หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
การส่งเสริมและการยกระดับวิชาชีพครู
'การยกระดับวิชาชีพครู' 19/6/53 โพสต์โดย จิราภรณ์ แก้วขาวใส
คำตอบ
1 จาก 3
ไรเรออ..งงค่ะ...ว่าจะเข้ามาตอบศะหน่อย..
ทักทายจ้า...
19/6/53 โพสต์โดย พัท
2 จาก 3
แนวทางการพัฒนาวิชาชีพครู
 


 
 


มีปัญหาหลายประการของการจัดการศึกษาของไทยที่เป็นสาเหตุทำให้ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาอย่างขนาน
ใหญ่ ปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือ ปัญหาเกี่ยวกับครู  และบุคลากรทางการศึกษา  ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่การผลิต การใช้
การพัฒนา  และการรักษามาตรฐานของวิชาชีพครู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 81 จึง กำหนดบทบัญญัติให้มีการ พัฒนาวิชาชีพครู ไว้ด้วย และในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) ก็ได้กำหนดบทบัญญัติให้มีหลักการส่งเสริมมาตรฐาน วิชาชีพครู คณาจารย์  และบุคลากรทางการศึกษา  และการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง  นับเป็นหลักการและเหตุผลสำคัญในการกำหนดแนวทาง พัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา

การปฏิรูปวิชาชีพครู

                       การปฏิรูปวิชาชีพครู ซึ่งรวมถึงผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการ
ศึกษา ได้กำหนดไว้ในหมวด 7 ของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยมีแนวทางกล่าวได้  คือ

                       1. จัดให้มีระบบ และกระบวนการผลิต และพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง ปรับปรุงให้สถาบันที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์  รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา มีความพร้อมและความเข้มแข็ง ในการเตรียมบุคลากรใหม่ และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งกองทุนพัฒนา ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

                       2.  จัดให้มีการควบคุม และรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพครู โดยจัดตั้งองค์กร       วิชาชีพ
ครูและสภาวิชาชีพครู ทำหน้าที่ กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบ   วิชาชีพ กำกับดูแล
และการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งพัฒนาวิชาชีพครูผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา

                       3. จัดให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยให้ครูและบุคลากรทาง    การศึกษา
ทั้งของหน่วยงานทางการศึกษาในระดับสถานศึกษาของรัฐ และระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็น    ข้าราชการสังกัด
องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู โดยยึดหลักการกระจายอำนาจ การบริหารงานของบุคคลสู่เขตพื้นที่
การศึกษา และสถานศึกษา

                       4.  จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น สำหรับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้มีรายได้เพียงพอและเหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีพ

                       5.  จัดให้มีกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุน
งานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่น และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

                       6.  ให้หน่วยงานทางการศึกษา ระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
โดยนำประสบการณ์ ความรอบรู้ ความชำนาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทาง
การศึกษาและยกย่องเชิดชูผู้ที่ส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษา

มาตรฐานวิชาชีพครู
                  แนวทางการดำเนินงานที่กล่าวมาแล้วโดยเฉพาะ การควบคุม และรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เป็นเรื่องที่เพิ่มจะกำหนดให้มีการดำเนินงานครั้งแรกในวิชาชีพครู โดยกำหนดให้มีการกำหนดมาตรฐาน
วิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพ

                       มาตรฐาน วิชาชีพครู  เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับ คุณลักษณะและคุณภาพที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในการประกอบวิชาชีพครู โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องนำมาตรฐานวิชาชีพเป็นหลักเกณฑ์ในประกอบ
วิชาชีพคุรุสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพครู ตาม พ.ร.บ. ครู พ.ศ. 2488 ได้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ไว้ 3 ด้าน กล่าวคือ                   1.  มาตรฐาน ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ

                       2.  มาตรฐาน ด้านการปฏิบัติงาน

                       3.  มาตรฐาน ด้านการปฏิบัติตน

 มาตรฐานด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ กำหนดไว้ ดังนี้

1)      วุฒิปริญญาตรีทางการศึกษาที่สภาวิชาชีพรับรอง หรือ

2)      วุฒิปริญญาตรีทางวิชาการหรือวิชาชีพอื่น และได้ศึกษาวิชาการศึกษาหรือฝึกอบรม วิชาชีพทาง    การศึกษา มาไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต

3)      ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาที่สภาวิชาชีพรับรอง และผ่านการประเมินกาปฏิบัติ
  การสอนตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพกำหนด

มาตรฐานด้านการปฏิบัติงาน  ได้แก่เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู ที่สภาวิชาชีพ (คุรุสภา)
กำหนด ประกอบด้วย 12 เกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้

มาตรฐานที่ 1  ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ

มาตรฐานที่ 2  ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน

มาตรฐานที่ 3  มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ

มาตรฐานที่ 4  พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติให้เกิดผลจริง

มาตรฐานที่ 5  พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

มาตรฐานที่ 6  จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่ผู้เรียน

มาตรฐานที่ 7  รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ

มาตรฐานที่ 8  ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน

มาตรฐานที่ 9    ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์

มาตรฐานที่ 10  ร่วมมือกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ในชุมชน

มาตรฐานที่ 11  แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา

มาตรฐานที่ 12  สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ทุกสถานการ

มาตรฐานด้านการปฏิบัติตน  ได้แก่ตามจรรยาบรรณครู ที่สภาวิชาชีพ (คุรุสภา) กำหนด ซึ่ง
ปัจจุบันกำหนดไว้ ดังนี้

1)  ครูต้องรักและเมตตาศิษย์  โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า

2)  ครูต้องอบรมสั่งสอน ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ ทักษะ และนิสัยที่ครูต้องดีงามให้เกิดแก่ศิษย์
อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

3)  ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ทั้งกาย วาจา และจิตใจ

4) ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และ
สังคมของศิษย์

5)  ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

และไม่ใช้ศิษย์กระทำการใด ๆ อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ

                       6)  ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทาง
วิทยาการ  เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ

7)  ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู

8)  ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครู และชุมชนในทางสร้างสรรค์

9)  ครูพึงประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์  และพัฒนาภูมิปัญญาและ

วัฒนธรรมไทย

มาตรฐานวิชาชีพครู  จะเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิ   ได้รับ
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือการต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะ
ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิชาชีพครู ดังกล่าวข้างต้น          



บทบาทของครูตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ

                               ในการประกอบวิชาชีพครู นอกจากจะมีมาตรฐานวิชาชีพครู  เป็นแนวทางการดำเนินงานแล้ว พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางจัดการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของผู้มีหน้าที่จัดกระ
บวนการเรียนรู้ไว้ด้วย  ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพครูจะต้องยึดถือเป็นแนวทางการปฏิบัติ เช่นเดียวกัน ซึ่งมีดังนี้

                               1.  จัดการเรียนการสอน  โดยยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตน
เองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด รวมถึงจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตาม
ศักภาพ (ม.22)

                             2.   จัดสาระการเรียนรู้  โดยเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และ
บูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา กล่าวคือ (ม.23)

                                   1)  ความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชนชาติ สังคมโลก รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของสังคมไทย และระบบการเมือง การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                                   2)  ความรู้และทักษะ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจและ
ประสบการณ์ เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและ          สิ่งแวดล้อม
อย่างสมดุลยั่งยืน

                                   3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา  ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์
ใช้ภูมิปัญญา

           4)  ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง

           5)  ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

3. จัดเนื้อหาสาระ  และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึง
ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (ม.24 (1) )

4.  ฝึกทักษะ  กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้  มา
ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา (ม.24 (2) )

5.  จัดกิจกรรม  ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น  ทำ
เป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (ม.24 (3) )

6.  จัดการเรียนการสอน  โดยให้เด็กศึกษาด้วยตนเอง
19/6/53 โพสต์โดย ครูแก่
3 จาก 3
การยกระดับวิชาชีพครู


ดร.สมศักดิ์  ดลประสิทธิ์  

รองเลขาธิการคุรุสภา


ด้วยเหตุผลสำคัญตามเจตนารมณ์การปฏิรูปการศึกษาที่เน้นการพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ จึงได้กำหนดให้มีกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อสร้างความมั่นใจว่าวิชาชีพครูมีความสำคัญ          โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.  ๒๕๔๖  เพื่อยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงเป็นที่ยอมรับของสังคมและถือว่าการประกอบวิชาชีพครู รวมทั้งการประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น เป็นวิชาชีพควบคุม และจะต้องมีระบบการขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อการควบคุมดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งเป็นการป้องกันผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาเป็นครู






ในส่วนของการควบคุมการประกอบวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อคัดสรรผู้ที่มีความสามารถ ความเหมาะสมทั้งความรู้และคุณธรรมเข้าสู่วิชาชีพครู สร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ และคุ้มครองผู้รับบริการว่า จะได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูดี ซึ่งขณะนี้คุรุสภาได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพทั้ง 3 ด้าน คือ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบัติตน (จรรยาบรรณของวิชาชีพ) เพื่อใช้เป็นกรอบในการควบคุมการประกอบวิชาชีพ

     ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินผลการเรียนครบหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง และเกณฑ์ประเมินปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งต้องผ่านการรับรองความประพฤติตามกรอบจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาจากสถาบันผู้ผลิตและผ่านกิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะเป็นครู






ดังนั้น การยกระดับวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น จะต้องประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพด้วยจึงจะได้รับการยอมรับว่าผู้ประกอบวิชาชีพมีเกียรติ และศักดิ์ศรีเหมาะสมกับวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง

     ด้วยภารกิจการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพดังกล่าว คุรุสภาจำเป็นต้องสร้างระบบต่าง ๆ รองรับเริ่มตั้งแต่ระบบงานทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ ระบบพัฒนาวิชาชีพ ระบบการควบคุมการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ ระบบการรับรองปริญญา การรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ  ระบบการยกย่องและผดุงเกียรติ รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพสู่วิชาชีพชั้นสูง และการสร้างเครือข่ายขององค์กรวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบคือคุรุสภาจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการทุกระบบ ซึ่งตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ก็ได้กำหนดให้ผู้ที่ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจ่ายค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราค่าธรรมเนียมตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประเภทละ  ๕๐๐  บาท   ทั้งนี้เพื่อนำมาดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดและการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพได้ตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษา






สิ่งที่คุรุสภาจะต้องเร่งดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๔๘ คือการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อวางระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู เช่น การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การจัดทำฐานข้อมูลทางทะเบียน ฐานข้อมูลเครือข่ายองค์กรวิชาชีพ เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อให้สามารถบริการผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้ง

๖๐๐,๐๐๐  กว่าคนได้

     การยกระดับมาตรฐานวิชาชีพจึงเป็นภารกิจที่ท้าทายของคุรุสภาใหม่ที่จะต้องดำเนินการให้สังคมยอมรับว่าการประกอบวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยมีองค์กรวิชาชีพที่สังคมยอมรับ       ส่วนบทบาทหรือภารกิจเดิมของคุรุสภาเกี่ยวกับสวัสดิการและสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นหรืองาน ช.พ.ค. , ช.พ.ส. , องค์การค้าของคุรุสภา , โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู จะมีองค์กรที่มาดูแลเป็นการเฉพาะ คือ คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเรียกว่า สกสค. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเช่นเดียวกับคุรุสภา
19/6/53 โพสต์โดย ครูแก่
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
เรียนวิชาชีพครู
ใบประกอบวิชาชีพให้ครูเอกชนทำค่าตอบแทนก็ไม่ได้เหมือนครูรัฐบาลเลยแล้วจะทำไปทำไม
จบรัฐศาสตร์ แต่อยากได้ใบประกอบวิชาชีพครูต้องทำอย่างไรค่ะ
ความเกี่ยวพันธ์ระหว่างครูมืออาชีพและการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
จบการโรงแรมอยากเป็นครูต้องทำอย่างไรบ้าง?
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู