หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
โรคภูมิแพ้ นอกจากออกกำลังกายแล้วมีวิธีการรักษาอย่างไร
สุขภาพ 20/5/52 โพสต์โดย ปาคาบ
คำตอบ
1 จาก 5
+ อาหารต้านแพ้ +

                               สามารถแบ่งการยอมแพ้ออกเป็น 2 อย่าง คือ

1.       แพ้แบบขอสู้ไว้ลายให้เต็มที่ก่อน

2.       แพ้แบบยอมหมอบราบคาบ

ซึ่งการแพ้แบบแรกนั้น ร่างกายจะหลั่งสารต้านศัตรูออกมาคล้ายอาวุธชีวภาพทำลายล้าง โดยยอมพลีกายถูกทำลายจากอาวุธของตนเองด้วย อาวุธนี้ทำให้เกิดได้ตั้งแต่ ผื่นตามตัว ไปจนถึงหลอดลมตีบ หัวใจหยุดเต้นได้ ส่วนแบบที่ 2 นั้น เมื่อศัตรูเข้ามาราวี ก็ยอมแพ้ ระบบต่างๆ แปรปรวนไปหมดทีเดียว ทำให้มีลำไส้อักเสบ ถ่ายเหลว ปวดศีรษะเรื้อรัง คล้ายไมเกรน คลื่นไส้อาเจียนเวียนศีรษะต่างๆ นาน ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในอาการแพ้ด้วย

อาหารที่ช่วยต้านการแพ้เติมพลังให้แก่ภูมิคุ้มกันร่างกาย อาทิ

               เนื้อสีขาว              เช่น เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว และเต้าหู้ซึ่งย่อยง่าย จึงทำให้โปรตีนเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ดี ในการสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งต้องใช้โปรตีนเป็นวัตถุดิบ

               ผักใบเขียวจัด      มีสารต้านสนิมอนุมูลอิสระ ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่ต้องทำงานหนัก ในการสร้างต้านอนุมูลอิสระมาก เมื่อเม็ดเลือดขาว ไม่ต้องทำงานหนักก็ไม่เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างรุนแรง

               ผักหลากสี            โดยเฉพาะสีส้มแดง ที่มีวิตามินเอ Carotenoid รวมถึงมีวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงประสาทอัติโนมัติ ให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ไวต่อสารกระตุ้นแพ้จนเกินพอดี

               วิตามินซี               เสริมภูมิคุ้มกันในฐานะ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมาก ที่สุดตัวหนึ่ง และสร้างเสริมเส้นใยคอลลาเจนในร่างกายให้แข็งแกร่ง ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นได้ดีไม่แก่เร็ว กลายเป็นผิวบางมีแต่ชั้นไขมันซ่อนอยู่ ซึ่งทำให้แพ้ง่ายคล้ายคนแก่ก่อนวัย

               สังกะสี                   เป็นเสบียงสำหรับต่อมไทมัส ซึ่งทำหน้าที่ สร้างเม็ดเลือดขาวอันเป็นภูมิคุ้มกัน ชนิดจำเพาะของร่างกาย เท่ากับช่วยสร้างกองทหารมือปราบ ให้กับร่างกายมากขึ้น

ดังนั้น ถ้าจะจัดเมนูอาหารให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็อาจทำเป็นเมี่ยงคะน้าปลาทู หรือ ยำคะน้าใส่ไก่ นอกจากนั้น สำหรับวิตามินซีมากพอก็เป็นฝรั่งสดชนิดกลมสาลี่ก็ได้ สักวันละ 5 ขีด ร่วมกับกินอกไก่ หรือซุปไก่ที่ปรุงเองวันละ 3 ถ้วยตวง ก็จะได้คอลลาเจนอีกมากมาย สำหรับสังกะสีนั้น หาได้ง่ายจากเมล็ดฟักทองสักวันละ 2 กำมือ หรือจมูกข้าวสาลีในปริมาณเท่ากัน หรือ “ข้าวกล้องงอก” ก็ได้ มีสารกระตุ้นใยสมองให้อารมณ์ดี



+ อาหารกระตุ้นการแพ้ +

               สำหรับคนที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรังไม่หาย ลองเลี่ยงอาหารเหล่านี้

1.       อาหารโปรตีนสูง อาหารกลุ่มเนื้เง และนมวัว รวมถึงผลิตภัณฑืจากนมวัว เช่น ชีส และเนยนานาชนิด

2.       อาหารทะเลที่ไม่สด ไม่ว่าจะกุ้ง หอย ปู ปลา จะน้ำจืด หรือน้ำเค็ม ล้วนมีสิทธิ์ให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งสิ้น และอาหารที่ไม่สดจะมีสารคล้าย Histamine ที่กระตุ้นอาการแพ้ออกมาได้

3.       อาหารกลุ่มธัญพืขที่มีโปรตีน ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เนยถั่ว หรือ แม้แต่ไข่ขาว

อาหารผสมสีย้อมอาหาร หรือผสมสารกลุ่มซัลไฟต์ ให้พลิกดูฉลากว่ามีคำว่า โซเดียมไบซัลไฟต์ โพแทสเซียมไบซัลไฟต์ โซเดียมซัลไฟต์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์หรือไม่ หากมีควรเลี่ยงให้ไกล

จะเห็นว่าบางทีสารก่อแพ้บางอย่าง ก็อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เช่น สีย้อมอาหาร ชนิดที่ก่อปัญหาให้มากที่สุด คือ สีเหลือง ที่เรียกว่า ทาทราซีน ส่วนอาหารบางอย่างที่ตกเป็นจำเลยว่าก่อภูมิแพ้มานานอย่าง Chocolate แท้จริง แทบไม่มีผลทำให้เป็นภูมิแพ้เลย ดังนั้น การหาอาหารไม่ก่อแพ้ ก็คือ ให้เลือกชนิดที่ไม่หนักไปทางโปรตีนมากจนเกินไป เพราะยิ่งมีโปรตีนสูง ยิ่งมีโอกาสแพ้ได้มาก เพราะว่าตัวเราก็ประกอบด้วยโปรตีนที่มารวมกันก่อเป็นเรือนกาย เมื่อได้โปรตีนจากภายนอกเข้ามาอีก ก็จะพาลรู้สึกว่าเป็นของแปลกปลอมอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ โปรตีนก็จะออกมาทำร้ายผู้ที่มาใหม่ ปฏิกิริยาเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ตัวเรา ซึ่งเป็นเสมือนสมรภูมิเดือดนี้มีอาการตั้งแต่มีผื่นคันคล้ายลมพิษ ไปจนถึงรุนแรงขนาดหยุดหายใจได้ ดังนั้น การที่เราว่ากันว่าแพ้จนตายนั้นก็ไม่ผิดความจริงเลย เมื่อแพ้แล้วก็จดบันทึกไว้ สงสัยแพ้อะไร จะได้ไม่ไปหามาใส่ตัวอีก โดยเฉพาะถ้าเป็นยามักจะสาหัสหน่อย แต่ความจริงอีกประการหนึ่งคือ เรามักไม่ได้แพ้ที่เนื้อยาโดยตรง หากแต่แพ้สีที่ผสมแคปซูลยา หรือสารเติมเต็มของยา หรือแม้แต่สารกันบูดที่ใส่ไว้ ยกเว้น ถ้าเป็นยาที่ ทำจากโปรตีน หรือเชื้อโรคที่เอามาฉีดให้เรา เช่น วัคซีน หรือแม้แต่ “ยาผิวขาว” คือ กลูตาไทโอน ก็ต้องระวังให้ดี เพราะมันอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรงได้ตั้งแต่ครั้งแรก



               + แก้แพ้ช่วยให้อารมณ์ดี +

                       ด้วยวิธีที่กล่าวไปแล้ว ไม่เน้นในเรื่องของ ยาแก้แพ้ทั้งพ่นจมูก หรือกินกันทุกวันจนกลายเป็นอาหารว่าง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ห่างไกลภูมิแพ้ออกไปได้มาก หากลองทำดูอย่างเคร่งครัด หรือ สำหรับคนที่ต้องทนทุกข์ อยู่กับภูมิแพ้มานาน ลองรักษาด้วยอาหาร และเลี่ยงอาหารจุดไฟแพ้ดังที่กล่าวไปแล้ว บางที อาจทำให้โรคที่ดูน่าหมดหวังห่างไกลคำว่า “หาย” เกิดดับไปได้บ้าง เพราะสุดท้ายแล้วทุกสิ่งต้องลงมาที่จุดเดียวกัน คือ มีเกิดแล้วก็มีดับลับหายไป แม้แต่ตัวของเราเอง หรืออารมณ์ของเราเอง มีหงุดหงิด ไม่สบายใจ พอสมองมันเพลียมากๆ ความหงุดหงิดนั้นก็หลุดไป กลายเป็นนอนหลับ หรือ กลายเป็นอารมณ์ฟุ้งไปกับเรื่องอื่นแทน นำไปสู่คำตอบสุดท้ายของการแก้แพ้ได้ดีที่สุด คือ ตั้งใจต้านแพ้ให้ดีที่สุดแล้วอย่าเพิ่งท้อ แต่ต้องรอให้การเกิดดับทำหน้าที่ของมัน รออย่างเข้าใจด้วย เพราะสัจธรรม ก็คือ ความทุกข์เป็นจุดเริ่มต้นของความสุข ถ้าเข้าใจดังนี้แล้ว อารมณ์ดีๆ ก็จะตามมาเอง



+ รู้ทันให้ครบสูตร ต้องไม่ลืม “กินตามธาตุ” +

           ธาตุดิน  คือ           ผู้ที่เกิดเดือนตุลาคม – ธันวาคม อาหารที่เหมาะกับธาตุกาย ได้แก่ ผักที่มีกลิ่นแรง มีรสค่อนข้างฝาด ได้แก่ ผักกระเฉด ถั่วพู เผือก มัน มะละกอ หัวปลี น้ำอ้อย เกลือ ฝรั่งดิบ ฟักทอง เงาะ และถั่วต่างๆ

               ธาตุไฟ   คือ           ผู้ที่เกิดเดือนมกราคม – มีนาคม เข้าได้กับผักที่มีรสขม แต่เย็น เช่น แตงโม ฟัก บวบ สะเดา มะระขี้นก มะเขือพวง มะแว้ง ตำลึง แค ผักบุ้ง บัวบก ขี้เหล็ก และแตง

               ธาตุลม  คือ           ผู้ที่เกิดเดือนเมษายน – มิถุนายน เหมาะกับผักรสเผ็ดร้อน เติมธาตุไฟไปช่วยกระตุ้นกระเพาะลำไส้ให้ย่อยอาหาร เช่น พริกไทย กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบโหระพา กะเพรา พริก กระเจียวแดง

               ธาตุน้ำ   คือ           ผู้ที่เกิดเดือนกรกฎาคม – กันยายน เหมาะกับผักที่มีรสเปรี้ยว ช่วยขับเสมหะ และกระตุ้นระบบขับถ่ายของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ฝรั่ง เสาวรส ส้ม มะนาว สับปะรด มะกรูด และมะเขือเทศ



สำหรับการจำแนกของรสชาติอาหาร ตามหลักแพทย์แผนไทย เพราะแต่ละรสก็แบ่งไม่เหมือน กับของตะวันตก แต่มีคุณสมบัติ ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ใช้บำบัดโรคได้ ดังที่ จะแยกธาคุออกมาได้ดังนี้

รสฝาด                   มีฤทธิ์ช่วยปิดสมานแผล แก้ท้องร่วง ฆ่าบิดเชื้อ บำรุงธาตุลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมะขามป้อม สะเดา หรือเปลือกมังคุด ยอดกาหยี ลูกมะตูมอ่อน ลูกมะเดื่อ ยอดฝรั่ง ใบฝรั่ง ยอดจิก ผักกระโดน ยอดผักเสม็ด เป็นต้น

รสหวาน               มีสรรพคุณซ่านซึมไปตามเส้นเลือด ทำให้ชุ่มชื้นได้ทันที เติมกำลังแก่ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง ง่วงนอน เติมกำลังให้สมอง คิดออก ได้แบบเดียวกับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล ์จากน้ำตาล แต่ถ้าได้รสหวานมากไป ก็จะทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว เกิดเสมหะมาก ไอน่ารำคาญ ในส่วนของผักสมุนไพร ที่มีรสหวานแฝงทำลายสุขภาพถ้าได้รับมากเกินไปได้แก่ เห็ด หน่อไม้ บุก ผักหวานป่า ฟักข้าว เต่ารั้ง ผักขี้หูด เป็นต้น

รสขม                     เรียกว่าเป็นรสที่น่าชื่นชมสำหรับยาไทยยาจีน สิ่งใดก็ตามที่ชม มักอุดมไปด้วยตัวยารักษาโรค อย่างเปลือกต้นหลิวก็ถูกนำมาต้ม เป็นยาลดไข้ มีสรรพคุณเหมือนกับ แอสไพริน สมุนไพรรสขม ยังมีคุณสมบัติ บำรุงเลือด และถุงน้ำดี โดยมีสรรพคุณสำหรับบำรุงโลหิต และดี ได้แก่ ผักโขม มะระขี้นก ยอดมะรุม สะเดา ใบยอ ดอกขี้เหล็ก ยอดหวาย ฝักเพกา มะเขือ เป็นต้น

รสเผ็ดร้อน           มีคุณในการเสริมเตโชธาตุ ให้แก่ร่างกายให้อุ่นได้หลายแบบ นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณ ช่วยย่อย แก้ลม จุกเสียด แน่นเฟ้อ ขับเรอผายลม ซึ่งสมุนไพร ที่ให้รสเผ็ดร้อน เช่น ใบชะพลู โหระพา กะเพราะ ดอกกระทือ ดอกกระเจียวแดง ผักหูเสือ ดีปลี ขิงข่า และหมิ้น เป็นต้น

รสหอมเย็น          มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ทำให้ใจคอสดชื่น บำรุงครรภ์ แก้เสมหะโลหิต แก้อ่อนเพลีย เช่น เตยหอม บัว ผักบุ้งไทย สันตะวา โสน และดอกขจร เป็นต้น

รสเปรี้ยว               กรดเปรี้ยวอาจไปกัดเคลือบฟันจนสึกกร่อนได้ จนถึงคอฟัน กลายเป็นเหมือนขาตะปู สำหรับข้อดีของรสเปรี้ยว คือ ช่วยแก้เสมหะ ฟอกโลหิต และระบายท้อง เช่น มะขามเปียก ยอดมะขามอ่อน มะนาว มะเฟือง ยอดชะมวง และมะดัน เป็นต้น

รสมัน                    เป็นอีกรสหนึ่งที่ไม่อยู่ในสาระบบของชิวหาฝรั่ง แต่มีค่าความอร่อยสูง รสนี้มีสรรพคุณแบบแผนไทย คือ แก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงไขข้อ บำรุงเส้นเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงเยื่อกระดูก เช่น สะตอ เนียง บัวบก ขนุนอ่อน ถั่วพู ฟักทอง กระถิน มัน ยอกผักติ้ว และชะอม เป็นต้น
20/5/52 โพสต์โดย namida
2 จาก 5
ผมเคยเป็นภูมิแพ้ น้ำมูกใสไหลริน เพียงแค่โดนฝุ่นในห้องเล็กน้อย หรือ ปะทะร้อนเย็นก็เป็น ใช้ทิสชู่ เป็นม้วนก็ไม่หมด
รำคาญมาก กล้ำกึ่งกับเป็นหวัด แต่น้ำมูกไม่เขียว แล้วทำให้มึนๆปวดหัว กินแอคตี้เคว็ด ระงับเป็นครั้งๆไป
มีเทวดามาบอก ให้กินนมตราหมี ผมเลือกกินแบบกล่องรสนมผึ้ง กินทุกคืนติดต่อกัน(ก่อนนอน)กินอยู่สี่ห้าปีค่อยๆหายและ
ภูมิแพ้ที่ว่า น้ำมูกไหลง่ายๆ หายสนิทผลปรากฏว่า
น้ำหนักขึ้นแต่ไม่อ้วน คือไปหนักกระดูกมาก จาก 63 ผอมมาก ตอนนี้ไปอยู่ที่ 80กก.ทั้งที่กินไม่จุ บางมื้อลืมกินข้าว
รู้สึกดีขึ้นตั้งแต่แรกเลย  เข้าใจว่ามีแร่ธาตุที่สร้างภูมิคุ่มกันขึ้นมาโดยธรรมชาติ
หมดไปหลายตัง แต่ของดีอยู่ที่ตัวเราไม่ต้องพึ่งยาหมอ
21/5/52 โพสต์โดย Miscellanous
3 จาก 5
ที่มีหลักฐานในการรักษาแล้วก็มี วิตามินซี

อีกวิธีหนึ่งถ้าคุณเป็นมากแล้วเกิดปัญหาในการดำเนินชีวิต ลองปรึกษาแพทย์ มีการทำ desensitize (เขียนยังไงจำมะได้แล้ว)

ลองดูแล้วกันนะครับ
21/5/52 โพสต์โดย budofox
4 จาก 5
หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ซะ
21/5/52 โพสต์โดย บูริน หมูสีชมพู
5 จาก 5
ดื่มนมแพะช่วยได้นะ
22/5/52 โพสต์โดย คนค้นหา
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
วิธีออกกำลังกาย สำหรับ ผู้ เป็นโรคโลหิตจาง
เพราะอะไร การออกกำลังกายถึงรักษาโรค ต่อต้านโรคได้
คนชอบพูดว่า ทำงานหนักมักจะเป็นโรคเป็นภัยบ่อย แล้วไหนว่าออกกำลังกายเยอะๆ แล้วจะไม่เป็นโรคเป็นภัย งง
เป็นโรคภูมิแพ้ค่ะ
วิธีป้องกันโรคภูมิแพ้
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู