หน้าแรก > คำถาม
คำถาม
ประวัติและบทบาทของอาเซียน
ประวัติศาสตร์ 13/7/53 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
คำตอบ
1 จาก 4
ในโอกาสที่สมาคมประชาชาติอาเซียนจะก้าวสู่ขั้นตอนใหม่ มีกฎบัตรร่วมกัน (ASEAN Charter) ซึ่งมิได้มีแต่มิติเศรษฐกิจและการเมืองเท่านั้น การเน้นมิติสังคมมนุษยธรรมโดยเฉพาะเน้นให้อาเซียนเป็นประชาคมที่เอื้ออาทรหรือร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน (Caring) และการเป็นสังคมแบ่งปันกัน (Sharing) จึงมีความสำคัญสูงยิ่ง

      แต่อย่างไรก็ดี ประเทศไทยในช่วงเวลานี้กำลังตกอยู่ในภาวะสำลักวิกฤต จนมีผลต่อจิตวิทยาของสังคมในปัจจุบัน สืบเนื่องมาจากภาวะสับสนทางความคิดและความรู้สึกในสังคมการเมือง

      หากมองจากเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ "การเมืองระดับชาติ" ยังอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ ลักลั่นยังคงต้องต่อสู้ ถกเถียงกันต่อไป

      ประเทศไทยคงจะต้องใช้เวลาในการสร้างความเห็นพ้องต้องกันในแนวทางปฏิรูปการเมืองที่มีจริยธรรม และ "เสถียรภาพทางการเมือง" ต้องเป็นเรื่องที่ต้องให้เวลาอีกระยะหนึ่ง

      ณ จุดนี้ สังคมไทยคงต้องถามตัวเองว่าควรหรือที่เราจะต้องบูชายัญ "เสถียรภาพทางสังคมและวัฒนธรรม" ไปในเกมวิวาทะทางการเมืองแบบแพ้ชนะเท่านั้น แล้วปล่อยให้การตั้งโจทย์วนเวียนอยู่กับประเด็นการเมืองเพียงไม่กี่ประเด็นอย่างน่าเบื่อหน่ายอย่างนั้นหรือ

      ภายใต้ภาวะชะงักงันในปัจจุบันเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะก้าวพ้นจากความซ้ำซากเหล่านั้น เพราะยังมีบริบทในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่นที่ต่างก็เสนอปัญหาท้าทายสังคมไทยเราอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน

      โจทย์หนึ่งที่เป็นจริงไม่แพ้กับการเมืองภายในก็คือ ตำแหน่งแห่งที่ของไทยในอาเซียนในบริบทของโลกาภิวัตน์

1.บริบท

กระแสโลกาภิวัตน์ที่ผ่านมามีลักษณะสำคัญ คือ

1) เร่งรัดมากแต่มีความไม่แน่นอนอย่างมาก ระยะหลังมานี้เผชิญวิกฤตการเงินซึ่งเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาแต่กระทบไปทั่วโลก วิกฤตครั้งนี้คาดว่าจะมีผลกระทบให้ต้องชะลอความเร็วเร่งรุดด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจลงบ้าง และจำต้องมีการกำกับดูแลโดยรัฐและสังคมอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ

2) โลกาภิวัตน์ที่ผ่านมาขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด มุ่งเป้าหมายตลาดเดียว แหล่งลงทุนรวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะอย่างเสรี การมุ่งหน้าบรรลุเป้าเช่นนี้ อีกนัยหนึ่งเป็นการมุ่งการบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก การแข่งขันก็ทวีความเข้มข้น

3) การพัฒนาภายใต้โลกาภิวัตน์เศรษฐกิจนำ กลายเป็นการพัฒนามิติเดียว แต่กลับไปส่งเสริมให้เกิดภาวะขาดดุลแม้บางกรณีอาจมิได้มีความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นเลย

ได้แก่ ภาวะขาดดุลด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ขาดดุลด้านธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย ขาดดุลด้านความเป็นธรรมทางสังคมและจริยธรรมในการพัฒนา

2.ปัญหาความรู้เท่าทันด้านสังคมตามไม่ทันการเมืองแบบผลประโยชน์

1) ช่องว่างในการรับรู้ (Perception Gap) ระหว่างความนึกคิดกับความเป็นจริง การพัฒนาที่ผ่านมาในความเป็นจริงมิได้เป็นไปดังที่นึกคิดกันมา เพราะมีมิติภูมิภาคที่เศรษฐกิจไทยเราต้องเกี่ยวข้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างแยกไม่ออก การพัฒนาเกิดมาได้เพราะเกิดในบริบทที่กว้างกว่าประเทศ มีมิติภูมิภาคยานุวัตน์ (Regionalization) ด้วย ประเทศเราพัฒนามาได้เพราะเราอาศัยแรงงานต่างด้าวถึงร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศ (ประมาณ 3.5 ล้านคน) เราพัฒนามาได้ก็อาศัยพลังงานต่างแดน เพราะเราสร้างเขื่อนในแผ่นดินไทยไม่ได้ แต่เรายังต้องการบริโภคไฟฟ้าอีกมาก และพึ่งพาทรัพยากรคนอื่นมาตลอด

2) ผู้ขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจเอกชนมีจำนวนมากกว่าและมีความเข้มแข็งกว่าผู้ขับเคลื่อนทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

3) ปัญหาช่องว่างของแรงจูงใจ แรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ (ใช้ประโยชน์และหากำไร) มีพลังมากกว่าแรงจูงใจด้านร่วมทุกข์ร่วมสุข (Solidarity) มิหนำซ้ำโลกทรรศน์แบบสงครามเย็นยังมีอิทธิพลตกค้างอยู่ไม่น้อยในการเมืองเพื่อนบ้าน ในอดีตภายใต้ภาวการณ์มีสงครามเย็นทำให้เรามีหลักความคิดอยู่ว่า เมื่อเพื่อนบ้านอ่อนแอ เราจะดีใจหรืออย่างดีหน่อยก็มองเห็นเขาเป็นตลาดขายสินค้าของเราเท่านั้น

4) ปัญหาช่องว่างด้านความรู้ความเข้าใจ (knowledge Gap) กับสถานภาพของไทย กล่าวคือระหว่างความคาดหวังต่อไทยในฐานะประเทศผู้นำกับสำนึกรู้ต่อบทบาทของตนที่มีมิติรับผิดชอบต่อภูมิภาค นอกจากนี้มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียนยืนยันว่า ระดับของความรู้และความไม่อยากรู้เรื่องเพื่อนบ้าน รวมทั้งภาษาเพื่อนบ้านของเยาวชนไทยนั้นเกือบเป็นที่โหล่เมื่อเทียบกับบรรดาสมาชิกของอาเซียนด้วยกัน

คนไทยจำนวนไม่น้อยมองตนเองเหนือกว่าเพื่อนบ้าน (เพราะมีเงินทองการพัฒนามากกว่า) ทำให้มีภาวะจิตวิทยาแบบ "ยกตนข่มท่าน" โดยไม่สำนึก

ในบางกรณีจะพบว่าการแสดงออกทางวัฒนธรรมต่อผู้คนและวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านมีอาการ "หน้าไหว้ หลังหลอก"

เช่น การเอ่ยถึงชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมเพื่อนบ้านในแง่เป็นตัวตลก ในโฆษณาธุรกิจหรือในละครโทรทัศน์ หรือในแง่มุมตลกขบขันของตลกคาเฟ่ แม้แต่การสร้างภาพยนตร์ "หมากเตะโลกตะลึง" "เพลงรักสองฝั่งโขง" ฯลฯ ที่ประสบปัญหาซ้ำๆ ซากๆ ก็บ่งบอกปัญหาที่มีรากเหง้าที่ยังมิได้หาทางแก้ไขอย่างจริงจังแต่อย่างใด

3.แนวทางแก้ไขปัญหา : พลิกโอกาสให้แก่สังคมและวัฒนธรรมเป็นเสาหลัก

1) ส่งเสริมการตระหนักรู้ว่าอุปสรรคของการก้าวสู่อนาคตของอาเซียนอย่างสมบทบาทประเทศผู้นำ มิได้มาจากศัตรูที่น่ากลัวจากที่ไหนแต่เป็นศัตรูในตัวเราเอง นั่นคือ "ภาวะโลกกว้าง-จิตแคบ" ในประเทศไทยทุกระดับโดยเฉพาะระดับผู้นำการเมือง

2) แก้ไขภาวะขาดดุลด้วยการเร่งรัดโลกาภิวัตน์ด้านสังคมวัฒนธรรม โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจถึงผลเสียของการมุ่งแต่การบูรณาการด้านเศรษฐกิจ และใช้ด้านวัฒนธรรมและสังคมมาเป็นเครื่องมือหรือเครื่องประดับของเศรษฐกิจ

ดังนั้น จึงจำต้องมุ่งลดหรือยกเลิกการมุ่งขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเอกเทศคล้ายเป็นความดีงามในตัวเอง โลกาภิวัตน์ด้านสังคมและวัฒนธรรมจำต้องถูกผลักดันส่งเสริมมากขึ้น เช่น การเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนระหว่างชุมชนสองฝั่งโขง และระหว่างพี่น้องเครือข่ายชุมชนช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ชุมชนชาติพันธุ์เพื่อนบ้านในจังหวัดชายแดนของไทย เครือข่ายสนับสนุนคนพิการ และผู้ตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด

3) ส่งเสริมการขยายโลกทรรศน์และเปลี่ยนสำนึกแบบสงครามเย็น แต่ไม่ว่าระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจต่างกัน แต่ประเทศเขา-ประเทศเราต่างก็มีความยุ่งยากในการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงาน ฯลฯ

แต่ยุคใหม่นี้ถึงแม้จะมีข้อขัดแย้งหรือความตึงเครียดเกิดขึ้นก็ตามที แต่เราต่างก็ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ด้วยกัน จักต้องมองเห็นอนาคตร่วมกันและเสริมสร้างประโยชน์ร่วมกัน และปัญหาแบบใหม่เหล่านี้จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมือกันเท่านั้น

4) หัวใจของอนาคตก็คือ การเสริมสร้างความเป็นตัวตนร่วมกัน ที่เรียกกันว่า อัตลักษณ์ร่วมกันของประชาคมอาเซียน (ASEAN Identity) โดยยอมรับความหลากหลายของอัตลักษณ์ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสำนึกการร่วมทุกข์ร่วมสุข (Caring) การแบ่งปันกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกัน (Sharing) เพราะทุกประเทศต่างมีความหลากหลายของท้องถิ่น ภาษา ชาติพันธุ์ และประเทศ รวมทั้งนิเวศวิทยาของอาณาบริเวณที่จะต้องอยู่ร่วมกัน และพัฒนาไปด้วยกันด้วยหลัก "พอเพียงและยั่งยืน"

5) ส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและท้องถิ่น ตลอดจนมหาวิทยาลัยในการเสริมสร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน ในสถานการณ์การเมืองระดับชาติชะงักงันนี้ ยุทธศาสตร์ของประเทศที่จำต้องมุ่งหน้าย่อมไม่อาจขึ้นอยู่กับการรอคอย หากจะต้องมีการริเริ่มจากทุกระดับที่เป็นไปได้ แม้เท่าที่ผ่านมาจะไม่เคยมีผู้นำประเทศหรือผู้ใหญ่ในหน่วยงานที่กรุงเทพฯตระหนักรู้ก็ตาม แต่มหาวิทยาลัยตามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทุกทิศต่างก็มีประสบการณ์ของตนโดยตรงต่ออาเซียนในบางลักษณะกันทั้งนั้น

      ฐานะและบทบาทของประเทศไทยในอาเซียนในขั้นตอนใหม่และในโลกท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและวิกฤตการเงินนี้ จึงเพรียกหาสำนึกของสังคมไทยทั้งมวล ขณะเดียวกันความจำเป็นในบริบทใหม่นี้ย่อมเรียกร้องให้เรามองประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างพ้นไปจากกรอบชาตินิยม และการฉกฉวยผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และมุ่งหน้าสู่ "ประชาคมอาเซียน" ที่จะอยู่กับเพื่อนบ้านด้วยความเคารพซึ่งกันและกันด้วย อนาคตของไทยย่อมไม่อาจแยกออกจากเพื่อนบ้านในอาเซียนได้

      ความเคารพต่อกัน และการร่วมทุกข์ร่วมสุขเท่านั้นที่จะเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนต่อไป
17/7/53 โพสต์โดย โซลมาสเตอร์
2 จาก 4
เส้นเวลาทางประวัติศาสตร์ไทย
22/8/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
3 จาก 4
เส้นเวลาทางประวัติศาสตร์ไทย
22/8/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
4 จาก 4
เส้นเวลาทางประวัติศาสตร์ไทย
22/8/55 โพสต์โดย ยังไม่มีชื่อเล่น
นอกจากนี้คุณอาจสนใจ
ประชาคมอาเซียน คืออะไร
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนมีผลกระทบต่อไทยอย่างไร
อาเซียน เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 250 อยกาทราบว่าประเทศใดที่ร่วมก่อตั้งบ้าง ?
เศรษฐกิจโลก มีผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร ??
อาเซียนมีกี่ประเภท
เข้าสู่ระบบ
ดู กูรู ใน: โทรศัพท์มือถือ | คลาสสิก
©2014 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ผู้ช่วยกูรู