หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ขันห้าคืออะไรเมื่อเกิดขึ้นจะใช้ธรรมอะไรแก้ไข
องค์เป็นเครื่องตรัสรู้คือโพชฌค์ มีอะไรบ้าง
อีคิว | เกมส์ทายปริศนา 30/8/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 10
ขันห้า อย่างนี้ไม่ถูก
ขันธ์ห้า  คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างย่อ คือ รูป กับ นาม

ว่าโดยสรุป อุปทานขันธ์๕ เป็นทุกข์
แค่เกิดมา ก็เป็นทุกข์เพราะมีขันธ์ ๕
เมื่อเกิดขึ้นจะใช้ธรรมอะไรแก้ไข  ใช้ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่ง หรือมรรคมีองค์ ๘ นับเป็น
ทางสายเอกสายเดียว ที่กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ สามารถดับขันธ์ ๕ ได้ ตรงตามที่พระสารีบุตรตอบคำถามพราหมณ์ว่าเป็นพระอรหันต์ได้วิธีใด

อายตนะภายในคือตา ออกไปต้อนรับอายตนะภายนอกคือรูป เกิดความรู้คือ จักขุวิญญาณ สัญญา(จำได้หมายรู้ ของเดิม อดีต))มาร่วมกับวิญญาณ สังขาร(ความคิดปรุงแต่ง ต่าง ๆนานา สวย ไม่สวย น่ารักน่าใคร่ น่ากลัวน่าเกลียด ว่าไปข้างหน้า) ทั้งสัญญาและสังขารเกิดพร้อมกับวิญญาณ มิได้มีการส่งไปทีละลำดับ ดังการส่งไม้ทีละผลัด ไม่ใช่เกิดจักขุวิญญาณแล้ว ส่งต่อสัญญา สัญญาส่งต่อ สังขาร ๆส่งต่อ แต่ร่วมกันทันทีแล้ว  จิตที่แส่ส่ายออกมารับเกิดความอยากเป็นตัณหา (ความทะยานอยาก กำหนัดใจ) หากว่าชอบยินดี
ก็เกิด อุปาทาน ยึดเป็นของตน เป็นสุข เรียกว่า สุขเวทนา ไม่พอใจเป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกข์เวทนา และไม่รู้สึกทุกข์สุขเป็นอทุกขมสุขเวทนา
แต่เนื่องจาก ความสุข ความทุกข์นั้นไม่เที่ยง แปรปรวน ไปตามเหตุปัจจัย มีเหตุให้เกิดให้ดับ เป็นที่พึ่งไม่ได้ ลงท้ายเป็นทุกข์ ที่มาขันธ์๕ เป็นทุกข์
ขบวนการของขันธ์ห้า ทั้งวิญญาณ สัญญา สังขาร (สามตัวนี้เป็นเจตสิกเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันกับจิต)เกิดแล้วดับทับถม ประจุประทับไว้ในจิต
เหมือนน้ำจืดใส ๆแล้วมีสีเข้ามาผสมอยู่บ่อย ๆตกตะกอนลงไป ๆวันแล้ววันเล่าเป็นกิเลสอย่างหยาบบ้าง อย่างกลางบ้าง อย่างละเอียดบ้าง

ผู้ที่ได้รับการอบรมจิตแล้วด้วยการขูดเกลากิเลสออกไป อย่างสม่ำเสมอ ถ้าจะพิชิตกิเลสให้หมดเชื้อ อาศัยธรรม ทางสายกลางคือ มรรคมีองค์ ๘ หรือ
สติปัฏฐาน ๔
ถามว่า ไม่มีรูปแล้วจะมีนาม(เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ)ได้หรือไม่ คำตอบถ้าเป็นโลกมนุษย์ย่อมไม่ได้


โพชฌงค์ 7 คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ มีเจ็ดอย่างคือ

สติ          (สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
วิริยะ        (วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
ปีติ          (ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
ปัสสัทธิ   (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
สมาธิ      (สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
อุเบกขา   (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง

โพชฌงค์ 7 เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม 37 (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค อันได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 และมรรคมีองค์ 8)
1/9/53 โพสต์โดย Miscellanous
2 จาก 10
แก้ได้ด้วยการหยุดนิ่งเฉยๆ
1/9/53 โพสต์โดย Sky noi
3 จาก 10
ชอบ Chart ของคุณ sky noi มาก แสดงได้ชัดเจนเรื่องทุกข์ในขันธ์ ๕ ^_^

แต่การหยุดดูเฉยๆ ยังแก้ไขอะไรได้ไม่มากนะครับ เพราะเวทนามี ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขอสุขเวทนา(หรือเฉยๆ) แปลว่าหยุดดูเฉยๆ ยังเกิดเป็นอุปทานขันธ์ได้อยู่ ไม่ได้มีผลออกมาเป็นชอบ ไม่ชอบ แต่ออกมาเป็น เฉยๆ ก็ยังมีปรุงแต่งจากการรับรู้อารมณ์อยู่

เมื่อเรากำหนดรู้เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขอสุขเวทนา หากเราได้พิจารณาตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า สิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็นนั้น ฯ เป็นธรรมชาติที่ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ต้องดับไป ตามเหตุปัจจัย ฯ ปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจะทำหน้าที่หยุดการเกิดของเวทนาได้ทันที แบบนี้ ดับอุปทานขันธ์ได้ ๑ ขณะ

เพราะเรารับรู้ตลอดเวลาที่ไม่หลับ จึงเกิดการปรุงแต่งตลอดเวลาด้วย ถ้าฝึกพิจารณาผัสสะอารมณ์จนทำได้เป็นนิสัย เหมือนกับเราเอาปัญญาไปตั้งรับกระทบสัมผัสทั้ง ๖ ทาง คือ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวทนาก็จะไม่เกิดทั้ง ๖ ทาง :) ถ้าพิจารณาทัน
3/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
4 จาก 10
ขันธุ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดั่งท่านMiscellanous กล่าวไว้ และท่านsky noi (ผู้ใช้ใหม่) ก็ทำให้ดูเข้าใจง่ายขึ้น
คำตอบ เมือเกิดอุปทาน(ขันธุ์ 5 )ขึ้น ท่านผู้รู้มักให้ใช้  สติ เป็นตัวรู้ครับ รู้อะไร รู้ในขบวนการหรือวิธีการเกิดของขันธุ์ 5 ดังที่ท่านsky noi (ผู้ใช้ใหม่) ยกตัวอย่างให้ดู เช่น ตาเห็นรูป (จักษุวิญญาณเกิด) ให้รู้เท่าทันการเกิดของขบวนการเห็น ที่นี้พอเห็นแล้ว รับรู้ด้วยตาแล้ว เวทนาก็เกิดขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเลือก ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ หรือมีอารมณ์อื่นก็แล้วแต่ อันนี้เวทนาเกิด รู้ทันไหม ว่ามันเกิดเวทนา(เวทนาขันธุ์)ขึ้น เป็นต้น ดังนี้ ดังนั้นเราหรือผู้ปฎิบัติธรรม ต้องมีสติรู้ให้ทันในการเกิดของขบวนการเกิดขึ้นของขันธุ์ 5 ได้ทันหรือเปล่า อันนี้ล่ะ วิธีการปฎิบัติ คำตอบคือ เราต้องใช้ สติและสัมปชัญญะ ในการแก้ไข ขันธุ์5  ฝึกสติให้รู้เท่าทันมันคือขบวนการเกิดขันธุ์ ทางพระท่านเรียกว่า สฬายตนะ ทำความเข้าใจ เรื่องขันธุ์ 5 ได้  ก็จะเข้าใจธรรมทั้งปวงได้ไม่ยากครับ (ผมอ่าน พุทธประวัติ แล้ว ฉุกคิดได้ว่า ผู้ที่จะบรรลุธรรม นั้น เพราะไม่ยึดติดใน อุปทานขันธุ์ทั้ง 5 ผมเลยให้ความสำคัญในเรืองขันธุ์ 5 มากเป็นพิเศษ ) และ การปรับอิทนทรีย์ของร่างกายเรา(ผู้ปฏิบัติธรรม...ดูวิธีการปฏิบัติในการอยู่ปริวาสกรรม นำมาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกันในการเป็นอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด)

เจริญในธรรมครับ
3/9/53 โพสต์โดย เต๋อ
5 จาก 10
อนูโมทนาบุญกับคุณ Darkcoder ค่ะ

การหยุดนิ่งเฉยๆ คือการวางใจไว้กับเนื้อกับตัว มีสติรู้ตัว
ไม่เอาใจไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งนอกตัว
ธรรมชาติของใจมักชอบท่องเที่ยวไป 1 วินาทีไปไหนต่อไหนแล้ว
ก็เลยคิดว่าถ้าเรานำใจของเรากับมาอยู่ที่ตั้งของใจ
ตำแหน่งที่ไว้วางใจ
ถ้าเรามีใจหยุดนิ่งจากสมาธิได้
เราก็จะเกิดปัญญา
เข้าใจสาภวะธรรมต่างๆ
รู้เท่าทันขันธ์ 5

คือ ตา เห็น ภาพ
จมูกได้กลิ่น
หู ได้ยินเสียง
กาย สัมผัส
ธรรมมารมณ์

เกิดเป็นเวทนา (ระบบประสาท)
ส่งต่อไปยังใจ
ซึ่งไมาใช่หัวใจที่สูบฉีดเลือดดวงนั้น
แล้วใจเราอยู่ที่ไหน
ก็อย่างที่บอกตอนต้น ใจเราสัดส่ายไปได้ทุกที่
ถ้าเราให้เค้ากลับมาอยู่ที่ตั้งดั้งเดิมของเค้าได้
หยุดได้
ก็สุขได้
ไม่เดือดร้อนขันธ์ 5

ทุกวันนี้ขันธ์ 5 ของเราคนเดียวก็แย่แล้วนะคะ
บางคนยังแบกรับขันธ์ 5 ของคนอื่นอีก
ของคนข้างกาย เป็นต้น
ถ้ามีบุตร 1 คนก็ขันธ์ อีกใบ รวมเป็น 3 ใบ โอววจะวุ่นวายขนาดไหนนะคะ
5/9/53 โพสต์โดย Sky noi
6 จาก 10
ตามหลักอภิธรรม ถ้าผัสสะอารมณ์เลยไปเป็นเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตจะเก็บไว้เป็นบาปหรืออวิชชา ๗ ชวนะ ย้ำลงในสัญญาไม่ได้หายไปใหน หรืออีกนัยหนึ่ง ในปัจจทวารวิถี หากผัสสะอารมณ์เลยไปเป็นเวทนา คือ ใหลลงไปในมโนทวารวิธี หรือใหลเก็บไว้ในจิตใจเรียบร้อยแล้ว อุปมาเหมือนเม็ดเกลือที่ลงไปในน้ำ

กำหนดรู้อย่างเดียว จึงยังไม่ใช่เหตุของการเกิดวิชชา

การกำหนดรู้เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นโสดาปัตติมรรคญาน หรือ เป็นสิ่งที่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อการบรรลุโสดาปัตติผลต้องกำหนดรู้ และต้องพยายามอย่าให้เกิดเวทนา คือ ให้ใช้ปัญญาพิจารณาที่ผัสสะอารมณ์เท่านั้น เวทนาจึงไม่เกิด เพราะการพิจารณาผัสสะอารมณ์ เป็นการขัดขวางการเกิดอวิชชา ดังพระสูตรที่ว่าด้วยอวิชชา ดังนี้;

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อวิชชาสูตร

[๕๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้อย่างไร เห็นอย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิดขึ้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยงจึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป ... จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิดขึ้น บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู จมูก ลิ้นกาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด

ดูกรภิกษุ บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอวิชชาได้ วิชาจึงจะเกิด ฯ
5/9/53 โพสต์โดย Darkcoder
7 จาก 10
ขันธ์ 5 คืออะไร

สรรพสิ่งทั้งหลายในอนันตจักรวาลนั้น แยกประเภทได้เป็น 3 ส่วน (ดูแผนผังด้านล่างประกอบ) คือ

1.) ส่วนที่เป็นวัตถุทั้งหลาย ได้แก่ สสารทั้งหลาย แสง สีทั้งหลาย เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาททั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วย
ซึ่งรวมเรียกว่ารูปขันธ์ (ขันธ์ = กอง หมวด หมู่)

2.) ส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และความคิดทั้งหลาย รวมเรียกว่านามขันธ์ แยกได้ 4 ชนิดคือ

2.1) เวทนาขันธ์ คือความรู้สึกเป็นสุขทางกาย ทุกข์ทางกาย โสมนัส(สุขทางใจ) โทมนัส(ทุกข์ทางใจ) อุเบกขาหรืออทุกขมสุขเวทนา(เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)

2.2) สัญญาขันธ์ คือความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ คือส่วนที่ทำหน้าที่ในการจำนั่นเอง (ไม่ใช่เนื้อสมอง แต่เป็นส่วนของความรู้สึกนึกคิด เนื้อสมองนั้นจัดเป็นรูปขันธ์ เนื้อสมองเป็นเหมือนสำนักงาน ส่วนนามขันธ์ทั้งหลายเหมือนผู้ที่ทำงานในสำนักงานนั้น)

2.3) สังขารขันธ์ คือส่วนที่ปรุงแต่งจิต คือสภาพที่ปรากฎของจิตนั่นเอง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทาน(สภาพของจิตที่สละสิ่งต่างๆ ออกไป) ความเมตตา กรุณา มุทิตา สมาธิ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ท้อถอย ความง่วง ความละอาย ความเกรงกลัว ความไม่ละอาย ความไม่เกรงกลัว เจตนาในการทำสิ่งต่างๆ ความลังเลสงสัย ความมั่นใจ ความเย่อหยิ่งถือตัว ความเพียร ปิติ ความยินดีพอใจ ความอิจฉา ความตระหนี่ ศรัทธา สติ ปัญญา การคิด การตรึกตรอง

2.4) วิญญาณขันธ์ หรือจิต คือผู้ที่รับรู้สิ่งทั้งปวง คือรับรู้ความรู้สึกต่างๆ
ตั้งแต่ ข้อ 2.1 จนถึงข้อ 2.3 และเป็นผู้รับรู้ถึงส่วนที่เป็นรูปขันธ์ทั้งหลายด้วย อันได้แก่เป็นผู้รับรู้สิ่งทั้งหลาย ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง รวมถึงเป็นผู้รับรู้ในสภาวะแห่งนิพพานด้วย

3.) นิพพาน คือสภาวะที่พ้นจากรูปขันธ์และนามขันธ์ทั้งปวง
หรือสภาวะจิตที่พ้นจากความยึดมั่นผูกพันธ์ในสิ่งทั้งปวง รวมถึงไม่ยึดมั่นในนิพพานด้วย
นิพพาน = นิ + วาน (ในภาษาบาลีนั้น ว. กับ พ. ใช้แทนกันได้ วาน จึงเท่ากับ พาน)
นิ = พ้น
วาน = สิ่งที่เกี่ยวโยงไว้ ได้แก่ ตัณหาคือความทะยานอยาก และอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง
นิวาน หรือนิพพาน แปลตามตัวจึงหมายถึงความพ้นจากเครื่องเกี่ยวโยง(ตัณหาและอุปาทาน) นั่นเอง

สรุปแล้วขันธ์ 5 ประกอบด้วย

1.) รูปขันธ์
2.) เวทนาขันธ์
3.) สัญญาขันธ์
4.) สังขารขันธ์
5.) วิญญาณขันธ์

โดยที่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์รวมเรียกว่าเจตสิก ซึ่งแปลว่าเป็นสิ่งที่เกิดร่วมกับจิตเสมอ (ในภาษาบาลีนั้นสระ อิ กับสระ เอ ใช้แทนกันได้ เจต จึงเท่ากับ จิต นั่นเอง) คือจิตและเจตสิกจะเกิดและดับพร้อมกันเสมอ จะแยกกันเกิดไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนั้นนามขันธ์ตัวไหนจะแสดงตัวเด่นกว่าตัวอื่นเท่านั้นเอง

ที่มา http://www.geocities.com/TMCHOTE/Thumma/General/gn001.htm
8/9/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
8 จาก 10
ขันธ์ ห้าคือ ตัวคุณ
วิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณเป็นฐานตั้งสี่อย่างนั้น
ธรรมที่แก้คือ คุณไปฆ่าไอ้ตัวที่เป็น ตัวกู ในตัวคุณทิ้งเสีย ให้มันเหลือแต่ ธาตุสี่ ขันธ์ ห้า แค่นี้ล่ะค่ะ
29/9/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
9 จาก 10
คือร่างกายและจิตใจที่ประกอบเป็นชีวิตของเราขึ้นมา

ถ้ายึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา จิตก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดก็ไม่เป็นทุกข์

ต้องปฏิบัติตามหลักอริยมรคคของอริยสัจ ๔ เพื่อจะได้ไม่ยึดในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา
------------------------------------------
ขอเชิญปัญญาชนคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย ศึกษาพุทธศาสนาดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

อันเป็นหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทเจ้า ที่ยังไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพียนมาก่อน

ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์  ที่มีเหตุผล  พิสูจน์ได้  ไม่มีความงมงาย และไม่มีใครจะโต้แย้งด้วยเหตุผลได้

ที่ทุกคนสามารถจะ "เข้าใจ" และ "เห็นแจ้ง" ได้  หรือศึกษาแล้วทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมได้

ที่เว็บ  "ฉันคืออะไร?"   www.whatami.net  -  เว็บไซต์สำหรับบุคคลอัจฉริยะ
7/12/53 โพสต์โดย whatami.net
10 จาก 10
ขันธ์5หรือรูปนามหน้าที่เราต่อขันธ์5คือรู้
พระพุทธองค์สอนให้เรารู้ทุกข์(รู้กายใจลงเป็นปัจจุบัน)ไม่ใช่ให้ทำอย่างอื่น
24/4/54 โพสต์โดย gank
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
หรือจะคิดไปเอง แต่มิได้นำพา
เบญจธรรมคือ
ตักบาตรร่วมขัน จะได้พบกันในชาติหน้าจริงหรือ ?
======= เรื่องขำขัน ยามเย็น ========
ขำขัน คลายร้อน
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู