์จุลฯ ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ พระองค์จุลฯ ออกเดินทางศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยเดินทางด้ายรถไฟไปถึงปาดังเบซาร์ ข้ามแดนไปท่าเรือตรงเกาะปีนัง ข้ามเขตสยามเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2463[13] แล้วจึงเสด็จโดยเรือ
เมื่อถึงประเทศอังกฤษ ทรงได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดจากครอบครัวของพระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน สิงหเสนี) อัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ โดยในระยะแรกทรงอยู่กับครูที่เมืองไบรตัน ห่างจากกรุงลอนดอน 86 กิโลเมตร เพื่อซึมซับภาษาอังกฤษโดยไม่ได้พบปะคนไทยเลยเป็นเวลา 6 เดือน[14] ต่อมาพระองค์จุลฯ ทรงสามารถสอบเข้าศึกษาต่อได้ที่โรงเรียนแฮร์โรว์เมื่อ พ.ศ. 2466 ถึงปี พ.ศ. 2470 จนเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่วิทยาลัยตรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้านประวัติศาสตร์ ทรงได้รับปริญญาตรี (B.A. เกียรตินิยม) เมื่อปี พ.ศ. 2473 และ ปริญญาโท (M.A. เกียรตินิยม) เมื่อปี พ.ศ. 2477 เมื่อครั้นยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ ทรงได้รับเลือกเป็นสภานายกสามัคคีสมาคม[15]จากนั้นทรงรับราชการเป็นนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงลอนดอน
ผู้จัดการคอกหนูขาว


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ที่เริ่มเข้าการแข่งขันรถแข่ง จนถึงปี 2482 เป็นเวลา 5 ปี ที่ พ. พีระ เข้าแข่งขันความเร็วทั้งหมด 68 ครั้ง ชนะเลิศ 20 ครั้ง ได้ที่สอง 14 ครั้ง และที่สาม 5 ครั้ง และยังเข้าการแข่งขันระดับนานาชาติอีกหลายครั้ง ถือเป็นคนเอเชียคนเดียวที่เข้าทีมต่างประเทศซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักแข่งรถอาชีพ โดยพระองค์จุลฯ ทรงทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคอกหนูขาวนี้นานเกือบ 8 ปี[16] โดยเป็นผู้ออกทุนทรัพย์และอำนวยการในระหว่างการแข่ง ด้วยความที่พระองค์จุลฯ มีนามเล่นว่า "หนู" พระองค์พีระฯ จึงเขียนรูปหนูสีขาวไว้ที่รถ ตั้งแต่นั้น จึงเรียกคณะแข่งรถนี้ว่า "คอกหนูขาว" (White Mouse) ทาสีฟ้าสดใสมีรถแข่งขันที่ชื่อ รอมิวลุส (Romulus) รีมุส (Remus) และ หนุมาน (Hanuman) สีฟ้าแบบนี้ ปัจจุบันเรียกว่า ฟ้าพีระ (Bira blue)
เริ่มจาก พระองค์จุลฯ ทรงประทับที่เดียวกับพระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ พระโอรสในสมเด็จวังบูรพาฯ โดยพระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์แนะนำให้พระองค์จุลฯ รู้จักกับพระองค์พีระฯ และทำให้เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยและต้องชะตากัน และด้วยความที่พระองค์จุลฯ กำพร้าจึงทรงรู้สึกเหมือนตนเป็นพี่ชายของพระองค์พีระฯ[17] ในขณะช่วงหยุดเรียน ฤดูร้อนปี 2474 พระองค์พีระฯ พระองค์จุล และพระองค์อาภัสฯ พักด้วยกันที่เมืองเบียริทซ์กับ มารดาและสามีใหม่ของมารดาพระองค์จุลฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนาน พระองค์อาภัสฯ สอนพระองค์พีระฯ หัดขับรถ ก็ได้ฉายแววพรสวรรค์ทางด้านนี้ ทรงเรียนรู้การขับรู้ได้เร็วและโปรดการขับรถอย่างยิ่ง และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ภาวะการเงินของสำนักงานพระคลังข้างที่ อยู่ในฐานะลำบาก พระองค์จุลฯ จึงรับอุปการะพระองค์พีระฯ อย่างเต็มตัว พระองค์ทรงออกกำลังทรัพย์ในการแข่งขันรถ พระองค์จุลฯ ซื้อรถ อี.อาร์.เอ ประทานให้เป็นของขวัญวันเกิดพระองค์พีระฯ โดยได้ประลองแข่งขันความเร็วครั้งแรกที่ดิเอปป์ ประเทศฝรั่งเศส เข้าเส้นชัยเป็นคนที่ 2 นับเป็นผลงานเกินความคาดหมาย และหลังจากนั้นก็ได้รับชัยชนะครั้งแรกที่โมนาโค พระองค์พีระฯ ได้ครองรางวัลดาราทอง สร้างความปลาบปลื้มให้กับชาวไทย หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ พากันพาดหัวหน้าหนึ่งกันเอิกเกริก[18]
หลังจากจบฤดูแข่งขันรถในปี พ.ศ. 2480 พระองค์พีระฯ ได้ครอบรางวัลดาราทองอีกเป็นปีที่ 2 พระองค์จุลฯ พระองค์พีระฯ และนายพุ่ม สาคร พระสหายของเจ้าฟ้าฯ จักรพงษ์ฯ กลับประเทศไทย ได้รับการต้อนรับจากคนไทยอย่างล้นหลาม ในฐานะวีรบุรุษที่นำชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศไทยแพร่ขจายไปสู่โลกกว้าง[19]
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ
ในการลาออกจากราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 มีหนังสือเรื่อง แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ มีเรื่องที่กล่าวถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เจ้านายพระองค์ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ต่อจากรัชกาลที่ 7 โดยพระองค์ตอบกลับว่า "จะไม่มีใครมาเชิญฉันหรอก และถึงจะมีคนมาเชิญจริง ๆ ฉันก็ยินดีรับไม่ได้เพราะได้ถูกตัดออกอย่างเด็ดขาดมานานแล้ว ถ้าจะรบเร้ากันจริง ๆ ซึ่งก็ไม่เชื่อว่า จะมีใครมารบเค้า ฉันต้องยืนยันให้มีประชามติ (plebiscite) กันเสียก่อน"[20]
สิ้นพระชนม์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ด้วยโรคมะเร็ง
ชีวิตส่วนพระองค์
ครอบครัว


พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา และสุนัขชื่อโจน เมื่อ พ.ศ. 2481 หลังเษกสมรสไม่นาน
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงพบ หม่อมเอลิสะเบธ (นามเดิมคือ Elisabeth Hunter) เมื่อครั้งไปเรียนศิลปะการวาดภาพ โดยพระองค์เจ้าพีระ ซึ่งโปรดสตรีร่วมห้องเรียนกับหม่อมเอลิสะเบธ จึงชวนพระองค์นัด เสด็จไปดินเนอร์กัน 4 คน จึงได้พบและหลงรักกัน แต่ขณะนั้นท่านตั้งพระทัยจะไม่รักสตรีต่างชาติ เนื่องจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 รับสั่งมาทางจดหมายว่า อย่าทำตามที่ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระบิดาทรงทำ คือการแต่งงานกับสตรีต่างด้าว จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงรู้สึกเป็นอิสระจากภาระหน้าที่ตามพระราชประเพณี จึงตัดสินพระทัยเสกสมรสกับหม่อมเอลิสะเบธ (Elisabeth Hunter) เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2481 หลังการเสกสมรสในปีเดียวกันทรงพาหม่อมเอลิสะเบธกลับประเทศไทยพร้อมกับพระองค์เจ้าพีระทรงนำหม่อมซีรีลกลับ โดยเสด็จทางเรือและขึ้นบกที่สิงคโปร์ และต่อรถไฟมายังหัวลำโพง การเสด็จกลับครั้งนี้นับเป็นข่าวใหญ่มาก ประชาชนต่างมารอรับเสด็จกันแน่นขนัด
เมื่อเสกสมรส พระองค์ทรงดำริที่จะไม่มีบุตร ในจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนถึงหม่อมเอลิสะเบธ ได้ตรัสไว้ว่า "ถ้าเผื่อเราแต่งงานกัน อย่ามีลูกกันเลย เพราะเด็กที่เกิดมาหลายเชื้อชาติ จะมีปัญหาตลอด" แต่ถึงกระนั้นหลังเสกสมรสเป็นเวลา 18 ปี หม่อมเอลิสะเบธจึงตั้งครรภ์หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ เมื่อหม่อมอายุ 41 ปี[21]
ความสนพระทัย
ในระหว่างทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ทรงโปรดการละคร โดยทรงแสดงประปรีชาสามารถด้านการละครในเวลาต่อมา ทั้งทรงนิพนธ์บทละครจำนวนหนึ่ง และยังทรงเข้าร่วมแสดงละครและนิพนธ์บทละครด้วยตัวพระองค์เอง[22]
พระอัจฉริยภาพ
พระนิพนธ์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสนพระทัยในงานประพันธ์และประวัติศาสตร์ ทรงนิพนธ์หนังสือไว้ 13 เล่ม โดยเล่มที่สำคัญที่สุดคือ "เกิดวังปารุสก์", "เจ้าชีวิต" และ "ชุมนุมจุลจักรสาร"
• ประวัติศาสตร์ที่แต่งเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ Lords of Life (และต่อมาทรงแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า "เจ้าชีวิต" เรื่องราวของพระราชวงศ์จักรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 ของการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปี 2475 ซึ่งเป็นปีเปลี่ยนการปกครอง), Wheels at Speed,Road Racing 1936,Road Star Hat Trick,Dick Seaman-Racing Motorist, Brought up in England,Blue and Yellow, The Education of the Enlightened Despots, The Twain Have Met, First-Class Ticket
• ประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย ไตรภูมิพระร่วง,เจ้าชีวิต
• สาขาประวัติศาสตร์ต่างประเทศได้แก่ เฟรเดริค มหาราชแห่งปรัสเซีย, คองเกรสแห่งเวียนนา, คัทรินมหาราชินี,คาวัวร์และกำเนิดอิตาลีอิสระ,ฮันนิบาล,เนลสัน
• สาขาอัตชีวรรณา ได้แก่ เกิดวังปารุสก์ ซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นมากที่สุด นิพนธ์ไว้ทั้งหมด 3 เล่ม
• สาขาบทละคร ได้แก่ สุดหนทาง ตรวจราชการ
• สารคดีปกิณกะ ได้แก่ ชุมนุมจุลจักรสาร ต้นรัชกาลเอลิซาเบธที่ 2 นวนิยาย ได้แก่ สามสาว, ดัดสันดานอิเหนา และสาวสวย-หญิงงาม
• เรื่องแปล ได้แก่ วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์
• แข่งรถ ได้แก่ ดาราทอง ,ไทยชนะ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
• มหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.)
• ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.)
• มหาประถมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
• มหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.)
• เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1
• เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1
• เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1
อนุสรณ์และการรำลึกถึง
เนื่องในปีครบรอบ 100 ปี การประสูติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ พระธิดา ร่วมกับลูกชาย จุลจักร จักรพงษ์ และภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์ จัดนิทรรศกาล “100 ปี จุลจักรพงษ์” เปิดบ้านจักรพงษ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ยังจัดทำหนังสือที่ระลึกและดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง “ภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์” ที่เป็นการรวมรวมข้อมูลพระองค์จุลฯ รวมภาพข่าว ภาพวาดโบราณต่าง ๆ ความยาวจำนวน 120 หน้า ประกอบด้วย 10 บท และในวันงานยังมีการฉายภาพยนตร์เก่า “ภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์” ที่นำฟิล์มต้นฉบับภาพยนตร์เก่าที่ถ่ายทำโดยพระองค์จุลฯ[23]
สำหรับอาคารที่ตั้งตามพระนาม เช่น ตึกจุลจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ใช้เป็น สถานที่พยาบาลคนไข้ภายนอก[24] สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2524[25] และตึกจุลจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งหลังศาลาพระเกี้ยว
จุลจักร จักรพงษ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


จุลจักร จักรพงษ์ (Chulachak Chakrabongse) มีชื่อเล่นว่า "เล็ก" แต่นิยมเรียกกันว่า ฮิวโก้ (Hugo Chula Alexander) เป็นบุตรชายคนโตของหม่อมราชวงศ์หญิงนริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี่ เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
ฮิวโก้ เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ที่ประเทศอังกฤษ ตอนเด็กเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา จากนั้นไปเรียนต่อที่โรงเรียนชาร์เตอร์ เฮ้าส์ กรุงลอนดอน
เนื่องจาก จุลจักร จักรพงษ์ ใช้นามราชสกุลตามมารดา จึงไม่ใช้คำลงท้าย "ณ อยุธยา"
ปัจจุบันฮิวโก้ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามตามภรรยา คือ ทัศนาวลัย องอาจอิทธิชัย ซึ่งเป็นอดีตหุ้นส่วนของบริษัท ฮาวคัม เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด โดยมีวินัย สะมะอูนเป็นผู้ดำเนินการพิธี[2]
ผลงาน
ฮิวโก้ได้มีโอกาสมาเป็นนายแบบโฆษณาชิ้นแรกในนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ก็เพราะเจ้าตัวกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงปิดเทอมตอนเรียนที่อังกฤษ จึงรับงานโฆษณาชิ้นนี้ ผลงาน ผลงานละครมีเรื่อง ลูกผู้ชายหัวใจเพชร,คุณแจ๋วกระเพราไก่,บ้านรังนกไม้,มิติใหม่หัวใจเดิม,ใกล้ไกลหัวใจเดียวกัน,เงาปริศนา ในปี พ.ศ. 2545 แสดงภาพยนตร์เรื่อง 999-9999 ต่อ - ติด - ตาย ต่อจากนั้นได้เล่นดนตรีในชื่อวง "สิบล้อ" มีผลงาน 4 ชุด
นอกจากนี้ทางด้านผลงานการแต่งเพลง ฮิวโก้ ยังมีเครดิตในการแต่งเพลงของนักร้องสาวชาวอเมริกัน บียอนเซ่ ให้กับเพลง "Disappear" ในอัลบั้มไอแอม... ซาชาเฟียร์ส[3] ซึ่งแต่งร่วมกับ อะแมนด้า โกสต์ นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ โดยตอนแรกตั้งใจที่จะใส่ไว้ในอัลบั้มของฮิวโก้เอง แต่หลังจากที่บียอนเซ่ ได้มีโอกาสฟัง เธอก็ประทับใจเพลงนี้มาก จนขอเพลงนี้ไปใส่ในอัลบั้มของเธอในที่สุด โดยเธอได้ขอปรับเนื้อเพลงแค่ไม่กี่คำเพื่อให้เข้ากับบุคลิกของเธอมากขึ้น
ฮิวโก้ก้าวสู่ฐานะนักร้องเดี่ยวและกำลังเข้าสังกัด Roc Nation ในนิวยอร์ก และทำเพลงอยู่และจะออกขายปลายปี 2552
ทางสังคม
ฮิวโก้ ได้แสดงความฮือฮาในแก่สังคมเมื่อให้สัมภาษณ์ในนิตยสารสารคดี เมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยเป็นการแสดงออกถึงวิสัยทัศน์และทัศนคติของตนเองต่อวัยรุ่นและต่อสังคมไทยที่แสดงออกให้เห็นถึงความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน หลังจากนั้นจึงได้ไว้ผมยาวและไว้หนวดไว้เคราซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงบุคคลิกไปโดยสิ้นเชิง
และในวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2550 ฮิวโก้เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าร่วมในการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย โดยเข้าร่วมชุมนุมและนำวงสิบล้อของตนเองขึ้นเวทีแสดงดนตรีหลายต่อหลายครั้ง
ผลงาน
ละคร
• บ้านรังนกไม้ (ปี 2543 /กันตนา /ช่อง 5)
• มิติใหม่หัวใจเดิม (ปี 2543 /กันตนา /ช่อง 7)
• ใกล้ไกลหัวใจเดียวกัน (ปี 2543 /กันตนา/ช่อง 7)
• เงาปริศนา (ปี 2544 / กันตนา / ช่อง 7)
• ลูกผู้ชายหัวใจเพชร (ปี 2545 / กันตนา / ช่อง 7)
• คุณแจ๋วกะเพราไก่ คุณชายไข่ดาว (ปี 2546 / กันตนา / ช่อง 7)
อัลบั้มเพลง
• อัลบั้มสิบล้อ (ปี 2544 / ค่ายอาร์ทิมิส)
• มนต์รักสิบล้อ (ปี 2546 / มอร์ มิวสิค)
ภาพยนตร์
• 999-9999 ต่อ ติด ตาย (ปี 2545 / สหมงคลฟิล์ม)
โฆษณา
• โทรศัพท์ซีเมนส์
9/12/52 โพสต์โดย mote1986
6 จาก 9
oh! เก่งจัง
28/1/53 โพสต์โดย ลลิดาพันธศุภร271ถสาลีรัฐวิภาคสามเสนในพญาไทกท
7 จาก 9
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ธนัท พันธศุภร

เจ้าของร้านทอง ทองแม่ทองใบ (ดั้งเดิม) ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

บ่อยให้เช็คเด้ง 2 ใบ แล้วทำให้เชลล์เดือดร้อนถูกยึดบ้านและรถ หมดอนาคตเพราะเช็คที่เด้ง

โรงงานให้รับผิดชอบเองลูกก็แค่ขวบเดียวเอง

จะทำอย่างไรดี ขอความกรุณาผู้รู้ด้วย

http://www.uppicweb.com/show.php?id=c0e3801b2f43baf344f1ae5c52b8ccd7

http://debsirin104.board.ob.tc/-View.php?N=0237
29/1/53 โพสต์โดย ชัยยุทธ
8 จาก 9
same guy man
15/9/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
9 จาก 9
คุณแม่ของฮิวโก้เป็นหลานสาวคนเดียวของเจ้าของวังปารุสกวันพระองค์แรก
ดังนั้น ฮิวโก้ ก้เป็นเหลนของเจ้าของวังปารุสกวันพระองค์แรก ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสอีกพระองค์ในรัชกาลที่่ ๕
14/10/54 โพสต์โดย นกแก้วมาคอ
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
หนังสือชื่อ เกิดวังปารุสก์ : สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หาอ่านได้จากห้องสมุดไหนบ้าง
เก่ง จักรพงษ์ หายไปไหน
<I ทึ่ง! วิศวะปลาหมึกย่าง l>
จากดิโอลด์สยาม จะไปป้อมพระจุลทางไหน
ประวัติพันจ่าอากาศโทจุลชาติ วัจนะรัตน์
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู